- หน้าแรก
- เซียนเนิร์ดทะลุมิติ
- [เซียนเนิร์ด]_บทที่31_จดหมายจากเงามืด
[เซียนเนิร์ด]_บทที่31_จดหมายจากเงามืด
[เซียนเนิร์ด]_บทที่31_จดหมายจากเงามืด
บทที่ 31 – จดหมายจากเงามืด
ฉันวิ่งฝ่าดงไม้หนาทึบไปอย่างรวดเร็ว สายตาจับจ้องไปยังหอคัมภีร์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกล ๆ โดยมีแสงจันทร์เต็มดวงคอยส่องนำทางตลอดเส้นทางเบื้องหน้า
ทันทีที่มาถึงลานหน้าหอคัมภีร์ ฉันหยุดยืนสูดลมหายใจลึก ๆ พร้อมกวาดตามองไปรอบด้านเพื่อสำรวจว่ามีใครซ่อนตัวรอซุ่มโจมตีอยู่หรือไม่
เมื่อไม่พบวี่แววผู้ใดความตึงเครียดที่กดทับบนบ่าเหมือนถูกคลายลง ฉันจึงสาวเท้าเข้าไปในหอคัมภีร์
ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราและชายชราคนกวาดลานเจ้าประจำยังคงอยู่ที่เดิม ทั้งสองกำลังกระซิบสนทนากัน
เบา ๆ
ปกติแล้วฉันพอจะฟังการสนทนาเบา ๆ ได้บ้างแต่ครั้งนี้เสียงสนทนาของพวกเขากลับเลือนหายไปจากโสตประสาทของฉันราวกับต้องมนตร์
หรือว่าจะเป็นผลจากค่ายกลบางอย่างกันนะ?
ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราหันมาทางฉัน พลางถอดแว่นออกมาทำความสะอาดเลนส์ช้า ๆ
"เจ้าปลอดภัยที่นี่แต่จำไว้ให้ดี ผู้อาวุโสมิอาจก้าวก่ายเรื่องทะเลาะวิวาทระหว่างศิษย์ได้"
ปกติแล้วชายชราคนกวาดลานผู้นี้คงจะบ่นให้ฉันรีบกลับเสียทีเพราะหอคัมภีร์ใกล้ปิดแล้ว แต่คราวนี้เขากลับเงียบงัน ดวงตาจับจ้องมาที่ฉันอยู่นานจนกระทั่งรอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าเหี่ยวย่นนั้น
"เป็นเช่นไรบ้าง? สนุกกับการทดสอบวิชากับศัตรูที่เหนือกว่าหรือไม่?"
"ท่านคิดว่าข้าเป็นคนเช่นไรกันเล่า? ตาเฒ่า" ฉันโต้กลับทันที
ที่ฉันออกไปสู้ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่าการท้าทายฉันนั้นต้องแลกมาด้วยอะไรบ้าง คิดดูเอาเถอะ ใครโดนสั่งสอนขนาดนี้ ยังจะกล้าหาเรื่องอีกหรือ? แม้แต่ในโลกเซียนแบบนี้ พวกนักเลงก็ยังกลัวคนที่เอาจริงเป็นเหมือนกัน
แต่หมอนั่นกลับเป็นพวกดื้อรั้นถือทิฐิ แถมยังเจ้าคิดเจ้าแค้นอีกต่างหาก
"แน่นอนอยู่แล้ว เจ้าน่ะมันคนบ้าคลั่งที่กล้าเอาชีวิตไปแลกแค่เพื่อพัฒนาวิชาให้แกร่งขึ้น" ชายชราคนกวาดลานเอ่ย พลางมองฉันราวกับตัวประหลาด
"ข้าจะทำอะไรบ้า ๆ แบบนั้นไปเพื่ออะไรเล่า?"
"ใครจะไปรู้ข้าจะเข้าใจความคิดพวกบ้าที่เร่งการฝึกพลังได้อย่างไร" เขาหัวเราะเบา ๆ
เขามองฉันเช่นนี้มาตลอดงั้นหรือ?
ฉันเอามือนวดขมับพยายามข่มความหงุดหงิดไม่ให้เถียงกลับ "แล้วทำไมสำนักถึงไม่จัดการเรื่องแบบนี้เสียที?" ฉันยกแขนที่มีรอยฟกช้ำให้ดู
"เว้นเสียแต่จะมีผู้ตาย สำนักจะถือเป็นเพียงการประลองแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างศิษย์รุ่นพี่กับศิษย์รุ่นน้องเท่านั้น" ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราตอบอย่างเรียบเฉย
"พูดให้ตรงกว่านี้ก็คือ สำนักเห็น 'เหตุผล' สำคัญกว่า 'ความถูกต้อง' นั่นแหละ" ชายชราคนกวาดลานกล่าวเสริม "ลองคิดดู หากต้องเลือกระหว่างศิษย์ชั้นนอกที่ฝีมือธรรมดา ๆ กับศิษย์ชั้นในที่เป็นสายตรงของผู้อาวุโส สำนักจะยอมเสียใคร?"
"เพราะปล่อยให้ผู้แข็งแกร่งกดขี่ผู้ที่อ่อนแอไปเรื่อย ๆ สุดท้ายก็เกิดยุคที่พลังฝ่ายอธรรมแผ่ขยายอยู่ดี" ฉันพูดออกมาตรง ๆ
มันคือสามัญสำนึกธรรมดาที่โลกไหนก็ตามหากคนถืออำนาจเหิมเกริม สุดท้ายมันก็จะจบด้วยไฟที่ลุกโชนไปทั่ว
ถึงยุคก่อนฉันจะไม่ค่อยเห็นประชาธิปไตยแล้วในโลกเดิม เพราะเหตุผลแบบนี้ไม่ใช่หรือ?
ชายชราคนกวาดลานทำหน้าสงสัย ก่อนสายตาเขาก็สว่างวาบขึ้นเหมือนปริศนาบางอย่างกระจ่างออกมาในใจ
แท้จริงแล้วที่นี่ไม่ได้ยึดถือแค่ 'อำนาจทางการเมือง' แต่อำนาจที่แท้จริงคือ 'พลัง' ต่างหาก
ต่อให้ศิษย์ชั้นนอกรวมตัวก่อกบฏ ก็ใช้แค่ผู้อาวุโสขั้นสร้างแก่นแท้ไม่กี่คนมาต่อกรกับศิษย์ชั้นนอกที่ก่อกบฏ ก็สยบได้หมดหรือถ้าผู้อาวุโสขั้นสร้างแก่นแท้เกิดห้ำหั่นกัน สำนักใหญ่ก็ยังมีจ้าวสำนักและผู้อาวุโสขั้นกำเนิดจิตวิญญาณคอยปราบอยู่ดี
"ถ้าเจ้าเก่งกว่านี้ สำนักอาจยอมทำข้อยกเว้นให้ แต่ถ้าเจ้าเก่งจริง เจ้าคงเป็นศิษย์ชั้นในหรือไม่ก็ศิษย์เอกของผู้อาวุโสไปแล้ว เรื่องแบบนี้มันไม่มีวันเกิดขึ้นหรอก" ชายชราคนกวาดลานอธิบายเรียบ ๆ
พูดง่าย ๆ มันก็เหมือนเรื่องชู้สาวในที่ทำงานผู้จัดการคบกับเลขาแต่พอเรื่องแดงเลขานั่นแหละที่โดนไล่ออกเพราะหาคนใหม่ง่ายกว่า
"สรุปก็คือ ข้าติดกับอยู่ดี" ฉันพึมพำออกมาอย่างสงบ
ทางรอดเดียวในตอนนี้ก็คือ ต้องเร่งฝึกจนเข้าสู่ขั้นรวบรวมพลังปราณให้เร็วที่สุด แต่ก็รู้ดีว่าแค่ไม่กี่วันไม่มีทางไปถึงขั้นนั้นได้
"ไม่ถึงกับหมดหนทาง" ชายชราคนกวาดลานกระตุกยิ้มบาง ๆ "เจ้า... มีญาติอยู่ในสำนักบ้างไหม?"
"มีสิ" ฉันลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท
"แล้วเจ้าสนิทกับพวกเขาหรือไม่?" ชายชราคนกวาดลานถามต่อ คล้ายกับรู้อยู่แล้วว่าญาติเหล่านั้นคงมีฐานะสูงกว่าฉัน
เขาไม่ได้ระบุว่าญาติคนนั้นอยู่ในชั้นในหรือชั้นนอก ราวกับเข้าใจสถานการณ์ของฉันอยู่ก่อนแล้ว
แม้ฉันจะเริ่มสงสัย แต่ก็เลือกจะเชื่อใจชายชราคนนี้ต่อ
"ไม่ค่อยสนิทนัก พวกเขาอยู่คนละรุ่นกับข้า" ฉันตอบ พลางโทษหลิวเฟิงเจ้าของร่างเดิมในใจ ว่าทำไมถึงไม่รู้จักรักษาน้ำใจญาติบ้าง
ชายชราคนกวาดลานถอนหายใจ "งั้นก็ลองเขียนจดหมายอ่อนน้อมไปหาเขาดู บางทีพวกเขาอาจช่วยเจ้าได้"
"พวกเขาจะยอมขัดขวางศิษย์ชั้นในที่เป็นคนของผู้อาวุโสงั้นหรือ?"
"ก็ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาเห็นเกียรติของตนสำคัญกว่าผลที่จะตามมาหรือไม่"
แต่ปัญหามันอยู่ตรงนี้ต่างหาก "แล้วมันช่วยอะไรได้กับสถานการณ์ของข้าในตอนนี้?"
ชายชราคนกวาดลานลูบหน้าผากตนเอง พลางถอนใจ "เจ้ารู้ความเคลื่อนไหวเบื้องหลังในสำนัก กับแผนการของตระกูลตนเองเพียงใดกัน?"
"ข้าน่ะแทบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของสำนักและญาติที่เป็นศิษย์ฝ่ายใน" ฉันยอมรับ
เพราะการเสแสร้งทำเป็นเข้าใจทั้งที่ไม่รู้เรื่องอะไร มันเคยทำให้ฉันพังมาแล้วในโลกก่อน
"ถ้าอย่างนั้นลองคิดดู หากเจ้าโดนรังแกเช่นนี้แต่คนของตระกูลหลิวไม่ออกหน้า มันจะหมายความว่าอย่างไร?" ชายชราคนกวาดลานทำหน้าราวกับกำลังอธิบายเด็กน้อย
"มันจะสื่อว่าคนจากตระกูลหลิว เป็นพวกที่ใคร ๆ ก็เล่นงานได้ตามอำเภอใจโดยไม่มีผลอะไรตามมา"
"มันจะกลายเป็นภาพลักษณ์ที่แย่เพราะมันจะยิ่งส่งเสริมให้คนกล้าแหย่กล้าลองดีหนึ่งคนพอทนแต่
ถ้าเป็นสิบ เป็นร้อย เรื่องใหญ่แน่"
เขาอาจจะพูดให้ง่าย ๆ ว่า ในโลกนี้พวกผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรให้ความสำคัญกับ 'ศักดิ์ศรี' ยิ่งกว่าชีวิตเสียอีก
แม้มันจะขัดกับวิธีคิดของฉัน แต่ก็พอเข้าใจแก่นสารได้อยู่
ในโลกที่การรักษาหน้าตาทางการเมืองสำคัญเหนือทุกสิ่ง คงหนีไม่พ้นว่าทุกเรื่องต้องลงเอยด้วยการแก้แค้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าไปเรื่อย ๆ
ทางที่ดีกว่าน่าจะเป็นการขอโทษกันเสียแต่แรกแล้วจบเรื่อง แต่เฮ้อ... นี่มันโลกเซียน
ข้าจะไปเข้าใจอะไรมากในเมื่อพวกเขาอยู่กับวิถีเช่นนี้มาตลอด มันอาจจะเป็นทางที่เหมาะสมสำหรับพวกเขาก็ได้
"แล้วจดหมายนั่นจะส่งถึงศิษย์ชั้นในได้อย่างไร?" ฉันเอ่ยถาม ขณะที่ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราส่งพู่กันและแผ่นกระดาษบาง ๆ ให้
“เจ้าจะยังเซ้าซี้ถามเรื่องไร้สาระเช่นนั้นอีกทำไม?” ชายชราคนกวาดลานกระตุกคิ้วขึ้นด้วยท่าทีคล้ายระแวง
ฉันสะบัดไล่ความอยากรู้อยากเห็นอันไม่จำเป็นทิ้งไป ก่อนจะตั้งใจเขียนจดหมายด้วยความจริงใจ แน่ใจว่าทุกถ้อยคำสุภาพอย่างถึงที่สุด อธิบายเรื่องราวที่ทำให้ต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้อย่างละเอียด
“มีโอกาสที่จดหมายจะถูกสกัดก่อนจะส่งถึงญาติของข้าหรือไม่?” ฉันเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวล
“ถ้าเจ้าห่วงเรื่องของรางวัลล่ะก็ ญาติพี่น้องของเจ้าอาจไม่ใช่เรื่องที่ควรกังวลที่สุดหรอก” ชายชราคนกวาดลานยิ้มแค่นเสียง ก่อนจะพยักพเยิดไปทางผู้อาวุโสผู้ดูแลตำรา “ชายคนนี้มีเส้นสายในสำนักในและเขายินดีจะส่งสารของเจ้าให้”
สีหน้าฉันคงแสดงความงุนงงออกไป จนชายชราคนกวาดลานต้องเอ่ยอธิบาย
“ข้าแค่เสนอเรื่องบางอย่างที่ตรงกับผลประโยชน์ของเขาเท่านั้น”
นั่นมันก็การโน้มน้าวใจแบบมีชั้นเชิงไม่ใช่หรือไง?
ฉันพยักหน้าอย่างยอมรับไม่พูดอะไรอีกจนกระทั่งเขียนจดหมายเสร็จเรียบร้อย ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราใช้มือพับจดหมายเป็นรูปพับกระดาษรูปร่างคล้ายปักษา[1] ก่อนจะเป่าลมหายใจใส่
ทันใดนั้นปีกของมันก็สั่นไหวก่อนจะกระพือแล้วพุ่งออกจากประตูหอคัมภีร์ราวกระสุน มุ่งหน้าสู่ยอดเขาด้านในที่สำนักในตั้งอยู่
ฉันกะพริบตามองตามไปอย่างไม่แน่ใจว่าตัวเองตาฝาดหรือเปล่า แต่สุดท้ายก็เลือกจะเงียบแล้วจ้องมองไปที่ทางเข้ารอคอยให้ศิษย์สำนักในผู้หนึ่งปรากฏตัว
เวลาผ่านไปหลายนาทีแต่ก็ไร้วี่แววของศิษย์สำนักในใด ๆ ในที่สุดฉันก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบ
“มีใครช่วยอธิบายได้ไหมว่าเมื่อครู่มันเกิดอะไรขึ้น?”
“ถ้าเจ้าอธิบายได้ว่าทำไมถึงแอบออกนอกสำนักล่ะก็” ชายชราคนกวาดลานพูดพลางยักไหล่
เขาชัดเจนว่าพูดหยอก แต่ว่าฉันก็ไม่ได้เห็นเหตุผลอะไรที่จะต้องปิดบังเรื่องนี้
“ข้าไปซื้อเต่า...” ฉันพึมพำออกไป พลางรู้สึกถึงความไร้สาระของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เรื่องทั้งหมดนี่...มันเริ่มต้นเพราะฉันอยากได้เต่าตัวเดียวจริงๆ สินะ บัดซบ
“เฮ้อ...” ชายชราคนกวาดลานดูเหมือนจะสะอึกขึ้นมาเขาเหลือบมองไปรอบ ๆ อย่างกระวนกระวาย ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราเองก็จ้องเขม็งไปยังชายชราอย่างไม่พอใจ
อะไรกันอีกล่ะเนี่ย?
ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราถอนหายใจ ถอดแว่นออกเช็ดเลนส์ สายตาเขาอ่อนลงเล็กน้อยแฝงความรู้สึกผิดขณะมองมาที่ฉัน
“เจ้าถูกดึงเข้าไปพัวพันกับเรื่องไม่พึงประสงค์เข้าแล้ว”
เขาถอนหายใจอีกครั้งก่อนจะส่งสายตาไม่พอใจไปยังชายชราคนกวาดลานอีกหน จนอีกฝ่ายถึงกับหลบตา จากนั้นก็จัดแว่นคืนตำแหน่งแล้วมองฉัน
“ครั้งนี้ข้าจะละเว้นข้อห้ามให้เป็นกรณีพิเศษ พรุ่งนี้ข้าจะขึ้นประกาศรับศิษย์ช่วยงานที่หอคัมภีร์ในศาลารับภารกิจ รายได้ปีละศิลาวิญญาณเพียงก้อนเดียวเท่านั้น แต่เมื่อลองสมัครดูก็จะพบว่ามีคนรับตำแหน่งไปแล้วและคน ๆ นั้นก็คือเจ้า ข้อดีเพียงอย่างเดียวของตำแหน่งนี้คือ...เจ้าสามารถพักค้างคืนที่หอคัมภีร์ได้”
ฉันจับใจความแฝงได้ทันที แต่ก็นึกไม่ค่อยออกอยู่ดีจนต้องถามย้ำ
“ท่านจะให้ข้าพักที่นี่...คืนนี้อย่างนั้นหรือ?”
นี่มันหมายความว่าฉันจะได้หลบภัยในหอคัมภีร์ จนกว่าเรื่องทั้งหมดจะซาไปสักพัก ถึงฉันจะไม่แน่ใจว่าตัวเองหูฝาดหรือเปล่าเพราะปกติแล้วผู้อาวุโสผู้นี้มักจะวางตัวเป็นกลางเสมอ ต่อให้บางครั้งจะทำเป็นไม่เห็นสิ่งที่ควรลงโทษก็ตาม
แต่นี่...มันชัดเจนว่าเอียงข้าง
“ใช่” ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราพยักหน้า “เจ้าไปพัวพันกับเรื่องที่ไม่ควรเข้าโดยไม่ตั้งใจ ดูเหมือนช่วงนี้สำนักในจะมีการปล่อยตัวบุตรหลานของผู้อาวุโสออกมาเดินเพ่นพ่าน ทำให้เกิดการจับตาดูจากฝ่ายตรงข้ามและเจ้าก็เป็นเพียงลูกหลงในเกมอำนาจนั้น”
ในภาพรวมของเรื่องทั้งหมด ฉันเป็นแค่เศษเสี้ยวที่ลอยเคว้งอยู่ข้างกระดานหมากของพวกเขาเสียด้วยซ้ำ ไม่ได้มีค่าพอจะเป็นหมากตัวใดเลย
แค่เพราะฉันอยากซื้อเต่าตัวเดียว ฉันก็เริ่มสงสัยแล้วว่าการได้พบเคล็ดวิชาเกราะกระดองเต่าทองคำป้องกันกายนั้นเป็นโชคดีหรือหายนะกันแน่
อย่างไรก็ตามแม้จะเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น แต่การได้วิชาเกราะกระดองเต่าทองคำมาก็ถือว่าเป็นลาภอันประเสริฐและการมีเจ้าเร็วไวอยู่ข้างกายก็นับว่าเป็นโชคดี
ถึงกระนั้นสถานการณ์ก็ร้ายแรงจนชายชราคนกวาดลานยังไม่กล้าแขวะถึงความลำเอียงของผู้อาวุโสผู้ดูแลตำรา
แปลกที่ช่วงนี้ ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำรากลับดูเหมือนไม่พอใจชายชราคนกวาดลาน
เกิดเรื่องอะไรขึ้นระหว่างสองคนนี้กัน? ปกติพวกเขาก็ถือว่าสนิทสนมกันดีอยู่
ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราหันมาทางฉัน ก่อนจะยื่นยันต์สีเขียวหมึกเขียนให้
“รับไป ใช้รักษาบาดแผล จะอยู่ได้ราวหนึ่งสัปดาห์ พกติดตัวไว้ตลอดล่ะ”
ฉันรับยันต์มา พลิกดูไปมา ก่อนจะวางทาบลงบนแขน
“นี่มันอักขระระดับจารึกนี่ ข้าไม่รู้ว่ามีคนใช้ยันต์รักษาด้วย” ฉันว่า
ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราพยักหน้า “ปกติจะไม่ค่อยใช้กันหรอก แต่พวกผู้วางอักขระนั้นพลิกแพลงได้เก่ง บางคนถึงกับเชี่ยวชาญในการวางค่ายาฟื้นฟูขนาดใหญ่ในหอรักษาเลยทีเดียว”