- หน้าแรก
- ราชันบรรพกาล
- บทที่ 14 แม่มดที่ไม่น่ากลัวนั่นแหละที่น่ากลัวที่สุด
บทที่ 14 แม่มดที่ไม่น่ากลัวนั่นแหละที่น่ากลัวที่สุด
บทที่ 14 แม่มดที่ไม่น่ากลัวนั่นแหละที่น่ากลัวที่สุด
คำพูดของโม่หยางนั้นสงบอย่างยิ่ง สำหรับศิษย์พี่หญิงสวีเบื้องหน้า เดิมทีพวกเขาต่างก็ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน โม่หยางก็ไม่ปรารถนาให้เกิดความขัดแย้งใดๆ ระหว่างกัน
สวีซินเองก็เพ่งพินิจมองโม่หยางอยู่เช่นกัน เพียงแต่โม่หยางจงใจเก็บซ่อนลมหายใจไว้ ทำให้นางไม่อาจรับรู้ถึงระดับพลังของเขาได้โดยตรง
เมื่อได้ยินคำของเขา นางก็แค่นเสียงเย็นชาออกมาก่อนจะกล่าวว่า “เจ้าอย่ามาทำท่าทีเป็นคนดีนักเลย เรื่องของเจ้าข้าก็ได้ยินมาหมดแล้ว ข้าได้ยินว่าศิษย์พี่ฉีก็พ่ายแพ้ให้แก่เจ้า แต่ถึงเขาแพ้ ข้ายังมิแน่ว่าจะพ่าย!”
“ในฐานะศิษย์สำนัก เจ้ากลับกล้าก่อเรื่องวุ่นวายกับศิษย์น้องเล็ก สร้างข่าวลือมากมาย ทำลายบรรยากาศของสำนัก พวกผู้อาวุโสเห็นว่าเจ้ามีพรสวรรค์จึงไม่ขับไล่ แต่ข้านั้นไม่อาจยอมให้เป็นเช่นนี้!”
ซูเฟยเอ๋อร์ที่อยู่ข้างๆ แอบเหลือบมองโม่หยาง สีหน้าของนางทั้งรู้สึกลำบากใจและหมดหนทางเล็กน้อย
เพราะนางรู้ดีถึงนิสัยของศิษย์พี่หญิงสวีผู้นี้ จึงได้พยายามรั้งและกระซิบเตือนอยู่ตลอด
ที่สำคัญ นางรู้ชัดว่า โม่หยางตอนนี้มีพลังถึงขั้นปฐพีเร้นลับระดับสามช่วงกลางมาตั้งแต่ครึ่งเดือนก่อนแล้ว
อย่าว่าแต่สวีซินคนเดียวเลย ต่อให้รวมฉีเหิงด้วยก็ใช่ว่าจะเป็นคู่มือของโม่หยาง
นางยังจำสภาพย่ำแย่ของฉีเหิงหลังจากการประลองครั้งก่อนกับโม่หยางได้ดี ด้วยนิสัยของโม่หยาง หากสวีซินยังดื้อรั้นอยู่เช่นนี้ เกรงว่าคงเลี่ยงศึกไม่ได้ และผลลัพธ์คงยากจะคาดเดา
โม่หยางยังคงสงบนิ่ง สีหน้าราบเรียบ เขากวาดตามองสวีซินแวบหนึ่งแล้วกล่าวว่า “กลับไปเถอะ ข้าไม่อยากลงไม้ลงมือกับสตรี และไม่อยากให้คนครหาได้ว่าข้าดูหมิ่นผู้ที่อาวุโสกว่า”
ทว่าคำพูดนี้กลับจุดไฟโทสะในใจสวีซินทันที
“เจ้ากำลังดูถูกข้างั้นหรือ?”
“ดี! ดีมาก! เช่นนั้นวันนี้ข้าจะกำจัดเจ้าให้พ้นสำนัก!”
สีหน้าของสวีซินพลันเย็นยะเยือก แววตาเปล่งจิตสังหารอย่างไม่ปิดบัง
ทันใดนั้น นางสะบัดแขนหลุดจากซูเฟยเอ๋อร์ ก่อนจะร่ายกระบี่แทงใส่โม่หยาง
โม่หยางถึงกับถอนหายใจ สีหน้าเต็มไปด้วยความระอา ไม่แม้แต่จะหลบหลีก ไม่ได้กระตุ้นพลังใดๆ เพียงยกมือขึ้นคว้ากระบี่นั้นไว้ด้วยมือเปล่า
สีหน้าสวีซินเปลี่ยนไปเล็กน้อย นางแค่นเสียงก่อนจะออกแรงแทงไปอีก
ทว่า ไม่ว่าจะออกแรงเพียงใด กระบี่นั้นกลับไม่ขยับแม้แต่น้อย ราวกับถูกเหล็กกล้าหนีบไว้แน่น
ซูเฟยเอ๋อร์รีบกล่าวว่า “โม่หยาง เจ้าใจเย็นก่อน…”
“ข้าบอกแล้ว เจ้ามิใช่คู่ต่อสู้ของข้า เจ้ายังไม่บรรลุขั้นปฐพีเร้นลับ เจ้าจะเอาอะไรมาสู้กับข้า?” โม่หยางกล่าวพลางปล่อยมือทันที แต่ก่อนปล่อย นิ้วยังสะบัดที่คมกระบี่เบาๆ
เพียงพริบตา กระบี่ก็สั่นระรัว คลื่นพลังมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าถาโถมเข้าใส่กระบี่นั้นจนร่างของสวีซินถอยหลังหลายก้าว เกือบจะปล่อยกระบี่หลุดมือ
ใบหน้าของนางแดงก่ำไปถึงใบหู จนเมื่อถอยกลับมาถึงข้างซูเฟยเอ๋อร์จึงหยุดลงได้ ดวงตาจับจ้องโม่หยางด้วยความตกตะลึงในใจ
เมื่อครู่นั้นโม่หยางแทบจะไม่ได้ใช้พลังเลย แล้วไยถึงมีพลังมหาศาลเช่นนี้ได้?
ที่คมกระบี่ยังเห็นรอยนิ้วมือห้ารอยฝังอยู่ คมกระบี่ถึงกับบิดเบี้ยวผิดรูป
“ศิษย์พี่หญิง เรื่องคราวก่อนเป็นแค่ความเข้าใจผิด โม่หยางมิได้ผิดเลยสักนิด” ซูเฟยเอ๋อร์รีบกล่าวห้าม เมื่อเห็นสวีซินยังไม่ยอมถอย กลัวจะเกิดศึกขึ้นอีก
“ศิษย์น้องเล็ก เจ้ากลับมาปกป้องเขาอีก! ข้าว่าเจ้าคงโดนเขาใช้ยาเสน่ห์ใส่เสียแล้ว!” สวีซินเอ่ยอย่างโมโห เหมือนผิดหวังในตัวซูเฟยเอ๋อร์
นางรู้สึกว่าซูเฟยเอ๋อร์เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง หากเป็นเมื่อก่อนคงออกหน้าช่วยนางแล้ว ทว่าตอนนี้กลับพูดเข้าข้างโม่หยาง
“ไม่ใช่นะ ศิษย์พี่หญิง…ท่านสู้เขาไม่ได้จริงๆ!” ซูเฟยเอ๋อร์หน้าแดง กล่าวเสียงเบา
“เจ้าหมอนี่เก่งมาก ท่านไม่รู้หรอก ตอนนี้เขาเกือบถึงขั้นสวรรค์เร้นลับแล้ว!”
สวีซินที่กำลังจะบุกอีกครั้งถึงกับชะงัก
นางหันไปมองโม่หยางแล้วรีบถามซูเฟยเอ๋อร์ “เจ้าว่าอะไรนะ?”
“ครึ่งเดือนก่อนเขาก็เป็นขั้นปฐพีเร้นลับระดับสามช่วงกลางแล้ว ผู้อาวุโสสูงสุดพูดเองกับปากเลย!”
คำพูดนี้ทำให้สีหน้าของสวีซินเปลี่ยนไปชัดเจน ดวงตานางเต็มไปด้วยความตกใจ หลังจากเงียบงันครู่ใหญ่จึงกัดฟันกล่าวว่า “ดูท่าศิษย์พี่ฉีจะพูดถูก เจ้าซ่อนพลังไว้ลึกนัก!”
โม่หยางถอนหายใจเบาๆ ก่อนเอ่ยว่า “ข้ามิได้ตั้งใจซ่อนอะไร ข้าเพียงแต่อยากฝึกฝนอย่างสงบ ไม่ต้องการให้ใครมารบกวน”
“หึ! หน้าซื่อตาใสแต่ใจต่ำช้า! จำไว้เถอะ ข้าจะกลับมาอีกแน่!”
สวีซินกล่าวจบก็หันหลังเดินออกไปจากลาน
ความต่างของระดับพลังนั้นมากมายราวเหวลึกฟ้าไกล นางย่อมรู้ดีว่าไม่มีทางชนะ การอยู่ต่อก็มีแต่จะเสียหน้า
ทว่าเดินถึงหน้าประตูลานแล้ว นางกลับหันกลับมาอีกครั้ง ถลึงตาใส่ซูเฟยเอ๋อร์ “เจ้ายังไม่ไปอีก?”
แล้วก็ฉุดแขนซูเฟยเอ๋อร์ออกไปจากลานแบบทั้งลากทั้งดึง
“ศิษย์พี่หญิง ข้ามีเรื่องจะคุยกับเขา!”
“เจ้ามันเด็ก ยังไม่รู้เรื่อง เจ้าอย่าให้เขาหลอกเอาได้ เจ้านี่มันดูยังไงก็ไม่ใช่คนดี!”
“แต่ข้าก็ไม่เด็กแล้ว เขาก็ไม่ใช่คนเลวนี่นา…”
“แล้วทำไมเจ้าไม่บอกแต่แรกว่าเขามีพลังถึงขั้นปฐพีเร้นลับระดับสามแล้ว?”
“ก็ศิษย์พี่หญิงไม่ถามเองนี่นา…”
“โอ๊ยยยย! ข้าละปวดหัวกับเจ้านัก!”
……
โม่หยางได้ยินเสียงโต้เถียงที่ค่อยๆ ห่างออกไป สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความงุนงง
‘ข้าทั้งหล่อเหลาสง่างาม เยือกเย็นเปี่ยมคุณธรรม…’
‘ทำไมถึงดูไม่เหมือนคนดีล่ะ?’
‘ยังจะมีบุรุษใดในโลกนี้ที่ยอดเยี่ยมกว่าข้าอีกหรือ?’
“เฮ้อ…โลกนี้เรียบง่าย แต่สิ่งที่ซับซ้อนก็คือ…จิตใจของคนต่างหาก…”
โม่หยางส่ายหัวอย่างระอาใจ ก่อนจะกลับไปนั่งสมาธิต่อ
แต่ไม่นาน ซูเฟยเอ๋อร์ก็กลับมาอีกครั้ง แอบลอบเข้าลาน สีหน้าเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“เข้ามาเถอะ อย่าทำตัวลับๆ ล่อๆ!” โม่หยางลืมตาขึ้นกล่าว แล้วเสริมต่อว่า “พอดีข้ามีของจะให้เจ้า!”
ซูเฟยเอ๋อร์ตาลุกวาว วิ่งเข้ามาหาโม่หยางด้วยก้าวเล็กๆ “ของดีอะไรหรือ!”
โม่หยางหยิบขวดหยกขาวสองใบส่งให้นาง “หนึ่งคือโอสถแห่งความเยาว์วัย อีกหนึ่งคือโอสถฟอกไขกระดูก โอสถฟอกไขกระดูกกินวันละเม็ด ช่วยขจัดสิ่งสกปรกในร่างกาย…”
ซูเฟยเอ๋อร์ฟังจบ ตากลมโตของนางก็โค้งงอเป็นรูปพระจันทร์ทันที รีบรับโอสถไปเก็บอย่างทะนุถนอม โดยไม่แม้แต่จะเปิดดู
จากนั้นก็เดินวนรอบตัวโม่หยางสองสามรอบ ก่อนจะหยุดยืนอยู่ตรงหน้าแล้วกล่าวอย่างคาดหวัง “เจ้าดูสิ ข้ามีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง?”
โม่หยางเกือบจะพูดว่า ‘เจ้าดูเพี้ยนขึ้นทุกวันแล้ว’ แต่สุดท้ายก็กลืนคำลงคอ
“เจ้าไม่รู้สึกเลยหรือว่าข้าสวยขึ้นกว่าเดิม?” ซูเฟยเอ๋อร์พูดพร้อมกับใบหน้าเขินอาย
“เอ่อ…” โม่หยางขนลุกซู่ มองนางที่อยู่ตรงหน้า แววตานั้น แก้มแดงระเรื่อ เสียงหวานหยด จนเขารู้สึกหนังศีรษะชาไปหมด
เหงื่อเย็นเริ่มผุดบนหลัง รีบพยักหน้ารับไปแบบงงๆ
เขาไม่กลัวนิสัยเอาแต่ใจของซูเฟยเอ๋อร์เลย กลับกัน เขากลัวเวลานางไม่แสดงนิสัยนั้นออกมาต่างหาก เช่นตอนนี้นี่แหละ…น่าขนลุกที่สุด
“พี่โม่หยาง… ข้าอยากฝึกฝนกับเจ้า…”
โม่หยางสะดุ้งสุดตัว ถึงกับนั่งต่อไม่ไหว ลุกพรวดขึ้นถอยหลังไปสองก้าว
ขนลุกซู่ทั่วร่าง ก่อนจะรีบกล่าวว่า “อย่าเลย ข้าชอบฝึกคนเดียวมากกว่า ศิษย์น้องเล็กเจ้ากลับไปเถิด เวลานี้มันก็มืดแล้ว…”
จากนั้นยังเผลอยกมือเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก พร้อมกล่าวพึมพำ “แดดยามนี้ช่างแผดเผานัก!”