- หน้าแรก
- เซียนเนิร์ดทะลุมิติ
- [เซียนเนิร์ด]_บทที่35_ศิษย์เอกประจำตัว
[เซียนเนิร์ด]_บทที่35_ศิษย์เอกประจำตัว
[เซียนเนิร์ด]_บทที่35_ศิษย์เอกประจำตัว
บทที่ 35 - ศิษย์เอกประจำตัว
วันเวลาผ่านไปฉันค่อย ๆ ฟื้นตัวจากบาดแผลและเริ่มรับรู้ถึงข้อได้เปรียบของการเป็นศิษย์ส่วนตัว ถึงแม้ว่าซินหม่าอาจไม่ใช่ผู้อาวุโสผู้มีอิทธิพลล้นฟ้า แต่เขาก็เป็นผู้ที่ได้รับความเคารพจากทุกคนอยู่ดี หากมีใครบังอาจมาขวางทางฉัน เขาคงจัดการเก็บให้สิ้นเรื่องอย่างไม่ลังเล ทำให้การใช้ชีวิตในสำนักของฉันสะดวกขึ้นไม่น้อย
แม้ฉันจะยังระแวงเล็กน้อยเกี่ยวกับการใช้ศิลาวิญญาณที่เก็บซ่อนไว้ แต่ตอนนี้ก็คงไม่มีใครกล้ามาสร้างปัญหาให้ฉันแล้วล่ะ หากฉันหายตัวไปโดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยคงทำให้คนบางพวกเริ่มสงสัยและตามสืบแน่ ๆ ซึ่งนั่นจะทำให้พวกศิษย์นอกคอกไม่กล้ายุ่งกับฉันง่าย ๆ
อย่างไรก็ตามฉันก็ยังไม่แน่ใจนักว่ามีใครล่วงรู้ถึงจำนวนศิลาวิญญาณในครอบครองของฉันบ้างหรือเปล่า ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความวุ่นวายที่เจ้าเด็กเสเพลคนนั้นก่อไว้ในตอนที่ฉันไม่อยู่ ว่าจะทำให้ผู้คนรู้เรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน
เช้าวันนี้อากาศค่อนข้างเย็นจัด ต้นไม้รอบสำนักเปลี่ยนสีเป็นโทนหม่น ๆ ใบไม้โปรยปรายลงมาจากกิ่งก้าน บรรยากาศเช่นนี้ควรจะเห็นชายชราคนกวาดลานออกมากวาดเศษใบไม้ที่ลานหน้าหอคัมภีร์ แต่ดูเหมือนพออากาศหนาวลง เขาจะหมกตัวอยู่ในห้องมากขึ้นแถมปริมาณชาที่ดื่มก็คงเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า
เมื่อฉันก้าวเข้าสู่หอคัมภีร์ ก็พบว่ามีศิษย์อยู่เพียงไม่กี่คนต่างจากปกติที่จะมีศิษย์เดินพลุกพล่านในหอคัมภีร์
ช่วงใกล้ฤดูหนาวเช่นนี้คนส่วนใหญ่น่าจะหลบหนาวมาหาความรู้กันที่นี่ แต่กลับกลายเป็นว่าผู้คนบางตาลงไปอีก ฉันเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องนี้นัก จนเพื่อนเจ้าเนื้อของฉันเคยอธิบายให้ฟัง
เพราะทุกครั้งที่ฤดูหนาวมาเยือน จะเกิดเหตุการณ์ฝูงอสูรคลั่งโจมตีตามชายแดนสำนักบ่อยครั้ง เหล่าศิษย์ในสำนักต่างต้องออกไปต้านรับ พวกเขาจึงต้องทุ่มเวลาไปกับการฝึกปรือเตรียมพร้อมรับศึก ศิษย์หน้าใหม่ส่วนใหญ่มักจะไม่ถูกส่งไป แต่หากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นจริง ๆ ก็อาจถูกเรียกตัวได้เช่นกัน
สำหรับฉันแล้วในช่วงเวลานี้กลับยิ่งรู้สึกถึงสิทธิพิเศษของการเป็นศิษย์ส่วนตัวเพราะเมื่อผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราเอ่ยบอกว่า “เจ้ามีสิทธิ์เข้าออกได้ทุกชั้นของหอคัมภีร์ฝ่ายนอก อย่าบุ่มบ่ามจนได้รับบาดเจ็บก็พอ”
เพียงเท่านั้น ฉันแทบกลั้นความตื่นเต้นเอาไว้ไม่อยู่ รีบพยักหน้ารับ “ขอรับ”
ชายชราคนกวาดลานจ้องตาฉันก่อนกล่าวเสียงเย็น “ข้าไม่คิดว่าจะต้องเตือนเจ้าเรื่องนี้นะ แต่อย่าได้คิดเอาตำราจากหอคัมภีร์ออกไปหรือมอบให้ผู้อื่น หากถูกจับได้ว่าเจ้าถ่ายทอดวิชาจากที่นี่ให้แก่ตระกูลของเจ้า ข้านี่แหละจะเป็นคนตามล่าเจ้าเอง ข้าจะรับผิดชอบทุกอย่างที่เจ้าได้ก่อไว้ และหากพวกตระกูลเจ้าคิดแก้แค้น สำนักจะกวาดล้างพวกมันให้สิ้นซาก จำใส่หัวเจ้าไว้ให้ดี สำนักตะวันเพลิงมิใช่สะพานให้ใครเหยียบเพื่อไต่เต้า”
ฉันรีบพยักหน้า “ขอรับ ข้าเข้าใจแล้ว”
เขายังไม่วายเอ่ยเตือนอีกครั้ง “สำนักไม่คิดสร้างศัตรูเกินจำเป็น แต่หากต้องทำก็จะถอนรากถอนโคนให้สิ้น” กล่าวจบเขาก็โบกมือไล่ “ไปได้แล้ว ศึกษาให้เต็มที่เถอะ ข้าจะไปดูอีกทีแล้วค่อยบอกสิ่งที่เจ้าต้องทำให้ข้า”
ฉันไม่เสียเวลาพูดอะไรต่อ รีบก้าวเท้าไต่บันไดขึ้นสู่ชั้นสอง ท่ามกลางสายตาของศิษย์อีกไม่กี่คนที่จับจ้องมา แต่ฉันก็หาได้ใส่ใจไม่หัวใจของฉันเต้นระรัวไม่หยุด
ทุกย่างก้าวราวกับมีผีเสื้อบินวนอยู่ในท้องและเมื่อก้าวสู่ชั้นสองได้สำเร็จ ความรู้สึกแปลกประหลาดก็แล่นวาบเข้ามาในใจ คงเป็นเพราะผ่านค่ายกลบางอย่างอีกแล้ว
ที่เรียกว่าชั้นสองนี่ดูจะไม่ใช่ชั้นธรรมดา ๆ เพราะชั้นวางตำราบางแถวสูงเท่าตำหนักสองชั้น มีบันไดพาดไว้ให้ปีนขึ้นหากอยากหยิบตำราด้านบน ตำราจำนวนมากจนแทบนับไม่ถ้วน
แม้จะมีอายุเป็นร้อยปี ก็คงอ่านไม่หมด!
ยิ่งกว่าที่ฉันเคยจินตนาการไว้ซะอีก ที่นี่ราวกับเขาวงกตตำรา ฉันรู้สึกว่ามันใหญ่กว่าที่เห็นจากข้างนอก อาจจะเป็นเพราะค่ายกลบางอย่างก็ได้
ฉันลากปลายนิ้วไปตามสันตำราแต่ละเล่มที่เดินผ่าน ต่างจากชั้นหนึ่งตรงที่ไม่มีผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราประจำอยู่เลย ช่างผิดคาดไปไม่น้อย ดูเหมือนว่าซินหม่าจะดูแลหอคัมภีร์นี้เพียงคนเดียว พร้อมค่ายกลนับไม่ถ้วน
และที่นี่ไม่มีแม้แต่เก้าอี้หรือโต๊ะ หากอยากอ่านคงต้องนั่งอ่านกับพื้น ซึ่งสำหรับร่างกายของผู้บำเพ็ญเพียรเช่นฉันแล้ว อาการปวดเมื่อยหรือเหน็บชานั้นเป็นเรื่องเล็กน้อยเกินจะใส่ใจ
เสียงหนึ่งดังขึ้น สะกิดฉันจากห้วงความคิด “ข้ารู้ว่าเจ้าคิดว่าไม่มีใครมองอยู่ แต่เลิกทำตัวแปลประหลาด ลูบสันตำรานั่นอย่างกับคนจิตวิปริตได้แล้ว”
ฉันหันขวับไปไปทันที ก็พบชายชราคนกวาดลานยืนถือไม้เท้าหน้าเบ้ในสภาพคุ้นเคย
ถ้าเป็นคนอื่นพูดคงเจ็บใจ แต่กับตาเฒ่าบ้านี่ หากวันไหนไม่แขวะฉันบ้างคงเป็นเรื่องแปลก
ฉันยกยิ้ม ย้อนถามเสียงเรียบ “ไหนว่าซ่อนชาไว้แถวนี้ ข้าดูจนทั่วก็ไม่เห็นมีซักหยด”
ชายชราคนกวาดลานหัวเราะ ก่อนกวักมือเรียกให้ตามไป เขาพาฉันเดินไปยังมุมหนึ่งของหอคัมภีร์ ร่ายคาถาเบา ๆ พลางหยิบตำราสองสามเล่มออกจากชั้น
จากนั้นเส้นแสงบาง ๆ ปรากฏขึ้นบนชั้นตำรา ก่อลักษณะคล้ายประตู ชายชราคนกวาดลานเอื้อมมือไปดึงมันออก…
อีกด้านหนึ่งของห้องเล็ก ๆ ที่ทรุดโทรมตามกาลเวลา มีเพียงเตียง โต๊ะเขียนหนังสือและชุดน้ำชาเก่า ๆ พร้อมถุงชาอีกสองถุง ห้องนี้แสงสว่างไม่เพียงพอต่อการมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ภายในห้อง แม้ว่าฉันจะมีสายตาเฉียบคมในฐานะผู้บำเพ็ญเพียร ก็ยังมองเห็นอะไรได้ไม่ชัดเจนนัก
“ตาเฒ่านี่ไปหาของแบบนี้เจอได้ยังไงกัน?” ฉันเอ่ยถาม พลางเอื้อมมือแตะผนังเพื่อยืนยันว่ามันทำจากหินจริง ๆ ซึ่งเป็นหินประเภทเดียวกับที่ใช้สร้างหอคัมภีร์
“ข้าว่ามันน่าจะเป็นของลูกหลานของเซียนตะวันเพลิงคนใดคนหนึ่งสร้างเอาไว้เมื่อหลายพันปีก่อน” ชายชราคนกวาดลานอธิบาย “ข้าเดินเตร็ดเตร่มองหาที่นอนหลบพักเพราะที่พักเดิมมันไกลนัก เดินขึ้นลงบันไดอยู่บ่อย ๆ มันไม่ค่อยดีต่อสังขารข้าแล้วตอนนี้”
มันก็น่าสนใจอยู่หรอก แต่ฉันสนใจที่จะดำดิ่งสู่ทะเลแห่งคัมภีร์อันไร้สิ้นสุดมากกว่า!
และไม่ ฉันไม่เชื่อข้ออ้างของตาเฒ่าคนนี้หรอกว่าบังเอิญเดินมาเจอที่นี่เข้า เพราะประตูนี้ต้องสวดบทมนต์ถึงจะเข้าได้ มันก็เหมือนการตั้งรหัสผ่านที่ยากจะเปิดมันออก ใครบ้าที่ไหนจะไปบังเอิญพูดบทสวดมนต์ถูกได้ เว้นเสียแต่ว่าบทสวดนั่นเป็นเรื่องเหลวไหลที่เขากุขึ้นเพื่อทำให้มันดูเท่ก็เป็นได้
อย่างไรก็ตาม ฉันก็อยากกลับไปอ่านคัมภีร์ต่อมากกว่า!
“ที่นี่ใช้ได้เลยนะ” ฉันเอ่ย ก่อนจะหันหลังเดินออกมา
ชายชราคนกวาดลานเดินไปที่โต๊ะ แล้วกระตุ้นค่ายกลสีแดงเข้มใต้โต๊ะซึ่งมีอักขระแปลกประหลาดอยู่ เขาวางกาน้ำชาลงบนค่ายกลนั้น และในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ น้ำชาก็ส่งเสียงเดือดปุด ๆ แทบจะทันที
ค่ายกลนี่มันดีขนาดนั้นเลยหรือ? หรือมันเป็นค่ายกลที่สร้างมาเพื่อต้มน้ำชาโดยเฉพาะ? ใครกันนะบ้าเลือดถึงขนาดเสียเวลาไปสร้างค่ายกลต้มน้ำชา…
ฉันเหลือบมองตาเฒ่าคนนั้น พลางครุ่นคิดถึงหลาย ๆ เรื่องที่มันช่างลงล็อกกันอย่างประหลาด
“เอา ดื่มเสียหน่อย” เขายื่นถ้วยชาร้อน ๆ ให้ฉัน “ถ้าเจ้ารู้สึกอยากดื่มชา ก็ไม่ต้องลำบากไปถึงศาลาอาหารหรอก มาที่นี่แล้วกดค่ายกลใต้โต๊ะได้เลย มันจะดึงพลังปราณจากค่ายกลรอบหอคัมภีร์มาให้ความร้อนทุกอย่างที่วางไว้บนอักขระสีแดงนี้”
“ขอบใจนะ ตาเฒ่า” ฉันยิ้มรับถ้วยชา แต่ชามันร้อนเกินไป ฉันจึงวางไว้ให้เย็นลงหน่อย
“แต่อย่าดื่มให้มันมากเกินไปล่ะ เดี๋ยวจะมีปัญหา” เขาขมวดคิ้วใส่ฉัน “ข้ารู้หรอกว่าเดี๋ยวนี้หนุ่มสาวมันเป็นกันยังไง อย่าไปติดใจน้ำชามากจนกลายเป็นโรคบ้าชาเข้าล่ะ”
ฉันจ้องตาเขาอย่างจริงจัง พลางกลั้นหัวเราะ “จริงสิ ตาเฒ่าเจ้าเคยส่องกระจกตัวเองบ้างไหม?”
“มันมีตรงไหนล่ะกระจกในหอคัมภีร์?” เขาทำหน้างง ๆ
ชั่วแวบหนึ่ง ฉันเกือบเชื่อว่าคำเหน็บแนมของฉันลอยผ่านหูเขาไปซะแล้ว แต่ไม่มีอะไรหลุดลอดสายตาตาเฒ่านี่หรอก สมองของเขาคมยิ่งกว่ามีดโกน ซึ่งน่าจะได้เวลานำมีดโกนไปจัดการเคราแพะของเขาแล้วด้วยซ้ำ
“ไปได้แล้ว คนแก่แบบข้ามันต้องพักกลางวันบ้าง” เขาว่า พลางปิดประตูใส่หน้า
“ก็ข้าออกมาอยู่แล้ว…” ฉันบ่นอุบกับตัวเอง แต่ความหงุดหงิดก็หายวับไปเมื่อฉันเงยหน้าขึ้นแล้วเห็นหอคัมภีร์เบื้องหน้า
คัมภีร์มากมายขนาดนี้ แล้วฉันจะเริ่มจากตรงไหนดีล่ะ!
อันดับแรก ฉันควรเริ่มจากศาสตร์ที่ตัวเองมีพื้นฐานอยู่บ้างก่อน พวกวิชาหล่อหลอมร่างกายเช่น วิชาเกราะกระดองเต่าทองคำ และวิชาเคลื่อนไหว จากนั้นค่อยไปอ่านค่ายกล สัตว์อสูร ประวัติศาสตร์ การหลอมโอสถ วิชากระบี่ และอะไรก็ได้ที่ดึงดูดความสนใจฉันในระหว่างนั้น
ฉันหยิบสมุดบันทึกออกมา เริ่มจดหัวข้อที่อยากศึกษาไว้ทีละข้อ เตรียมตัวลุยอ่านคัมภีร์อย่างบ้าคลั่ง “แย่จริง ลืมถามตาแก่ว่าที่นี่พอจะมีอะไรให้กินได้บ้างรึเปล่า? ดูจากที่เขาอยู่ที่นี่ได้คงมีทางแน่ ๆ แล้วที่บอกว่ามีน้ำชาฟรีมันหมายถึงเจ้านั่น หรือหมายถึงเฉพาะชาตาเฒ่านั่นคนเดียวกันแน่วะ?”
ฉันส่ายหน้า ถอนหายใจ แล้วบอกตัวเองให้ใจเย็น ๆ ตั้งสมาธิกับอย่างใดอย่างหนึ่งก่อน เริ่มจาก…
…
ฉันใช้เวลาหลายชั่วยามพลิกค้นคัมภีร์ในหอคัมภีร์ แต่เพราะมันกว้างใหญ่ไร้ระเบียบ ฉันรวบรวมได้แค่คัมภีร์หมัดประมาณสี่สิบเล่ม กับคัมภีร์ทฤษฎีการออกหมัดให้ทรงพลังอีกสิบกว่าเล่ม
คงมีเล่มอื่น ๆ คล้าย ๆ กันกระจายอยู่ทั่วหอคัมภีร์ แต่ถ้ายังฝืนค้นต่อไปอีก คงต้องเสียเวลาทั้งวันแน่ ฉันเลยเลือกหามุมเงียบ ๆ กองคัมภีร์ไว้ แล้วนั่งพิงตู้หนังสืออันแข็งแรงนั่น
ปกติฉันคงกังวลว่าตู้จะล้มใส่เอา แต่ตู้นี้สูงใหญ่ดูมั่นคงมาก น่าจะเสริมด้วยค่ายกลอักขระอะไรบางอย่าง
ฉันเพียงแค่เปิดดูหน้าแรกของแต่ละเล่ม เพื่อจับใจความว่าวิชาไหนเป็นอย่างไร มีอยู่หลายเล่มที่ใช้วิธีฝึกประหลาด ๆ อย่างเช่น วิชาร่างเหล็กเสือ ที่ต้องกินหัวใจเสือเป็นส่วนประกอบในการฝึกเพื่อให้ผิวหนังแข็งดั่งเหล็ก
แต่วิชาตั้งรับที่ว่ามาทั้งหมดยังไม่มีวิชาไหนสู้วิชาเกราะกระดองเต่าทองคำที่ฉันฝึกอยู่ได้เลย เพราะมันพัฒนาไปไกลมากโดยไม่มีจุดอ่อนใด ๆ ให้เห็น
ฉันถือว่าโชคดีอย่างเหลือเชื่อที่ได้พบแหล่งคัมภีร์ล้ำค่านี้ และนี่ยังไม่ใช่แค่ชั้นสองด้วยซ้ำ
แล้วฉันก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินขึ้นมายังชั้นสอง ฉันชะงักวางคัมภีร์ในมือลงทันที แล้วตั้งท่าพร้อมรับมือ
พอหันไปทางบันได ก็เห็นเป็นผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราเดินถือคัมภีร์ขึ้นมา เขามองสบตาฉัน แล้วเลิกคิ้วขึ้น “ดูเหมือนเจ้าจะเริ่มอ่านก่อนแล้วนะ”
“ข้าทนไม่ไหว” ฉันยอมรับ
“ไม่ว่าหรอก” เขายื่นคัมภีร์ให้ เป็นคัมภีร์หมัด “ในฐานะอาจารย์ ข้าก็ต้องช่วยเจ้าอยู่แล้ว สำหรับตอนนี้ วิชานี้ดีที่สุดที่ข้าหาให้เจ้าได้ มันเข้ากันได้ดีกับหมัดเขี้ยวทะลวง และน่าจะเป็นผลงานของใครบางคนที่เคยฝึกหมัดเขี้ยวทะลวงจนถึงขั้นสูง แล้วพัฒนาต่อยอดออกมา วิชาแบบหมัดเขี้ยวทะลวงมันมีหลากหลายแบบมาก เจ้าลองอ่านดูได้”
ฉันอ่านข้อความบนปก “หมัดเขี้ยวกระแทกเสียง?”
“ใช่ วิชานี้เน้นการปล่อยคลื่นกระแทกอากาศ วิชาแบบนี้ปกติจะอยู่ชั้นสาม เจ้าคงต้องไต่ระดับจากวิชาชั้นนี้ไปก่อน ถึงจะฝึกวิชาแบบนั้นได้” ผู้อาวุโสอธิบายอย่างละเอียดเหมือนเคย “แม้ว่าจะอยู่ระดับมนุษย์เหมือนกัน แต่ระหว่างวิชาระดับเดียวกัน ก็ยังมีความแตกต่างมาก หมัดเขี้ยวกระแทกเสียงนี้ถือว่าแตะขอบระดับปฐพีในบรรดาวิชาระดับมนุษย์แล้ว”
เขาอธิบายได้ชัดเจนจริง ๆ สมแล้วที่เกิดมาเป็นอาจารย์ ฉันกำลังจะเอ่ยขอบคุณ แต่เขาก็พูดขึ้นก่อน
“อ้อ เกือบลืม มีเรื่องจะคุยกับเจ้า” น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาทันที