- หน้าแรก
- เซียนเนิร์ดทะลุมิติ
- [เซียนเนิร์ด]_บทที่32_เงื้อมมือแห่งความมืด
[เซียนเนิร์ด]_บทที่32_เงื้อมมือแห่งความมืด
[เซียนเนิร์ด]_บทที่32_เงื้อมมือแห่งความมืด
บทที่ 32 – เงื้อมมือแห่งความมืด
หรง ซีเหริน มีวันที่ยากลำบากยิ่งนัก ฉันเห็นเขาวิ่งฝ่าป่ามาตั้งแต่พระอาทิตย์เพิ่งขึ้น แต่กลับไม่พบเงาใครเลย ศิษย์นอกผู้นั้นที่เขาตามล่าได้หลุดรอดจากเงื้อมมือของเขาไปแล้วหนีเอาตัวรอดอย่างขี้ขลาด
หรง ซีเหริน ตั้ง ใจจะจัดการอีกฝ่ายอย่างลับ ๆ เช่นเดียวกับที่เคยทำกับคนอื่น ๆ มานับไม่ถ้วนมาก่อน แม้แต่ปู่ของเขาก็ไม่สนใจเรื่องพวกนี้นัก ตราบใดที่เขาปิดบังเรื่องไว้ได้ แต่ศิษย์นอกผู้นี้กลับทำให้เขาอับอายยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ
ที่จริงมันไม่ใช่แค่วันที่เลวร้ายหากแต่เป็นสัปดาห์ที่เลวร้าย
เขากัดฟันแน่นก่อนจะทุบกำปั้นใส่ต้นไม้ข้างทางจนแตกกระจาย เศษไม้กระเด็นไปปักต้นไม้อื่น ๆ ดั่งลูกศร
พูดตามตรง ๆ มันคือเดือนที่เลวร้ายต่างหากล่ะไม่ใช่แค่วันที่เลวร้ายหรือสัแปดาห์ที่เลวร้าย!
ทั้งที่เป็นหลานชายของผู้อาวุโสฝ่ายในแท้ ๆ สมควรได้รับการปฏิบัติราวกับเชื้อพระวงศ์ในสำนักตะวันเพลิง ทว่าเขากลับถูกใช้ให้ทำงานจิปาถะไร้เกียรติ ที่ร้ายไปกว่านั้นคนที่เขาต้องไปควบคุมดันหายหัว ไม่ยอมมาทำหน้าที่ปล่อยให้ หรง ซีเหรินต้องออกตามหา
ชุดคลุมสีน้ำเงินที่เคยสะอาดหมดจด บัดนี้เปื้อนคราบดินและเลือดจากค่ำคืนอันโหดร้าย เรือนผมที่เคยมัดเรียบร้อยกลับยุ่งเหยิงและเหนือสิ่งอื่นใด เขายังรู้สึกเจ็บแปลก ๆ ภายในร่างกาย อันเป็นผลจากการปะทะกับศิษย์นอกขี้ขลาดคนนั้น
ยิ่งคิดถึงตอนที่ต้องไปหาแพทย์รักษาเพื่ออธิบายแผลพวกนี้ เขายิ่งอับอายแทบแทรกแผ่นดินหนี
หรง ซีเหริน ขมวดคิ้วแน่นหันหลังมองไปทางเขตฝ่ายใน ตั้งใจจะไปนำศิลาวิญญาณติดตามตัวกลับมา ไล่ล่าเจ้านั่นให้สิ้นซาก เมื่อเขาพยายามจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ล้างคราบเปื้อนที่ข้างสระน้ำ กลับกลายเป็นว่าคราบดินยิ่งติดแน่น ส่วนคราบเลือดยิ่งขยายวงออก
“ชิบหาย…ให้ข้าทำงานต่ำต้อยอย่างกับพวกบ่าวไพร่! หลิวเฟิง! ข้าจะทำให้เจ้าสิ้นใจไม่ตายดีแน่!” หรง
ซีเหรินสบถเสียงต่ำ น้ำเสียงสั่นระริกด้วยความอับอาย
เขาไม่ชินกับเรื่องแบบนี้เลยสักนิด
ในที่สุดเมื่อเดินมาถึงกำแพงเงินสูงตระหง่านของเขตฝ่ายใน แม้ดูเรียบง่ายแต่กลับมีม่านพลังปกป้องแข็งแกร่งถึงขีดสุดแม้ในสภาพแบบนี้หรง ซีเหรินยังไม่กล้าบุกฝ่าเข้าไป
เมื่อเดินมาถึงประตูเล็ก ๆ ที่ผนังกำแพงเงิน ศิษย์ฝ่ายในที่เฝ้าประตูเห็นเขาเข้าก็เลิกคิ้วมอง แล้วกลั้นหัวเราะแทบไม่อยู่
“บอกชื่อมา” หนึ่งในศิษย์เฝ้าประตูเอ่ยถาม ส่วนอีกคนไอแค่ก ๆ กลบเสียงหัวเราะ
หรงซี เหรินกัดฟันแน่น
“พวกเจ้ารู้จักข้าอยู่แล้ว”
“ก็รู้…แต่กฎคือต้องถาม จะโวยก็ไปโวยกับผู้อาวุโสผู้ดูแลประตูเอาเอง”
“ข้าคือหรง ซีเหริน หลานชายของผู้อาวุโสหรงหรือที่ครั้งหนึ่งเคยถูกเรียกว่าผู้อาวุโสจอกสุรา” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยิ่งผยอง
หลังจากต้องทนตอบคำถามยิบย่อยนับสิบตั้งแต่เหตุผลที่ออกจากฝ่ายในชาติตระกูลพลังฝึกบำเพ็ญเพียร ไปจนถึงต้องแสดงท่าหมัดให้ดู หรง ซีเหริน จึงได้ผ่านเข้าไป
ในขณะที่เขตฝ่ายนอกยังคงกลิ่นอายบ้านป่าเถื่อน เขตฝ่ายในกลับงดงามราวภาพวาด อาคารปลูกกระจายห่าง ๆ ท่ามกลางป่าไม้ สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรผู้สัมผัสปราณได้ จะเห็นโลกอีกใบที่ซ่อนอยู่
พอคิดถึงเรื่องปราณ หรง ซีเหรินก็เร่งฝีเท้า
ถึงหลิวเฟิงจะเป็นแค่ขยะของศิษย์ฝ่ายนอก แต่สัมผัสพลังปราณของมันแสดงว่ากำลังจะทะลวงเข้าสู่ขั้นรวบรวมพลังปราณ
จากพลังฝีมือดิบ ๆ เขาประเมินว่าหลิวเฟิงน่าจะอยู่ราวขั้นหลอมกายระดับเก้าดาว หากไม่เพราะการสัมผัสพลังปราณที่ไวผิดปกติ หรง ซีเหริน คงจัดให้อยู่แค่แปดดาว
แต่การก้าวจากเก้าดาวขั้นหลอมกายไปสู่ขั้นรวบรวมพลังปราณนับว่ายากเย็นนัก เขาจึงตั้งใจจะรีบจัดการมันก่อนถึงวันนั้น
เขาเกลียดการปล่อยให้เรื่องคาราคาซัง โดยทั่วไปผู้บำเพ็ญเพียรขั้นหลอมกายไม่มีทางสู้ผู้ฝึกบำเพ็ญขั้นรวบรวมพลังปราณได้ความสามารถในการสัมผัสอันตรายก่อนมันเกิดคือช่องว่างอันใหญ่หลวง
แม้ตอนที่ปะทะกัน หรง ซีเหริน จะชนะได้แต่เจ้าขี้ขลาดนั่นกลับหนีทันทีที่เขาเผยพลังทั้งหมด
หรง ซีเหรินแตะหน้าท้องตัวเอง
นี่มันอะไรกัน…รู้สึกแปลก ๆ
ก่อนจะได้คิดต่อ สายตาเขาก็เหลือบไปเห็นเงาวูบไหว
ชายหนุ่มเรือนผมดำขลับใบหน้าเย็นชา ผู้มีท่าทีราวกับผู้อาวุโสผู้เคร่งครัดต่อหน้าที่ ยืนอยู่บนต้นไม้ แม้จะเป็นเพียงศิษย์ฝ่ายใน
ชายผู้นั้นกระโดดลงมาเบื้องหน้าแต่ หรง ซีเหริน ไม่ใส่ใจก้าวเดินผ่านไปอย่างเย่อหยิ่งเขาเบื่อหน่ายพวกที่มองข้ามศักดิ์ศรีของตน
แต่ยังไม่ทันไปไกลอีกคนหนึ่งก็โผล่ออกมาจากหลังต้นไม้
ชายหนุ่มผมตั้ง ใบหน้ายิ้มแย้ม “ไง! เจ้าเองหรือที่มาเดินแถวนี้”
หรง ซีเหริน ขมวดคิ้ว “ข้ารู้จักเจ้าด้วยหรือ?”
เขากลั้นใจไม่สบถออกไป
ปกติศิษย์ฝ่ายในมักมีผู้อาวุโสหนุนหลัง แถมสองคนนี้ดูท่าจะรู้จักกันดีหากเขาเป็นแค่ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นรวบรวมพลังปราณหนึ่งดาวเช่นนี้ยังไม่ควรหาเรื่องใครเพิ่ม
“ไม่รู้จัก…แต่ชื่อเสียงเจ้าดังกระฉ่อน หลานผู้อาวุโสหรงนี่นะ”
“เราได้ยินเรื่องเจ้ากับหลิวเฟิง” อีกคนกล่าวเสียงเย็น ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้
พวกมันเริ่มล้อมเขาไว้
“ข้าไม่รู้ว่าพวกเจ้าพูดถึงเรื่องอะไร แต่ถ้านี่คือการดักทำร้ายล่ะก็…ควรหาข้อมูลให้ดีกว่านี้ ข้าคือหลานชายผู้อาวุโสฝ่ายใน ต่อให้พวกเจ้าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรขั้นรวบรวมพลังปราณสูงสุด ก็อย่าหวังจะทำอะไรง่าย ๆ”
แววตาของสองคนนั้นแฝงแววดูแคลนอย่างปิดไม่มิด
หรง ซีเหริน กัดฟันกรอด
แต่ก่อนจะเดินหนีไป ชายผมตั้งวางมือลงบนบ่าของเขา
“แนะนำตัวกันก่อน ข้าชื่อหลิวป๋อ นั่นหลิวเฮิง ส่วนที่นั่งอยู่บนกิ่งไม้นั่น หลิวเชียน”
เขาชี้ไปที่หญิงสาวผมดำประบ่า ใบหน้าราบเรียบ
นางนั่งอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไร?
หรง ซีเหริน ขมวดคิ้ว พยายามนึก
คุ้น…แต่จำไม่ได้
“ถ้ายังไม่รู้ตัว ข้าจะบอกให้ — พวกเราคือคนตระกูลหลิว ส่วนเจ้าก็เพิ่งอัดคนในตระกูลเรา”
“ข้าคือหลานผู้อาวุโสหรง!”
“รู้” หลิวเชียนพูดเสียงเบา ก่อนจะกระโดดลงมาจากต้นไม้ เบาเสียจนดูเหมือนลอยลงมากับใบไม้
“แต่คนที่เจ้าทำร้ายเป็นหลานชายของผู้อาวุโสหลิว ในตระกูลเรามีผู้สืบทอดพรสวรรค์แค่หลิวเฟิง ถ้าเกิดอะไรกับเขา แล้วพวกข้านิ่งเฉย เรื่องมันจะยุ่ง”
“เอาเข้าจริง” หลิวป๋อยักไหล่ “หากจะก่อเรื่อง สู้ก่อกับคนนอกตระกูลยังจะง่ายกว่า”
หลิวเชียนก้าวเข้ามาใกล้ ลมหายใจบางเบาเย็นเฉียบ แววตาดุดันเยือกเย็นกว่าน้ำแข็ง
“การเลือกหลิวเฟิงเป็นเหยื่อ…เจ้าทำพลาดครั้งใหญ่แล้ว”
นางสะบัดนิ้วแผ่พลังปราณออกจากปลายนิ้วอย่างหนาแน่นถึงขั้นเปล่งแสงมองเห็นได้แม้กระทั่งคนไร้พลัง
หรง ซีเหริน ตัวสั่นเล็กน้อย เหงื่อเม็ดหนึ่งไหลผ่านข้างแก้ม
นางหาใช่ศิษย์สายในธรรมดาไม่
"พูดตามตรงข้าเองก็จำอะไรเกี่ยวกับหลิวเฟิงได้ไม่มากนัก" นางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ "สิ่งเดียวที่จำได้ก็คงเป็นผมดำยาว ๆ ของเขา กับนิสัยคลั่งไคล้หญิงงามผิวผุดผ่องดั่งหยก อีกอย่างก็คือตอนที่เขาพบกับคู่หมั้นตอนเด็กพอไม่พอใจก็ออกอาละวาดใหญ่โต"
หลิวป๋อหัวเราะเบา ๆ "เรื่องนั้นมันกลายเป็นข่าวใหญ่ของปีเลยนะ"
"ต่อมาเขาก็เลิกนิสัยแบบนั้นไปเอง" หลิวเฮิงเสริม "พวกเราอย่าไปตัดสินใครจากแค่ตอนเด็กจะดีกว่า"
"ก็จริง" หลิวเฉียนเห็นด้วย "เอาเถอะ พอแค่นี้ก่อน อย่ามัวรำลึกอดีตต่อหน้าคนนอกเลย จับมันไว้"
หรง ซีเหริน พยายามดิ้นรนขัดขืนแต่ไร้ประโยชน์ ผู้ชายสองคนจับแขนเขาไว้แน่นราวกับคีบเหล็ก สามารถกระชากแขนทั้งสองข้างของเขาออกได้อย่างง่ายดาย
เขาประเมินพวกมันต่ำไปมัวแต่จับจ้องหญิงสาวลึกลับตรงหน้า โดยลืมไปว่าชายสองคนนี้ก็มีพลังบำเพ็ญเพียรสูงกว่าตน
"ปล่อยข้านะ! ข้าเป็นหลานชายผู้อาวุโสหรงนะ!" หรง ซีเหริน ร้องตะโกนลั่นพยายามสะบัดตัวหนี ทว่าอีกฝ่ายก็จับตรึงไว้อย่างง่ายดายราวกับจับสุนัขบ้าตัวหนึ่งเอาไว้
ขณะเดียวกันฝ่ามือของหญิงสาวก็ขยับอย่างรวดเร็วปะทะเข้าที่หน้าท้องเขา ความรู้สึกร้อนวาบปะทุขึ้นในชั่วพริบตา
"อ๊ากกก!" หรง ซีเหริน ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดร่างทรุดลงกับพื้น
พลังปราณแปลกปลอมแผ่ซ่านเข้าสู่จุดตันเถียนและรากวิญญาณของเขาอย่างรวดเร็ว
จิตใจเขาพลันแตกตื่นอย่างถึงที่สุด รู้ได้ทันทีว่าสถานการณ์เลวร้ายเพียงใด
น้ำตาที่ไม่ไหลมาเนิ่นนานพลันเอ่อล้นขึ้นมา
"ได้โปรด! อย่าทำลายพลังบำเพ็ญเพียรของข้า! ได้โปรด…ข้ายอมแล้ว!"
แต่เสียงวิงวอนนั้นหาได้มีใครใส่ใจ
สามคนจากตระกูลหลิวยังคงสนทนากันเอง
"พอจัดการหมอนี่เสร็จ สำนักจะไม่ส่งคนใหม่มาอีกหรือ?" หลิวป๋อเอ่ยถาม
"ก็เพราะงั้น เจ้าเลยควรไปพบญาติฝั่งโน้นก่อนจะกลับตระกูลพร้อมของสิ่งนั้น" หลิวเชียนว่าขึ้น
"อีกอย่าง ข้ากับหลิวเชียนก็ต้องระวังตัวเหมือนกัน ผู้อาวุโสหรงไม่มีทางปล่อยเรื่องนี้ง่าย ๆ โดยเฉพาะตอนที่หลิวเชียนใกล้ทะลวงขั้นใหม่แล้ว" หลิวเฮิงพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
บทสนทนาของพวกเขาดำเนินต่อไปโดยไม่สนใจความเจ็บปวดสิ้นหวังของ หรง ซีเหริน แม้แต่น้อย
ผู้เคยเหยียบย่ำทำลายพลังบำเพ็ญเพียรผู้อื่นมานักต่อนัก บัดนี้กลับต้องมาตกอยู่ในสภาพเดียวกับเหยื่อเหล่านั้น
พวกที่กำลังทำลายพลังของเขาก็ทำด้วยท่าทีไม่ใส่ใจนัก ราวกับสิ่งที่กำลังทำเป็นแค่เรื่องธรรมดา
"ข้าเจ็บ…" เขาพึมพำน้ำตาไหลอาบแก้มพลางนอนกุมหน้าท้องของตนเอง
พลังปราณแปลกปลอมทะลวงเข้าสู่ตันเถียนแล้วระเบิดออก
ทั้งหมดเป็นผลจากเรื่องบาดหมางเล็กน้อยเรื่องหนึ่ง
ความผิดพลาดเพียงเสี้ยวเดียว ทำลายสิ้นทุกสิ่งที่สร้างสมมาทั้งชีวิต
รากวิญญาณของเขาบิดเบี้ยวแปรเปลี่ยนอย่างไร้หนทางเยียวยา
สำหรับเขาแล้ว วันนี้คือวันที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต
แต่สำหรับผู้อื่นกลับเป็นเพียงอีกวันธรรมดาในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรอันโหดร้าย…