- หน้าแรก
- เซียนเนิร์ดทะลุมิติ
- [เซียนเนิร์ด]_บทที่46_ข้าจะไม่ถอนหมั้น
[เซียนเนิร์ด]_บทที่46_ข้าจะไม่ถอนหมั้น
[เซียนเนิร์ด]_บทที่46_ข้าจะไม่ถอนหมั้น
บทที่ 46 - ข้าจะไม่ถอนหมั้น
“เหตุใดเจ้าถึงคิดอะไรเช่นนั้นออกมาได้?” ฉันขมวดคิ้ว พลางถอนหายใจอย่างระอา
“ก็เพราะนางเชื่อฟังเจ้าคนเดียวน่ะสิ ต่อให้มีดาบจ่อคอ ก็ยังกล้ามองตากัน แถมคอยหนุนหลังให้กันอีก ที่สำคัญ นางเลือกเจ้าจากในหมู่คนอื่นก่อนเลยด้วย แล้วนางไปรู้ชื่อเจ้ามาจากที่ไหนกัน?” เพื่อนอ้วนของฉันรัวคำถามใส่ไม่หยุด ราวกับสิ่งที่เจ้าอ้วนพูดนั้นสมเหตุสมผลที่สุดในโลกของมันเอง “อีกอย่างนะ เรื่องปัญหากับศิษย์ฝ่ายในน่ะ เจ้าก็ไม่เคยเจอสักครั้ง ข้าว่าก็เพราะนางจัดการให้แล้วต่างหาก”
“หยุดจินตนาการไร้สาระได้แล้ว” ฉันบ่นเสียงเรียบ พลางเดินไปยังบันไดนำขึ้นสู่ดาดฟ้า แล้วทรุดตัวนั่งลง มองไปยังตัวเมืองที่ค่อย ๆ เลือนหายไปในระยะไกล
“ก่อนอื่นเลยนะ ข้าน่ะมีคู่หมั้นอยู่แล้ว”
“คู่หมั้นที่เจ้าก็แทบไม่เคยเจอหน้าใช่มั้ย?” เพื่อนอ้วนของฉันเถียงทันควัน “ใครจะรู้ว่านางอาจจะสูงเจ็ดศอก เท้าโตเป็นค้อนหินก็ได้”
“เราพบกันเมื่อตอนยังเล็ก และข้าไม่คิดว่านางจะเติบโตกลายเป็นอสูรร้ายได้หรอก” ฉันแหงนหน้ามองฟ้า รับแสงตะวันอุ่นที่ทอดทาบลงบนใบหน้า ถึงแม้บันไดไม้เก่าจะทั้งแข็งทั้งหยาบ แต่กลับรู้สึกสบายกว่าที่คิด
“ชายชาตรีมีคุณค่าเพียงเท่าคำมั่นของตน…”
ฉันไม่คิดจะยุ่งกับการถอนหมั้นให้เป็นเรื่องยุ่งยาก โดยเฉพาะในที่แห่งนี้ หากวันหนึ่งมันต้องจบ ก็ขอให้จากกันด้วยดี ไม่ต้องสร้างศัตรูเพิ่มให้ตัวเองอีก
อีกอย่าง ซ่งซ่งเองก็เป็นคนบ้า… แบบที่ไม่มีผู้ใดอยากข้องเกี่ยวเป็นคู่หมั้นของนางแน่ ต้องเป็นคนบ้าอีกคนถึงจะทนไหว แล้วยิ่งถ้าบังเอิญคน ๆ นั้นโดนนางตบตายได้ในหมัดเดียว… ใครมันจะอยากวะ?
แม้เพื่อนอ้วนของฉันจะคิดไปไกลขนาดไหน ฉันก็ไม่เชื่อว่าซ่งซ่งจะสนใจข้าในเชิงชู้สาว สิ่งที่นางต้องการมีเพียงความสามารถของข้า และสิ่งที่ข้าสามารถช่วยนางได้ก็เท่านั้น เรื่องพรรค์นี้ไม่ใช่ละครน้ำเน่าที่ตัวละครหญิงจะหลงรักอีกฝ่ายแบบไม่มีเหตุผล
ไม่นานนัก พวกพี่น้องจากใต้ท้องเรือก็ทยอยกันขึ้นมา บางคนมีรอยยิ้มพลางบอกข่าวดีว่ามีอาหารพอเลี้ยงทุกคนสบาย ๆ ฉันคิดว่าคงต้องลงไปเช็กดูให้แน่ใจอีกที บางคนยังถือเบ็ดตกปลาขึ้นมาอวดกันอีก
ฉันเพียงยิ้มรับ ไม่ได้พูดอะไรตอบ
ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา พวกเราสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมาแล้ว ข้าไม่เห็นเหตุผลว่าจะไม่สนุกกับพวกเขาสักหน่อยจนกว่าจะถึงจุดหมาย
“เกิดอะไรขึ้น?” เพื่อนอ้วนถามขึ้น
“ไม่เคยอยากลองตกปลาดูบ้างหรือไง?” ข้าย้อนถามกลับ
…
หลายชั่วยามผ่านไป พวกเรากลายเป็นกลุ่มชายหนุ่มถือไม้ตกปลาในมือ ยืนตากลมอยู่กลางผืนน้ำ โดยไม่มีแม้แต่เงาปลาให้เห็น
แม้ภายในใจฉันจะรู้สึกขัดเคืองนัก แต่ภายนอกก็ยังคงรักษาท่าทีเยือกเย็นเอาไว้ ด้วยสถานะเสมือนผู้นำของกลุ่มนี้ ฉันไม่อาจแสดงอารมณ์วู่วามหรือเลื่อนลอยออกมาได้
ผู้นำต้องนิ่งเหนือผิวน้ำเยี่ยงกระจกใส
“เจ้าดูเหมือนกำลังโกรธอยู่นะ” เพื่อนตัวอ้วนกล่าวขึ้น
“แล้วเจ้าก็เหมือนคนที่ข้าจะจับโยนลงน้ำได้ง่าย ๆ เหมือนกันนะ” ฉันสวนกลับพร้อมหรี่ตา “ว่าแต่เจ้าแหวกว่ายเป็นหรือไม่?”
“ไม่เป็นหรอก แต่ข้าลอยตัวบนน้ำได้” เขาตอบกลับพลางยิ้มกวน “อีกอย่าง…ถ้าข้ากระแทกน้ำไปที คลื่นคงซัดเรือลำนี้ให้จมทั้งลำ”
แม้ฉันจะยังหงุดหงิดเรื่องปลาที่ไม่มีให้จับ แต่ก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ ไอ้เจ้าอ้วนนี่รู้ดีนักว่าควรปล่อยมุกตอนไหนถึงจะเหมาะ
“บัดซบ…เจ้านั่นคงจริง” ฉันบ่นงึมงำแสร้งทำเสียงหงุดหงิด
“ระวังอย่าแอบซัดเสบียงพวกเราจนหมดล่ะ ไอ้อ้วน” ชายอีกคนแซวขึ้นบ้างพร้อมรอยยิ้ม
รอยยิ้มที่ค่อย ๆ ปรากฏบนใบหน้าฉันพลันจางหายไปแทบจะในทันที ดวงตาหันขวับไปมองเจ้าคนที่พูดคำนั้นออกมา
ในบางครั้ง คนเรามักปล่อยตัวไปกับบรรยากาศจนคิดว่าพูดอะไรเล่น ๆ ก็ได้
บางทีอาจเพราะความเหนื่อยล้าทำให้เขาเผลอปาก…แต่นี่มันจะกลายเป็นเรื่องน่าอึดอัด หากปล่อยผ่านไป
“เมื่อครู่เจ้าว่าอะไรกับเพื่อนของข้า?” ฉันเอ่ยเสียงเรียบ
“ข้า…ข้าก็แค่ล้อเล่นน่ะ” เขาเริ่มหน้าซีดลง รู้ตัวว่ากำลังก้าวล่วงเส้นบาง ๆ
ถึงแม้ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้มีเจตนาไม่ดี ฉันก็ไม่คิดจะลงมือหรือทำอะไรเกินเลย แต่ก็ควรบอกให้เข้าใจว่ากฎเกณฑ์มันเป็นเช่นไร
“ที่ข้าพูดได้ เพราะเจ้านั่นคือเพื่อนสนิทข้า” ฉันเอ่ยอธิบาย “ข้าด่าเขาได้ เขาด่าข้ากลับได้ แต่มิใช่ให้ใครที่โผล่มาจากไหนก็กล่าวถากถางเพื่อนข้าเช่นนั้น”
เขาดูสับสนยิ่งกว่าเดิม บางทีความหมายของคำว่า ‘มิตรภาพ’ สำหรับคนที่นี่อาจจะต่างออกไป หรือสำหรับฉันเองที่เพิ่งมา…มันก็ยังไม่คุ้นชิน
แต่กับเจ้าตัวอ้วนนั่น มันไม่ใช่เพียงแค่เพื่อนร่วมสำนัก มันเป็นเพื่อนแท้ที่อยู่เคียงข้างกันมาทั้งยามสุขยามทุกข์
ฉันยังมั่นใจว่า ไอ้ความอ้วนของหมอนี่ อาจเป็นเพราะฝึกวิชาอะไรบางอย่างด้วยซ้ำ
แต่นั่นไม่ใช่ข้ออ้างให้ใครมาล้อเลียน
“จำไว้ด้วยละ” ฉันตบไหล่เขาเบา ๆ “ตลอดเส้นทางพวกเราเผชิญเรื่องมาก็มาก ข้าจะไม่โยนเจ้าออกจากเรือหรอก แต่จงรู้จักเลือกใช้คำพูดบ้าง เพราะบางอย่าง…มันอาจทำร้ายใจคนได้ เพื่อนข้าคนนี้ มันเป็นคนดี และอยู่กับข้ามาเนิ่นนาน ข้าไม่อาจปล่อยให้ใครมาดูแคลนมันได้”
เขาพึมพำขอโทษก่อนจะเดินจากไปเพื่อไปทำหน้าที่ของตนเองต่อ
ในใจลึก ๆ ฉันรู้ว่าหมอนี่ควรจะขอบใจข้าด้วยซ้ำ เพราะถ้าหากเป็นพวกจอมยุทธ์หรือผู้ฝึกตนสายโหดในนิยายเซียน เขาคงถูกตัดลมปราณ หรือถูกตบจนตกทะเลไปแล้ว
แม้จะมีช่วงเวลาอึดอัดเล็กน้อย แต่สุดท้ายพวกเราก็กลับมาแซวกันเรื่องปลากับเรื่องไร้สาระอื่น ๆ ตามเดิม
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุดก็มีคนตกปลาได้สำเร็จ เพื่อนร่างอ้วนของฉันเป็นคนแรกที่เกี่ยวปลาตัว
เล็ก ๆ ได้ มันดูเหมือนปลาซาร์ดีนเสียด้วยซ้ำ
เจ้าหมอนั่นยกปลาขึ้นสูงเหนือศีรษะ ก่อนจะชี้ขึ้นฟ้าแล้วประกาศเสียงดัง “จงก้มกราบข้าซะ พวกมนุษย์ต่ำต้อย! ข้านี่แหละจ้าวแห่งมัจฉา!”
“โอ้โห!”
“จ้าวแห่งมัจฉา!”
“ถวายบังคมแด่จ้าวแห่งมัจฉา!”
การแสดงของมันนับว่าดูโอ่อ่าไม่เบา หากเป็นสถานการณ์ปกติ พวกเราคงพากันเล่นอะไรไร้สาระต่อไป
แต่โชคร้ายที่ ณ เวลานั้นเอง ซ่งซ่งก็เดินออกมาด้วยสีหน้าเยือกเย็น ดูเหมือนนางจะตั้งใจพูดอะไรบางอย่าง ทว่าก็หยุดชะงักเมื่อเห็นภาพเหตุการณ์เบื้องหน้า
นางมองเพื่อนอ้วนของฉันที่กำลังชูปลาตัวจิ๋ว แล้วใบหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นความรังเกียจเล็ก ๆ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากตำหนิปลานั่นแม้แต่น้อย เพียงแค่กล่าวสั้น ๆ ว่า
“อีกไม่นานเราจะถึงจุดหมายแล้ว ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม”
จากนั้นนางก็ปิดประตูแล้วเดินจากไป
“นี่มันเดินทางได้เร็วจริง ๆ” ฉันหันไปหาพวกเพื่อน ๆ พลางทำหน้าขรึม ทั้งที่เมื่อครู่ก็ยังทำตัวเป็นตัวตลกกันอยู่แท้ ๆ
“ข้าว่าคืนนี้ควรตั้งโต๊ะเลี้ยงสุรา เปิดสุราลิ้มรสอาหารอันโอชะให้เต็มคราบ เฉลิมฉลองให้สมเกียรติ!”
ไม่นานนัก พวกเราก็เห็นเกาะแห่งหนึ่งที่อยู่ไกล ๆ เบื้องหน้า มองจากตรงนี้มันดูไม่ต่างจากเกาะทั่วไปนัก มีชายหาดและป่าเขียวครึ้มปกคลุมด้านใน
แต่พอใกล้เข้าไปก็เห็นท่าเทียบเรือเก่า ๆ ตั้งอยู่ ด้านหน้ามีผู้อาวุโสระดับนอกยืนรออยู่ก่อนแล้ว เจ้าตัวโบกมือเรียกเรือของพวกเราให้เข้ามาเทียบ
ซ่งซ่งเดินออกมาอีกครั้ง พลังปราณรอบกายของนางลื่นไหลเป็นธรรมชาติ ดูเหมือนช่วงที่ผ่านมาจะเพิ่งบำเพ็ญเพียรมาอย่างดี
“เจ้าจะขับเรือเข้าเทียบท่าเอง หรือจะให้ข้าจัดการ?” นางเอ่ยถาม
“เอานี่ไป เจ้าเป็นคนขับก็แล้วกัน” ฉันส่งแผ่นไม้โบราณที่ใช้ควบคุมเรือลำนี้ให้นาง
ซ่งซ่งสัมผัสบางอย่างบนแท่นควบคุม แล้วแสยะยิ้ม “เจ้าคิดว่าเราจะทำเป็นเผลอขับเรือชนเจ้าแก่นั่นดีไหม?”
หา? อะไรกันเนี่ย!?
“อย่าเลย” ฉันรีบตอบทันควัน ก่อนที่นางจะทำอะไรบ้าบิ่น “แค่เรื่องล้อเล่นแบบนี้ไม่คุ้มหรอกที่จะสร้างศัตรูโดยใช่เหตุ”
นางไหวไหล่แล้วถอนหายใจ เรือค่อย ๆ ชะลอตัวลง ใบเรือพับเก็บอย่างเป็นระเบียบ ขณะที่เรือเลื่อนไปเทียบท่า
พวกเราก้าวลงจากเรือ โดยมีซ่งซ่งเป็นผู้นำกลุ่ม ผู้อาวุโสระดับนอกเดินเข้ามาคำนับซ่งซ่งด้วยท่าทีเคารพนอบน้อม
“ท่านหญิงซ่ง มาถึงเป็นคนแรก สมแล้วที่เป็นยอดคนเช่นท่าน” ชายชรานั่นเอ่ยอย่างออกนอกหน้า จนฉันแอบประหลาดใจ ไม่คิดว่าผู้อาวุโสระดับนอกจะประจบสอพลอได้ขนาดนี้
แค่แววตาของซ่งซ่งก็พอรู้ว่านางไม่เห็นค่าของผู้อาวุโสผู้นี้แล้ว แม้คำพูดอาจไม่แสดงออกนัก แต่นางไม่ชอบพวกที่คอยประจบเอาใจทุกสถานการณ์
และทำให้ฉันอดสงสัยไม่ได้ ว่าตัวตนของนางในสำนักนี้มีพื้นฐานอย่างไร ถึงได้ทำให้แม้แต่ผู้อาวุโสระดับนอกยังต้องค้อมหัวให้
“เมื่อไหร่การทดสอบจะเริ่ม?” ซ่งซ่งถาม
“ท่านหญิงซ่ง กระผ้าขออภัยนัก ยังต้องรอศิษย์ชั้นในอีกเก้าคนเดินทางมาพร้อมทีมเสียก่อน แต่ท่านสามารถไปชมบรรดาศิษย์ใหม่ที่รวมตัวอยู่ตรงเนินเขาลูกนั้นได้” เขาชี้ไปยังยอดเขาใหญ่ทางโน้น “หากต้องการ กระผมจะนำทางท่านไป”
“ไม่จำเป็น”
นางพยักหน้า แล้วพวกเราก็ออกเดินทางไปยังเนินเขา
ตลอดเส้นทางเข้าสู่ป่าใหญ่ ต้นไม้สูงใหญ่เกินกว่าคนธรรมดาจะปีนข้ามได้ รากไม้ยกตัวสูงเสียจนสูงกว่าฉันอีก
แต่พวกเราก็กระโดดข้ามไปอย่างสบาย ๆ ซ่งซ่งยังคงเป็นผู้นำ ฉันเองก็เร่งฝีเท้าขึ้นจนทันนาง
“ข้าล่ะสงสัยจริง ๆ เจ้าว่าทำไมผู้อาวุโสพวกนั้นถึงได้ก้มหัวให้เจ้าขนาดนี้” ฉันเอ่ยถาม
ซ่งซ่งหัวเราะเบา ๆ ดวงตาเปล่งประกายเจ้าเล่ห์ “ข้าก็เป็นแค่ศิษย์แกนกลางอีกคนหนึ่งนั่นแหละ”
โอ้โห แบบนี้มันไม่ธรรมดาแล้ว ศิษย์แกนกลางน่ะ อยู่สูงกว่าศิษย์ชั้นในอีกขั้น เป็นชนชั้นที่หากไม่ตายเสียก่อน วันหนึ่งก็จะได้เป็นผู้อาวุโสแกนกลาง หรืออาจถึงขั้นเป็นเจ้าสำนัก
แม้นางจะไม่ได้สวมชุดประจำตำแหน่งศิษย์แกนกลาง แต่ก็พอเข้าใจได้ พวกสำนักอื่นคงคอยจับตามองหากรู้ว่าศิษย์แกนกลางของสำนักตะวันเพลิงยังมีชีวิตอยู่ ก็คงหาทางกำจัดเพื่อไม่ให้เด็กรุ่นใหม่แข็งแกร่งกว่าตอนเอง
ฉันอดสงสัยไม่ได้ ว่าพวกญาติของฉันไปพานพบคนอย่างนางได้อย่างไร
“แล้วญาติของข้าไปเจอเจ้ามาจากไหนกัน?” ฉันตัดสินใจถามออกไป
มันอาจจะเสียมารยาทอยู่บ้าง แต่ซ่งซ่งก็กล้าเปิดเผยว่าเป็นศิษย์แกนกลางให้ฉันรู้ ทั้งที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่กี่วัน คงคิดว่าฉันมีญาติในศิษย์ชั้นใน และไม่น่าจะหักหลังนาง
ก็นับว่าคิดถูกอยู่ แต่ความประมาทเช่นนี้ หากไปเจอคนไม่ซื่อ ก็คงเป็นภัยถึงชีวิต
“จะเล่าสั้น ๆ ละกันนะ ก็…อาจารย์ข้ารู้จักกับอาจารย์ของหลิวเชียน” นางไหวไหล่ตอบ
เออ… นี่มันสั้นจริง ๆ แถมไม่ได้บอกอะไรเพิ่มเติมเลย
เท่าที่เดาได้ อาจารย์ของนางน่าจะเป็นผู้อาวุโสแกนกลาง ส่วนหลิวเชียนจากความทรงจำของหลิวเฟิง ก็คือศิษย์ส่วนตัวของผู้อาวุโสชั้นในคนหนึ่ง คงเคยพบกันตอนอาจารย์ของทั้งคู่คบหากัน
อย่างน้อยเรื่องนี้ก็อธิบายได้ว่าทำไมญาติ ๆ ของฉันถึงลงทุนลงแรงสู้กับศิษย์ชั้นในเพราะฉันได้ ความสัมพันธ์กับผู้อาวุโสแกนกลางเช่นนี้คงเป็นเกราะกำบังสำคัญ
พวกเรามาถึงยอดเนินเขา แล้วทอดสายตามองลงไปยังพื้นเบื้องล่าง ศิษย์ใหม่รวมตัวกันนับร้อย บางพวกกางผ้าใบ นั่งพักผ่อน บ้างก็แลกเปลี่ยนของกัน
แน่นอนว่า ส่วนใหญ่ก็คงสอบไม่ผ่าน
ฉันกวาดตามองหาคนที่ดูแปลกตาออกไปจากกลุ่มทั่วไป แต่ก็ยังไม่มีใครน่าสนใจมากนัก นอกจากชายหนุ่มผมแดงคนหนึ่ง
สีผมแดงสด ราวกับโลหิต หากเป็นในโลกมนุษย์ ฉันคงนึกว่ามันย้อมผมมา
แต่พอเห็นเท่านั้น ฉันก็ไม่ได้สนใจอะไรอีก หันไปสำรวจดูศิษย์คนอื่น ๆ ที่อาจจะมีอะไรโดดเด่นมากกว่าหน้าตาแทน