- หน้าแรก
- เซียนเนิร์ดทะลุมิติ
- [เซียนเนิร์ด]_บทที่36_วจนะแห่งอาจารย์
[เซียนเนิร์ด]_บทที่36_วจนะแห่งอาจารย์
[เซียนเนิร์ด]_บทที่36_วจนะแห่งอาจารย์
บทที่ 36 - วจนะแห่งอาจารย์
"ข้าอยากให้เจ้าเข้าร่วมพิธีรับศิษย์" ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราพูดขึ้น ขัดจังหวะช่วงเวลาที่ฉันกำลังอ่านตำราอย่างตั้งใจ
สายตาของเขาแน่วแน่แข็งกร้าวราวเหล็กกล้า บ่งบอกชัดเจนว่าไม่มีที่ให้ต่อรองได้ ทว่าฉันรู้จักชายคนนี้ดีเกินกว่ากลเม็ดเล็ก ๆ แบบนี้จะใช้ได้ผล
"ทำไมล่ะ?" ฉันเอ่ยถาม พลางเปิดตำราวิชาหมัดเขี้ยวทะลวง พลางกวาดสายตาอ่านไปสองสามหน้า
"ข้าอยากให้เจ้าช่วยดูพวกศิษย์ใหม่ แล้วแอบชักตัวคนมีพรสวรรค์ก่อนที่พวกผู้อาวุโสคนอื่นจะยื่นมือมาแย่งตัวไป" เขาอธิบาย
ที่แท้ก็เป็นเรื่องนี้เอง ถึงได้ว่า... ศิษย์เอกของผู้อาวุโสเปรียบเสมือนแขนขาของตัวเอง คอยเข้าไปจัดการในเรื่องที่ผู้อาวุโสลงมือเองไม่ได้โดยตรง
"ได้ ข้าจะไป" ฉันตอบตกลงในที่สุด
ต่อให้ไม่อยากฉันก็เป็นหนี้บุญคุณเขามากเกินกว่าจะปฏิเสธได้ อีกอย่างศิษย์ใหม่ส่วนมากยังอยู่แค่ขั้นหลอมกายห้าดาวเท่านั้น ไม่น่าจะมีเรื่องอะไรอันตรายอะไรที่ฉันจะรับมือไม่ได้
สีหน้าของเขาดูผ่อนคลายลงหลังฉันรับปาก แล้วพยักหน้าเบา ๆ "เจ้าจะอยู่ในหอคัมภีร์นานแค่ไหนก็ได้ แต่ระวังชั้นสามหน่อย อย่าพยายามฝึกวิชาขั้นสูงเกินไปถ้ายังจับพื้นฐานไม่ได้มากพอ"
พูดจบ เขาก็เดินจากไป ฉันมองตามแผ่นหลังของเขาที่ค่อย ๆ ก้าวขึ้นบันไดสู่ชั้นสามอย่างอารมณ์ดี
ฉันรู้เจตนาของเขาดี เขากำลังมองหาศิษย์ฝีมือดีไว้ปั้นเพื่อผลักดันตัวเองให้ได้เลื่อนเป็นผู้อาวุโสฝ่ายใน แม้เขาไม่เคยพูดออกมาตรง ๆ แต่ก็ไม่เคยคิดจะปิดบังอะไรดูแล้วก็นับเป็นวิธีปลอดภัยที่สุดในการตอบแทนเขา
โดยส่วนตัวฉันไม่ชอบการต่อสู้นัก แต่ในเส้นทางของผู้บำเพ็ญเพียร ไม่มีใครหลีกเลี่ยงมันไปได้ หากอยากใช้ชีวิตสงบจริง ๆ ก็คงต้องหนีไปปลูกผักเลี้ยงไก่กลางหุบเขา
ถึงศิษย์ใหม่จะรู้ว่าการเป็นศิษย์เอกของผู้อาวุโสมีแต่ได้กับได้ แต่คนอย่างซินหม่าไม่ใช่พวกกดขี่ลูกศิษย์ของตัวเองให้ตกต่ำ เขาเป็นคนดีและศิษย์ในสังกัดเขาก็ไม่ต้องตกเป็นข้ารับใช้เหมือนอย่างบางที่
ฉันขมวดคิ้วขณะอ่านตำราหมัดเขี้ยวทะลวงจนจบเล่ม มันเป็นหนึ่งในวิชาที่ยุ่งยากที่สุดที่เคยเจอ ละเอียดซับซ้อนกว่าวิชาขั้นมนุษย์ส่วนใหญ่
วิชานี้มีเค้าโครงคล้ายหมัดเขี้ยวทะลวงดั้งเดิม แต่ปรับปรุงจนรุนแรงและซับซ้อนกว่าเดิมมาก หากไม่มีพื้นฐานจากต้นตำรามาก่อน คงไม่มีทางสำเร็จวิชานี้ได้ง่าย ๆ
ถึงตอนนี้พิธีรับศิษย์ก็ยังไม่มีประกาศวัน ฉันจึงวางใจได้ว่าผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราจะมาบอกเองเมื่อถึงเวลา สิ่งเดียวที่ต้องคิดตอนนี้คือ ทำยังไงจะเรียนหมัดเขี้ยวทะลวงบทปรับปรุงนี้ให้ได้
…
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราก็มาหาฉันอีกครั้ง ฉันนึกว่าเขาจะมาบอกวันจัดพิธีรับศิษย์เสียอีก แต่เขากลับถอนหายใจ แล้วนั่งลงข้าง ๆ ด้วยสีหน้าครุ่นคิด
ตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากกินข้าวกับแวะไปซ้อมวิชาข้างแอ่งน้ำในป่าบ้าง ฉันก็แทบไม่ออกจากหอคัมภีร์เลย แต่ละวันคืนก็นอนกับพื้นในห้องคัมภีร์ สูงท่วมหัวราวกับเป็นเจ้าของปราสาทหนังสือเอง ดูไม่ได้เลยสักนิด
เรานั่งเงียบกันอยู่พักหนึ่ง ฉันหยิบตำราทฤษฎีเบื้องหลังหมัดสมบูรณ์แบบขึ้นมาอ่านต่อ ผู้เขียนตำรานี้ยังอยู่แค่ขั้นหลอมกายสามดาวเท่านั้น แต่เนื้อหาในเล่มกลับลุ่มลึกอย่างน่าประหลาด
"ข้าไม่เคยคิดอยากเป็นศิษย์เอกของใครหรอก" ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราพูดขึ้นลอย ๆ "มันเหมือนถูกตีกรอบ จำกัดโอกาสตัวเอง ทั้งที่จริงควรเป็นความสัมพันธ์สองทาง ต่างฝ่ายต่างช่วยเหลือกัน คล้ายกับเอาไม้กับแครอทมาล่อกระต่าย"
น้ำเสียงของเขาเจือความเศร้าอยู่เล็ก ๆ แต่เรื่องทำนองนี้ฉันไม่ถนัดคุยนัก จึงเปลี่ยนเรื่อง
"ในหอคัมภีร์นี่มีตำราวิชาขั้นปฐพีบ้างไหม?" ฉันแกล้งถาม
สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นงงเหมือนโดนตีหัว มองฉันเหมือนกับว่าไปทำความผิดร้ายแรงเข้าเสียอย่างนั้น ดวงตาเจือแววรู้สึกผิดเล็กน้อย เหมือนรู้ตัวว่าใช้งานฉันเยอะเกินไป
จริง ๆ แล้วเขาเป็นคนเคร่ง ๆ แต่ฉลาดพอจะรู้เวลาไหนล้อเล่นเวลาไหนจริงจัง
อาจจะเพราะเขายังรู้สึกผิดเรื่องมอบหมายงานอย่างเรื่องพิธีรับศิษย์ให้ฉัน แต่ฉันไม่คิดอะไรมากหรอก กลัวเปิดปากพูดแล้วจะกลายเป็นเรื่องน่าอึดอัดเปล่า ๆ
"ว่าแต่—" ฉันกำลังจะพูดต่อ จู่ ๆ ชายชราคนกวาดลานก็โผล่มุมห้องมา มือหนึ่งถือถาดรองแก้วชาไว้สามใบ เดินเซ ๆ เหมือนพีระมิดแก้วที่พร้อมจะล้มได้ทุกเมื่อ
"เจ้าก็ขอให้คนช่วยหน่อยสิ อยู่แค่สองชั้นหนังสือถัดไปเอง" ฉันบ่น ก่อนจะเอื้อมมือไปรับแก้วชาแก้วบนสุด
ชายชราคนกวาดลานส่งแก้วอีกใบให้ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำรา แล้วนั่งลงข้าง ๆ ฉันเราสามคนนั่งเรียงกัน ฉันอยู่ตรงกลาง
"ว่าแต่ ข้าหูฝาดไปหรือเปล่าวะ เจ้าหนุ่มนี่มันเพิ่งขอตำราขั้นปฐพีใช่ไหม?" ชายชราคนกวาดลานว่า น้ำเสียงเหน็บแนม "มันนึกว่าตำราขั้นปฐพีนี่มีขึ้นต้นไม้รึไง? สมัยข้านะ แย่งกันถึงตายกว่าจะได้มาเล่มนึง"
"ถึงจะแย่งกันตาย ก็ไม่ได้แปลว่าดีขึ้นซะหน่อย" ฉันคิดในใจ แต่ไม่ได้พูดออกไป
ชายชราคนกวาดลานใช้ไม้เท้าเขี่ยกองหนังสือรอบตัวฉันออกเบา ๆ "หอคัมภีร์แห่งนี้เดิมทีตั้งขึ้นเพื่อพวกเด็กที่ไม่มีตระกูลคอยหนุนหลังจะได้มีโอกาสฝึกวิชาได้บ้าง แต่สุดท้ายพวกตระกูลใหญ่ก็เริ่มแทรกแซง บอกว่ามันไม่ยุติธรรม เดี๋ยวนี้เลยต้องให้ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำรามาคอยกันไม่ให้พวกเด็กตระกูลเข้าชั้นสอง บอกว่าพวกนั้นยังไม่มีคุณสมบัติ เป็นความเสมอภาคแบบบิดเบี้ยว ยังไงไม่รู้อีกอย่างพวกเด็กตระกูลต่าง ๆ มันก็ชอบเอาตำราไปปล่อยต่อให้ตระกูลตัวเองด้วย"
"เรื่องพวกนี้อย่าพูด" ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราแทรกขึ้น น้ำเสียงไม่ได้เข้มเหมือนตอนปกติ แค่พูดบอกข้อเท็จจริง
"ก็ถึงเวลาที่เด็กนี่ต้องรู้จักมองอะไรให้ลึก ๆ ไม่ใช่ดูแต่เปลือกนอกแล้วเชื่อไปหมด คิดเสมอว่าไม่มีใครพูดความจริงทั้งหมดหรอก ปลอดภัยกว่าเยอะ" ชายชราคนกวาดลานจิ้มไม้เท้าใส่ฉัน "อีกอย่าง เจ้านี่ต้องรู้ตัวไว้บ้างว่าตอนนี้ตัวเองได้เปรียบกว่าคนอื่นแค่ไหนแล้ว"
ฉันจิบชาแล้วยิ้ม "ถ้าจะว่าอะไรก็พูดมาตรง ๆ เถอะ ท่านไม่ใช่พวกอ้อมค้อมนี่"
"ข้าว่าเจ้านี่มันทำตัวสบายเกินไป ใช้เวลาทั้งวันกับอะไรไร้สาระอย่าง ‘ทฤษฎีหมัดสมบูรณ์แบบ’ ที่ใครๆ ก็หัวเราะเยาะ ทั้งที่ควรหัดฝึกวิชาโจมตีจริงจังกับพัฒนาฝีมือให้หลากหลาย" ชายชราคนกวาดลานส่ายหน้า ก่อนถอนหายใจ สีหน้าเคร่งเครียดค่อย ๆ ผ่อนคลายลง "แต่ก็นะ เจ้าขยันในแบบของเจ้า เหตุผลอะไรก็ไม่รู้ ข้าอาจจะพูดแรงไป แต่เจ้าจำไว้เลย การเป็นคนอ่อนแอแล้วเก็บตัว มันจะไม่ช่วยให้เจ้ารอดได้ตลอดหรอก ต่อให้มีเจ้าหนอนหนังสือที่เจ้าชอบอยู่นี่คุ้มกันให้ก็ตาม"
ฉันไม่ได้รู้สึกขุ่นใจแม้แต่น้อยกับคำพูดนั้น เพราะอย่างน้อย เขาก็พูดตรง ๆ ดีกว่าพวกปากหวานแต่ใจคด
...
หลังจากที่ฉันดื่มชาอยู่เงียบ ๆ กับผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราและชายชราคนกวาดลานเสร็จ พวกเขาก็ดูเหมือนจะเดินวนเวียนหลบ ๆ ซ่อน ๆ ฉันอยู่เป็นพัก ๆ พร้อมแสดงสีหน้าเหมือนรู้สึกผิดออกมาเป็นบางครั้ง อะไรกันนะ…กำลังรู้สึกผิดเรื่องอะไรอยู่เหรอ?
เมื่อถึงเวลาที่ฉันต้องออกไปฝึก ฉันก็หันไปถามชายชราคนกวาดลานว่า “ข้าจะวางถ้วยชาไว้ตรงไหนดี?”
“วางไว้ตรงนี้แหละ หรือถ้าเจอห้องข้าเปิดอยู่ ก็วางทิ้งไว้ในนั้นก็ได้” ชายชราตอบกลับมา
ความสงสัยแล่นเข้ามาในหัวฉันทันที ฉันจึงถามออกไปว่า “เดี๋ยวสิ ข้าไม่เห็นแหล่งน้ำในแถว ๆ นี้เลย แล้วก็ไม่มีสระน้ำใกล้หอคัมภีร์ด้วย แล้วท่านล้างถ้วยชาพวกนี้ยังไงกัน?”
“ข้าล้างด้วยน้ำลาย” ชายชราแสยะยิ้มตอบ
แม้แต่ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราก็ยังเบ้หน้า แล้วปรายตามองชายชราอย่างตำหนิ แต่นั่นก็ไม่ทำให้ชายชราใส่ใจแม้แต่น้อย เขาถอนหายใจพลางส่ายหัวไปมา
“โถ่เว้ย…ทำไมข้าต้องทนพวกเจ้าด้วยวะ หยอกนิด ๆ ก็ไม่เป็น” จากนั้นเขาก็หันมาจ้องฉันด้วยสายตาคมกริบ “หลิวเฟิง เจ้าควรใช้สมองให้มากกว่านี้บ้างนะ อย่ามัวแต่ตั้งคำถามจุกจิกไร้สาระ ถ้าในห้องข้ามีค่ายกลให้ความร้อน เจ้าคิดว่าคนสร้างค่ายกลจะไม่ลงค่ายกลผลิตน้ำเอาไว้ด้วยรึไง?”
เฮ้อ…พูดกันดีๆ ก็ได้ ไม่เห็นต้องมาแขวะกันแบบนี้เลย ฉันก็แค่ถามเฉยๆ “การคาดเดากับการรู้ความจริง มันไม่เหมือนกันซักหน่อย”
ฉันวางถ้วยชาลง แล้วรีบก้าวฉับ ๆ ออกมาจากหอคัมภีร์ ก่อนที่ชายชราคนกวาดลานจะหาคำพูดเจ็บ ๆ มาจัดฉันได้อีก เพราะเขามีพรสวรรค์ในการใช้คำพูดแทงใจดำได้แม่นยำเสมอ
ทันทีที่ก้าวออกจากหอคัมภีร์ ฉันก็รู้สึกเหมือนได้ปลดปล่อย ชายชราคนกวาดลานน่ะ ปากจัดก็จริง แต่ขี้เกียจเกินกว่าจะวิ่งไล่ตามใคร
แสงอาทิตย์ยามเย็นสีแดงเข้มทอดสาดใบหน้าฉัน ความอบอุ่นของมันตัดกับอากาศเย็นยะเยือกอย่างแปลกประหลาด ในช่วงเวลานั้น ฉันปล่อยตัวเองให้ดื่มด่ำกับความสงบของธรรมชาติ ซาบซึ้งกับความสุขเล็ก ๆ จากแสงอาทิตย์ยามเย็นที่แผ่ไออุ่นลงมา
ระหว่างที่ฉันกำลังเดินลงบันไดหน้าหอคัมภีร์ ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งมายืนขวางทางไว้ ผมสีดำตั้งชี้ และรอยยิ้มเป็นมิตรของเขาดูคุ้นตาอย่างน่าประหลาด ทั้งที่ไม่เคยเจอกันมาก่อนเลย
เขาสวมอาภรณ์สีน้ำเงินที่เป็นสัญลักษณ์ของศิษย์สำนักฝ่ายใน ข้างเอวสะพายถุงหนังสีน้ำตาล ในนั้นคงมีลูกดอกหรือของสำคัญบางอย่างอยู่ในนั้นอย่างแน่นอน
“ข้ารู้ว่าเจ้าต้องอยู่ที่นี่แน่ ญาติของข้าเอ๋ย” เขาทักพลางยิ้ม เดินเข้ามาใกล้
ฉันรีบค้นความทรงจำของหลิวเฟิงทันที แล้วก็จำได้ว่าเขาคือ หลิวป๋อ หนึ่งในคนของตระกูลหลิว เป็นศิษย์ฝ่ายในผู้มีนิสัยเป็นมิตรและไม่ค่อยสร้างศัตรูกับใคร
แต่คำถามก็คือ ไอ้ท่าทีอัธยาศัยดี ๆ นี่…มันจริงใจ หรือแค่เสแสร้งกันแน่?
“แล้วเจ้ามาทำอะไรที่นี่ล่ะ?” ฉันถามกลับอย่างระวังตัว
“ขอแจ้งข่าวดีหน่อย” เขาพูดตรงๆ “คนที่มันก่อกวนเจ้าน่ะ พวกข้าจัดการเรียบร้อยแล้ว”
คำพูดของเขาทำเอาฉันขนลุกวาบ ใครมันเปิดบทสนทนาด้วยเรื่องแบบนี้วะ?
“เอ่อ…อืม” ฉันตอบแบบไม่รู้จะพูดอะไรดี
“ที่เราต้องหายหัวไปพักใหญ่ เพราะกลัวว่าปู่มันจะออกมาตามล้างแค้น เลยต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ กันก่อน” เขาอธิบายต่อ แต่ก็ยังไม่บอกเลยว่า มาที่นี่เพื่ออะไรกันแน่