- หน้าแรก
- เซียนเนิร์ดทะลุมิติ
- [เซียนเนร์ด]_บทที่45_ใต้ห้วงสมุทรลึกล้ำ
[เซียนเนร์ด]_บทที่45_ใต้ห้วงสมุทรลึกล้ำ
[เซียนเนร์ด]_บทที่45_ใต้ห้วงสมุทรลึกล้ำ
บทที่ 45 - ใต้ห้วงสมุทรลึกล้ำ
กลุ่มของพวกเรามาถึงเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ใกล้ทะเล เมืองแห่งนี้มีป้อมกำแพงสูงตระหง่าน สูงกว่าของเมืองชิงเฉาหลายเท่านัก บนกำแพงมีอาวุธขนาดใหญ่ลักษณะคล้ายหน้าไม้ยักษ์ตั้งเรียงรายอยู่หลายสิบเล่ม จ้องไปยังประตูเมืองราวกับพร้อมจะยิงใส่ผู้ใดก็ตามที่คิดก่อปัญหา
เหล่าทหารยามเดินเข้ามาตรวจสอบชุดของพวกเรา ก่อนที่ใครจะเอ่ยอะไรออกมา ซ่งซ่งก็หยิบตราสัญลักษณ์สีเงินออกมา โบกเบา ๆ พลางกล่าวเสียงเรียบว่า
“พวกข้ามีธุระจากสำนักตะวันเพลิง”
หลังจากได้รับการรักษาจนอาการดีขึ้น ซ่งซ่งก็เปลี่ยนไปสวมชุดใหม่ที่เก็บไว้ในแหวนเก็บของของนาง ชุดใหม่ดูสง่างามเหมาะสมกับฐานะผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสูง แววตาของนางตอนนี้เย็นชาเสียจนดูเหมือนว่ามองคนอื่นเป็นเพียงเศษฝุ่น
“เชิญขอรับ ท่านผู้บำเพ็ญเพียร เชิญตามสบายได้เลยขอรับ” นายทหารยามโค้งศีรษะอย่างนอบน้อม จากนั้นพวกเขาก็เปิดทางให้พวกเราเข้าเมือง
ขณะที่เดินเข้าไปในเมือง เหล่าชาวเมืองต่างพากันหันมามอง บ้างก็เป็นเด็ก ๆ ที่จ้องพวกเราด้วยแววตาเป็นประกาย บ้างก็เป็นผู้ใหญ่ที่แสดงความระแวดระวัง และบางคนถึงกับมีสีหน้าหวาดกลัว
แม้ปฏิกิริยาจะหลากหลาย แต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาใกล้
มันเป็นความรู้สึกประหลาดนัก ที่ต้องถูกจ้องมองด้วยสายตาเคารพนบนอบประหนึ่งข้าคือสิ่งสูงส่งที่พวกเขาไม่มีวันเอื้อมถึง
ฉันคิดสงสัยอยู่ในใจว่าพวกเขาจะรู้สึกอย่างไรนะ หากต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลกแบบนี้ เติบโตมากับการบูชาผู้บำเพ็ญเพียรเสมือนเป็นเทพเจ้า ทั้งที่แท้จริงแล้ว พวกเราก็เป็นเพียงมนุษย์เหมือนกัน แม้จะมีอายุยืนยาวกว่าหรือมีพลังมากกว่า แต่สุดท้ายแล้วชีวิตส่วนใหญ่ก็ไร้ค่าเช่นเดียวกัน
ผู้นำในโลกเทพเซียนนั้นแทบทุกคนล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียร นั่นคงเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้โลกนี้พัฒนาช้ากว่าที่ควร
ฉันเบือนสายตาหนีจากผู้คน พยายามไม่สนใจสายตาเหล่านั้น มันรู้สึกอึดอัดจนบอกไม่ถูก
ใคร ๆ ต่างก็เคยฝันอยากเป็นคนโด่งดัง หรือได้รับการยกย่อง แต่ความรู้สึกที่ก่อตัวอยู่ในใจฉันตอนนี้มันไม่ใช่แบบนั้น มันไม่ใช่ความรู้สึกของคนดัง แต่มากกว่านั้น… มันคือความรู้สึกของการถูกมองว่าเป็นสิ่งเหนือมนุษย์ เป็นเทพเจ้าที่เดินบนโลกมนุษย์
อย่างน้อยเมืองนี้ก็สวยงามดี มีลำธารใสไหลผ่านไปทั่ว สะพานไม้งาม ๆ ข้ามลำธารหลายจุด ตรงกลางเมืองมีน้ำพุขนาดใหญ่ถมกลางลานหิน พื้นถนนก็เรียบร้อยสะอาดสะอ้าน
“ครั้งหน้าดูแลเรื่องพวกนี้ด้วย” ซ่งซ่งกระซิบเสียงเบาเมื่อเดินมาใกล้พอที่จะพูดกันได้ แม้ศิษย์คนอื่น ๆ ที่เดินตามอาจได้ยิน แต่คงไม่ใส่ใจนัก “ในเมื่อเจ้าดำรงตำแหน่งรองหัวหน้ากลุ่ม ก็ต้องจัดการเรื่องหยุมหยิมพวกนี้ให้เรียบร้อย เหมือนที่เจ้าเคยจัดการหุงหาอาหารในค่าย”
ฉันหันไปมองนางด้วยแววตาประหลาดใจ ซ่งซ่งขมวดคิ้วทันที
นางเข้าใจผิดรึเปล่าว่ารองหัวหน้าทีมหมายถึงคนรับใช้ส่วนตัว?
“ข้าจะมอบดาบเล่มนี้ให้เจ้า แต่เจ้าอย่าหวังว่าจะได้กลับไปเป็นแค่คนกวาดลานอีก” ฉันพูดพลางตีเส้นในใจเอาไว้
จำเป็นต้องวางขอบเขตให้ชัด โดยเฉพาะกับคนแบบนาง
ซ่งซ่งแข็งแกร่ง และไม่ลังเลที่จะใช้อำนาจข่มผู้อื่น หากข้าจะเป็นรองหัวหน้าทีมและทำงานร่วมกับนาง ก็ต้องทำให้รู้ว่ามีเส้นแบ่ง ไม่อย่างนั้นข้าก็ไม่ต่างจากเบี้ยในกระดาน
“หมายความว่ายังไง?” นางถามเสียงเข้ม แววตาเริ่มอันตราย
“ตอนพวกเราสู้เข้ากับสัตว์อสูรร้ายแมงป่อง ข้าไม่หนี และยังเสี่ยงชีวิตไปช่วยเจ้า แม้ว่าการตัดสินใจของเจ้าจะน่าสงสัยก็ตาม” ฉันพูดเสียงเรียบ ไม่หลบสายตานาง “อย่าทำเป็นไม่ใส่ใจการกระทำแบบนั้น ข้าไม่ใช่คนบ้าระห่ำ และชีวิตของพวกเราก็ไม่ใช่หมากตัวหนึ่งให้เจ้าสั่งตายได้เล่น ๆ”
ฉันรู้ดีว่าการพูดเช่นนั้นก็เหมือนแมงเม่าบินเข้ากองไฟ แต่มันจำเป็นถ้าไม่วางขอบเขตไว้ตั้งแต่ต้น อีกไม่นานข้าคงไม่ต่างจากเบี้ยที่ถูกโยนทิ้ง
“ตัดสินใจน่าสงสัย?” นางทวนคำ
นางดูเหมือนจะไม่เข้าใจจริง ๆ ฉันอดงุนงงไม่ได้ ก่อนจะรีบตั้งสติ
“เริ่มจากสิ่งที่เจ้าทำได้ดี การที่เจ้าฝืนสังขารมาช่วยพวกเราแม้จะบาดเจ็บ เป็นเรื่องที่ข้าชื่นชม ข้าเคารพเจ้าเพราะการกระทำนั้น ไม่ใช่เพราะตำแหน่งหรือคำสั่ง” ฉันพูดอย่างระมัดระวัง น้ำเสียงจริงใจ
ซ่งซ่งยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ราวกับจะอมยิ้ม
ดูเหมือนนางจะพอใจ แต่เรื่องต่อไปนี่สิ ถึงจะเป็นยาขมที่นางต้องกลืน
“แต่การไม่แวะเมืองชิงเฉาเพื่อเติมเสบียง ถือเป็นความผิดพลาด เราเสียเวลาหาอาหารในป่าอยู่นาน ทั้งที่ถ้าแวะเข้าเมืองเพียงครู่เดียว เราก็จะมีเสบียงพอสำหรับเดินทาง”
“ระวังคำพูดด้วย หลิวเฟิง” นางขู่เสียงเย็น
“ถ้าเจ้าชอบคนคอยประจบสอพลอ ก็บอกมาตรง ๆ ข้ามั่นใจว่าเจ้าหาได้ไม่ยาก คนที่พร้อมจะกราบพื้นแล้วแทงข้างหลังเจ้าเมื่อมีผู้มีอำนาจกว่ามาเสนอราคา”
เราหยุดอยู่บนสะพานหินกลางลำธาร สบตากันเหนือสายน้ำเชี่ยว
“เจ้ารู้ใช่ไหมว่าข้าสามารถทำให้ชีวิตเจ้าในสำนักตะวันเพลิงอยี่อย่างยากลำบากได้” นางพูดเสียงเรียบ
“ข้ารู้” ฉันพยักหน้า
อย่างน้อยตอนนี้ยังไม่มีคำขู่ฆ่าออกจากปาก ถือว่าผลลัพธ์ดีกว่าที่คาดไว้
นางจ้องเขม็งราวกับท้าให้ข้าเผยจุดอ่อน หากข้าแสดงทีท่าหวาดกลัวออกไปละก็… ซวยแน่
“ก็ตามใจเจ้า” ซ่งซ่งว่าแล้วเดินนำไป
“ขอบคุณ” ฉันยิ้ม พลางพูดต่อ “จากนี้ไป เรื่องหยุมหยิมไม่ต้องห่วง ข้าจะจัดการเอง”
นางหยุดกึก สีหน้าดูงุนงง ราวกับสงสัยว่าได้ยินผิดไปหรือไม่
ก่อนที่นางจะตอบ ฉันก็กล่าวต่อทันที “ตอนที่ข้าทำอาหารให้พวกเจ้ากิน ข้าทำเพราะอยากทำ ไม่ใช่เพราะมีใครบังคับ และข้าเองก็ไม่คิดรังเกียจที่จะทำอีก”
“เจ้ากล้าลงแรงเสี่ยงชีวิต เพื่อเรื่องที่เจ้าก็ยังเต็มใจจะทำอยู่ดีงั้นหรือ?” นางได้สติกลับคืนมาแล้ว จึงหันสายตาไปยังเรือที่ทอดสมออยู่ไกล ๆ ก่อนจะกลับมามองฉัน “เจ้านี่มันคนประหลาดที่สุดที่ข้าเคยพบเลย
จริง ๆ”
ฉันรู้ว่าถ้าจะอธิบายว่าทำไมฉันถึงต้องระมัดระวังขนาดนี้ ก็คงต้องย้อนถึงชีวิตในอดีต ที่เจ้านายมักจะเอาเปรียบความใจดีของฉันเสมอ และการไม่วางขอบเขตให้ชัดเจนก็มีแต่จะนำภัยมาเท่านั้น
แทนที่จะรื้อฟื้นเรื่องพวกนั้น ฉันจึงฝืนยิ้มให้ดีที่สุดแล้วกล่าว “เจ้าช่วยชีวิตข้าไว้ เพราะงั้นข้าจะไม่ปิดบังอะไรสำคัญกับเจ้าอีก”
นางก็ยิ้มตอบกลับมา พร้อมแววตาคมกริบที่ทำให้เหล่าศิษย์นอกคนอื่น ๆ ถึงกับชะลอฝีเท้า แต่ท้ายที่สุดนางก็ไม่พูดอะไรอีก ก้าวเท้ายาว ๆ ออกไปสิบกว่าก้าว ค่อยรับบทนำทางต่อ
เมื่อพวกเรามาถึงท่าเรือ ซ่งซ่งก็พาเราไปยังมุมหนึ่ง ที่มีเรือลำไม้หน้าตาเหมือนกันทุกลำ แต่ละลำประดับธงที่มีรูปดวงตะวันรายล้อมด้วยเปลวเพลิงที่เหมือนการ์ตูนซึ่งงมันก็ดูแปลก ๆ
เสียงหัวเราะคลั่ง ๆ ของซ่งซ่งดังก้องกลางอากาศ ทำเอาเราทุกคนขนลุกวาบ
หรือว่านางจะเสียสติไปแล้วจริง ๆ?
แต่พอหันมาทางพวกเรา แววตาของนางกลับเต็มไปด้วยความยินดีอย่างแท้จริง “เห็นไหม? ดูเหมือนว่ากลุ่มอื่นจะยังมาไม่ถึงที่นี่”
เอ่อ…แล้วไงล่ะ?
ฉันนึกว่านางไม่ใส่ใจเรื่องแข่งแย่งชิงตำแหน่งผู้นำหรือแพ้ชนะเสียอีก
แต่ยังไงมันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับฉันอยู่ดี ฉันเลยได้แต่ไหลตามสถานการณ์ไป แล้วเดินตามนางไปหา ชายคนหนึ่งที่แต่งกายคล้ายเสมียน สวมชุดคลุมยาวบ่งบอกสถานะว่าเป็นผู้อาวุโสฝ่ายนอกของสำนักตะวันเพลิง ชายคนนั้นยื่นแผ่นไม้ประหลาดให้ซ่งซ่ง
หลังจากที่ซ่งซ่งถือมันเล่นอยู่พักหนึ่ง จากนั้นนางก็ส่งมันมาให้ฉัน “นี่ เจ้าเอาไป ถือเป็นของเจ้าแต่วันนี้”
ฉันรับมันมาดู รู้สึกเหมือนไม้ธรรมดาทั่วไป น้ำหนักก็ไม่ต่างอะไรนัก ฉันลองพลิกไปพลิกมาแล้วเงยหน้าถาม “ของนี่เอาไว้ทำอะไร?”
รอยยิ้มบนใบหน้าของนางค่อย ๆ จางลง แล้วมองฉันราวกับฉันเป็นคนป่าเถื่อนโบราณ “ก็ควบคุมศาสตราวิเศษน่ะสิ”
“ศาสตราวิเศษ?” ฉันงุนงง
“ก็เรือลำนี้ไง” นางชี้ไปยังเรือสิบลำที่จอดเรียงกัน
“อย่าบอกนะว่าเจ้าไม่เคยนั่งเรือศาสตราวิเศษมาก่อน?” นางขมวดคิ้ว “งั้นเดี๋ยวข้าสอนให้ แต่หลังจากนี้เจ้าต้องดูแลมันเองนะ เพราะข้าจะปิดตัวฝึกบำเพ็ญเพียรในห้องกัปตันตลอดทางจนกว่าจะถึงจุดหมาย”
หลังจากอธิบายคร่าว ๆ ฉันก็พอเข้าใจ มันก็เหมือนแผ่นควบคุมระยะไกลนั่นแหละ แค่ส่งพลังปราณเข้าไป แล้วทำท่าทางเฉพาะ มันก็จะเชื่อฟังคำสั่งของฉัน ศาสตราวิเศษนี้มีพลังปราณอยู่ในตัวอยู่แล้ว ดังนั้นจริง ๆ ฉันแทบไม่ต้องทำอะไรนอกจากเรียกซ่งซ่งเวลามีเหตุฉุกเฉิน
ท้ายที่สุด นางก็ว่า “แต่ยังไงเรือนี้มันขับเองได้อยู่แล้ว เจ้าไม่ต้องห่วงหรอก”
ถ้างั้นนางจะอุตส่าห์อธิบายเสียตั้งนานทำไมกัน…
ว่าจบ นางก็หายเข้าไปในห้องที่คล้ายกับห้องกัปตันในชาติก่อนของฉัน เพราะชัดเจนว่าไม่อยากให้ใครรบกวน
พอซ่งซ่งไปแล้ว ฉันก็หันไปหาเพื่อนคนอื่น ๆ ตั้งใจจะออกคำสั่งอะไรบางอย่าง แต่ทันใดนั้น ใบเรือก็สะบัดเปิดออกเอง และเรือก็เริ่มแล่นอย่างช้า ๆ
ท่าเรือค่อย ๆ ลับตา ฉันเงยหน้ามองธง ก็พบว่ามันสะบัดไปทางทิศตรงข้ามกับที่เรากำลังมุ่งหน้าอยู่
ไม่มีลมเลยสักนิด แต่เรือก็ยังแล่นได้ราวกับมีบางอย่างขับเคลื่อนอยู่
คงเป็นเพราะกลไกปราณซับซ้อนบางอย่าง… แต่เสียดาย ฉันยังไม่อาจสัมผัสมันได้ ก็เพราะยังอยู่แค่ระดับรวบรวมพลังปราณเท่านั้น
“เอาเถอะ อย่างน้อยพวกเราก็ได้พักกันสักที” ฉันหันไปบอกพวกเขา “แล้วก็คอยตรวจสอบดูเสบียงให้พร้อม อย่าให้พลาด”
“รับทราบ! ท่านหัวหน้า!” พวกเขาขานรับอย่างพร้อมเพรียง
“ไม่ต้องเรียกว่าหัวหน้าหรอก” ฉันโบกมือไล่ พวกเขาก็หัวเราะออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะแยกย้ายกันลงไปด้านล่างเรือ เห็นได้ชัดว่าทุกคนเบาใจ ที่จะได้พักจากการวิ่งตลอดทางเสียที
เจ้าหนุ่มอ้วนที่ฉันแทบไม่ได้คุยด้วยเลยตลอดการเดินทางมายืนอยู่ข้างหลัง เขาหันมามองฉันแล้วถอนหายใจ “ในที่สุดก็ได้อยู่กันตามลำพังซะที รู้ไหม มันรู้สึกอึดอัดชะมัดเวลามีนางอยู่ใกล้ ๆ เหมือนแค่พลาดอะไรนิดเดียวก็อาจโดนเชือดได้เลย สมัยตอนออกล่าก็มีแต่คนแอบซุบซิบนินทา ไม่มีใครกล้าพูดต่อหน้าหรอกนะ แต่ทุกคนขอบคุณเจ้าที่จัดการนาง”
“ข้ารู้ ๆ ประตูห้องที่นางเข้าไปนั่นน่าจะติดค่ายกลปิดเสียงเอาไว้ เพื่อให้นางบำเพ็ญเพียรได้เงียบ ๆ อย่าพูดอะไรเสียงดังนักล่ะ” ฉันเตือนเขา ก่อนจะยิ้มออกมา “อีกอย่าง นางก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น บางทีคงแค่เข้าสังคมไม่เก่งเพราะหมกตัวฝึกเพียรอยู่แต่ในห้องมากไปก็เป็นได้”
“ก็ไม่แปลกหรอก เจ้าน่ะคิดอย่างนั้นอยู่แล้ว” เจ้าหนุ่มอ้วนบ่นอุบอิบ
“หมายความว่าไงวะ?” ฉันเลิกคิ้วถาม
“พวกเราอาจจะกลัวนาง แต่ใช่ว่าจะตาบอดนะ หลิวเฟิง” เขาส่ายหน้าแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ “พวกเราเห็นอยู่ว่าแววตานางเวลามองเจ้าเป็นยังไง ถึงเจ้าจะพูดยังไง นางก็ฟังเจ้าตลอด ทั้ง ๆ ที่พลังห่างกันขนาดนั้น”
เขากำลังสื่ออะไรกันแน่…
ฉันใช้เวลาไม่กี่อึดใจ ก่อนจะรู้ตัว โอ้… โอ๊ะ… ข้าเข้าใจแล้ว…!