- หน้าแรก
- เซียนเนิร์ดทะลุมิติ
- [เซียนเนิร์ด]_บทที่34_ตราบาปในใจ
[เซียนเนิร์ด]_บทที่34_ตราบาปในใจ
[เซียนเนิร์ด]_บทที่34_ตราบาปในใจ
บทที่ 34 - ตราบาปในใจ
ซินหม่าเฝ้ามองดูร่างของหลิวเฟิงที่เดินจากไปจนลับสายตา ในที่สุดผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราก็เผยสีหน้าบิดเบี้ยวที่เขาพยายามปกปิดมาตลอด “เรื่องนี้ช่างยุ่งเหยิงกว่าที่ข้าคิดไว้นัก”
นั่นมันยังน้อยไปหากจะพูดตามที่ข้าคิดไว้
“พูดอีกก็ถูกอีก” ชานซาถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า ไร้ซึ่งอารมณ์ขันตามนิสัยเดิม “ข้านึกว่าบางทีเจ้าหนูนั่นอาจจะจับพิรุธได้…ปกติเด็กคนนั้นหัวไวอยู่มิใช่หรือแต่ดูเหมือนว่าเขาจะไว้ใจพวกเรามากเกินไปจนไม่คิดจะระแวงสักนิด”
พวกเขากำลังพยายามแก้ไขปัญหาที่ตัวเองก่อขึ้น ซานซานั้นเผลอวางคัมภีร์ ‘เกราะกระดองเต่าทองคำ’ เอาไว้บนชั้นจนเป็นชนวนให้เรื่องราวทั้งหมดนี้ปะทุขึ้น
แม้ตัวต้นเหตุหลักจะเป็นซานซาโดยไม่ต้องสงสัย ทว่าซินหม่าเองก็รู้ดีว่าตนมีส่วนผิดไม่น้อย หากเขาทำตามกฎแต่แรก ไม่ปล่อยให้หลิวเฟิงอ่านคัมภีร์เล่มนั้น เรื่องทั้งหมดก็คงไม่เกิดขึ้น หลิวเฟิงก็คงไม่ต้องออกไปนอกสำนักในวันนั้นและเหตุวุ่นวายก็คงไม่เกิด
“เจ้าแน่ใจหรือว่าการรับประกันว่าจะจัดการทุกเรื่องให้หลิวเฟิงน่ะมันถูกแล้ว? สมมุติว่าผู้อาวุโสหรงคิดหาเรื่องขึ้นมาล่ะ?” ซานซาถามเสียงเครียด “ถึงเจ้าจะปากดีต่อหน้าเจ้าหนูว่าไม่ต้องกลัวอะไร แต่มันก็ใช่ว่าความเป็นไปได้จะเป็นศูนย์เสียเมื่อไหร่”
“ข้าขอลองเสี่ยงดู” ซินหม่ากล่าวหนักแน่น เรื่องนี้มันเริ่มจากตัวเขาและเขาจะเป็นคนจบมันเอง ปล่อยให้หลิวเฟิงต้องรับกรรมจากเรื่องที่พวกเขาเป็นคนก่อ มันทำให้ซินหม่ารู้สึกต่ำช้าและขยะแขยงใจตนเองนัก มันทำให้เขาหวนคิดถึงความเจ็บปวดจากการถูกหักหลังในอดีต
“ตอนนี้ผู้อาวุโสหรงมันก็แค่คนแก่ใกล้ลงโลงที่อาศัยโอสถกับศิลาวิญญาณมากินจนถึงขั้นหลอมกายแปดดาวได้ เขาไม่มีวันแตะถึงขั้นก่อแก่นแท้ได้หรอกสำนักมันย่อมเลือกคนที่ให้ประโยชน์ระยะยาวมากกว่า และนั่นย่อมต้องเป็นข้า”
ยิ่งไปกว่านั้นถึงสำนักจะมีผู้วางอาคมอยู่ไม่น้อยแต่ซินหม่าก็เป็นถึงผู้วางอาคมระดับสี่คนเดียวที่จัดการอักขระยันต์ทั้งหมดของหอคัมภีร์และค่ายกลในเขตนอกสำนัก
หากไม่ใช่เพราะมัวแต่รับภาระจากคนอื่นซินหม่าก็คงเลื่อนเป็นผู้อาวุโสฝ่ายในได้แล้ว เขาสาบานว่าต่อให้ต้องหักแขนตัวเองก็ยังดีกว่าทำกับใครให้ตกต่ำอย่างที่เขาเคยโดนมา
แม้จะเสี่ยงแค่ไหนแต่ซินหม่าก็ยังยึดมั่นที่จะปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างมีเกียรติในแบบที่ตนไม่เคยได้รับมา แค่คิดถึงสิ่งที่หลิวเฟิงต้องเจอ การต่อสู้นอกสำนัก การถูกจับขัง กับสารพัดเรื่อง ก็ทำให้ซินหม่ารู้สึกผิดยิ่งนัก ที่ปล่อยให้เด็กคนนั้นต้องรับเคราะห์เพียงแค่การทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นคัมภีร์เล่มนั้น
“เจ้านี่ทำหน้าเหมือนหมาโดนเตะเลยแฮะ” ซานซาเอ่ยขึ้น
“เอาเถอะ ตอนนี้ข้าก็มีเรื่องต้องสะสางมากมายแล้ว” ซินหม่ารับคำ
“เจ้าเคยคิดไหมว่าทำไมข้าถึงแนะให้เจ้ารับหลิวเฟิงเป็นศิษย์ส่วนตัวตั้งแต่ก่อนจะมีเรื่องวุ่นนี่?” เสียงของซานซาเจือแววรู้สึกผิดอย่างเห็นได้ชัด
แม้ซานซาจะดูเหมือนคนขี้เล่นแต่จริง ๆ แล้วเขาก็ไม่มีอะไรเหลือในชีวิตนักสองคนที่เขายังพูดคุยด้วยในสำนักก็มีแค่ซินหม่ากับเจ้าหนูหลิวเฟิงเท่านั้น
“ข้ารู้ ถึงจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นแต่หลิวเฟิงก็ยังเป็นคนเดียวที่ข้าเชื่อใจได้ว่าจะช่วยให้ข้าได้เลื่อนเป็นผู้อาวุโสฝ่ายในตามแผนเดิม” ซินหม่าตอบอย่างมั่นใจเพราะสิ่งที่เขาจะให้หลิวเฟิงทำมันไม่เสี่ยงอันตรายกับผู้บำเพ็ญเพียรขั้นหลอมกายแปดดาวอย่างแน่นอน
“แต่ข้ายังว่าพวกเราติดค้างเจ้าหนูอยู่นะ” ซานซายังไม่เลิกย้ำ
“เจ้านั่นแหละเป็นคนยัดคัมภีร์ให้เขาอ่าน” ซินหม่าหรี่ตามองชายชรา
“แล้วข้าก็ไม่มีอะไรจะตอบแทนได้ด้วย” ชายชราคนกวาดลานชี้มาที่ตัวเอง “แล้วอีกอย่าง ข้าก็พยายามช่วยเจ้าหนูแล้วนะ เจ้าว่าข้าจะทำแบบนั้นถ้ารู้ว่าเขาต้องเสี่ยงถึงขนาดนั้นเรอะ?”
ซินหม่าถอนหายใจ ใช้มือขยี้ตาแล้วถอดแว่นออกมาทำความสะอาดอีกครั้ง…รู้สึกเหมือนเป็นครั้งที่ร้อยของวัน
“ข้าจะหาทางชดใช้ให้เขาเอง”
***
เมื่อหลุดพ้นจากการถูกจับตามองหรือการโดนพวกศิษย์หยิ่งยะโสหาเรื่อง ชีวิตก็ช่างสงบอย่างประหลาดแม้กระทั่งอากาศยังเหมือนจะหอมหวานขึ้น
เมื่อก้าวเข้าสู่ศาลาอาหาร ฉันก็ตักอาหารมานั่งกินพลางสนทนากับเพื่อนอ้วนข้างกาย เราคุยกัน
เรื่องทั่ว ๆ ไปอย่างเรื่องสภาพอากาศกับพิธีรับศิษย์ใหม่ที่จะมีในเร็ว ๆ นี้
“เจ้าว่าปีนี้จะมีเจ้าหน้าใหม่พวกปากดีโดนตบหน้ากลางลานบ้างไหม?” เขาถามอย่างสนุกสนาน
“อาจจะมีนะ” ฉันตอบด้วยการไหล่ไม่ยักแบบไม่ใส่ใจนัก
ทุกปีมันก็ต้องมีพวกที่โผล่มาอวดว่าตนเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งในรอบร้อยปีของตระกูล แล้วสุดท้ายก็โดนตีจนหน้าหงายเพราะพอเข้ามาก็กลายเป็นแค่ไก่รองบ่อนในหมู่เรา
“ปีนี้พิธีประลองเพื่อทดสอบรับศิษย์ก็เลื่อนเพราะเรื่องวุ่นนอกสำนักนั่นแหละ แต่ตอนนี้ทุกอย่างก็น่าจะกลับมาตามปกติแล้วเนอะ ว่าแต่เจ้าคิดว่าพวกเขาทำการคัดเลือกรอบแรกเสร็จหรือยัง? ข้ายังจำตอนตัวเองต้องสอบได้เลย เหมือนเพิ่งผ่านมาเมื่อวานเองโคตรกดดัน!” เจ้าตัวอ้วนถอนใจ สีหน้าฉายแววคิดถึงอดีต
ระหว่างที่เขารำลึก ฉันก็นึกถึงท่าทีของหลิวเฟิงในตอนสอบรอบแรกขึ้นมาได้ เจ้าหมอนั่นทำเหมือนไม่รู้จักความตื่นเต้น คิดเอาเองว่าจะต้องยิ่งใหญ่เกรียงไกรหรือเป็นตำนานอยู่แล้ว
“ข้าได้ยินมาว่าศิษย์นอกสำนักที่รับหน้าที่เป็นอุปสรรคให้พวกหน้าใหม่สอบเข้ามีค่าตอบแทนงามมากเลยนะ ข้าอยากไปลองดูบ้างแต่เกรงว่าพลังบำเพ็ญเพียรข้าจะต่ำเกินไป” เขาว่าพลางทำหน้าเศร้า
“ลองดูสิ ถ้าต้องการข้าจะช่วยเจ้าไปลงชื่อเอง” ฉันเสนอตัวก็เพราะจริง ๆ แล้วฉันก็ยังไม่รู้จักชื่อเจ้านี่เลย
“เจ้าช่างเป็นเพื่อนแท้ หลิวเฟิง” เขาว่าพลางวางมือบนบ่าฉัน แล้วพยักหน้าอย่างจริงจัง จนฉันแทบคิดว่าเห็นน้ำตาคลอในดวงตาเจ้าหมอนั่น
ดูเหมือนฉันจะเป็นเพื่อนที่แย่เอาเรื่องเพราะตอนนี้มันสายไปแล้วสำหรับเขาจะคิดหักหลังข้าเพื่อชิงศิลาวิญญาณไปเจ้าหมอนี่จริงจกับฉันจริง ๆ
…
หลังจากฉันรับประทานอาหารเสร็จ ก็ครุ่นคิดว่าจะไปฝึกบำเพ็ญเพียรต่อดีหรือไม่ ทว่าเพราะการปะทะกับศิษย์สำนักฝ่ายในวันก่อนทำให้ร่างกายฉันยังต้องใช้เวลาฟื้นตัว แม้ยันต์ที่ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราเคยมอบให้จะช่วยเร่งการสมานบาดแผลได้ดีไม่น้อย แต่ฉันก็ตัดสินใจเลือกความระมัดระวังไว้ก่อน ตั้งใจว่าจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในช่วงนี้ไปกับการศึกษาค่ายกลแทน
ถึงจะเลือกนอนหลับพักผ่อนเพื่อเร่งการฟื้นตัวได้เช่นกัน แต่ฉันยังไม่รู้สึกง่วงและสำหรับผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรแล้วการอดนอนสักสองสามคืนย่อมไม่ใช่เรื่องกระทบกระเทือนอะไรนัก
ฉันจึงเปลี่ยนใจไม่กลับไปที่หอคัมภีร์ หากแต่เลือกออกเดินสำรวจทั่วสำนักแทนโอกาสเช่นนี้ใช่ว่าจะมีบ่อย
เส้นทางปูหินทอดตัวยาวอย่างเป็นระเบียบไปทั่วสำนัก ขณะเดินผ่านฉันพบว่าตัวเองกลับมายังลานประลองซึ่งหลิวเฟิงเคยพ่ายแพ้เมื่อคราวก่อน
ว่ากันตรง ๆ มันดูเหมือนสนามประลองโบราณที่คล้ายโคลอสเซียมมากกว่า มีลานหินวงกลมอยู่กลางสนาม สำหรับใช้ต่อสู้กันโดยเฉพาะ รอบด้านล้อมด้วยกำแพงสูงซึ่งหลิวเฟิงเคยโดนตัวกระแทกติดกับผนังของสนามประลอง
พอฉันมีความรู้เรื่องค่ายกลมากขึ้น ก็พอจะคาดเดาได้ว่าคงมีม่านพลังไร้เงากั้นระหว่างลานประลองกับอัฒจันทร์อยู่แน่ ๆ
ตอนนี้สถานที่แห่งนั้นดูเงียบเชียบไร้ผู้คน แตกต่างจากภาพจำในหัวของฉันนัก
ฉันนั่งลงบนเบาะหินว่าง ๆ ปล่อยให้แสงแดดยามสายสาดลงมากระทบใบหน้าช่างอบอุ่นและน่าอภิรมย์
สิ่งปลูกสร้างที่อยู่ใกล้ลานประลองที่สุดคือหอรักษาหน่วยพยาบาลประจำสำนักในโลกนี้
แต่ฉันไม่คิดจะปักหลักอยู่รอศัตรูหรือใครก็ตามที่อาจจะเข้ามาท้าทายอีก จึงลุกเดินเรื่อยเปื่อยไปตามเส้นทางต่าง ๆ บางเส้นทางก็พาไปถึงสถานที่อย่างสวนสมุนไพรฝ่ายนอกที่ซึ่งสมุนไพรวิญญาณถูกเพาะปลูกไว้
ทว่าเขตนั้นเป็นพื้นที่หวงห้าม มีเพียงศิษย์บางกลุ่มที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นที่เข้าได้ ฉันจึงได้แต่มองผ่านรั้วไม้ที่มียามเฝ้ายืนประจำอยู่
แม้ยามเหล่านั้นจะไม่ใช่ศิษย์สายในแต่ก็รู้กันดีว่าย่อมต้องมีศิษย์ฝ่ายนอกที่คิดลักลอบเก็บสมุนไพรเข้าสักวัน
บางครั้งก็มีศิษย์ที่ตัวคลุ้งกลิ่นเขม่าควันและเปลวไฟ เดินผ่านมาเอ่ยคุยกับยามเรื่องสมุนไพรที่ต้องการ
ฉันเองไม่อยากก่อปัญหาให้ตัวเองตอนนี้ จึงเลือกหลีกห่างจากบริเวณนั้นกลัวจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพวกที่มาดูลู่ทางเพื่อขโมยของ
เพิ่งจัดการเรื่องหนึ่งเสร็จ ยังไม่อยากหาเรื่องใหม่ให้เหนื่อยใจ
ฉันเดินสำรวจทั่วสำนักฝ่ายนอกทั้งหอปรุงโอสถ ที่พอไปถึงจริง ๆ กลับดูเล็กกว่าที่คิดไว้ แม้ฉันจะคาดเดาว่าคงมีชั้นใต้ดินซ่อนอยู่อีก
ตัวหอสร้างจากหินอ่อนสีขาวสะอาดตาดูคล้ายหอประภาคารปลายยอดมีลูกแก้วใส ๆ บรรจุเปลวเพลิงไว้ด้านใน
ศิษย์ในชุดเครื่องแบบของสำนักเดินเข้าออกพลุกพล่าน ต่างทำหน้าที่ของตนโดยไม่มีใครสนใจไถ่ถามฉันสักคน
บรรยากาศคล้ายห้องโถงของสำนักศึกษาใหญ่ ๆ ศิษย์แต่ละคนมีกลิ่นโอสถติดกายแตกต่างกันไป บ่งบอกถึงโอสถที่แต่ละคนปรุง
ฉันเดินสำรวจอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจเดินออกจากหอปรุงโอสถ
...
ตรงกันข้ามหอประกาศภารกิจกลับให้ความรู้สึกเหมือนกิลด์นักผจญภัยจากโลกอื่น
พอฉันก้าวเข้าไปบรรยากาศภายในกลับแปรเปลี่ยน คล้ายกับธนาคารมากกว่ามีเจ้าหน้าที่ประจำเคาน์เตอร์ที่เรียงรายและแผ่นกระดานภารกิจใหญ่ดึงดูดสายตาฉันไว้
กระดานภารกิจต่าง ๆ นั้นติดประกาศมากมายตั้งแต่การตามล่าส่วนประกอบของอสูรหายาก ไปจนถึงการเก็บสมุนไพรนอกเขตควบคุมของสำนัก
ภารกิจส่วนใหญ่ล้วนดูอันตรายไม่มีสิ่งใดดึงดูดใจฉันนัก จนกระทั่งฉันเห็นประกาศรับสมัครผู้ช่วยงานหอคัมภีร์แอบซ่อนอยู่มุมหนึ่งของกระดาน
ค่าตอบแทนคือศิลาวิญญาณหนึ่งก้อนต่อปี
ศิษย์ในหอประกาศภารกิจล้วนมีท่าทางขึงขัง ทุกคนสวมชุดของสำนัก เปี่ยมไปด้วยบรรยากาศเอาจริงเอาจังแบบที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน
บางคนมีบาดแผลเป็นบนหน้า หน้าอก หรือแขน บางคนถึงขั้นแขนขาด แต่ยังสะพายดาบไว้ที่เอว
สภาพเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงอันตรายที่ต้องเผชิญเมื่อรับภารกิจนอกสำนัก พวกเขาดูเหมือนนักรบเก่าจากสงครามยุคโบราณมากกว่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรเสียอีก
...
หลังจากนั้นฉันก็แวะเยี่ยมชมสถานที่อื่น ๆ อีกหลายแห่งทว่าพื้นที่ในเขตฝ่ายนอกนั้นกว้างใหญ่ ยังคงเหลืออีกมากที่ยังไม่ได้สำรวจ
ฉันค่อย ๆ เดินทอดน่องไปเรื่อย ๆ จนถึงช่วงเที่ยงจึงตัดสินใจกลับไปยังหอคัมภีร์อีกครั้ง