เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

[เซียนเนิร์ด]_บทที่47_เงาสายตาแห่งป่าพฤกษา

[เซียนเนิร์ด]_บทที่47_เงาสายตาแห่งป่าพฤกษา

[เซียนเนิร์ด]_บทที่47_เงาสายตาแห่งป่าพฤกษา


บทที่ 47 -  เงาสายตาแห่งป่าพฤกษา

การจะหาผู้มีพรสวรรค์จากแค่รูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียวนั้นเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้เลย แต่ฉันก็ยังคงจับตาดูคนที่ท่าทางน่าสนใจไว้ เช่น ชายผมแดงคนนั้น

ในโลกเซียนเช่นนี้ หากใครมีสีผมแปลกประหลาด มักหมายความว่าต้องมีสายโลหิตพิเศษหรือเคล็ดวิชาประหลาดอะไรบางอย่างแน่นอน

เคยมีเรื่องเล่าว่า มนุษย์บางคนเคยผสมพันธุ์กับสัตว์อสูรที่จำแลงเป็นคน ซึ่งมักจะก่อกำเนิดอัจฉริยะผู้มีพรสวรรค์อันน่าสะพรึงกลัว แต่ความจริงจะเป็นเช่นไร ฉันเองก็ไม่แน่ใจนัก เพราะตำราบนชั้นสองของหอคัมภีร์ยังไม่ได้กล่าวถึงเรื่องพวกนี้อย่างละเอียด และที่สำคัญ ฉันก็ยังอ่านตำราแถวนั้นไม่ถึงครึ่งเสียด้วยซ้ำ

จากนั้น พวกเราจึงเดินกลับลงมาตามเนินเขาไปยังจุดที่ผูกเรือไว้ ซ่งซ่งปรายตามองทะเลเบื้องหน้าอย่างรู้ทัน พร้อมกับรอยยิ้มมุมปาก

“ต่อไป เราจะเอาอย่างไรกันดี?” ฉันเอ่ยถาม

แม้ซ่งซ่งจะชอบโยนทุกอย่างมาให้ฉันจัดการ แต่สถานะอย่างเป็นทางการของนางก็ยังเป็นผู้นำอยู่ดี เพราะงั้นเวลามีโอกาส ฉันจึงมักจะให้เจ้าหล่อนเป็นคนออกหน้าแทน

“ก็แค่รอไอ้พวกชักช้าอีกกลุ่มให้มาครบก่อนน่ะสิ พวกเราจะเริ่มการทดสอบกันได้ก็ต่อเมื่อทุกคนมาครบ” นางยิ้มกว้างขึ้น “ระหว่างนี้อยากจะไปกวาดอาหารบนเรือกินให้หมดก็เชิญนะ ข้าจะไม่ว่า”

นางเหมือนหลุดไปอยู่ในโลกของตัวเอง ฉันจึงเพียงไหล่ตกแล้วเล่นไปตามน้ำ จากนั้นจึงเรียกพวกศิษย์คนอื่น ๆ มาคิดว่าจะหาอะไรมาทำฆ่าเวลาดี

ระหว่างนั้น ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา ฉันนึกอยากลองแนะนำกีฬาฟุตบอลให้พวกเซียนโบราณพวกนี้ดูเล่น เพราะพวกเราทั้งหมดต่างก็เป็นผู้ฝึกบำเพ็ญเพียร การเตะลูกไม้น่าจะไม่เป็นปัญหา

“มีใครพกดาบมาบ้างไหม?” ฉันตะโกนถาม

ไม่กี่อึดใจหลังจากนั้น ศิษย์กว่าครึ่งโหลต่างก็ควักดาบของตนออกมาให้ดู

“โอเค จะว่าไป...ทำลูกบอลไม้ขึ้นมาสักลูกก็คงเข้าท่า”

พวกเขาทำหน้างงงันว่าฉันจะทำไปเพื่ออะไร แต่ฉันไม่คิดจะเสียเวลาพูดมาก จึงกระโจนขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ตัดกิ่งขนาดใหญ่เท่าต้นไม้ทั่วไปลงมา กิ่งไม้นั้นตกกระแทกพื้นดังสนั่นเสียจนแม้แต่ซ่งซ่งยังต้องละสายตาจากทะเลมามอง

“เจ้าปลอดภัยดีหรือเปล่า?” นางถาม

“แน่นอน”

“อย่าเพิ่งทำตัวบาดเจ็บไปก่อนข้าจะได้อวดเจ้าล่ะ”

อะไรของแม่นางคนนี้เนี่ย ข้าก็ไม่ใช่กระเป๋าเงินใหม่ราคาแพงที่เจ้าจะเอาไปอวดใครเขาซะหน่อย

ว่าแต่…นางจะไปมีเพื่อนที่ไหน?

ถึงจะนึกสงสัย แต่ฉันก็เลิกสนใจและหันมาตัดแต่งกิ่งไม้นั้นให้เป็นลูกกลม ๆ ขนาดพอเหมาะ จากนั้นก็สอนพวกศิษย์คนอื่น ๆ เล่นฟุตบอล

ยังไม่ทันพ้นสิบห้านาที ลูกบอลไม้ก็แตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ เมื่อลูกศิษย์คนหนึ่งเตะด้วยแรงที่เหนือมนุษย์

“โอ้ ไม่นะ วิลสัน!” ฉันพึมพำเบา ๆ มองเศษไม้กระจัดกระจายเกลื่อนอยู่บนพื้นทราย

ตกปลาบ้าง วิ่งวุ่นไปมา ไล่จับปลาประหลาดที่คล้ายโลมาบ้าง ทำโน่นทำนี่ไปเรื่อย จนเผลอแวบเดียวก็ใกล้เที่ยงวันแล้ว ทว่าในตอนนั้นเอง เรืออีกเก้าลำก็มาถึงปรากฏอยู่ที่ขอบทะเลอันไกลลิบ

หากเปรียบกับเรือของพวกเราแล้ว เรือเหล่านั้นอยู่ในสภาพยับเยินนัก บางลำใบเรือขาดรุ่งริ่ง บางลำตัวเรือแตกร้าว และยังมีเรือลำหนึ่งที่ด้านข้างถูกเจาะเป็นโพรงขนาดใหญ่ ดูจากสภาพแล้ว ฉันเดาว่าพวกมันคงตีกันเองกลางทะเลแน่ ๆ

พวกฉันที่กำลังเตะลูกบอลกันอยู่ต้องหยุดลงแล้วมายืนอยู่ข้างหลังซ่งซ่ง ขณะนางเตรียมตัวต้อนรับเหล่าศิษย์เพื่อนร่วมสำนักฝ่ายใน เมื่อศิษย์ฝ่ายในและพวกติดตามบนเรือลำอื่น ๆ ทยอยขึ้นฝั่งมา สีหน้าของซ่งซ่งก็แปรเปลี่ยนเป็นยิ้มอย่างผู้มีชัย นางเชิดอกขึ้นสูง แทบไม่คิดปิดบังความภาคภูมิใจในชัยชนะครั้งนี้แม้แต่น้อย

“โอ้? นี่มันอะไรกันนี่?” ซ่งซ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแสร้งประหลาดใจ แต่แววตาที่วาววับของนางเผยเจตนาออกมาเต็มที่ “ข้ากับพรรคพวกเกือบจะหลับคาเรือกันอยู่แล้ว ขอโทษทีนะ ข้าคิดว่าพวกเจ้าคงหลงทางจนล่าช้าไปอีกวันเสียอีก นึกว่าเกิดเรื่องร้ายขึ้นกลางทางเสียแล้ว”

เหล่าศิษย์ฝ่ายนอกได้แต่ขมวดคิ้วขุ่นเคืองกับคำพูดนั้น แต่ไม่มีใครกล้าโต้ตอบ ได้เพียงเดินฮึดฮัดหนีไปเงียบ ๆ ทว่าซ่งซ่งไม่มีทางปล่อยพวกมันไปง่าย ๆ แน่นอน

“ว่าแต่…เห็นกองซากศพสัตว์อสูรแมงป่องที่พวกข้าทิ้งไว้ข้างหลังนั่นหรือไม่? ข้ากับพรรคพวกอุตส่าห์จัดการกวาดล้างให้เรียบร้อยแล้ว เพื่อพวกศิษย์ฝ่ายในจะได้ปลอดภัย ไม่ต้องเปื้อนมือเปื้อนเท้าอีก” ซ่งซ่งพูดพลางแสยะยิ้มกว้างจนเกือบแยกถึงหู

แม้ผู้อาวุโสฝ่ายนอกที่รอรับอยู่ตรงท่าจะมีสีหน้าเคร่งเครียดเพราะเกรงว่าจะเกิดเรื่องวุ่นวาย ทว่าซ่งซ่งก็ยังไม่หยุดพล่ามใส่ศิษย์ฝ่ายนอกพวกนั้น จนพวกมันต้องเดินหนีออกไปไกล ๆ

เมื่อเหล่าศิษย์ฝ่ายนอกจากไปจนลับตา รอยยิ้มเยาะเย้ยของซ่งซ่งก็พลันเลือนหาย เหลือเพียงแววตาเยียบเย็นราวอสรพิษ ฉันก้าวเข้าไปใกล้จนระยะห่างพอเหมาะ ยืนอยู่ข้างหลังในเงาของนาง

“เจ้าทำอะไรของเจ้า? จงใจกระตุ้นพวกมันหรือไง?” ฉันเอ่ยถามเสียงเรียบ

“ก็ใช่น่ะสิ” ซ่งซ่งถอนหายใจเบา ๆ “ข้าเห็นแววตาพวกมันแล้ว รู้สึกได้จากทุกอณูผิวหนัง ว่าถ้าไม่มีผู้อาวุโสฝ่ายนอกยืนอยู่ตรงนี้ อย่างน้อยหนึ่งในนั้นคงพุ่งเข้ามาเล่นงานพวกเราไปแล้ว”

“เจ้าคิดว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นระหว่างทาง ถึงทำให้พวกมันร่วมมือกันได้?”

“ใครจะไปรู้ อาจจะมีพวกมันฝันอยากขึ้นเป็นศิษย์แกนกลางแทนข้าก็ได้ หรือบางทีอาจจะมีใครส่งคำสั่งมาให้จัดการข้ากับพรรคพวก… ข้ากับอาจารย์มีศัตรูอยู่มากนัก บางคนคงคิดว่าถึงเวลาเหมาะสมแล้วที่จะจัดการข้า” ซ่งซ่งเอามือลูบคางครุ่นคิด “ปกติข้าก็ไม่คิดมากหรอกนะ แต่เพราะเจ้าด้วยล่ะสิ ถ้าพวกมันคิดโจมตีขึ้นมาระหว่างอยู่ในป่า มันจะกลายเป็นเรื่องยุ่งยากขึ้นมาทันที”

นางเชื่อว่าพวกนั้นต้องลงมือแน่ ๆ งั้นหรอ? ปกติถ้าเป็นคนอื่นพูดอะไรแบบนี้ ฉันคงไม่เชื่อหรอก แต่กับซ่งซ่งนางมีเซนส์นักฆ่าติดตัวอยู่ ต่อให้นางไม่พูด ฉันเองก็สัมผัสได้บางอย่างเช่นกัน ฉันจึงแอบจดจำใบหน้าของศิษย์จากกลุ่มอื่น ๆ เอาไว้ทุกคน

ถึงแม้ว่าฉันจะไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเรื่องบ้า ๆ นี้นัก แต่บางครั้งก็หลีกเลี่ยงไม่ได้

ในตอนนั้นเอง ผู้อาวุโสฝ่ายนอกกระแอมเบา ๆ ก่อนประกาศเสียงดัง “ข้าจะแจ้งกฎของการสอบครั้งนี้ให้รู้ไว้ เว้นแต่ในกรณีคับขัน ห้ามศิษย์รุ่นพี่ลงมือสังหารผู้เข้าสอบเด็ดขาด การวิวาทภายในกลุ่มก็ต้องห้าม เป้าหมายของพวกเจ้า คือการคัดเลือกผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเข้าสู่สำนักตะวันเพลิง สำนักเชื่อมั่นในความสามารถและความซื่อสัตย์ของพวกเจ้า อย่าทำให้สำนักต้องผิดหวัง!”

จากนั้นก็พร่ำพูดต่อด้วยถ้อยคำเลื่อนลอยอีกชุดใหญ่ ฉันเองก็ไม่ได้สนใจนัก สายตาเหลือบมองไปยังยอดเนินเขาที่พวกเราเคยยืนอยู่ แต่แล้วก็รู้สึกเหมือนมีใครบางคนยืนมองมาทางนี้อยู่จริง ๆ

ทว่าพอฉันกระพริบตา คนผู้นั้นกลับหายวับไปก่อนจะทันมองชัดเจน มันไม่ใช่ภาพลวงตาแน่ ถึงแสงอาทิตย์จะจ้าก็ตาม แต่สายตาฉันควรมองทะลุได้

หรือว่าจะมีใครใช้วิชาลวงตาปิดบังตัว?

ในเมื่อผู้อาวุโสฝ่ายนอกคนนี้ กับศิษย์ตำแหน่งเป็นทางการทั้งหลายอยู่ที่นี่แล้ว คนที่มองพวกเราจากที่

ไกล ๆ เมื่อครู่นี้จึงน่าจะเป็นคนนอก อย่างไม่ก็อาจเป็นผู้อาวุโสฝ่ายนอกคนอื่นที่ฉันยังไม่เห็นตัว หรืออีกอย่างก็เป็นผู้เข้าสอบที่มีฝีมือระดับสูงที่ลึกลับ

แม้แต่ซ่งซ่งเองก็ดูจะไม่ทันสังเกต ฉันเพิ่งจับภาพได้ด้วยความบังเอิญ

“เอาล่ะ ตอนนี้พวกเจ้าทั้งหมดสามารถเข้าสู่ป่าได้แล้ว ผู้เข้าสอบได้กระจายตัวออกไปเรียบร้อย หน้าที่ของพวกเจ้าคือคุ้มครองให้พวกเขาอยู่รอดโดยไม่ถูกแย่งป้ายประจำตัวตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่อยู่ในป่า” ผู้อาวุโสฝ่ายนอกประกาศต่อ “สำหรับศิษย์ฝ่ายนอกทุกสิบป้ายที่ได้ จะแลกเป็นหนึ่งศิลาวิญญาณ!”

ศิษย์ฝ่ายนอกหลายคนดูตื่นเต้นดีใจ ทว่าเหล่าศิษย์ฝ่ายในที่เป็นผู้นำกลุ่มแต่ละกลุ่มกลับทำสีหน้าเฉยเมย เห็นได้ชัดว่าสถานการณ์แบบนี้ลำเอียงเข้าข้างคนบางพวกชัด ๆ เพราะศิษย์ฝ่ายในจะคอยกันไม่ให้ศิษย์ฝ่ายนอกที่แสดงแววเก่งกล้าไปแย่งตำแหน่ง ทำให้สุดท้ายผลประโยชน์ตกไปอยู่กับผู้อาวุโสฝ่ายในผู้ทรงอิทธิพล หรือไม่ก็พวกที่มีเส้นสายกับสำนักอยู่แล้ว

“ไปกันเถอะ” ซ่งซ่งเรียกฉันขัดความคิด

ฉันจึงเร่งก้าวตามหลังนางเข้าสู่ผืนป่า ทว่าในใจยังคงนึกถึงเงาเร้นลับบนยอดเขานั้นไม่หาย

ด้วยเหตุผลบางอย่าง ความรู้สึกเย็นเยียบแล่นวาบไปทั่วแผ่นหลังฉันในทันทีที่คิดถึงเรื่องนี้ มันเหมือนสัญชาตญาณทุกหยาดหยดกำลังกระซิบเตือนว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล

ฉันพยายามนึกย้อนว่าเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้หรือไม่ และจากความทรงจำทั้งหมดของหลิวเฟิง ดูเหมือนว่าเขาไม่เคยประสบเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนเลย

“หลิวเฟิง รีบตั้งสติหน่อย” ซ่งซ่งที่เดินอยู่ข้างหน้าเริ่มชะลอฝีเท้าลงและขยับเข้ามาเคียงข้างฉัน สายตาของนางกวาดมองไปรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง

“ขอโทษ ข้ามัวแต่คิดอะไรนิดหน่อย”

“เลิกคิดได้แล้ว เพราะตอนนี้พวกมันกำลังจะบุกเข้ามาแล้ว”

ทันทีที่สิ้นเสียงของนาง ความเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นในอากาศ พลังปราณสามสายเผยออกมาอย่างชัดเจน พร้อมกับศิษย์กว่าสองสิบคนโผล่ออกมาจากหลังต้นไม้ บางคนแววตาหนักแน่น บางคนดูเหมือนไม่อยากมาอยู่ที่นี่ด้วยซ้ำ

แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดกลับเป็นศิษย์ฝ่ายในสามคนที่เป็นผู้นำกลุ่มนี้ พวกมันยืนสงบนิ่งมือไพล่หลัง รอยยิ้มอ่อนโยนแต้มบนใบหน้า หากมองเผิน ๆ อาจนึกว่าพวกมันไม่เป็นภัยอะไร หากไม่ติดว่ามีคนล้อมเราจนมิด

หนึ่งในนั้นทำท่าจะอ้าปากพูด แต่ซ่งซ่งกลับชิงตัดบทก่อน

“เดี๋ยวนี้พวกสารเลวอย่างเจ้ากล้าดีขึ้นทุกวันนะ กล้าดียังไงมาขวางข้าแบบนี้?” ซ่งซ่งเลียริมฝีปากเบาๆ พลางปล่อยพลังปราณออกมาอย่างรุนแรง และเพราะฉันอยู่ใกล้นางที่สุด จึงรับรู้ถึงพลังนั้นได้อย่างชัดเจน มันให้ความรู้สึกเหมือนเมือกร้อน ๆ ห่อหุ้มกาย

แม้แต่ศิษย์ฝ่ายในทั้งสามคนก็ต้องหรี่ตา พวกมันยกมือขึ้นมาตั้งท่า เม็ดเหงื่อเริ่มไหลซึมเต็มขมับ สีหน้าทะนงเมื่อครู่พลันหายวับไปราวไม่เคยมีมาก่อน

ชายผู้ที่ยืนอยู่ตรงกลาง ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าของพวกมัน ขบกรามแน่นแล้วกล่าวว่า “ดูท่าพวกเจ้าคงเพิ่งทะลวงขั้นไปไม่นานสินะ”

“เหอะ ไม่เหมือนพวกสวะวัยสามสิบกว่า ๆ ที่ยังทำตัวเสแสร้งแอ๊บเด็กอย่างพวกเจ้าน่ะ บางคนในหมู่เรามีพรสวรรค์จริง ๆ ซะด้วยสิ” ซ่งซ่งไหวไหล่ พลางหันมาสะกิดฉันเบา ๆ “ไม่ว่ากันนะ หลิวเฟิง”

“ข้าไม่ได้แก่ซะหน่อย” ฉันตอบ

แต่เพราะนางสะกิดแบบนั้น ฉันก็พอเดาออกว่าซ่งซ่งกำลังเตรียมการบางอย่างอยู่ จึงเล่นตามน้ำไปกับคำพูดของนาง

“แต่พรสวรรค์เจ้าก็ห่วยใช่เล่นนะ” นางแสยะยิ้มเหยียด

“ก็จริง” ฉันถอนหายใจ แล้วไพล่มือไว้ด้านหลัง ทำท่าเหมือนชายแก่ขี้บ่น ในขณะเดียวกันมือทั้งสองก็เริ่มร่ายอักขระค่ายกลอย่างแนบเนียน

ในสมองฉันมีสองความคิดวิ่งวนอยู่ในตอนนี้ อย่างแรกคือ ซ่งซ่งนี่ช่างน่ากลัวจริง ๆ สัญชาตญาณของนางแม่นราวจับวาง และอย่างที่สองก็คือ ค่ายกลแบบไหนกันที่จะใช้ได้ดีที่สุดในป่าทึบเช่นนี้?

จบบทที่ [เซียนเนิร์ด]_บทที่47_เงาสายตาแห่งป่าพฤกษา

คัดลอกลิงก์แล้ว