เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

[เซียนเนิร์ด]_บทที่35_ศิษย์เอกประจำตัว

[เซียนเนิร์ด]_บทที่35_ศิษย์เอกประจำตัว

[เซียนเนิร์ด]_บทที่35_ศิษย์เอกประจำตัว


บทที่ 35 - ศิษย์เอกประจำตัว

วันเวลาผ่านไปฉันค่อย ๆ ฟื้นตัวจากบาดแผลและเริ่มรับรู้ถึงข้อได้เปรียบของการเป็นศิษย์ส่วนตัว ถึงแม้ว่าซินหม่าอาจไม่ใช่ผู้อาวุโสผู้มีอิทธิพลล้นฟ้า แต่เขาก็เป็นผู้ที่ได้รับความเคารพจากทุกคนอยู่ดี หากมีใครบังอาจมาขวางทางฉัน เขาคงจัดการเก็บให้สิ้นเรื่องอย่างไม่ลังเล ทำให้การใช้ชีวิตในสำนักของฉันสะดวกขึ้นไม่น้อย

แม้ฉันจะยังระแวงเล็กน้อยเกี่ยวกับการใช้ศิลาวิญญาณที่เก็บซ่อนไว้ แต่ตอนนี้ก็คงไม่มีใครกล้ามาสร้างปัญหาให้ฉันแล้วล่ะ หากฉันหายตัวไปโดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยคงทำให้คนบางพวกเริ่มสงสัยและตามสืบแน่ ๆ ซึ่งนั่นจะทำให้พวกศิษย์นอกคอกไม่กล้ายุ่งกับฉันง่าย ๆ

อย่างไรก็ตามฉันก็ยังไม่แน่ใจนักว่ามีใครล่วงรู้ถึงจำนวนศิลาวิญญาณในครอบครองของฉันบ้างหรือเปล่า ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความวุ่นวายที่เจ้าเด็กเสเพลคนนั้นก่อไว้ในตอนที่ฉันไม่อยู่ ว่าจะทำให้ผู้คนรู้เรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน

เช้าวันนี้อากาศค่อนข้างเย็นจัด ต้นไม้รอบสำนักเปลี่ยนสีเป็นโทนหม่น ๆ ใบไม้โปรยปรายลงมาจากกิ่งก้าน บรรยากาศเช่นนี้ควรจะเห็นชายชราคนกวาดลานออกมากวาดเศษใบไม้ที่ลานหน้าหอคัมภีร์ แต่ดูเหมือนพออากาศหนาวลง เขาจะหมกตัวอยู่ในห้องมากขึ้นแถมปริมาณชาที่ดื่มก็คงเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า

เมื่อฉันก้าวเข้าสู่หอคัมภีร์ ก็พบว่ามีศิษย์อยู่เพียงไม่กี่คนต่างจากปกติที่จะมีศิษย์เดินพลุกพล่านในหอคัมภีร์

ช่วงใกล้ฤดูหนาวเช่นนี้คนส่วนใหญ่น่าจะหลบหนาวมาหาความรู้กันที่นี่ แต่กลับกลายเป็นว่าผู้คนบางตาลงไปอีก ฉันเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องนี้นัก จนเพื่อนเจ้าเนื้อของฉันเคยอธิบายให้ฟัง

เพราะทุกครั้งที่ฤดูหนาวมาเยือน จะเกิดเหตุการณ์ฝูงอสูรคลั่งโจมตีตามชายแดนสำนักบ่อยครั้ง เหล่าศิษย์ในสำนักต่างต้องออกไปต้านรับ พวกเขาจึงต้องทุ่มเวลาไปกับการฝึกปรือเตรียมพร้อมรับศึก ศิษย์หน้าใหม่ส่วนใหญ่มักจะไม่ถูกส่งไป แต่หากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นจริง ๆ ก็อาจถูกเรียกตัวได้เช่นกัน

สำหรับฉันแล้วในช่วงเวลานี้กลับยิ่งรู้สึกถึงสิทธิพิเศษของการเป็นศิษย์ส่วนตัวเพราะเมื่อผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราเอ่ยบอกว่า “เจ้ามีสิทธิ์เข้าออกได้ทุกชั้นของหอคัมภีร์ฝ่ายนอก อย่าบุ่มบ่ามจนได้รับบาดเจ็บก็พอ”

เพียงเท่านั้น ฉันแทบกลั้นความตื่นเต้นเอาไว้ไม่อยู่ รีบพยักหน้ารับ “ขอรับ”

ชายชราคนกวาดลานจ้องตาฉันก่อนกล่าวเสียงเย็น “ข้าไม่คิดว่าจะต้องเตือนเจ้าเรื่องนี้นะ แต่อย่าได้คิดเอาตำราจากหอคัมภีร์ออกไปหรือมอบให้ผู้อื่น หากถูกจับได้ว่าเจ้าถ่ายทอดวิชาจากที่นี่ให้แก่ตระกูลของเจ้า ข้านี่แหละจะเป็นคนตามล่าเจ้าเอง ข้าจะรับผิดชอบทุกอย่างที่เจ้าได้ก่อไว้ และหากพวกตระกูลเจ้าคิดแก้แค้น สำนักจะกวาดล้างพวกมันให้สิ้นซาก จำใส่หัวเจ้าไว้ให้ดี สำนักตะวันเพลิงมิใช่สะพานให้ใครเหยียบเพื่อไต่เต้า”

ฉันรีบพยักหน้า “ขอรับ ข้าเข้าใจแล้ว”

เขายังไม่วายเอ่ยเตือนอีกครั้ง “สำนักไม่คิดสร้างศัตรูเกินจำเป็น แต่หากต้องทำก็จะถอนรากถอนโคนให้สิ้น” กล่าวจบเขาก็โบกมือไล่ “ไปได้แล้ว ศึกษาให้เต็มที่เถอะ ข้าจะไปดูอีกทีแล้วค่อยบอกสิ่งที่เจ้าต้องทำให้ข้า”

ฉันไม่เสียเวลาพูดอะไรต่อ รีบก้าวเท้าไต่บันไดขึ้นสู่ชั้นสอง ท่ามกลางสายตาของศิษย์อีกไม่กี่คนที่จับจ้องมา แต่ฉันก็หาได้ใส่ใจไม่หัวใจของฉันเต้นระรัวไม่หยุด

ทุกย่างก้าวราวกับมีผีเสื้อบินวนอยู่ในท้องและเมื่อก้าวสู่ชั้นสองได้สำเร็จ ความรู้สึกแปลกประหลาดก็แล่นวาบเข้ามาในใจ คงเป็นเพราะผ่านค่ายกลบางอย่างอีกแล้ว

ที่เรียกว่าชั้นสองนี่ดูจะไม่ใช่ชั้นธรรมดา ๆ เพราะชั้นวางตำราบางแถวสูงเท่าตำหนักสองชั้น มีบันไดพาดไว้ให้ปีนขึ้นหากอยากหยิบตำราด้านบน ตำราจำนวนมากจนแทบนับไม่ถ้วน

แม้จะมีอายุเป็นร้อยปี ก็คงอ่านไม่หมด!

ยิ่งกว่าที่ฉันเคยจินตนาการไว้ซะอีก ที่นี่ราวกับเขาวงกตตำรา ฉันรู้สึกว่ามันใหญ่กว่าที่เห็นจากข้างนอก อาจจะเป็นเพราะค่ายกลบางอย่างก็ได้

ฉันลากปลายนิ้วไปตามสันตำราแต่ละเล่มที่เดินผ่าน ต่างจากชั้นหนึ่งตรงที่ไม่มีผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราประจำอยู่เลย ช่างผิดคาดไปไม่น้อย ดูเหมือนว่าซินหม่าจะดูแลหอคัมภีร์นี้เพียงคนเดียว พร้อมค่ายกลนับไม่ถ้วน

และที่นี่ไม่มีแม้แต่เก้าอี้หรือโต๊ะ หากอยากอ่านคงต้องนั่งอ่านกับพื้น ซึ่งสำหรับร่างกายของผู้บำเพ็ญเพียรเช่นฉันแล้ว อาการปวดเมื่อยหรือเหน็บชานั้นเป็นเรื่องเล็กน้อยเกินจะใส่ใจ

เสียงหนึ่งดังขึ้น สะกิดฉันจากห้วงความคิด “ข้ารู้ว่าเจ้าคิดว่าไม่มีใครมองอยู่ แต่เลิกทำตัวแปลประหลาด ลูบสันตำรานั่นอย่างกับคนจิตวิปริตได้แล้ว”

ฉันหันขวับไปไปทันที ก็พบชายชราคนกวาดลานยืนถือไม้เท้าหน้าเบ้ในสภาพคุ้นเคย

ถ้าเป็นคนอื่นพูดคงเจ็บใจ แต่กับตาเฒ่าบ้านี่ หากวันไหนไม่แขวะฉันบ้างคงเป็นเรื่องแปลก

ฉันยกยิ้ม ย้อนถามเสียงเรียบ “ไหนว่าซ่อนชาไว้แถวนี้ ข้าดูจนทั่วก็ไม่เห็นมีซักหยด”

ชายชราคนกวาดลานหัวเราะ ก่อนกวักมือเรียกให้ตามไป เขาพาฉันเดินไปยังมุมหนึ่งของหอคัมภีร์ ร่ายคาถาเบา ๆ พลางหยิบตำราสองสามเล่มออกจากชั้น

จากนั้นเส้นแสงบาง ๆ ปรากฏขึ้นบนชั้นตำรา ก่อลักษณะคล้ายประตู ชายชราคนกวาดลานเอื้อมมือไปดึงมันออก…

อีกด้านหนึ่งของห้องเล็ก ๆ ที่ทรุดโทรมตามกาลเวลา มีเพียงเตียง โต๊ะเขียนหนังสือและชุดน้ำชาเก่า ๆ พร้อมถุงชาอีกสองถุง ห้องนี้แสงสว่างไม่เพียงพอต่อการมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ภายในห้อง แม้ว่าฉันจะมีสายตาเฉียบคมในฐานะผู้บำเพ็ญเพียร ก็ยังมองเห็นอะไรได้ไม่ชัดเจนนัก

“ตาเฒ่านี่ไปหาของแบบนี้เจอได้ยังไงกัน?” ฉันเอ่ยถาม พลางเอื้อมมือแตะผนังเพื่อยืนยันว่ามันทำจากหินจริง ๆ ซึ่งเป็นหินประเภทเดียวกับที่ใช้สร้างหอคัมภีร์

“ข้าว่ามันน่าจะเป็นของลูกหลานของเซียนตะวันเพลิงคนใดคนหนึ่งสร้างเอาไว้เมื่อหลายพันปีก่อน” ชายชราคนกวาดลานอธิบาย “ข้าเดินเตร็ดเตร่มองหาที่นอนหลบพักเพราะที่พักเดิมมันไกลนัก เดินขึ้นลงบันไดอยู่บ่อย ๆ มันไม่ค่อยดีต่อสังขารข้าแล้วตอนนี้”

มันก็น่าสนใจอยู่หรอก แต่ฉันสนใจที่จะดำดิ่งสู่ทะเลแห่งคัมภีร์อันไร้สิ้นสุดมากกว่า!

และไม่ ฉันไม่เชื่อข้ออ้างของตาเฒ่าคนนี้หรอกว่าบังเอิญเดินมาเจอที่นี่เข้า เพราะประตูนี้ต้องสวดบทมนต์ถึงจะเข้าได้ มันก็เหมือนการตั้งรหัสผ่านที่ยากจะเปิดมันออก ใครบ้าที่ไหนจะไปบังเอิญพูดบทสวดมนต์ถูกได้ เว้นเสียแต่ว่าบทสวดนั่นเป็นเรื่องเหลวไหลที่เขากุขึ้นเพื่อทำให้มันดูเท่ก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม ฉันก็อยากกลับไปอ่านคัมภีร์ต่อมากกว่า!

“ที่นี่ใช้ได้เลยนะ” ฉันเอ่ย ก่อนจะหันหลังเดินออกมา

ชายชราคนกวาดลานเดินไปที่โต๊ะ แล้วกระตุ้นค่ายกลสีแดงเข้มใต้โต๊ะซึ่งมีอักขระแปลกประหลาดอยู่ เขาวางกาน้ำชาลงบนค่ายกลนั้น และในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ น้ำชาก็ส่งเสียงเดือดปุด ๆ แทบจะทันที

ค่ายกลนี่มันดีขนาดนั้นเลยหรือ? หรือมันเป็นค่ายกลที่สร้างมาเพื่อต้มน้ำชาโดยเฉพาะ? ใครกันนะบ้าเลือดถึงขนาดเสียเวลาไปสร้างค่ายกลต้มน้ำชา…

ฉันเหลือบมองตาเฒ่าคนนั้น พลางครุ่นคิดถึงหลาย ๆ เรื่องที่มันช่างลงล็อกกันอย่างประหลาด

“เอา ดื่มเสียหน่อย” เขายื่นถ้วยชาร้อน ๆ ให้ฉัน “ถ้าเจ้ารู้สึกอยากดื่มชา ก็ไม่ต้องลำบากไปถึงศาลาอาหารหรอก มาที่นี่แล้วกดค่ายกลใต้โต๊ะได้เลย มันจะดึงพลังปราณจากค่ายกลรอบหอคัมภีร์มาให้ความร้อนทุกอย่างที่วางไว้บนอักขระสีแดงนี้”

“ขอบใจนะ ตาเฒ่า” ฉันยิ้มรับถ้วยชา แต่ชามันร้อนเกินไป ฉันจึงวางไว้ให้เย็นลงหน่อย

“แต่อย่าดื่มให้มันมากเกินไปล่ะ เดี๋ยวจะมีปัญหา” เขาขมวดคิ้วใส่ฉัน “ข้ารู้หรอกว่าเดี๋ยวนี้หนุ่มสาวมันเป็นกันยังไง อย่าไปติดใจน้ำชามากจนกลายเป็นโรคบ้าชาเข้าล่ะ”

ฉันจ้องตาเขาอย่างจริงจัง พลางกลั้นหัวเราะ “จริงสิ ตาเฒ่าเจ้าเคยส่องกระจกตัวเองบ้างไหม?”

“มันมีตรงไหนล่ะกระจกในหอคัมภีร์?” เขาทำหน้างง ๆ

ชั่วแวบหนึ่ง ฉันเกือบเชื่อว่าคำเหน็บแนมของฉันลอยผ่านหูเขาไปซะแล้ว แต่ไม่มีอะไรหลุดลอดสายตาตาเฒ่านี่หรอก สมองของเขาคมยิ่งกว่ามีดโกน ซึ่งน่าจะได้เวลานำมีดโกนไปจัดการเคราแพะของเขาแล้วด้วยซ้ำ

“ไปได้แล้ว คนแก่แบบข้ามันต้องพักกลางวันบ้าง” เขาว่า พลางปิดประตูใส่หน้า

“ก็ข้าออกมาอยู่แล้ว…” ฉันบ่นอุบกับตัวเอง แต่ความหงุดหงิดก็หายวับไปเมื่อฉันเงยหน้าขึ้นแล้วเห็นหอคัมภีร์เบื้องหน้า

คัมภีร์มากมายขนาดนี้ แล้วฉันจะเริ่มจากตรงไหนดีล่ะ!

อันดับแรก ฉันควรเริ่มจากศาสตร์ที่ตัวเองมีพื้นฐานอยู่บ้างก่อน พวกวิชาหล่อหลอมร่างกายเช่น วิชาเกราะกระดองเต่าทองคำ และวิชาเคลื่อนไหว จากนั้นค่อยไปอ่านค่ายกล สัตว์อสูร ประวัติศาสตร์ การหลอมโอสถ วิชากระบี่ และอะไรก็ได้ที่ดึงดูดความสนใจฉันในระหว่างนั้น

ฉันหยิบสมุดบันทึกออกมา เริ่มจดหัวข้อที่อยากศึกษาไว้ทีละข้อ เตรียมตัวลุยอ่านคัมภีร์อย่างบ้าคลั่ง “แย่จริง ลืมถามตาแก่ว่าที่นี่พอจะมีอะไรให้กินได้บ้างรึเปล่า? ดูจากที่เขาอยู่ที่นี่ได้คงมีทางแน่ ๆ แล้วที่บอกว่ามีน้ำชาฟรีมันหมายถึงเจ้านั่น หรือหมายถึงเฉพาะชาตาเฒ่านั่นคนเดียวกันแน่วะ?”

ฉันส่ายหน้า ถอนหายใจ แล้วบอกตัวเองให้ใจเย็น ๆ ตั้งสมาธิกับอย่างใดอย่างหนึ่งก่อน เริ่มจาก…

ฉันใช้เวลาหลายชั่วยามพลิกค้นคัมภีร์ในหอคัมภีร์ แต่เพราะมันกว้างใหญ่ไร้ระเบียบ ฉันรวบรวมได้แค่คัมภีร์หมัดประมาณสี่สิบเล่ม กับคัมภีร์ทฤษฎีการออกหมัดให้ทรงพลังอีกสิบกว่าเล่ม

คงมีเล่มอื่น ๆ คล้าย ๆ กันกระจายอยู่ทั่วหอคัมภีร์ แต่ถ้ายังฝืนค้นต่อไปอีก คงต้องเสียเวลาทั้งวันแน่ ฉันเลยเลือกหามุมเงียบ ๆ กองคัมภีร์ไว้ แล้วนั่งพิงตู้หนังสืออันแข็งแรงนั่น

ปกติฉันคงกังวลว่าตู้จะล้มใส่เอา แต่ตู้นี้สูงใหญ่ดูมั่นคงมาก น่าจะเสริมด้วยค่ายกลอักขระอะไรบางอย่าง

ฉันเพียงแค่เปิดดูหน้าแรกของแต่ละเล่ม เพื่อจับใจความว่าวิชาไหนเป็นอย่างไร มีอยู่หลายเล่มที่ใช้วิธีฝึกประหลาด ๆ อย่างเช่น วิชาร่างเหล็กเสือ ที่ต้องกินหัวใจเสือเป็นส่วนประกอบในการฝึกเพื่อให้ผิวหนังแข็งดั่งเหล็ก

แต่วิชาตั้งรับที่ว่ามาทั้งหมดยังไม่มีวิชาไหนสู้วิชาเกราะกระดองเต่าทองคำที่ฉันฝึกอยู่ได้เลย เพราะมันพัฒนาไปไกลมากโดยไม่มีจุดอ่อนใด ๆ ให้เห็น

ฉันถือว่าโชคดีอย่างเหลือเชื่อที่ได้พบแหล่งคัมภีร์ล้ำค่านี้ และนี่ยังไม่ใช่แค่ชั้นสองด้วยซ้ำ

แล้วฉันก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินขึ้นมายังชั้นสอง ฉันชะงักวางคัมภีร์ในมือลงทันที แล้วตั้งท่าพร้อมรับมือ

พอหันไปทางบันได ก็เห็นเป็นผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราเดินถือคัมภีร์ขึ้นมา เขามองสบตาฉัน แล้วเลิกคิ้วขึ้น “ดูเหมือนเจ้าจะเริ่มอ่านก่อนแล้วนะ”

“ข้าทนไม่ไหว” ฉันยอมรับ

“ไม่ว่าหรอก” เขายื่นคัมภีร์ให้ เป็นคัมภีร์หมัด “ในฐานะอาจารย์ ข้าก็ต้องช่วยเจ้าอยู่แล้ว สำหรับตอนนี้ วิชานี้ดีที่สุดที่ข้าหาให้เจ้าได้ มันเข้ากันได้ดีกับหมัดเขี้ยวทะลวง และน่าจะเป็นผลงานของใครบางคนที่เคยฝึกหมัดเขี้ยวทะลวงจนถึงขั้นสูง แล้วพัฒนาต่อยอดออกมา วิชาแบบหมัดเขี้ยวทะลวงมันมีหลากหลายแบบมาก เจ้าลองอ่านดูได้”

ฉันอ่านข้อความบนปก “หมัดเขี้ยวกระแทกเสียง?”

“ใช่ วิชานี้เน้นการปล่อยคลื่นกระแทกอากาศ วิชาแบบนี้ปกติจะอยู่ชั้นสาม เจ้าคงต้องไต่ระดับจากวิชาชั้นนี้ไปก่อน ถึงจะฝึกวิชาแบบนั้นได้” ผู้อาวุโสอธิบายอย่างละเอียดเหมือนเคย “แม้ว่าจะอยู่ระดับมนุษย์เหมือนกัน แต่ระหว่างวิชาระดับเดียวกัน ก็ยังมีความแตกต่างมาก หมัดเขี้ยวกระแทกเสียงนี้ถือว่าแตะขอบระดับปฐพีในบรรดาวิชาระดับมนุษย์แล้ว”

เขาอธิบายได้ชัดเจนจริง ๆ สมแล้วที่เกิดมาเป็นอาจารย์ ฉันกำลังจะเอ่ยขอบคุณ แต่เขาก็พูดขึ้นก่อน

“อ้อ เกือบลืม มีเรื่องจะคุยกับเจ้า” น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาทันที

จบบทที่ [เซียนเนิร์ด]_บทที่35_ศิษย์เอกประจำตัว

คัดลอกลิงก์แล้ว