- หน้าแรก
- เซียนเนิร์ดทะลุมิติ
- [เซียนเนร์ด]_บทที่40_ความยุติธรรมอันคลุ้มคลั่ง
[เซียนเนร์ด]_บทที่40_ความยุติธรรมอันคลุ้มคลั่ง
[เซียนเนร์ด]_บทที่40_ความยุติธรรมอันคลุ้มคลั่ง
บทที่ 40 - ความยุติธรรมอันคลุ้มคลั่ง
หลังจากบทสนทนาที่ดูประหลาด ๆ กับซ่งซ่งในวันนั้น ฉันก็พยายามรักษาระยะห่างจากนางให้มากที่สุด ทว่าต่อให้ฉันจัดการกับการปฏิสัมพันธ์ระหว่างเรายังไง พฤติกรรมของนางก็ยังคงเอาแน่เอานอนไม่ได้เสมอ
ตามหลักแล้วก่อนจะออกเดินทางไกล พวกเราควรแวะที่เมืองชิงเฉาเพื่อจัดเตรียมเสบียงและของจำเป็นให้พร้อมเสียก่อน เพราะของพวกนี้ไม่อาจหาได้จากตลาดในสำนัก
ทว่าแทนที่จะทำตามแผนการอันสมเหตุสมผลเช่นนั้น กลับกลายเป็นว่าพวกเราต้องเร่งฝีเท้าฝ่าป่าที่ไม่มีแม้ใบไม้แห่งนี้ โดยมีเหล่าศิษย์ร่วมขบวนต่างสีหน้าเคร่งเครียดและเต็มไปด้วยความอ่อนล้า แม้แต่เจ้าตุ้ยนุ้ยเพื่อนตัวอ้วนของฉันเอง แม้รูปร่างจะไม่ได้แข็งแรงว่องไว แต่ก็ยังดูจะดีกว่าอีกหลายคนที่ได้ตำแหน่งในสำนักเพราะเส้นสาย
“ใครชักช้า ระวังนิ้วก้อยของเจ้าจะหลุดออกจากมือ!” เสียงของซ่งซ่งตวาดดังลั่น สะท้อนก้องไปทั่วขบวน เมื่อเห็นศิษย์บางคนเริ่มหมดแรง
ไม่มีอะไรน่าประหลาดใจนักที่นางจะเป็นผู้นำได้แย่ถึงเพียงนี้ ใครมีตาสองข้างก็พอจะดูออกได้ทั้งนั้น ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพวกญาติ ๆ ของฉันถึงคิดว่าส่งฉันมาอยู่ใต้การนำของนางจะเป็นเรื่องดี
...
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยเกือบยี่สิบสี่ชั่วยาม ก็มีศิษย์คนแรกล้มลงกับพื้นเสียงดังตุ้บ ซ่งซ่งหันขวับไปมองทันที ศิษย์คนนั้นพยายามยันตัวลุกขึ้น ทว่าก็สายไปเสียแล้ว เมื่อนางจ้องเขาด้วยแววตาเย็นชา
“หึ ข้าเบื่อหน่ายนัก เรื่องเช่นนี้ข้ามิเคยชอบข้องเกี่ยวกับการร่วมมือกับผู้ใด” นางพึมพำกับตัวเอง สีหน้าทึมหม่น พลางแหงนมองฟ้าอันมืดมิดที่โอบล้อมพวกเราไว้
สำหรับฉันที่เคยฝึกท่าก้าววัวคลั่งติดต่อกันเป็นสิบ ๆ ชั่วโมง เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่สำหรับศิษย์คน
อื่น ๆ ดูจะอยู่ในสภาพพร้อมจะล้มลงได้ทุกเมื่อ
“ข้าว่าพวกเราน่าจะพักกันเสียหน่อย” ฉันเอ่ยแทรกก่อนที่ซ่งซ่งจะทำเรื่องบ้าระห่ำอะไรลงไป “หากเดินทางต่อโดยที่ทุกคนหมดแรงเช่นนี้ ถึงที่หมายไปก็ไม่ต่างจากซากศพ”
แม้คำพูดของฉันจะฟังมีเหตุผล แต่ดวงตาของนางกลับแวบวาวแปลก ๆ ขึ้นมาในทันที
ฉันเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าตัวเองควรเอ่ยปากพูดดีหรือไม่
แต่แทนที่นางจะโกรธ ซ่งซ่งกลับถอนหายใจยาวแล้วโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “ตั้งแต่ตอนนี้ เจ้ารับหน้าที่รองหัวหน้าไปดูแลศิษย์พวกนี้แทนข้าละกัน”
กล่าวจบ นางก็เดินไปนั่งขัดสมาธิใต้ต้นไม้แห้ง ปิดเปลือกตาเข้าสู่สมาธิบำเพ็ญเพียร
อ้อ… บำเพ็ญเพียรเรอะ ดีเหมือนกัน…
ในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียรนั้น พวกหล่อหลอมร่างกายจะเน้นฝึกฝนร่างเนื้อเป็นหลัก ส่วนผู้รวบรวมพลังปราณจะถูกยกให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรอย่างแท้จริง เพราะต้องเพิ่มพลังปราณไปเรื่อย ๆ เพื่อก้าวข้ามขอบเขต
ฉันหันไปตบมือเรียกความสนใจจากทุกคน “เอาล่ะทุกคน ข้ารู้ว่าทุกคนเหนื่อยกันมาก แต่ไหน ๆ ศิษย์พี่ซ่งซ่งก็มอบหน้าที่นี้ให้ข้าแล้ว ข้าจะดูแลให้พวกเจ้าได้พักผ่อนกันอย่างทั่วถึง”
แม้แต่พวกศิษย์ชายที่ก่อนหน้านี้หลงใหลในรูปโฉมของซ่งซ่งจนมองข้ามนิสัยแย่ ๆ ของนาง ก็ยังพากันถอนหายใจโล่งอก
โดยปกติแล้ว ผู้นำขบวนควรจะต้องมีความยุติธรรมและเด็ดขาด อย่างหลังนั้นสำคัญเพราะเป็นแรงขับให้ผู้ร่วมเดินทางทำหน้าที่ของตน ทว่ากับซ่งซ่ง พวกเขาคงไม่ต้องการแรงขับอะไรอีก
“ข้ารู้ว่าพวกเจ้าอยากพัก แต่พวกเราต้องตั้งค่ายพักแรมกันก่อน” ฉันกล่าวพลางจัดกลุ่มตามระดับความเหนื่อยล้า
คนที่ยังพอมีเรี่ยวแรงจะถูกส่งไปหาอาหารและเก็บฟืน ส่วนคนที่อ่อนล้าก็ช่วยกันตั้งค่าย พวกที่ขยันสุดจะได้แบ่งอาหารมากกว่าเพื่อความเป็นธรรม
“แล้วตัวเจ้าเล่า?” ใครคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น “เจ้าจะทำอะไร?”
อีกหลายคนก็พยักหน้าเห็นด้วย ฉันกำลังจะตอบ ทว่าก็เหลือบไปเห็นนิ้วของซ่งซ่งกระตุกน้อย ๆ เป็นสัญญาณว่านางยังไม่หลับสนิทและได้ยินทุกอย่าง
จากที่ดูเหมือนจะพร้อมโวยวายกันเมื่อครู่ พวกศิษย์พากันหลบตาและสีหน้าซีดเผือดทันที
“ข้าจะตั้งค่ายกลป้องกันรอบค่าย พวกเราจะประมาทไม่ได้ ขณะนี้ใกล้เข้าสู่ช่วงสารทปลายปีแล้ว สัตว์อสูรเริ่มออกหากินมากขึ้น” ฉันว่าแล้วนั่งลง เอาฝ่ามือแตะพื้นดิน
พลังปราณใต้ดินยังคงปนเปื้อนมัวหมอง ปกติแล้วต้องใช้เกลือและคาถาบทหนึ่งชำระล้างก่อนจึงจะใช้ตั้งค่ายกลได้ ทว่า…นั่นไม่ใช่สิ่งที่ฉันต้องการตอนนี้
“จันทร์ร่ายเงา หมอกเลือนจาง!” ฉันกระซิบ รัศมีแสงสี่สายพุ่งจากฝ่ามือ สานเป็นม่านค่ายกลโปร่งใสล้อมรอบค่าย
จากนั้นจึงอธิบายให้ทุกคนฟัง “ค่ายกลนี้จะช่วยปกปิดตัวเรา หากมีสิ่งใดขนาดใหญ่เกินค่ากำหนดล่วงล้ำเข้ามา เสียงระฆังเตือนจะดังทันที”
ตามปกติแล้ว ค่ายกลลักษณะนี้ต้องใช้สัตว์อสูรอาถรรพ์เป็นเชื้อเพลิง ทว่าฉันไม่มีทรัพยากรแบบนั้น การจับวิญญาณขังไว้ในศิลานั้นเป็นศาสตร์เฉพาะของพวกจอมค่ายกลสายกักขัง ซึ่งเป็นแขนงที่ฝึกยากมาก
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จ พวกเราก็ช่วยกันสร้างกระโจมไม้ชั่วคราวพอให้นอนได้ จุดกองไฟขึ้นโดยที่ฉันต้องตั้งค่ายกลไฟ เพราะไม่มีเสบียงติดตัวกันมา
พวกเรานั่งล้อมวงกินกระต่ายป่าย่าง ฉันลงมือทำอาหารเองเพราะไม่มีใครไหวแล้ว
หลังจากนั้น แต่ละคนก็เอนตัวลงนอนกับพื้นหยาบ ๆ หลับสนิทเสียยิ่งกว่าหลับบนเตียงชั้นดีเสียอีก
ฉันเดินตรวจดูค่ายกลเตือนภัยรอบค่ายอีกรอบให้แน่ใจว่าไม่มีสัตว์อสูรตัวเล็กแอบเข้ามาได้
พอทุกอย่างเรียบร้อย จึงกลับมานั่งพักข้างกองไฟ ซ่งซ่งเองก็ลืมตาขึ้นหลังเสร็จสิ้นการบำเพ็ญเพียร
นางกวาดสายตามองรอบ ๆ ก่อนจะหยุดที่ฉัน ประหนึ่งเหยี่ยวจ้องเหยื่อ
“เจ้านี่เหมาะเป็นผู้นำดีนะ”
“ข้าไม่คิดว่าข้าจะเหมาะกับตำแหน่งเช่นนั้นหรอก” ฉันกล่าวพลางเอนหลังพิงต้นไม้ หาท่าที่สบายสำหรับพักแรมยามค่ำคืน “ผู้นำจำต้องตัดสินใจโดยยึดถือประโยชน์ส่วนรวมเหนือผลประโยชน์ส่วนตน ซึ่งข้านั้นใจอ่อนเกินกว่าจะรับบทบาทเช่นนั้นได้”
“เจ้าจะมัวแบกภาระเรื่องคนอื่นไปทำไม?” นางเอ่ยพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ สายตาคมกริบของนางจับจ้องมายังฉัน “ผู้บำเพ็ญเพียรควรใช้ชีวิตตามใจปรารถนา อยากกินก็กิน อยากฆ่าก็ฆ่า อยากไปแห่งหนใดก็ไป การบำเพ็ญเพียรคือการมีอิสระภาพสูงสุด”
หากฉันยังไม่รู้ชัดเจนถึงเส้นทางของตน คำพูดของนางคงทำให้ลังเลไม่น้อย เพราะต้องยอมรับว่านางเองก็มีเสน่ห์แบบที่แปลกประหลาดเฉพาะตัว
“ข้าชอบอยู่เงียบ ๆ อ่านตำรา ใช้ชีวิตเรียบง่าย แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว” ฉันตอบเสียงเรียบ “หากวันหนึ่งข้าบรรลุพลังสูงสุด ข้าก็ยังคงปรารถนาเพียงสิ่งนี้”
“คนเช่นเจ้าช่างไร้ความทะเยอทะยานเสียจริง” นางกล่าวเสียงดังอย่างดูแคลน “เจ้าน่าจะใฝ่ฝันถึงการเหยียบย่ำใต้หล้า บันทึกชื่อไว้บนผนังฟ้าให้กลายเป็นผู้เป็นอมตะสิ!”
“สำหรับข้านั้น ข้าแค่ขอเลือกนอนหลับอย่างสงบดีกว่าต้องหวาดระแวงการหักหลัง กบฏ และศัตรูที่หมายปองชีวิตของข้า” ฉันไหวไหล่หลับตาลงอีกครั้ง
ฉันรู้ดีว่านางคงไม่เข้าใจความฝันอันแสนธรรมดาของฉัน จึงไม่คิดจะอธิบายให้เปลืองแรง
“หึ” นางครางเบา ๆ ก่อนที่ฉันจะรู้สึกถึงแรงสั่นไหวข้างตัว
เมื่อฉันลืมตาขึ้น ก็พบว่านางกำลังนั่งลงใกล้ ๆ ด้วยสีหน้าครุ่นคิด พลางเกาศีรษะ “เอาเข้าจริง ข้าก็เบื่อเรื่องหักหลังหลอกลวงเหมือนกันนั่นแหละ”
ฉันอดประหลาดใจไม่ได้ นึกว่านางจะปรี่เข้ามาใช้กำลังมากกว่าฟังคำเตือนของฉันเสียอีก คนเพี้ยน ๆ แบบนี้ อ่านใจยากพอ ๆ กับพยายามคว้าลมในกำมือ
“ไหน ๆ เจ้าก็กลายเป็นรองหัวหน้าของข้าแล้ว บอกเล่าประวัติอขงเจ้าให้ข้าฟังบ้างสิ” นางเอ่ย
รองหัวหน้า? ฉันนึกว่าเป็นแค่ตำแหน่งชั่วคราวระหว่างตั้งค่ายพัก แต่ดูเหมือนนางจะคิดจริงจังมากกว่านั้น
ฉันค่อย ๆ ลืมตาขึ้นสบตานางซึ่งทอประกายดุจเพชร ฉันไม่ได้อยากเป็นรองหัวหน้าของใครนักหรอก โดยเฉพาะคนประหลาดเช่นนี้ แต่เถียงอะไรกับคนเช่นนางก็ไม่ต่างจากเอาศีรษะไปวางบนเขียง
“ข้าชอบอ่านตำรา อยู่เงียบ ๆ ไม่ข้องเกี่ยวกับเรื่องยุ่งวุ่นวายของโลกภายนอกมากนัก” ฉันกล่าวเสียงเรียบ
“อืม… น่าสนใจดีนะ” ซ่งซ่งพยักหน้าอย่างเสียไม่ได้ ท่าทางยังฝืนยิ้มอยู่ แต่เมื่อนางพูดถึงตัวเอง ท่าทีเปลี่ยนไปทันที “ข้าน่ะเชื่อในความยุติธรรมสูงสุด และเชื่อว่าทุกคนควรได้รับการให้อภัยได้”
ทุกคนควรได้รับการให้อภัยงั้นหรือ… ความคิดนี้สวนทางกับหลักของฉันโดยสิ้นเชิง บางอย่างมันให้อภัยไม่ได้
ยิ่งนางเป็นคนพูดแบบนี้ ฉันก็ยิ่งแปลกใจ
“เหตุใดศิษย์พี่ซ่งถึงเชื่อเช่นนั้น?” ฉันเอ่ยถามด้วยความสงสัย
ดวงตาของซ่งซ่งฉายแววเปล่งประกาย นางขยับท่านั่งให้สบายก่อนตอบ “ข้าว่าการลงโทษแค่ประหารหรือขังไว้ มันเบาเกินไป ความตายมันเร็วเกิน ส่วนการจำคุกก็ไร้ค่า ควรใช้วิธีทรมาน ควักลูกตา ตัดนิ้ว หรือหั่นใบหู สำหรับผู้กระทำผิดเล็กน้อย ทำให้คนทั้งแคว้นรู้ว่าผู้นั้นคือคนผิด และเจ้าตัวจะได้ชดใช้บาปได้จริง”
ฉันมองนางอย่างเหลือเชื่อ นางยิ้มอย่างตื่นเต้น ราวกับรอคำชมจากฉัน
คนบ้าอะไรกันเนี่ย…
ถ้าอยู่โลกเดิมของฉัน คนแบบนี้คงโดนจับขังคุกตลอดชีวิต หรือไม่ก็ถูกส่งเข้าโรงพยาบาลบ้าไปนานแล้ว
แต่นี่คือนาง… หากวันหนึ่งมีพลังพอจะครอบงำใต้หล้าได้ ความคิดบิดเบี้ยวนี้อาจกลายเป็นกฎแห่งโลกได้ในพริบตา น่ากลัวยิ่งกว่าปีศาจเสียอีก
“เป็นไงบ้าง? คิดเห็นยังไง?” นางสะกิดไหล่ฉัน แรงเหมือนเข็มร้อน ๆ แทงจนสะดุ้ง
“อยากให้ข้าพูดตามจริง หรือโกหกเอาใจล่ะ?” ฉันย้อนถาม
แม้โกหกจะปลอดภัยกว่า เพราะไม่อย่างนั้นนางอาจปรี่เข้ามากระชากหัวฉันขาด แต่ถ้าพูดโกหก ก็เท่ากับยอมรับแนวคิดวิปลาสนั่น และอาจโดนลากไปเป็นพวกเดียวกัน
“ก็ต้องพูดความจริงสิ แน่นอน” นางยืนกราน
ฉันถอนหายใจเบา ๆ เงยหน้ามองดาวและพระจันทร์เสี้ยว พลางเรียบเรียงถ้อยคำให้เหมาะสมที่สุด
“หากเราลงโทษคนผิดอย่างโหดเหี้ยมป่าเถื่อนเช่นนั้น แล้วพวกเราจะแตกต่างจากอาชญากรตรงไหนกัน?” ฉันสบตานางตรง ๆ ไม่แสดงความหวาดหวั่น “บางคนอาจพึงพอใจที่เห็นคนผิดโดนลงทัณฑ์น่าสยดสยอง แต่กฎแบบนั้นมีไว้เพื่อรักษาความสงบ ไม่ใช่เพื่อสนองความโกรธแค้น แม้แต่โทษประหารเอง ก็ไม่ใช่เพื่อลงทัณฑ์ หากแต่เพื่อกำจัดภัยคุกคามอย่างมีศักดิ์ศรี”
“แล้วข้าจะสนใจเสียงพวกอ่อนแอไปทำไม? หากข้ามีพลังออกกฎได้ พวกนั้นคงได้แต่ส่งเสียงเห่าหอนไร้ประโยชน์” นางย้อนกลับมาทันที สีหน้าขุ่นเคืองขึ้น
“แล้วหากวันหนึ่งเราตัดสินผิดคนเล่า? จะทรมานผู้บริสุทธิ์โดยไม่รู้ตัว กฎน่ะก็ผิดพลาดได้เสมอ ไม่ต่างจากคนเราหรอก” ฉันเว้นช่วงแล้วเสริมเบา ๆ “ความยุติธรรมอาจตาบอด… แต่มันไม่ควรไร้หัวใจ”
ซ่งซ่งนิ่งไปเล็กน้อย สีหน้านุ่มนวลลงก่อนเผยรอยยิ้มอีกครั้ง “เจ้าว่าข้าไร้หัวใจหรือ?”
ยัยนี่… เปรียบตัวเองเป็นความยุติธรรมเชียวหรือ?
“ผู้นำที่ดีอาจต้องดูใจแข็งในบางครั้ง” ฉันบ่ายเบี่ยงหลบเลี่ยงคำถามอย่างคล่องแคล่ว ราวกับหลบกระสุนในค่ายกลหลบพิษ
“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะเป็นคนใจแข็งเอง เจ้าคอยจัดการเรื่องจิปาถะกับเป็นคนดีต่อหน้าแทนก็แล้วกัน” นางว่า พร้อมยิ้มกว้างราวกับได้พบความจริงสำคัญ “ขอถอนคำพูดก่อนหน้านี้ เจ้าคงไม่เหมาะเป็นผู้นำ แต่เป็นรองหัวหน้าที่ใคร ๆ ก็รักได้ดีเลยล่ะ!”
…ฉันไม่รู้ว่านางคิดตรรกะเช่นนี้ได้อย่างไร แต่เอาเถอะ… ฉันแค่อยากหลับให้เต็มตาเท่านั้นเอง
แม้ร่างของผู้บำเพ็ญเพียรจะอดนอนต่อเนื่องได้ แต่การพักผ่อนอย่างสงบก็ยังสำคัญอยู่ดี