- หน้าแรก
- เซียนเนิร์ดทะลุมิติ
- [เซียนเนิร์ด]_บทที่ 33_วางมือจากกลเกมอำนาจ
[เซียนเนิร์ด]_บทที่ 33_วางมือจากกลเกมอำนาจ
[เซียนเนิร์ด]_บทที่ 33_วางมือจากกลเกมอำนาจ
บทที่ 33 - วางมือจากกลเกมอำนาจ
ฉันใช้เวลาตลอดทั้งคืนโดยไร้การข่มตาหลับในหอคัมภีร์ มีเพียงผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราและชายชราคนกวาดลานผู้กำลังงีบอยู่บนเก้าอี้ที่เสมือนเป็นเพื่อนเคียงข้าง ไม่มีคำพูดหยอกล้อหรือการพูดคุยเหมือนอย่างเคย บรรยากาศโดยรอบตึงเครียดราวกับมีม่านบาง ๆ แห่งความกดดันห่อคลุมทั่วทั้งหอคัมภีร์และไม่อาจหาสิ่งใดมาบรรเทาได้
“อีกอย่างนะคราวหน้าเวลาสอนข้าช่วยให้คำแนะนำมันชัดเจนกว่านี้หน่อยได้ไหมข้าาเกือบเอาชีวิตไม่รอดแล้วนะ” ฉันบ่นออกมา พลางนึกถึงตอนที่ฉันแทบตาย ก่อนจะคิดได้ว่าต้นไม้นั่นสามารถใช้เป็นจุดในอาคมได้ในวินาทีสุดท้าย
แต่ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำรากลับขมวดคิ้ว “พูดเรื่องอะไรของเจ้า?”
“ก็เรื่องที่บอกว่าให้ข้าหาจุดสี่ตำแหน่งที่ไหนก็ได้ แล้วดูสิ่งรอบตัวที่พอจะใช้แทนพิธีเปิดใช้อาคมได้น่ะ”
“โอ้ เจ้าหมายถึงตอนที่ใช้ต้นไม้เป็นจุดหรือ? นั่นก็ดีนะแต่ว่าจริง ๆ แล้วที่ข้าบอกวันนั้นหมายถึงเสาใหญ่สี่ต้นที่ค้ำยันหอคัมภีร์แห่งนี้หรืออย่างน้อยก็เก้าอี้หรือชั้นหนังสือพวกนี้แหละที่ใช้แทนจุดในอาคมพันธนาการได้ หากเป็นเสาจะดีที่สุดเพราะแข็งแกร่งยากจะทำลาย” เขาว่าพลางเริ่มอธิบายต่อ
ผู้อาวุโสผู้นี้นับว่าเป็นครูที่ยอดเยี่ยม เขาอธิบายรายละเอียดปลีกย่อยของค่ายกลระดับหนึ่งได้อย่างชัดเจนและยังตำหนิฉันเล็กน้อยที่ไม่รู้จักเปลี่ยนบทสวดเพื่อเสริมพลังอาคมในคืนจันทร์เต็มดวง
“ว่าแต่ ผู้อาวุโสรองล่ะ?” ฉันเอ่ยถาม “เขาจะกลายเป็นปัญหาในภายหลังไหม?”
“เจ้าควรกังวลมากกว่าว่าพวกญาติๆ ของเจ้าจะใส่ใจพอที่จะจัดการกับหลานชายเขาหรือเปล่า” ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราส่ายหัวราวกับบิดาที่ผิดหวัง “ผู้อาวุโสรองเป็นคนที่อายุไม่น่าจะยืนยาวนัก เขาแค่ไม่อยากตายอย่างไร้เกียรติ จึงพยายามทะลวงขั้นต่อไปจากสร้างรากฐานไปสู่ขั้นถัดไปเท่านั้น คงไม่มายุ่งกับเจ้าให้เสียเวลา เพราะความขัดแย้งกับตระกูลเจ้าจะทำให้เขาต้องเสียเวลาที่เหลืออันมีค่าของตนไป เขาย่อมเลือกใช้เวลานั้นทำสิ่งที่สำคัญกว่าอยู่ดี”
พอคิดแบบนั้นก็ดูสมเหตุสมผล แม้คนเราจะมีอายุยืนมากกว่าหนึ่งศตวรรษ หากมีทั้งทรัพย์และอำนาจระดับผู้อาวุโสฝ่ายใน ใครเล่าจะไม่อยากต่อชีวิตออกไปอีก ฉันเองก็เคยชินกับภาพผู้เฒ่าที่ยึดมั่นหวงหลาน แต่ดูเหมือนในโลกนี้พออายุยืนมานานขนาดนี้ใคร ๆ ก็มองอะไรต่างออกไป
“เล่าเรื่องผู้อาวุโสรองให้ข้าฟังหน่อยได้ไหม?” ฉันถามไปเพราะไม่มีอะไรทำและการรู้เรื่องคนที่อาจกลายเป็นศัตรูในอนาคตมันก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย
“อย่างแรกเลย ถ้าเขาจะลงมือกับใคร คนนั้นคงไม่ใช่เจ้า แต่เป็นญาติพี่น้องฝ่ายในของเจ้า” ผู้อาวุโสเอ่ยก่อนจะเดินไปนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง ท่าทางครุ่นคิดจนขมวดคิ้วแน่น “ตอนข้ายังหนุ่ม ผู้อาวุสรองก็เป็นผู้อาวุโสฝ่ายในเสียแล้ว ว่ากันว่าเขาเป็นผู้ฝึกบำเพ็ญที่มีพรสวรรค์จัด ขยันขันแข็งไม่แพ้ใคร ถ้าข่าวลือจริงล่ะก็ เขาเกือบได้ขึ้นเป็นผู้อาวุโสแก่นแท้แล้วด้วยซ้ำ”
ผู้อาวุโสเล่าต่อว่าช่วงวัยหนุ่มของผู้อาวุสรองนั้นเป็นคนอัธยาศัยดี จุดอ่อนเพียงอย่างเดียวคือการตามใจลูกหลานมากเกินไป ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายอย่างไม่ขาดมือแต่เพราะเป็นผู้อาวุโสฝ่ายในศิลาวิญญาณในคลังจึงไม่เคยขาดมือเลย
กระทั่งสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนเมื่อเขาเข้าสู่วัยบั้นปลายของชีวิต ช่วงนั้นยังเป็นผู้ฝึกบำเพ็ญขั้นสร้างรากฐานระดับหกดาว ทรัพย์สินก็เริ่มร่อยหรอไม่พอซื้อของล้ำค่าเพื่อเร่งฝึกพลัง
ฉันขนลุกซู่เรื่องนี้ฟังดูคุ้นตาเหลือเกิน “แล้วท่านมั่นใจแค่ไหนว่าผู้อาวุโสรองจะไม่หันไปฝึกวิชาอาคมมารเพื่อต่ออายุหรือทะลวงขั้น?”
เพราะในนิยายเทพเซียนเรื่องพวกนี้มักเกิดบ่อย คนมีอำนาจมักหันเข้าหาพลังมืดเพื่อความเป็นอมตะซึ่งมันอันตรายเหลือเกิน
“เป็นไปไม่ได้หรอกสำนักเรามีกฎเคร่งครัดในเรื่องพวกนี้ ทุกฝ่ายต่างคุมอำนาจกันไว้ หากปล่อยพวกวิชามารเจริญเติบโตสำนักคงล่มสลายเหมือนในยุคศตวรรษอสูรดำ” ผู้อาวุโสยิ้ม “ถ้าเจ้าได้ลองอ่านบันทึกในยุคศตวรรษอสูรดำที่ชั้นสามจะเห็นว่าการล่มสลายนั้นเริ่มจากคนใหญ่คนโตถูกล่อลวงให้ฝึกวิชามารก่อนทั้งสิ้น”
ทันใดนั้นลมเบา ๆ ก็พัดเข้ามาในหอคัมภีร์ ทั้งที่โดยปกติค่ายกลกันลมย่อมปิดตายสิ้น ทุกคนในหอชะงัก ก่อนจะมีแสงสีขาวพุ่งวาบเข้ามา เกาะบนบ่าของผู้อาวุโส เป็นกระดาษพับรูปนกที่ส่งเสียงหวีดเบา ๆ ก่อนจะลุกไหม้ไปในพริบตา
รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าของผู้อาวุโส “ดูท่าญาติ ๆ กับตระกูลเจ้าจะยังใส่ใจอยู่ หรือไม่ก็เพราะหากปล่อยเจ้าเป็นอะไรไปปู่เจ้าคงก่อเรื่องใหญ่แน่ ๆ คงอาจจะเกิดเรื่องอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นเป็นแน่”
ฉันทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ไม้ถอนหายใจยาว “ในที่สุดก็จบเสียที”
ฉันไม่รู้เลยว่าฝ่ายในกำลังเกิดอะไรบ้าง แต่สถานการณ์ทั้งหมดเล่นงานฉันเสียจนไม่ทันตั้งตัว โชคดีที่มันคลี่คลายภายในไม่กี่วัน ทั้งที่รู้สึกเหมือนเวลาผ่านไปเป็นสัปดาห์
“เจ้าอย่าเพิ่งดีใจไป” ผู้อาวุโสกล่าวเตือน ทำเอาบรรยากาศหม่นอีกครั้ง “ข้าสงสัยว่าคนที่ถูกส่งมาคุมเจ้าคงไม่ใช่คนสุดท้าย ใครที่ถูกส่งมาดูเจ้าคราวนี้หากไม่ตายก็คงถูกทำลายพลังฝึกบำเพ็ญแน่ ผู้อาวุโสฝ่ายในจะส่งคนใหม่มาแทนเสมอเพื่อรักษาหน้า”
ฉันกวาดตามองชั้นคัมภีร์บนชั้นล่างคิดจะหลบอยู่ที่นี่ฝึกฝนไปเรื่อย ๆ อย่างไม่รับรู้ความจริงเสียเลย
แต่สุดท้ายก็ต้องถามคำถามที่กลัวที่สุด “โอกาสที่คนใหม่ที่จะมาเฝ้าข้าหากเป็นพวกโอหังอีกคนล่ะ?”
ผู้อาวุโสเคาะโต๊ะคิด ก่อนพยักหน้า “สูงกว่าปกติแน่ ผู้อาวุโสฝ่ายในแต่ละคนย่อมส่งลูกหลานของตนที่ไว้ใจที่สุดมาคุมงาน ซึ่งก็แล้วแต่โชคของเจ้าว่าจะเจอคนแบบไหน”
“บัดซบ...” ฉันทิ้งหัวลงบนโต๊ะเย็นเฉียบ
“เจ้าอาจคิดลบเพราะเจอเรื่องมาเยอะ แต่ผู้อาวุโสฝ่ายในบางคนก็ไม่ได้เลี้ยงลูกหลานจนเสียคนนักหรอก” ผู้อาวุโสพยายามปลอบใจ แต่มันดูเลื่อนลอยนัก
ทันใดนั้นฉันสังเกตว่ามุมปากผู้อาวุโสกระตุกเบา ๆ ก่อนจะแสร้งไอแล้วทำสีหน้าจริงจัง
เขาจะหยอกข้า? เป็นไปไม่ได้นิสัยหมอนี่ซีเรียสจนหาเรื่องตลกแทบไม่เจอ
ฉันขยับตัว จ้องเขาเขม็ง “ผู้อาวุโสซินหม่า ท่านล้อข้าเล่นหรือเปล่า?”
“ระหว่างทำงานน่ะ ไม่มีทางหรอก”
“แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลางาน” ฉันยื่นหน้าไป เท้าคางบนโต๊ะ
“งั้นก็ใช่ ข้าล้อเจ้าเล่นอยู่” เขายิ้มออก “แต่อย่าเข้าใจผิดข้าไม่ได้หัวเราะเยาะเจ้าหรอกนะ ต่อไปเจ้าจะไม่ต้องกลัวว่ามีใครแอบจับตาอีกเพราะคนที่จะทำหน้าที่นั้นก็คือข้าเอง”
อะไรนะ? หมอนี่มีมุกตลกกับเขาด้วยเรอะ? ยิ่งกว่าพลิกตำนานเสียอีก
ว่าแต่... เขาจะจับตาฉันยังไงในเมื่อวัน ๆ ก็อยู่แต่ในหอคัมภีร์
“เจ้าไม่อยากรู้หรือว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง?” เขาเอ่ยด้วยแววตาเป็นประกาย
แน่นอน... ฉันอยากรู้สิ!
“ไม่หรอก ข้าไม่ค่อยตั้งคำถามกับเรื่องดี ๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเองนักหรอก” ฉันไหวไหล่ ทำทีไม่สนใจ
ถ้าเขาคิดจะลดตัวมาเล่นเรื่องเล็กน้อยอย่างนี้ละก็… ฉันมาถึงจุดนี้ก่อนแล้ว
ทันใดนั้นเสียงสูดลมหายใจดังขึ้นเป็นชายชราคนกวาดลานผู้นั่งหลับอยู่ เขาลืมตาขึ้นพลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ อย่างงุนงง “หา? มีใครพูดอะไรหรือ?”
จากนั้นสายตาของเขาก็มาหยุดอยู่ที่ฉันกับผู้อาวุโสผู้ดูแลตำรา ก่อนจะเบ้ปากราวกับกลืนมะนาวลูกโตเข้าไป “ดูเหมือนว่าข้ายังฝันอยู่ฝันร้ายเสียด้วยใครมันจะอยากตื่นมาเจอหน้าพวกเจ้าเล่า?”
ชายชราคนกวาดลานหลับตาลงอีกครั้งพลางขยับตัวในเก้าอี้ไม้เก่า ๆ อย่างพยายามหาท่านั่งที่สบายกว่า แต่ก็ทำได้ยากเพราะมันเป็นเพียงเก้าอี้ไม้แข็ง ๆ ไม่ใช่เก้าอี้บุผ้าเขาคำรามในลำคอเบา ๆ ก่อนจะลุกขึ้นเหยียดแขนแล้วหันมามองฉัน “นี่เจ้ายังไม่ตายอีกรึ?”
สีหน้าของผู้อาวุโสผู้ดูแลตำรากลับคืนสู่ความสงบนิ่งดังเดิมบรรยากาศในหอคัมภีร์จึงกลับมาเรียบเย็นเช่นเคย
“เอาล่ะ ข้าได้ตัดสินใจแล้วว่าจะรับเจ้าเป็นศิษย์ส่วนตัวของข้า” ผู้อาวุโสเอ่ยขึ้น
“ข้าว่าหมอนี่ยังตื่นตระหนกไม่หายที่รู้ว่าเจ้าก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกันและยังรู้จักพูดเล่นอีก” ชายชราหัวเราะหึ ๆ
ฉันได้สติกลับมาอย่างรวดเร็วแล้วรีบโค้งคำนับลงถึงเอวเป็นการแสดงความเคารพ “ศิษย์ขอคารวะอาจารย์!”
“การเป็นศิษย์ของข้าจะไม่เหมือนกับอาจารย์ทั่วไป เจ้าไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองหรือทำอะไรให้ยุ่งยาก ข้ารับเจ้าไว้เป็นศิษย์เพื่อกันปัญหาจากพวกศิษย์สำนักชั้นในหรือพวกปากมากทั้งหลาย จากนี้ไปหากผู้ใดคิดจะหาเรื่องเจ้าก็ให้มาหาข้า” ดวงตาของผู้อาวุโสหรี่ลงเล็กน้อย “ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เจ้าจะไม่ถูกใครแตะต้องได้ในเรื่องการเมืองภายในสำนักหรือเรื่องไร้สาระใด ๆ ทั้งสิ้น”
นั่นมันมากกว่าที่ฉันคาดหวังไว้เสียอีกและดูเหมือนจะช่วยฉันได้มากในระยะยาว ฉันรู้สึกดีใจจนแทบเก็บอาการไว้ไม่อยู่เพียงแค่คิดว่าต่อไปนี้คงไม่ต้องมาทนรับมือกับเรื่องบ้า ๆ พวกนั้นอีกแล้ว
“ขอบพระคุณครับท่านอาจารย์” คราวนี้ฉันไม่ได้โค้งคำนับหรือประสานมือคารวะ เพียงแต่สบตาผู้อาวุโสอย่างจริงใจ กล่าวคำขอบคุณจากใจ
เขาเพิ่งยื่นมือเข้ามาเพื่อกันคลื่นปัญหาลูกใหญ่ให้ฉัน พวกผู้อาวุโส ศิษย์ หรือใครก็ตามที่อาจจะหาเรื่องฉันได้ จากนี้ไปจะต้องผ่านเขาก่อน
“แต่ยังไม่ต้องรีบขอบคุณหรอก” ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราถอดแว่นออกแล้วหยิบผ้าเช็ดเลนส์ “ตั้งแต่บัดนี้ เจ้าจะต้องเป็นทั้งดวงตาและมือแทนข้าในที่ที่ผู้อาวุโสไม่สมควรเข้าไปยุ่งได้ ข้าจัดการเรื่องของเจ้าให้เรียบร้อย แต่เรายังไม่ได้คุยกันถึงผลประโยชน์ที่เจ้าจะได้รับในฐานะศิษย์ของข้าและแน่นอนว่าปัญหาของข้าก็จะตกมาเป็นหน้าที่ของเจ้าด้วย”
ฉันแสร้งทำหน้าเจ็บแปลบอย่างปิดไม่มิด ชายชราคนกวาดลานหัวเราะหึ ๆ แต่ถูกผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราเหลือบตามองเพียงครั้งเดียวก็ถึงกับสงบเสียง ก่อนจะใส่แว่นกลับแล้วกล่าวต่อ “ไม่ต้องกังวล ข้าจะไม่ส่งเจ้าไปเสี่ยงตายหรือให้ไปก่อเรื่องกับใคร ข้าแค่อยากให้เราชัดเจนเสียก่อน จุดมุ่งหมายของข้าคือการเลื่อนขึ้นเป็นผู้อาวุโสสำนักชั้นใน และเจ้าจะต้องช่วยให้ข้าทำสำเร็จ”
ฉันคิดดูแล้วก็พอรับได้ แบบนี้มันก็เหมือนการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ต่างตอบแทน เจ้าเกาหลังข้า ข้าก็เกาหลังเจ้า ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์