- หน้าแรก
- ราชันบรรพกาล
- บทที่ 11 จิตใจของสตรี
บทที่ 11 จิตใจของสตรี
บทที่ 11 จิตใจของสตรี
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้นจากปากของโม่หยาง ใบหน้าของซูเฟยเอ๋อร์ก็ค่อยๆ แต้มสีแดงระเรื่อ…
เรื่องราวอันน่าตื่นตะลึงถึงเพียงนี้ โม่หยางกลับกระซิบบอกเพียงนางคนเดียว!
ต้องรู้ว่า นักปรุงโอสถนั้นไม่ว่าจะไปแห่งหนใดในดินแดนเสวียนเทียน ต่างก็ได้รับการยกย่องเป็นแขกผู้สูงศักดิ์
แม้โม่หยางจะทำตัวเฉยเมยไม่ใส่ใจใดๆ แต่เมื่อได้ฟังคำพูดของเขาในยามนี้ จิตใจของซูเฟยเอ๋อร์กลับมีบางสิ่งแปลกประหลาดแทรกเข้ามาโดยไม่รู้ตัว
ยิ่งไปกว่านั้น นางยังรู้สึกสนใจโม่หยางเป็นอย่างมาก เดิมทีทุกผู้คนต่างพูดว่าโม่หยางเป็นคนไร้ค่า แต่เมื่อมองดูในตอนนี้ โม่หยางมิใช่คนไร้ค่าอะไรเลย กลับเป็นอัจฉริยะต่างหาก!
บนร่างของโม่หยางดูเหมือนจะซ่อนความลับมากมายไว้ ราวกับมีม่านหมอกปกคลุมอยู่ทั่วทั้งตัว
เพียงแต่นางไม่อาจเข้าใจได้เลย ในเมื่ออยู่ร่วมสำนักหลิงซวีมาแต่แรก แม้แต่ผู้อาวุโสสี่ยังไม่สามารถปรุงโอสถได้ แล้วโม่หยางไปเรียนรู้ทักษะปรุงโอสถมาได้อย่างไร?
“จะ..เจ้าก่อนอื่นยื่นโอสถเม็ดนั้นให้ข้าดูก่อน หากสิ่งที่เจ้าพูดเป็นจริง ขะ…ข้ายินดีช่วยเจ้า!”
ด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน ทำให้นางพูดติดขัดไปหมด แม้แต่เสียงก็ยังนุ่มนวลต่างจากยามปกติ
โม่หยางรู้สึกว่าซูเฟยเอ๋อร์ดูแปลกไป แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจนัก
เมื่อได้ยินนางพูดเช่นนี้ เขาก็ลิงโลดใจ ไวว่องยื่นโอสถแห่งความเยาว์วัยส่งไปให้ทันที
ไม่ลืมจะกระซิบเบาๆ ว่า “สรรพคุณเป็นอย่างไร เจ้าก็จะรู้เองเมื่อกินเข้าไป ข้ารับรองเลยว่าเจ้าจะยิ่งงามสะพรั่งยิ่งขึ้น!”
ใบหน้าของซูเฟยเอ๋อร์แดงจัดขึ้นเรื่อยๆ แต่ก่อนโม่หยางเคยบอกว่าไม่มีความสนใจในตัวนาง นางจึงขุ่นเคืองใจเขาอยู่ไม่น้อย เพราะไม่เคยมีผู้ใดทำเช่นนั้นกับนางมาก่อน แต่ยามนี้เมื่อได้ยินโม่หยางชมว่านางงามสดใส หัวใจกลับรู้สึกพึงพอใจขึ้นมาอย่างแปลกประหลาด จิตใจก็ยิ่งว้าวุ่น
โม่หยางขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกว่านางไม่ค่อยปกติ แต่ตอนนี้เขากำลังใส่ใจเพียงเรื่องสมุนไพร จึงกำชับว่า “ข้าจะไปรอข่าวดีของเจ้าที่เขามู่!”
ซูเฟยเอ๋อร์รับโอสถแห่งความเยาว์วัยไปโดยไม่แม้แต่จะมอง แถมยังไม่กล้าสบตาเขาอีกด้วย ใบหน้านั้นแดงระเรื่อ พยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้
เมื่อเห็นนางพยักหน้า โม่หยางก็โล่งใจ จากนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรอีก พลันหมุนตัวเดินลงจากเขาหลัก
เหล่าศิษย์บนเขาหลักที่ถอยไปยืนอยู่ไกลๆ แม้ไม่กล้าเข้าใกล้ แต่เมื่อมองจากระยะไกลกลับเห็นโม่หยางกับซูเฟยเอ๋อร์เหมือนกำลังกระซิบกระซาบกันอย่างสนิทสนม ที่สำคัญคือ ซูเฟยเอ๋อร์กลับมีท่าทีเขินอายเสียจนสุดท้ายถึงกับพยักหน้าตอบรับอย่างอ่อนหวาน
ศิษย์หลายคนรู้สึกเหมือนฝันแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง เพราะไม่เคยเห็นซูเฟยเอ๋อร์ในท่าทีเช่นนี้มาก่อนเลย
กระทั่งโม่หยางลับตาไป ฉีเหิงจึงเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ขณะนั้น สีแดงบนใบหน้าของซูเฟยเอ๋อร์ยังไม่ทันจางหาย ฉีเหิงมองไปยังเบื้องล่างของเขาแล้วแค่นเสียงเย็นชาว่า “ศิษย์น้องซู ไม่ว่าเจ้าจะได้ยินอะไรจากโม่หยาง อย่าได้เชื่อคำพูดเขาเป็นอันขาด เขาไม่รู้จักเคารพผู้อาวุโส ประพฤติตัวไม่เหมาะสม พูดจาเหลวไหล อย่าได้ใกล้ชิดเขาเกินไป!”
“ข้าไม่รู้ว่าเขาได้รับโชควาสนาอันใดมา ถึงได้เพิ่มพูนพลังอย่างรวดเร็วเช่นนี้ แต่เขาเจ้าเล่ห์นัก เจ้าจงระวังตัวให้ดี!”
ซูเฟยเอ๋อร์รีบเก็บซ่อนความรู้สึก แสร้งทำเป็นสงบก่อนพยักหน้าเบาๆ พลางกล่าวว่า “ศิษย์พี่ฉี ข้าทราบแล้ว”
……
เมื่อโม่หยางกลับถึงเขามู่ เขาก็ตรงเข้าไปนั่งสมาธิในหอคอยหินทันที จากนั้นจึงเริ่มฝึกปรุงโอสถทั่วไป
“ตอนนี้ทักษะปรุงโอสถของข้ายังเพิ่งเริ่มต้น ต้องรีบฝึกปรุงโอสถทั่วไปเพื่อให้คุ้นเคยเสียก่อน ไม่เช่นนั้นถึงแม้จะพบพานสมุนไพรหายาก ก็จะเสียของเปล่า”
โม่หยางมุดหัวอยู่ในหอคอยปรุงโอสถ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าเวลาผ่านไปเท่าใด ครั้นออกมาจากหอคอย ฟ้าก็พลันมืดลงแล้ว
เขาผลักประตูเดินออกมาสู่ลานเล็กใต้แสงจันทร์ ดวงจันทร์ลอยเด่นท่ามกลางหมู่ดาว แสงจันทร์สีเงินโปรยปรายลงทั่วผืนดิน พลันพบว่ามีเงาร่างหนึ่งนั่งอยู่บนม้านั่งหิน ปลายกระโปรงขาวปักเส้นเงินระยิบระยับต้องแสงจันทร์ ปิ่นหยกที่ปักอยู่ในเส้นผมดำขลับก็เปล่งประกายแวววาว
โม่หยางขมวดคิ้วมองไป เห็นว่าเป็นซูเฟยเอ๋อร์
เขาหันกลับไปมองประตูห้อง พบว่าประตูยังดีอยู่ไม่มีร่องรอยความเสียหาย บริเวณลานก็ไม่มีร่องรอยการถูกรื้อถอน
ในใจบังเกิดความรู้สึกแปลกพิกล เพราะหากเป็นนิสัยของซูเฟยเอ๋อร์จริงๆ นางรออยู่นานถึงเพียงนี้ อย่างน้อยก็ควรจะพังประตูหรือระบายอารมณ์เสียบ้าง
โม่หยางครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงเดินเข้าไปใกล้ เห็นซูเฟยเอ๋อร์ฟุบหลับอยู่บนม้านั่งหิน ท่ามกลางความเงียบสงบของลาน สามารถได้ยินเสียงลมหายใจแผ่วเบาของนางได้อย่างชัดเจน
ใต้แสงจันทร์ ใบหน้าอันสงบยามหลับใหลของนางกลับดูไม่ชวนรำคาญเหมือนยามปกติ
“แม่สาวน้อยนี่วันนี้คงมีจิตสำนึกขึ้นมาล่ะมั้ง หรือไม่ก็เพราะโอสถแห่งความเยาว์วัยของข้าทรงอิทธิพลเกินไป ถึงมีความอดทนมานั่งรอเช่นนี้ เฮอะๆ…หากลดนิสัยเกรี้ยวกราดลงบ้าง ก็คงไม่น่าเบื่อขนาดนั้นหรอก…” โม่หยางพึมพำกับตนเอง
จากนั้นเขาจงใจไอเบาๆ หลายครั้ง ซูเฟยเอ๋อร์ก็ตื่นขึ้นมา ลืมตาก็เห็นโม่หยางยืนอยู่ตรงหน้า นางสะดุ้งตกใจและตะโกนว่า “โม่หยาง! เจ้าลามก! เจ้าคิดจะทำอะไร!”
“เอ่อ…”
โม่หยางอึ้งไปเล็กน้อย แต่ในใจก็โล่งอก
นางกลับมาเป็นปกติแล้ว
เขายังไม่ทันเอ่ยอะไร ซูเฟยเอ๋อร์ก็ดูเหมือนจะตื่นเต็มตาแล้ว นางรีบลุกขึ้นจัดชายกระโปรง ปัดเส้นผมที่ปรกหน้า แล้วกล่าวว่า “เจ้า…กลับมาเมื่อใด…เอ้า นี่คือสมุนไพรที่เจ้าต้องการ!”
พลางหยิบแหวนเก็บของออกจากอกส่งให้โม่หยาง
โม่หยางถึงกับอึ้งอีกครั้ง เขาลูบหน้าผากแล้วหยิกแก้มตัวเองเบาๆ ไม่ใช่ความฝันแน่นอน
เพียงชั่วไม่กี่ลมหายใจ หญิงสาวผู้นี้กลับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน มิหนำซ้ำยังไม่โกรธเกรี้ยวใส่เขาอีกด้วย น้ำเสียงก็ช่างสุภาพผิดจากเดิม
“เจ้ามี…เรื่องอื่นอีกหรือไม่ ถ้าไม่มีแล้ว ข้าขอตัวกลับก่อน”
โม่หยางยื่นมือรับแหวนเก็บของ มองท่าทางของซูเฟยเอ๋อร์ที่ดูประหม่า เขาแทบจะตามไม่ทัน
เขานิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะกล่าวว่า “ไม่มีแล้ว เจ้ากลับไปเถิด”
จนกระทั่งนางจากไป โม่หยางก็ยังงงงันอยู่ แต่เวลานี้เขาไม่มีอารมณ์มาสนใจเรื่องนั้นแล้ว
สมุนไพรอยู่ในมือ ต้องรีบปรุงโอสถก่อนเป็นสำคัญ
จากนั้นในช่วงเวลาครึ่งเดือนต่อมา โม่หยางแทบจะเก็บตัวอยู่ชั้นสองของหอคอยหินเพื่อฝึกปรุงโอสถ
หลายครั้งที่เขาออกมาจากหอคอย ถึงกับไม่จำหน้าตนเองในกระจกทองแดงได้ ผมเผ้ายุ่งเหยิงมอมแมมราวขอทาน
แต่ผลที่ได้ก็ไม่น้อยเลย ด้วยความพยายามซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฝีมือการปรุงโอสถของเขาก็เริ่มคล่องแคล่วขึ้น
เพียงบางครั้งที่เผลอเลินเล่อเท่านั้นจึงจะล้มเหลว โอสถในแหวนเก็บของก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละขวด
เพียงโอสถฟอกไขกระดูก เขาก็ปรุงได้หลายสิบขวด ยังมีโอสถแห่งความเยาว์วัย โอสถกำเนิดวิญญาณ และโอสถประสานเส้น!
โอสถกำเนิดวิญญาณกับโอสถประสานเส้นนับเป็นโอสถที่ปรุงง่ายเช่นกัน โอสถกำเนิดวิญญาณมีพลังวิญญาณแฝงอยู่ มักใช้ควบคู่การฝึกตน หากใช้ในยามพลังหมดสิ้นจะช่วยฟื้นคืนพลังได้อย่างรวดเร็ว
ส่วนโอสถประสานเส้นคือโอสถบำบัดอาการบาดเจ็บที่สามัญที่สุดชนิดหนึ่ง ตามบันทึกในคัมภีร์โบราณแห่งวีถีเทพโอสถ
สำหรับโม่หยางในยามนี้ สิ่งที่สำคัญคือความสำเร็จหรือล้มเหลวในการปรุงแต่ละครั้ง เขาลองกินโอสถทุกชนิดด้วยตัวเอง และต่างก็ให้ผลลัพธ์น่าพอใจ ซึ่งในสายตาเขา นั่นย่อมถือว่าสำเร็จแล้ว
นอกจากฝีมือปรุงโอสถที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ระดับพลังของโม่หยางก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน จากเดิมขั้นปฐพีเร้นลับระดับสามช่วงต้น ก็ขยับเข้าสู่ช่วงกลางแล้ว
พลังปราณในตันเถียนของเขาถูกใช้หมดไปครั้งแล้วครั้งเล่าในการปรุงโอสถ แล้วจึงค่อยฟื้นฟูกลับมา ทำให้ไม่เพียงแต่แข็งแกร่งขึ้น แต่ยังบริสุทธิ์และเข้มข้นมากขึ้นอีกด้วย
ยิ่งกว่านั้น ตั้งแต่เริ่มฝึกคัมภีร์จักรพรรดิดารา ตราประทับลึกลับในตันเถียนของเขาก็เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ราวกับประตูปิดสนิทบานหนึ่งที่กำลังจะเปิดออก…