เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

[เซียนเนิร์ด]_บทที่39_ราชินีวิปลาส

[เซียนเนิร์ด]_บทที่39_ราชินีวิปลาส

[เซียนเนิร์ด]_บทที่39_ราชินีวิปลาส


บทที่ 39 - ราชินีวิปลาส

ไม่ว่าฉันหรือหลิวเฟิง ต่างก็ไม่เคยพบหญิงผู้นี้มาก่อน ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่านางเป็นใคร แต่ขจากประสบการณ์ในโลกที่แล้วและในโลกนี้ที่ฉันเคยผ่านมา รวมถึงสัญชาตญาณลึก ๆ ก็บอกกับฉันว่านางผู้นี้สมองน่าจะไม่ปกติ และต่อให้นับข้ามสัญชาตญาณเหล่านั้นไป นางก็หาได้คิดจะปิดบังความเพี้ยนของตนเองแม้แต่น้อย

ความคิดแรกที่แล่นเข้ามาในหัวคือ นางต้องมีความเกี่ยวข้องกับศิษย์สายในที่เคยมาหาเรื่องฉันแน่ ๆ ดูเหมาะเจาะเหลือเกิน — คุณชายโอหังกับน้องสาวสติฟั่นเฟื่อง

“ข้าต้องการให้จ้ามาอยู่ในกลุ่มของข้า” นางกล่าวเสียงดัง ก่อนจะโน้มตัวมากระซิบว่า “ไม่ต้องห่วง ญาติผู้น่ารักของเจ้าส่งข้ามาเอง นางช่วยโน้มน้าวข้าให้เป็นผู้ดูแลเจ้าและให้ข้าไว้ใจเจ้าเล็กน้อย”

ฉันลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก นางจึงยอมเอามือจากไหล่ฉัน การที่นางพูดเช่นนี้แปลว่าคงไม่มีเหตุผลจะต้องโกหก เพราะความต่างของพลังระหว่างเรามันมากเกินไปสำหรับเกมตลกแบบนั้น

ขณะสายตาของนางกวาดมองไปรอบ ๆ นางก็แนะนำตัวขึ้น “ข้าชื่อซ่งซ่ง เจ้าเรียกข้าว่าซ่งเฉย ๆ ก็ได้ คนสมัยก่อนเคยเรียกข้าแบบนั้น”

สมัยก่อน? นางหมายถึงสมัยที่ยังเป็นเด็กหรือ?

“ขอรับ ศิษย์พี่ซ่ง” ฉันตอบด้วยท่าทีสุภาพ ประสานมือโค้งคำนับตามธรรมเนียม

ดูเหมือนฉันคงต้องระวังศิษย์ตระกูลหลิวที่ร่วมสอบเข้าสำนักคราวนี้ให้ดี เพราะแม้แต่ตระกูลหลิวเองก็ดูจะเอื้อมมือมาเกี่ยวข้องเรื่องนี้ด้วยแล้ว

“เจ้าคนอ้วน เจ้าคือสมาชิกกลุ่มคนต่อไปของข้า” ซ่งซ่งเรียกขึ้นมา “ดูเหมือนพวกเจ้าจะรู้จักกันอยู่ก่อนแล้วสินะ”

เพื่อนอ้วนของฉันรีบทำท่าประสานมือคำนับอย่างสุภาพเช่นกัน “ขอบคุณสำหรับโอกาสนี้ครับ ศิษย์พี่ซ่ง”

“ดีมาก เจ้าควรดีใจที่ข้าให้โอกาสได้มาขำขันกับข้า คนอ้วน ๆ ที่บำเพ็ญเพียรได้นั้นหาได้ยากนัก” นางหัวเราะเสียงแหลมประหนึ่งคนเสียสติ “คงน่าขำไม่น้อยถ้าสัตว์อสูรตัวใดตัวหนึ่งได้กินเจ้าจนอิ่มคงแทบจะเดินไม่ไหวเป็นแน่”

เพื่อนอ้วนของฉันตัวสั่นเหงื่อแตกเต็มหน้าผาก ดูเหมือนจะร้องไห้ออกมาอยู่รอมร่อ พอซ่งซ่งเห็น นางกลับยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม แววตาแฝงด้วยรังสีอำมหิตจนศิษย์ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ต้องถอยห่างออกไปทันที

ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลาย ฉันก้าวเข้าไปขวางระหว่างเพื่อนกับหญิงสติฟั่นเฟื่องผู้นั้น ยิ้มสุภาพที่สุดเท่าที่ทำได้กล่าวว่า “ศิษย์พี่ซ่ง ข้าว่าเราควรเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เลือกสมาชิกกลุ่มกันเองบ้าง หากเลือกมั่ว ๆ อาจได้ทีมที่อ่อนแอก็ได้มิใช่หรือ?”

รอยยิ้มที่มุมปากของนางเลือนหายไปทันควัน แม้จะยังไม่เผยเขี้ยวเล็บออกมา แต่แววตาเต็มไปด้วยความวิปลาสยิ่งกว่าก่อนหน้าเสียอีก จนฉันรู้สึกเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง

…บางทีฉันไม่น่าพูดออกไปเลยหรือเปล่า?

“เจ้าคิดว่าถ้าข้าอยากได้ใครเป็นพวก ศิษย์สายในคนอื่นจะกล้าขัดข้าหรือ?” นางหัวเราะเบา ๆ ประหนึ่งได้ยินเรื่องขบขัน “ใครที่ข้าอยากได้ ก็ต้องได้ หากมีใครกล้าขวาง พ้นกำแพงนี้ออกไปเมื่อใด ข้าจะจัดการจนหายคาตาของข้าเอง”

นางกล่าวเช่นนี้ต่อหน้าคนมากมาย เห็นได้ชัดว่านางไม่สนใจเลยว่ามีศิษย์อาวุโสที่ยืนอยู่บนกำแพงจะได้ยินหรือไม่ ในขณะที่ศิษย์ภายนอกฆ่าฟันกันได้บ้าง แต่ศิษย์สายในถือเป็นอนาคตของสำนัก การเอ่ยเรื่องสังหารออกมาตรง ๆ เช่นนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่นัก

นางกวาดตามองไปรอบ ๆ มองเหล่าศิษย์สายในที่เริ่มรวมกลุ่มกันอยู่แล้ว ก่อนจะยิ้มถามเสียงเย็น “พวกเจ้า มีใครกล้าขวางข้าบ้างไหม?”

บางคนกล้าสบตา แต่ส่วนใหญ่ก็เบือนหน้าหนีไป ไม่มีใครคิดอยากมีเรื่องกับนาง

ความเงียบงันปกคลุมอยู่ครู่ใหญ่ จนกระทั่งซ่งซ่งถอนหายใจแล้วชี้ไล่ไปรอบ ๆ ตัว “เจ้า เจ้า เจ้า... และเจ้า พวกเจ้าอยู่กลุ่มข้าแล้ว”

นางเลือกคนเพิ่มมาอีกสิบแปดคนแบบสุ่ม ๆ

หลายคนทำหน้าเหยเกเมื่อถูกเลือก แต่ก็มีอยู่หกคนที่สีหน้าเป็นปลื้ม เห็นได้ชัดว่ายังมีคนประเภทที่ต่อให้หญิงผู้นี้สติฟั่นเฟื่องแค่ไหน ก็ยังยินดีเสนอตัวเข้าใกล้

...ใครจะไปคาดคิดเล่าว่ายังมีคนแบบนี้อยู่? โลกก่อนของฉันก็เคยเจอคนประเภทชอบคนประหลาด ๆ แบบนี้มาก่อน ส่วนใหญ่เป็นพวกไม่มีประสบการณ์ พอได้ใกล้ชิดก็ค่อย ๆ พบความจริงเองว่าคนพวกนี้น่ากลัวกว่าที่คิด

หลังเหตุการณ์ชุลมุนจบลง ศิษย์ทั้งหมดก็ถูกแบ่งออกเป็นสิบกลุ่ม กลุ่มละยี่สิบคน โดยมีศิษย์สายในเป็นหัวหน้ากลุ่ม

“หัวหน้ากลุ่มจะอธิบายภารกิจให้ จากนั้นก็ออกเดินทางได้!” ผู้อาวุโสที่ยืนอยู่บนกำแพงกล่าวขึ้น แล้วแต่ละกลุ่มก็ทยอยเคลื่อนตัวออกไป

มีเพียงกลุ่มของเราที่ยังไม่ขยับ ซ่งซ่งหันมามองพวกเราเลิกคิ้วก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนเป็นไม่สบอารมณ์ “พวกเจ้าส่วนใหญ่ช่างน่าเบื่อเหลือเกิน ไม่มีใครน่าสนใจที่ทำให้ข้าขำเล่น ๆ ได้สักคน”

กลุ่มของเราเดินออกประตูไปสู่อาณาเขตป่าโล่ง ต้นไม้ในระยะไกลดูหม่นหมองกว่าที่ฉันจำได้

เมื่อเข้าใกล้ป่าด้านหน้า ซ่งซ่งก็เรียกฉันเสียงดัง “หลิวเฟิง มานี่หน่อย ข้ามีเรื่องจะคุยด้วย”

ศิษย์คนอื่น ๆ ส่งสายตามาอย่างอิจฉา

...คิดอะไรกันอยู่? ว่านางจะทำเรื่องอันใดกับฉันต่อหน้าคนพวกนี้อย่างนั้นหรือ?

ส่วนใหญ่กลับโล่งใจที่ตนไม่ถูกเลือก เพื่อนอ้วนของฉันถึงกับทำหน้าเหมือนจะร้องไห้แล้วพร่ำภาวนาให้ฉันปลอดภัย

“เร็วเข้าสิ ข้าไม่ว่างจะรอเจ้าทั้งวันหรอกนะ” ซ่งซ่งโบกมือเรียก

ฉันจำต้องเดินตามไปโดยรักษาระยะห่างพอสมควรแม้จะไม่ได้ช่วยป้องกันได้จริง ๆ หากนางคิดลงมือกะทันหัน แต่อย่างน้อยก็พอให้ตั้งตัวทัน

นางน่ะสวยก็จริง แต่น่ากลัวจนไม่ควรเข้าใกล้

พอเดินห่างจากคนอื่นพอสมควร ฉันก็ชี้นิ้วลงพื้นทันที ประกอบค่ายกลโปร่งใสครอบพื้นที่เอาไว้ ซ่งซ่งขมวดคิ้วก่อนจะเผยรอยยิ้มบาง “อ้อ เจ้าคงจะจัดค่ายกลเป็นเด้วยสินะ ข้าไม่รู้เรื่องค่ายกลนัก แต่เสกออกมาโดยไม่ต้องร่ายคาถา ไม่ต้องประสานมือ ไม่ต้องประกอบพิธี เจ้านี่ไม่ธรรมดา”

“ฝีมือข้ายังไม่ได้ดีมากได้แค่พื้นฐานธรรมดาๆ เท่านั้น” ฉันตอบกลับ

ดูเหมือนการโชว์นี้จะได้ผล นางไม่สนใจพลังของฉันเท่าไรนัก แต่อย่างน้อยก็ทำให้นางเห็นว่าถ้าคิดจะทำอะไร ก็คงไม่ง่ายนัก

“ผู้วางค่ายกลนี่มีประโยชน์นัก” นางว่า

“เจ้าอยู่ระดับไหนแล้ว?” นางถามพลางเอื้อมมือแตะค่ายกล แต่มือก็ทะลุผ่านไป

“เพิ่งระดับหนึ่ง ข้าเพิ่งเริ่มศึกษามาไม่นาน” ฉันตอบ

นางเดินออกนอกค่ายกล ก่อนจะกลับเข้ามาอีกครั้ง “โอ้ เป็นค่ายกลปิดเสียงนี่เอง แถมยังเสกได้เร็ว ไม่ต้องประกอบพิธีอีกต่างหาก เจ้านี่น่าสนใจจริง ๆ”

ขอเถอะ อย่าเพิ่งลงมือฆ่าข้าน ฉันคิดในใจ

ดูเหมือนพวกศิษย์ตระกูลหลิวกับหญิงสติฟั่นเฟื่องนี่จะตกลงอะไรกันไว้ แต่ขนาดคนโง่ยังดูออกว่า นางผู้นี้ไม่ใช่คนรักษาสัญญาแน่ ๆ ขอแค่รู้สึกไม่สบอารมณ์ นางก็พร้อมหักหลังได้ทันที

แล้วพวกเครือญาติของฉันไปคบค้าสมาคมกับพวกแบบไหนกันแน่นะ?

“เอาเถอะ เรื่องทั้งหมดนี่มันก็น่าสนใจดีอยู่หรอก แต่ไม่ใช่เหตุผลที่ข้าเรียกเจ้ามาที่นี่หรอกนะ”

ความโล่งใจไหลผ่านหัวใจฉันในทันที เพราะเดิมทีฉันนึกว่าซ่งซ่งจะถามเรื่องที่ว่าทำไมคนอย่างฉันถึงสามารถข้ามขั้นตอนในพิธีไปได้ตั้งหลายขั้น

ถ้าเกิดถามขึ้นมาแบบนั้นมันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ฉันต้องหาทางดิ้นรนหาคำแก้ตัวกันเป็นพัลวันแน่

ตามปกติแล้ว การวางค่ายกลปิดเสียงเช่นนี้มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับฉัน แต่ในป่านิ่งสงัดแห่งนี้ ที่มีเพียงต้นไม้แห้งตายและแทบไม่มีเสียงใด ๆ กระซิบลอยมา พลังปราณรอบกายก็แตกต่างจากที่อื่น มันนิ่งสงบและเหมาะสมอย่างยิ่งต่อการสร้างค่ายกลประเภทนี้

ตอนนี้เมื่อฉันเริ่มสัมผัสพลังปราณได้แล้ว ศาสตร์แห่งค่ายกลก็เริ่มเป็นเรื่องที่พอเข้าใจขึ้นมาบ้าง วิชาวางค่ายกลนั้น แท้จริงก็คือศิลปะของการเตรียมการณ์ล่วงหน้า หากเลือกสถานที่เหมาะสม ค่ายกลที่ได้จะมีประสิทธิภาพสูงกว่าปกติราวฟ้ากับเหว

“หลิวเฉียนฝากบอกข้าให้เปิดทางให้เจ้าสักหน่อยในภารกิจนี้ เพราะฉะนั้น ข้าจะทำเป็นไม่เห็นบางสิ่งบางอย่างที่เจ้าอาจจะทำ แล้วถ้าจำเป็นต้องฆ่าใคร ก็ช่วยอย่าทำโจ่งแจ้งนัก จนข้าต้องออกมารับผิดแทน” นางกล่าวด้วยแววตาเย็นชา จริงจังกว่าปกติ “สำหรับพวกศิษย์ฝ่ายในอย่างพวกเรา ภารกิจนี้คือโอกาสแสดงให้สำนักเห็นว่า พวกเรามีคุณสมบัติพอจะเป็นผู้นำในอนาคต”

คิดจะเป็นผู้นำงั้นหรือ? มันดูไม่เข้ากับบุคลิกของนางเอาเสียเลย แต่คนเราก็มักซ่อนความลึกซึ้งในใจที่ไม่มีใครมองเห็นได้

“ข้าไม่สนเรื่องตำแหน่งผู้นำหรืออะไรทำนองนั้นหรอก สิ่งเดียวที่สำคัญสำหรับข้าก็คือการแข็งแกร่งจนไม่มีผู้ใดกล้าปริปาก แม้แต่หากข้าจะก้าวขึ้นเป็นเจ้าสำนัก” นางเอ่ยอย่างมั่นใจ ทำลายภาพจำในหัวฉันแทบหมดสิ้น “แต่ซือฝู่ข้าจะเอาเรื่อง หากข้าทำอะไรเกินขอบเขต ดังนั้น หากจะฆ่าใคร ช่วยทำตอนที่ข้าอยู่ใกล้ ๆ ด้วย จะได้เป็นข้ารับผิดแทน เจ้าน่ะฆ่าคน แต่ไม่มีใครคิดว่าข้าบกพร่องเรื่องความเป็นผู้นำหรอก เพราะการฆ่าคนสำหรับข้า มันเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว”

คนที่พูดเรื่องฆ่าฟันบ่อย ๆ มักเป็นพวกชอบโอ้อวดเสียมากกว่า ถ้าเป็นคนที่คิดจะฆ่าจริง ๆ เขาจะลงมือเงียบ ๆ แล้วจบเรื่องให้รวดเร็ว

แต่ถึงจะคิดแบบนั้น เมื่อฉันมองสบตากับนาง ก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างในตัวนางที่แปลกประหลาด ราวกับสัตว์ร้ายที่คาดเดาไม่ได้

ใช่เลย ฉันควรหลีกเลี่ยงการมีเรื่องกับนางให้มากที่สุด

“ข้าเข้าใจแล้ว ศิษย์พี่ซ่ง” ฉันพยักหน้า “ต่อจากนี้ข้าขอสัญญาว่าจะไม่ทำให้ท่านขายหน้าในยามที่เราต้องร่วมภารกิจเดียวกัน”

“โถ่…เจ้านี่ช่างเป็นพวกทื่อหัวไม้จริง ๆ ทั้งที่ฝีมือก็มีแท้ ๆ” นางส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่าย “พูดอะไรเหมือนตาแก่อายุร้อยปี ยังจะเล่นคำเป็นทางการอีก”

ให้เป็นแบบนี้มันยังดีกว่ากลายเป็นพวกคนบ้าแบบเธอเสียอีก

จบบทที่ [เซียนเนิร์ด]_บทที่39_ราชินีวิปลาส

คัดลอกลิงก์แล้ว