- หน้าแรก
- ราชันบรรพกาล
- บทที่ 8 วีถีเทพโอสถ
บทที่ 8 วีถีเทพโอสถ
บทที่ 8 วีถีเทพโอสถ
โม่หยางค่อยๆ คลี่ม้วนตำราโบราณในมืออย่างระมัดระวัง สายตากวาดมองผ่านตัวอักษรโบราณในหน้าแรก หัวใจเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ ลมหายใจของเขาก็เริ่มถี่รัว
เพราะภายในตำราเล่มนี้ ไม่เพียงบันทึกเคล็ดวิชาการหลอมโอสถเอาไว้ ยังรวมถึงตำรับโอสถมากกว่าร้อยชนิดอีกด้วย!
โอสถเหล่านี้เพียงแค่ชื่อก็ให้ความรู้สึกมหัศจรรย์ยิ่ง โม่หยางไม่เคยได้ยินชื่อแม้แต่ครึ่งหนึ่ง
ม้วนตำรานั้นเหลืองกรอบด้วยกาลเวลา ชัดเจนว่าเก่าแก่ถึงขีดสุด ตำรับที่บันทึกไว้น่าจะเป็นตำรับที่ขาดการสืบทอดไปแล้วทั้งสิ้น ที่สำคัญที่สุดคือ ใต้แต่ละตำรับยังมีคำอธิบายสรรพคุณและวิธีใช้อย่างละเอียด
มือของโม่หยางเริ่มสั่นเล็กน้อย ความตื่นเต้นในใจพลุ่งพล่านรุนแรงยากจะระงับ
เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ชั้นที่สองของหอคอยหินแห่งนี้จะซ่อนขุมทรัพย์เช่นนี้ไว้!
สำหรับผู้ฝึกตน หากสามารถฝึกฝนวิชาหลอมโอสถได้ ก็เท่ากับว่ามีคลังสมบัติที่ไม่มีวันหมดสิ้นสำหรับเร่งบ่มเพาะพลังของตน
เขาเข้าใจดีว่าตำราเล่มนี้มีความหมายเช่นไรสำหรับตนเอง มีเคล็ดหลอมโอสถและตำรับโอสถมากมายขนาดนี้ ขอเพียงได้ครอบครองสมุนไพรที่เหมาะสม เขาก็สามารถเริ่มต้นหลอมโอสถได้ทันที
หากมีโอสถช่วยบ่มเพาะ เขาจะสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิมหลายเท่า
โม่หยางพยายามระงับอารมณ์ ค่อยๆ พับตำราเก็บ แล้วเริ่มสำรวจโดยรอบต่อ
เพียงแต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาผิดหวังคือ ไม่มีร่องรอยของคัมภีร์จักรพรรดิดาราชั้นที่สองปรากฏเลย แม้แต่ม่านแสงบนผนังหอคอยก็ไร้การเปลี่ยนแปลงใดๆ
‘เกรงว่าเพราะข้ายังไม่บรรลุถึงขั้นสวรรค์เร้นลับกระมัง… ช่างเถอะ ตอนนี้ฝึกฝนวิชาหลอมโอสถให้ชำนาญก่อนดีกว่า…’
ต่อจากนั้น โม่หยางก็ฝึกฝนเคล็ดหลอมโอสถอยู่ภายในหอคอยหลายวันติดต่อกัน แม้ว่าเคล็ดวิชาหลอมโอสถจะไม่ได้ลึกลับเท่ากับเคล็ดวิชาบ่มเพาะ ทว่าแต่ละเคล็ดวิชาก็มีจุดเด่นของตนเอง โดยเฉพาะความแม่นยำในการควบคุมวิธีหลอมและรายละเอียดต่างๆ ซึ่งต้องอาศัยความชำนาญและประสบการณ์
แน่นอนว่า เรื่องเตาหลอมโอสถและเปลวไฟหลอมโอสถ โม่หยางไม่มีความกังวลใดๆ เพราะที่นี่มีพร้อมทุกอย่างอยู่แล้ว
สำหรับเขาตอนนี้ ทุกอย่างพร้อมหมดแล้ว ขาดเพียงแค่สมุนไพรเท่านั้น
‘สมุนไพรงั้นรึ… ดูท่าคงต้องลองไปที่คลังสมบัติของสำนักหลิงซวีสักหน่อยแล้ว…’ โม่หยางขมวดคิ้วคิด
แม้ว่าสำนักหลิงซวีจะไม่ได้เข้มแข็งมากนัก แต่ก็สืบทอดกันมายาวนานหลายร้อยปี คลังสมบัติน่าจะมีของดีอยู่ไม่น้อย
แน่นอนว่า ในเมืองต่างๆ ก็มีร้านขายยาอยู่ แต่สำหรับโม่หยางแล้ว หากมีทรัพยากรดีๆ อยู่ตรงหน้าแล้วยังไม่ใช้ ก็ช่างขัดแย้งกับหลักสวรรค์นัก
เพียงแต่ว่า คลังสมบัติของสำนักก็เช่นเดียวกับหอคัมภีร์ ล้วนเป็นสถานที่สำคัญของสำนัก มีผู้อาวุโสประจำการเฝ้าแน่นหนา
อยากจะลอบเข้าไปโดยไม่มีใครรู้เห็น นับว่าเป็นไปไม่ได้
แต่ในช่วงเที่ยงของวันหนึ่ง ขณะที่โม่หยางนั่งสมาธิปรับลมหายใจในลานสวนเล็ก เขาก็รับรู้ได้ถึงพลังคุ้นเคยแผ่วผ่านมาทางจิตสัมผัส เมื่อพบว่าเป็นซูเฟยเอ๋อร์ เขาก็ถึงกับหัวเราะออกมาในใจ
เขายังคิดไม่ตกอยู่ว่าจะหาทางเข้าคลังสมบัติได้อย่างไร นี่นางก็มาหาเขาถึงที่ เท่ากับส่งกุญแจให้ถึงมือ
“โม่หยาง! ออกมาเดี๋ยวนี้นะ เจ้าคนเลว!”
ครั้งนี้ซูเฟยเอ๋อร์ไม่เหมือนกับคราวก่อนที่แอบมาลับๆ ล่อๆ นางพุ่งเข้าลานสวนตรงๆ แล้วตวาดใส่ทันที
โม่หยางลืมตาขึ้นช้าๆ ขมวดคิ้วเอ่ย “เจ้ามาทำไม?”
“หรือว่าสิ่งที่เกิดคราวก่อนยังไม่พอใจเจ้ารึ? ต้องให้เจ้าถอดเสื้อวิ่งเปลือยลงจากเขามู่ก่อนเจ้าจึงจะพอใจใช่ไหม?”
“นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะหน้าด้านถึงเพียงนี้ กล้าถึงขั้นไปขอพ่อข้าแต่งงาน เจ้าอย่าหวังเลย! ถึงข้าจะตาย ข้าก็ไม่มีวันแต่งกับเจ้าเด็ดขาด!” ซูเฟยเอ๋อร์ด่ากราด ดวงตาเต็มไปด้วยโทสะ เมื่อเห็นหน้าโม่หยาง ก็ยิ่งเดือดดาลเข้าไปใหญ่
“หา? ข้าไปทำอะไรนะ?…” โม่หยางถึงกับเหวอ
ขอแต่งงาน?
นี่มันเรื่องอะไรกัน?
โม่หยางขมวดคิ้วไตร่ตรองอย่างรวดเร็วในใจลางๆ เกรงว่าเรื่องนี้คงไม่พ้นฝีมือตาเฒ่าผู้อาวุโสสูงสุดคนนั้นอีกเช่นเคย
แต่หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง รอยยิ้มบางเบาก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก
เขาเงยหน้าขึ้นมองซูเฟยเอ๋อร์ที่เต็มไปด้วยโทสะ ก่อนจะยักไหล่แล้วเอ่ยขึ้นว่า “แม่นางซู เรื่องนี้อย่ามาโทษข้าเลย ตอนนั้นก็เจ้าต่างหากที่กล่าวหาข้าว่าลวนลามเจ้า แล้วยังทำให้เรื่องลือกันไปทั่วทั้งสำนัก ถ้าข้าไม่ออกมารับผิดชอบแบบนี้ คนอื่นจะมองว่าข้าเป็นพวกกินเสร็จเช็ดปากแล้วจากไปแน่นอน!”
โม่หยางพูดพลางลุกขึ้นยืน จ้องมองซูเฟยเอ๋อร์ด้วยสายตาไม่น่าไว้ใจนัก ก่อนจะพูดต่อ “จะว่าไปแล้ว พอดูใกล้ๆ เจ้าก็ไม่เลวเลย ใบหน้าแม้จะไม่ถึงขั้นล่มเมือง แต่ก็...ก็พอไหวกระมัง”
“รูปร่างก็ไม่เลว... อะฮึ่ม... ใหญ่ดี!”
“สารเลว! ถ้ายังกล้ามองอีกล่ะก็ ข้าจะควักลูกตาเจ้าทิ้งซะเลย!” ซูเฟยเอ๋อร์ทั้งโกรธทั้งอาย หันหน้าหนีไปในทันที สายตาเย็นชาหันกลับมามองโม่หยางอย่างเคืองแค้น
ในเวลานี้ นางรู้สึกว่าโม่หยางไม่ต่างจากคนหน้าด้านไร้ยางอาย แถมยังเป็นคนที่นางไม่อาจรังแกได้ตามอำเภอใจอีกต่อไป
ด้วยนิสัยเจ้ากี้เจ้าการของเขา แถมพลังบ่มเพาะยังสูงกว่านางหลายขุม ต่อให้โกรธแค่ไหน ก็ไม่อาจทำอะไรเขาได้
ในใจนางก็เริ่มรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง หากย้อนเวลากลับไปได้ ไม่ว่าอย่างไร นางก็ไม่มีทางก่อเรื่องนั้นแน่นอน ตอนนี้ใครๆ ในสำนักต่างก็มองนางด้วยสายตาประหลาด ทุกคนต่างลือกันว่าโม่หยางอาจจะทำอะไรกับนางเข้าแล้วจริงๆ
โม่หยางมองท่าทีโกรธจัดของนาง ก่อนจะกระแอมไอเบาๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เจ้าจะอยู่อย่างสงบกับข้าก็ได้ แต่ก่อนอื่นต้องช่วยข้าทำเรื่องหนึ่งเสียก่อน!”
ซูเฟยเอ๋อร์ขมวดคิ้วทันทีเมื่อได้ยินคำพูดนั้น หรี่ตามองอย่างเย็นชาแล้วเอ่ย “เจ้าคิดว่าข้าจะเชื่อคำพูดของเจ้ารึ?”
โม่หยางยักไหล่ตอบอย่างไม่ใส่ใจ “จะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่เจ้า!”
พอเห็นซูเฟยเอ๋อร์ยังไม่ตอบ เขาก็พูดต่อ “ข้าขอไม่มาก แค่เจ้าช่วยหาสมุนไพรบางอย่างให้ข้า หากเจ้าทำให้ได้ จากนี้ไปเจ้ากับข้าก็ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกันอีก!”
ซูเฟยเอ๋อร์หรี่ตามองโม่หยางอย่างจับผิด โม่หยางก็เข้าใจท่าทีนั้นดี จึงรีบเดินเข้าไปในห้อง แล้วหยิบแผ่นกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา ในแผ่นนั้นเขาเขียนรายการสมุนไพรที่ใช้หลอมโอสถตามสูตรที่เขาต้องการจะทดลอง พร้อมทั้งระบุปริมาณไว้อย่างชัดเจน
“ของพวกนี้ล้วนเป็นสมุนไพรธรรมดาทั้งนั้น ในฐานะที่เจ้าเป็นบุตรีของจ้าวสำนัก การจะเข้าไปเอาของจากคลังสมบัติก็แค่เดินเล่นรอบหนึ่งเท่านั้น!”
โม่หยางพูดพลางส่งรายชื่อสมุนไพรให้ซูเฟยเอ๋อร์
ซูเฟยเอ๋อร์เองก็จนปัญญา ไม่มีทางเลือกอื่น หลังจากลังเลอยู่ชั่วครู่ นางก็รับแผ่นกระดาษนั้นไป มองดูคร่าวๆ แล้วพูดเสียงเย็นว่า “ถ้ากล้าผิดคำพูด ข้าจะทำให้เจ้ากลายเป็นขันทีแน่นอน!”
โม่หยางมองนางที่สะบัดแขนเสื้อจากไปอย่างดุดัน ใบหน้าของเขาเผยสีหน้าตะลึงเล็กน้อย เขารู้ว่าซูเฟยเอ๋อร์ใจคอโหดร้าย แต่ก็ไม่คิดว่านางจะโหดร้ายขนาดนี้ ยิ่งเมื่อนึกถึงสายตาเย็นชาของนางก่อนจากไป เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเย็นวาบไปถึงน้องชายของตน
“เฮอะๆ... ยัยนี่ ต่อไปหลีกให้ห่างไว้ย่อมเป็นการดีกว่า!”
เขาพึมพำเบาๆ แล้วเดินกลับเข้าห้องไปทันที ตั้งใจจะไปศึกษาเตาหลอมโอสถภายในหอคอยให้ละเอียดขึ้น
สำหรับเรื่องของซูเฟยเอ๋อร์ เขาไม่ได้ใส่ใจนัก เพราะเรื่องขอแต่งงานอะไรนั่น มันไม่เกี่ยวอะไรกับเขาเลยจริงๆ
แต่ทุกอย่างกลับเกิดขึ้นเร็วกว่าที่เขาคาดไว้ เพียงสองชั่วยาม ซูเฟยเอ๋อร์ก็กลับมาแล้ว
ทันทีที่ก้าวเข้าสวนเล็ก นางก็โยนแหวนเก็บของวงหนึ่งมาให้โม่หยาง พร้อมกับพูดเสียงเย็น “ของที่เจ้าต้องการอยู่ข้างในทั้งหมดแล้ว!”
โม่หยางรีบคว้าแหวนมาด้วยสีหน้าเบิกบาน ตรวจสอบภายในทันที แล้วก็ยิ้มกว้างออกมา
ปริมาณสมุนไพรในนั้นมากกว่าที่เขาระบุไว้ในรายการหลายเท่าตัว! เขากวาดสายตาดูอย่างคร่าวๆ พบว่ามีมากกว่าที่ขอไว้สี่ถึงห้าเท่าเลยทีเดียว
แต่พอคิดๆ ดูแล้วก็น่าจะเข้าใจได้ดี ด้วยนิสัยของซูเฟยเอ๋อร์ คงไม่แม้แต่จะตรวจสอบน้ำหนักหรือปริมาณอะไรให้เสียเวลา คงกวาดๆ ใส่แหวนจนเต็มแล้วรีบกลับมาทันที