- หน้าแรก
- ราชันบรรพกาล
- บทที่ 7 ชั้นที่สองของหอคอยหิน
บทที่ 7 ชั้นที่สองของหอคอยหิน
บทที่ 7 ชั้นที่สองของหอคอยหิน
บทที่ 7 ชั้นที่สองของหอคอยหิน
เมื่อรู้สึกถึงพลังที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวโม่หยาง ผู้อาวุโสสูงสุดก็ชะงักไปเล็กน้อย
จากนั้นก็พูดด้วยใบหน้าไม่สบอารมณ์ “ขั้นปฐพีเร้นลับระดับสอง เจ้าเลิกซ่อนตัวแล้วรึ ดูท่าทางว่าเจ้ายังไม่ยอมรับความพ่ายแพ้งั้นสิ งั้นวันนี้ข้าจะอัดเจ้าจนกว่าเจ้าจะยอมก็แล้วกัน!”
“จิ้งจอกเฒ่า อย่ารังแกข้าให้มากนัก!” โม่หยางตะโกนลั่น ระดมพลังลมปราณภายในสุดกำลัง
“ข้าจะทำแล้วเจ้าจะทำไม!”
……
ทันใดนั้น ลมในลานสวนเล็กก็กรรโชกเสียงดัง สองร่างพุ่งวูบไหวเข้าปะทะกันอย่างรวดเร็ว เสียงปะทะดังก้องอย่างต่อเนื่อง เพียงเวลาชั่วการจิบชาเดียว โม่หยางก็ถูกซัดกระเด็น
โม่หยางยันร่างให้มั่น หอบหายใจถี่ หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงไม่หยุด แม้การต่อสู้จะสั้น ทว่าเขาต้องใช้วิชาก้าวย่างหลิงซวีหลบหลีกตลอด ทำให้พลังลมปราณร่อยหรออย่างรวดเร็ว
ดวงตาเขาจ้องไปยังผู้อาวุโสสูงสุดอย่างเย็นชา ชายชราผู้นี้แม้ลงมือหนัก แต่กลับควบคุมแรงได้พอดิบพอดี เห็นได้ชัดว่าไม่ได้คิดจะเอาชีวิตเขาจริงๆ
“แค่นี้เองเรอะเจ้าเด็กน้อย?”
“ข้านึกว่าเจ้าจะเหิมเกริมจนขึ้นฟ้าเสียอีก เมื่อครู่ในลานประลองทำเป็นเก่งนัก!”
ผู้อาวุโสสูงสุดยืนสงบ หันมามองโม่หยางด้วยสายตาเหยียดหยาม
แม้ปากจะพูดเช่นนั้น แต่ในใจเขากลับไม่อาจสงบลงได้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นผู้ฝึกตนอัจฉริยะเช่นโม่หยาง
เมื่อตอนที่ผู้อาวุโสสี่พาโม่หยางกลับมายังสำนัก เขาก็รู้ทันทีว่าเด็กผู้นี้มีพรสวรรค์พิเศษ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่เมื่อเขารู้ว่าโม่หยางสามารถฝึกฝนได้ เขาจึงหันมาให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ
ถึงขั้นที่อยากจะจับคู่โม่หยางกับซูเฟยเอ๋อร์เสียด้วยซ้ำ
เพราะเขารู้ดีว่า หากอยากรั้งโม่หยางเอาไว้ ก็ต้องทำให้โม่หยางมีสิ่งยึดเหนี่ยว
ผู้อาวุโสสี่จากไปแล้ว เหลือเพียงซูเฟยเอ๋อร์เท่านั้นที่พอใช้ได้
นิสัยใจคอโม่หยางตลอดหลายปีนี้เขาก็พอรู้ โดยเฉพาะหลังการตายของผู้อาวุโสสี่ หากโม่หยางมีใครสักคนที่ห่วงใย แม้ในภายหน้าจะจากไป ก็ย่อมไม่ตัดขาดจากสำนักหลิงซวีแน่นอน
ยังไม่ทันที่โม่หยางจะได้เอ่ยสิ่งใด ผู้อาวุโสสูงสุดก็ยกมือขึ้นสะบัดเบาๆ กล่องขนาดฝ่ามือกล่องหนึ่งลอยไปทางโม่หยาง พลางเอ่ยว่า “นี่คือต้นสมุนไพรวิญญาณที่ข้าได้มาตอนออกเดินทางเมื่อหลายปีก่อน เจ้าทะลวงระดับเร็วเกินไป กินมันจะช่วยเสริมรากฐานของเจ้าให้มั่นคง หนทางฝึกตนอันยาวไกล อย่าได้ใจร้อน!”
โม่หยางรับมาแล้วเปิดดู พบว่าด้านในเป็นโสมวิญญาณแห้งผากต้นหนึ่ง เขากลับรู้สึกตกใจอย่างยิ่ง เพราะโสมชนิดนี้หายากยิ่งนัก มีประโยชน์ต่อผู้ฝึกตนอย่างมหาศาล ไม่นึกว่าผู้อาวุโสสูงสุดจะมอบให้เขาโดยตรง
“ตาเฒ่า เจ้าต้องการอะไรกันแน่?” โม่หยางขมวดคิ้วมองชายชรา
เขาย่อมรู้สำนวนที่ว่า “ไม่มีน้ำใจโดยไม่หวังผลตอบแทน” คนที่เอาใจเกินเหตุ ย่อมมีใจแฝงแผนร้าย
“นี่คือค่าชดเชยที่ข้ามอบให้เจ้า สำนักหลิงซวีในช่วงหลายปีนี้ก็ถือว่ามีความผิดต่อเจ้าอยู่ไม่น้อย แต่อย่ามองแค่ที่นี่เลย บนแผ่นดินเสวียนเทียนทั้งผืนนี้ก็ล้วนเป็นเช่นกัน ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะมีศักดิ์ศรี มีหนทางรอด ผู้ไร้พลังย่อมถูกเหยียบย่ำ เจ้าต้องแข็งแกร่งขึ้น ห้ามทำให้ผู้อาวุโสสี่ที่คาดหวังในตัวเจ้าต้องผิดหวัง!”
สิ้นคำ เขาก็หมุนกายจากไปโดยไม่กล่าวสิ่งใดอีก
โม่หยางมองดูโสมในมือ พลางขบคิดอยู่นาน ขมวดคิ้วแล้วพึมพำว่า “ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์…อย่าบอกนะว่าเจตนาอยากให้ข้าทำเรื่องอย่างว่ากับซูเฟยเอ๋อร์ เพื่อใช้เป็นข้ออ้างรั้งข้าไว้ในสำนักหลิงซวี…”
เขาเงยหน้ามองออกไปนอกลาน ถอนหายใจอย่างสิ้นศรัทธา “ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ เจ้าคิดไม่ซื่อจริงๆ... คิดจะให้ข้ากินเนื้อหญิงสาวงั้นหรือ ฝันกลางวันไปเถอะ!”
หลังจากนั้น โม่หยางก็มองดูโสมวิญญาณในมือ ก่อนจะรีบหมุนตัวเดินเข้าบ้านทันที ของล้ำค่าเช่นนี้ต้องรีบกลืนกินและกลั่นพลังให้เร็วที่สุด ไม่แน่ว่าเมื่อใดตาเฒ่านั่นจะกลับมาชิงคืน
ขณะเดียวกัน การประลองก็จบสิ้นลงแล้ว ทั่วทั้งสำนักหลิงซวีก็ระเบิดเป็นเสียงฮือฮา ไม่ใช่ศิษย์ทุกคนจะเชื่อได้ลงว่าแม้แต่ศิษย์พี่ใหญ่ฉีเหิงยังพ่ายแพ้ต่อโม่หยาง
เรื่องราวและข่าวลือต่างๆ เกี่ยวกับโม่หยางก็แพร่สะพัดไม่หยุด แน่นอนว่าเรื่องของโม่หยางกับซูเฟยเอ๋อร์ก็ถูกพูดถึงไม่น้อย และมีการคาดเดาหลายอย่าง
“น่าเสียดายที่ศิษย์พี่สวีบนเขาหลักยังคงปิดด่าน หากนางรู้เรื่องนี้ ด้วยนิสัยของนางคงบุกขึ้นเขามู่แน่!”
“แต่ศิษย์พี่สวียังไม่ถึงขั้นปฐพีเร้นลับ หากนางไปหาโม่หยางจริง เกรงว่าอาจจะไม่ใช่คู่มือของเขา!”
“หรือว่าเจ้าหมอนี่แอบได้รับวาสนาอะไรบางอย่าง ทำไมถึงได้เปลี่ยนไปแข็งแกร่งขนาดนี้!”
……
บนเขามู่ ภายในหอคอยหิน โม่หยางกลืนโสมวิญญาณและเริ่มกลั่นพลัง พลังวิญญาณมหาศาลหลั่งไหลเปลี่ยนเป็นลมปราณสีทองพลุ่งพล่านไปทั่วเส้นชีพจรของเขา
เดิมที ระดับการบ่มเพาะในสองขั้นแรกหลังจากเริ่มฝึกใหม่ ต้องใช้เวลาอีกหลายวันกว่าจะเสร็จสมบูรณ์ แต่ตอนนี้เพียงแค่สองชั่วยามก็สำเร็จลงโดยสิ้นเชิง
เมื่อโม่หยางตรวจสอบระดับพลังของตนอีกครั้ง ก็พบด้วยความตกใจว่าตนได้ทะลวงจากขั้นปฐพีเร้นลับระดับสองขั้นต้น พุ่งสู่ขั้นกลาง และยังคงไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเฉียดใกล้ขั้นสูงสุดของระดับสอง จึงค่อยหยุดนิ่งลง
ฤทธิ์ของโสมวิญญาณนี้รุนแรงเกินคาด โม่หยางคาดว่าโสมต้นนี้ต้องมีอายุไม่น้อยกว่าห้าร้อยปี หาไม่แล้วคงไม่อาจบรรจุพลังวิญญาณได้มากมายเพียงนี้
“ครั้งนี้ต้องขอบคุณตาเฒ่านั่นจริงๆ” โม่หยางพึมพำ แล้วนั่งลงขัดสมาธิฝึกต่อทันที
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าใด เมื่อเขาโคจรลมปราณคัมภีร์จักรพรรดิดาราอย่างต่อเนื่อง ราวกับเกิดการเชื่อมโยงระหว่างเขากับหอคอยหิน แสงลึกลับพลันฉายวาบขึ้นทั่วผนังหอ ราวกับม่านลึกลับบางอย่างได้ถูกเปิดเผย
ในขณะเดียวกัน ร่างของโม่หยางที่นั่งขัดสมาธิก็สั่นสะท้าน เสียงระลอกคลื่นบางอย่างดังขึ้นภายในหอคอย ตามมาด้วยเสียงสะท้อนที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ดุจเสียงขับขานโบราณที่ดังกังวานไปทั่ว เสียงเหล่านั้นแฝงไว้ด้วยพลังอันเร้นลับ ให้ความรู้สึกราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางจิต
“หรือว่านี่คือ เจตจำนงแห่งเต๋า!”
ภายในจิตใจของโม่หยางเกิดคลื่นความตระหนัก เขารู้สึกว่าเสียงสะท้อนนั้นกำลังนำทางให้เขาเข้าใจแก่นแท้ของคัมภีร์จักรพรรดิดาราอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน แสงที่ส่องวาบขึ้นตามผนังหอก็พลันแตะต้องอักขระลึกลับที่สลักไว้ ซึ่งล้วนฉายแสงออกมาเป็นเส้นสายศักดิ์สิทธิ์
ที่บันไดทางขึ้นสู่ชั้นที่สองของหอคอย การสั่นสะเทือนของม่านพลังปรากฏขึ้น แล้วราวกับม่านหมอกจางๆ ค่อยๆ สลายหายไป
“ม่านพลัง... สลายไปแล้ว!”
โม่หยางอึ้ง ทว่ากลับเปี่ยมไปด้วยความยินดี เขาเคยคิดไว้ว่า ต้องมีพลังถึงขั้นสวรรค์เร้นลับจึงจะเปิดม่านนี้ได้ แต่ตอนนี้กลับเปิดออกก่อนเวลา
เขาลุกขึ้น รีบมุ่งหน้าไปยังบันไดหิน มองดูบันไดที่ทอดยาวขึ้นเบื้องบน พลางรู้สึกคาดหวังในใจอย่างรุนแรง
เขาไม่ลังเล ก้าวขึ้นบันไดอย่างมั่นคง ไม่มีสิ่งใดขวางกั้น เพียงครู่เดียวก็เข้าสู่ชั้นที่สองได้โดยราบรื่น
ทว่า สิ่งที่อยู่ในชั้นที่สองกลับต่างจากชั้นแรกอย่างสิ้นเชิง สิ่งแรกที่ปรากฏในสายตาก็คือเตาหลอมโอสถสีดำมะเมื่อม
เปลวไฟภายในเตาเหมือนยังไม่ดับมอด
เพราะหากมองไปจะเห็นเปลวเพลิงกระพริบวาบอย่างชัดเจน
“เป็นไปไม่ได้...”
“ไฟในเตาหลอมนี้ ไม่เคยดับเลยงั้นรึ?”
หัวใจโม่หยางปั่นป่วน ในดินแดนเสวียนเทียน การหลอมโอสถเป็นวิชาสาขาหนึ่งโดยเฉพาะ สูตรหลอมโอสถและเคล็ดลับล้วนเป็นดั่งคัมภีร์ลับ หาใช่สิ่งที่ผู้ฝึกตนทั่วไปจะมีโอกาสได้แตะต้อง
เขาพยายามสงบใจ แล้วค่อยๆ เดินเข้าไป
บริเวณรอบเตาหลอมเต็มไปด้วยความระเกะระกะ สมุนไพรแห้งเหี่ยวกองอยู่กระจัดกระจาย หนังสือโบราณที่เต็มไปด้วยฝุ่นหนาหลายม้วนวางเกลื่อน
บรรยากาศดูราวกับผ่านกาลเวลามานานนับร้อยปี ไม่มีผู้ใดย่างกรายเข้ามา กลิ่นอายแห่งกาลเวลาล่องลอยอยู่เต็มพื้นที่
โม่หยางพลันรู้สึกบางอย่าง เขาก้าวเข้าไปใกล้เตาหลอมอย่างระมัดระวัง ค่อยๆ หยิบหนังสือโบราณที่ฉีกขาดเล่มหนึ่งขึ้นมา สะบัดฝุ่นบนหน้าปกเผยให้เห็นตัวอักษรโบราณที่ถูกฝังลืมไปนาน
แม้ตัวอักษรจะเก่าแก่ แต่ยังมีความคล้ายคลึงกับตัวอักษรปัจจุบัน หากเพ่งพินิจจะสามารถอ่านออกได้
“วีถีเทพโอสถ ...”
โม่หยางเอ่ยเบาๆ ด้วยน้ำเสียงตะลึงงัน