- หน้าแรก
- ราชันบรรพกาล
- บทที่ 12 มัดตัวพร้อมหลักฐาน
บทที่ 12 มัดตัวพร้อมหลักฐาน
บทที่ 12 มัดตัวพร้อมหลักฐาน
ยามเย็นวันนั้น แสงตะวันสุดท้ายย้อมฟากฟ้าเป็นสีทองอ่อน โม่หยางหิ้วไหสุราสองใบกับกับแกล้มอีกสองสามอย่างที่เขาทำเอง เดินลงมาจากเขามู่
เขาเดินตรงไปยังด้านหลังเขาใหญ่ของสำนักหลิงซวี
บริเวณนั้นคือสุสาน…
ในส่วนลึกของสุสาน มีหลุมศพหนึ่งที่เพิ่งก่อขึ้นใหม่ เป็นเพียงสุสานฝังเสื้อผ้าเท่านั้น ตอนนี้บนหลุมก็มีหญ้ารกครึ้มขึ้นเต็มไปหมด
สายลมยามสนธยาโบกพัดเบาๆ ทำให้ต้นหญ้าและพรรณไม้ไหวสะท้าน ส่งเสียงซ่าๆ บรรยากาศเต็มไปด้วยความอ้างว้างเย็นชา
โม่หยางเดินตรงไปยังหลุมศพนั้น วางสุราและอาหารไว้หน้าหลุม ก้มลงกราบอีกหลายครั้ง แล้วนั่งลงเบื้องหน้าหลุมศพนั้น
“ท่านอาจารย์… ข้ามาเยี่ยมท่านแล้ว”
“อย่าได้โกรธศิษย์ที่มิได้มาเยี่ยมเยียนบ่อยนัก ช่วงนี้ข้าฝึกฝนอย่างหนัก อยากแข็งแกร่งให้เร็วที่สุด จะได้แก้แค้นแทนท่าน!”
“ตอนนี้ข้าก็มิได้อ่อนแอแล้ว แข็งแกร่งกว่าศิษย์คนใดในสำนักเสียอีก ท่านดูเถิด ข้าบรรลุถึงขั้นปฐพีเร้นลับระดับสามช่วงกลางแล้ว…”
“ข้ายังเรียนรู้ทักษะการปรุงโอสถอีกด้วย ตอนนี้ก็เริ่มชำนาญแล้ว สามารถปรุงโอสถได้หลายชนิด…”
“……”
ยามตะวันตกดิน โม่หยางนั่งอยู่เพียงลำพังเบื้องหน้าสุสานของผู้อาวุโสสี่ เอ่ยคำด้วยเสียงแผ่วเบา
ทว่าเมื่อพูดไปสักพัก น้ำเสียงของเขาก็เริ่มสะอื้นเงียบ
บางคราก็หัวเราะเหมือนเด็กน้อย เอ่ยเรื่องราวนานัปการจากคัมภีร์จักรพรรดิดาราไปถึงเตาหลอมแห่งโชคลาภ เขายังหยิบโอสถออกมาแสดงตรงหน้าหลุม
จากเรื่องการฝึกฝน เขาก็เล่าต่อถึงเรื่องราวเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน…
เมื่อยามราตรีมืดมิด ดาวเต็มท้องฟ้า เขาจึงเช็ดน้ำตาแล้วลุกจากสุสานกลับสู่เขามู่
ทันทีที่ก้าวเข้าลานบ้าน โม่หยางก็เห็นคนอยู่ในลานสองคน หนึ่งในนั้นเห็นชัดเจนว่าเป็นผู้อาวุโสสูงสุด
ขณะนั้นกำลังยืนอยู่หน้าประตู เหมือนกำลังรอเขากลับมา
อีกคนหนึ่งที่อยู่ข้างกัน คือซูเฟยเอ๋อร์
ในใจโม่หยางพลันรู้สึกไม่ดีขึ้นมาทันที…
นี่มันอาจถึงขั้นถูกบังคับให้รับผิดชอบเสียแล้ว…
แต่เขาไม่ลังเล เดินเข้าลานตรงไป
“หึ เจ้าเด็กอกตัญญู เจ้าหายหัวไปไหนมา!”
ทันทีที่เห็นโม่หยาง ผู้อาวุโสสูงสุดก็ส่งเสียงแค่นพร้อมกับกล่าวขึ้น
โม่หยางขมวดคิ้ว มองซูเฟยเอ๋อร์แวบหนึ่งก่อนจะหันไปตอบ “ตาเฒ่า มีอะไรก็รีบพูด ถ้าไม่มีอะไรก็กลับไป อย่ารบกวนข้าฝึกฝน!”
“หึ ฝึกฝนงั้นรึ? ข้าล่ะอยากเห็นนักว่าเจ้าที่ให้เฟยเอ๋อร์ไปรื้อสมุนไพรออกจากคลังของสำนักมากมายเช่นนั้น ฝึกฝนไปถึงไหนแล้ว!” ผู้อาวุโสสูงสุดแค่นเสียง ก่อนจะยกมือขึ้นออกหมัดตึงตัง
ในยามค่ำคืน พลังปราณที่เปล่งออกจากหมัดสว่างวาบไปทั่วลาน เสียงหมัดแหวกอากาศดังกึกก้อง โม่หยางรู้ทันทีว่านี่คือหมัดพิโรธขั้นที่ห้า
แท้จริงแล้ว เมื่อได้ยินคำว่าคลังสมบัติ เขาก็เริ่มระแวงแล้ว ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องให้เขากินตับ แต่เรื่องคงแดงแล้ว เป็นเหตุให้เจ้าจิ้งจอกเฒ่าคนนี้เดือดดาลหนักหนา
แต่ไม่มีเวลาอธิบาย เขาระดมปราณจากตันเถียน กระหน่ำหมัดพิโรธออกไป พลังปราณสีทองห่อหุ้มหมัดไว้แน่นหนา เหมือนกลายเป็นสิ่งของจับต้องได้
โครม!
ในพริบตา หมัดทั้งสองปะทะกัน เสียงที่เกิดขึ้นกลับคล้ายโลหะกระทบกัน ลานบ้านสั่นสะเทือนขึ้นมาทันที
ร่างของโม่หยางถูกกระแทกถอยหลังไปหลายก้าว เขารู้สึกตกใจไม่น้อย แม้ผู้อาวุโสสูงสุดจะเพียงออกแรงตามใจ แต่อานุภาพยังรุนแรงเกินคาด
แต่คนที่ตกใจยิ่งกว่าคือผู้อาวุโสสูงสุด เขาอุทานขึ้น “เจ้าหนู เจ้าก็ฝึกหมัดถึงขั้นที่ห้าแล้วรึ!”
“ไม่สิ ไม่ใช่แค่ขั้นที่ห้า พลังของเจ้า…”
ยังไม่ทันโม่หยางตั้งหลักได้ดี ผู้อาวุโสสูงสุดก็ปราดมาคว้ามือเขาไปจับสัมผัส จากนั้นก็อุทานด้วยสีหน้าตกตะลึง “ระดับสามช่วงกลาง เจ้าหนู เจ้านี่มัน…”
ก่อนหน้านี้เขารู้ดีว่าโม่หยางมีพัฒนาการ แต่ไม่คิดเลยว่าโม่หยางจะทะลวงถึงขั้นปฐพีเร้นลับระดับสามช่วงกลางแล้ว
แถมพลังของโม่หยางยังแข็งแกร่งถึงขนาดทำให้แขนเขารู้สึกชา ราวกับไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับนี้ แต่เป็นผู้ฝึกขั้นสวรรค์เร้นลับเสียมากกว่า
ซูเฟยเอ๋อร์ที่อยู่ข้างๆ ก็อึ้งเช่นกัน ปากน้อยๆ อ้าค้างไปทันที
ผู้อาวุโสสูงสุดเองก็งุนงง เขาจำได้ชัดว่าครั้งแรกที่โม่หยางเผยพลังยังเป็นแค่ระดับหนึ่ง ต่อมาสู้กับฉีเหิงก็พัฒนาเป็นระดับสอง มาบัดนี้กลับกลายเป็นระดับสามเสียแล้ว
หากเกิดขึ้นครั้งเดียวอาจถือว่าโชคช่วย แต่ต่อเนื่องเช่นนี้ มิใช่โชคแน่
โม่หยาง…ร้ายกาจเกินไปแล้ว!
“ตาเฒ่า สำนักหลิงซวีของเรามีคลังสมุนไพรใหญ่ขนาดนั้น ข้าแค่เอามาเล็กน้อย ถึงกับต้องทำขนาดนี้เลยรึ?”
โม่หยางสะบัดมือผู้อาวุโสออกแล้วถอยไปข้างหนึ่ง
ผู้อาวุโสสูงสุดยิ่งฟังยิ่งเดือด ใบหน้าเริ่มดำมืด
เขากล่าวเสียงเครียด “เล็กน้อย? สมุนไพรในคลังเหลือเพียงเศษซาก สมุนไพรหายไปกว่าครึ่ง เจ้าบอกว่าเล็กน้อย?”
“เจ้ารู้ไหมว่าสมุนไพรเหล่านั้นใช้เวลาสะสมมากี่ปี…”
เขาหันไปมองซูเฟยเอ๋อร์ในทีท่าจะตำหนิสักคำ แต่สุดท้ายก็อดกลั้นไว้
“ตาเฒ่า เจ้าพูดให้ชัด สมุนไพรทั่วไปข้าใช้จริง แต่สมุนไพรหายาก ข้าไม่ได้แตะเลย!”
เพราะที่ให้ซูเฟยเอ๋อร์ไปนำมานั้น เป็นเพียงสมุนไพรพื้นฐานเท่านั้น โอสถที่เขาปรุงก็ไม่ต้องใช้สมุนไพรล้ำค่า
ผู้อาวุโสสูงสุดถลึงตา แล้วโยนแหวนเก็บของมาหนึ่งวงให้โม่หยาง “เจ้าหนู ทั้งคนทั้งของอยู่ครบ ยังจะเถียงอีกหรือ ลองดูดีๆ สิ ว่านี่คืออะไร!”
โม่หยางรับแหวนมาด้วยความสงสัย เพราะยังไม่ได้ให้ซูเฟยเอ๋อร์ไปนำสมุนไพรเลย แหวนนี้มีอะไรอยู่?
เขาตรวจดูภายในครู่หนึ่ง ก็ถึงกับอึ้ง เงยหน้ามองซูเฟยเอ๋อร์ทันที
“หึ ทำไมไม่เถียงต่อแล้วล่ะ?” ผู้อาวุโสกล่าว
“เอ่อ นี่มัน…”
โม่หยางไม่รู้จะพูดอะไรดี
แหวนเก็บของนั้นอัดแน่นไปด้วยสมุนไพร ทั้งจำนวนมากมายและยังมีหีบหยกอีกเป็นสิบ เขาแค่กวาดตามองก็เห็นว่าเป็นสมุนไพรหายากที่พบได้น้อยมาก
เขาเข้าใจทันทีว่า เป็นซูเฟยเอ๋อร์ที่เข้าไปเอามาเอง แถมนางใส่สมุนไพรทั่วไปมาให้กว่าสามสิบชนิดยังไม่พอ ยังใส่สมุนไพรหายากมาอีก แถมดูเหมือนจะถูกผู้อาวุโสจับได้ในที่เกิดเหตุด้วย
โม่หยางอยากร้องไห้ก็ทำไม่ได้ ตอนนี้ต่อให้กระโดดลงแม่น้ำฮวงโหก็ล้างไม่สะอาดแล้ว…
แต่นางดูไม่ได้มีท่าทีว่าจงใจใส่ร้ายเขา
“เอ่อ…ตาเฒ่า เจ้าดูสิ สมุนไพรยังอยู่ เอาไปคืนก็คงได้กระมัง?” โม่หยางกระแอมแล้วพูดแบบไม่ค่อยมั่นใจ
“หึ เจ้าหนู ข้าขี้เกียจซักถามว่าเจ้าจะเอาไปทำอะไร สมุนไพรเหล่านี้วันนี้ข้าจะอนุญาตให้เจ้า แต่จงจำไว้ให้ดี นี่คือทรัพย์สินครึ่งหนึ่งของสำนัก เจ้าต้องจัดการบางเรื่องให้ข้าโดยเร็ว!”
“เอ่อ เรื่องอะไร?” โม่หยางงงงัน
“เจ้าหนู อย่านึกว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้าแอบคิดอะไร เมื่อครึ่งเดือนก่อน ข้าเห็นกับตาว่ากลางดึกเฟยเอ๋อร์ออกมาจากลานเจ้า ทั้งที่ถึงขั้นนั้นแล้ว เจ้าคิดจะไม่รับผิดชอบรึ!” ผู้อาวุโสกล่าวเสียงเข้มทันที