เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

[เซียนเนิร์ด]_บทที่31_จดหมายจากเงามืด

[เซียนเนิร์ด]_บทที่31_จดหมายจากเงามืด

[เซียนเนิร์ด]_บทที่31_จดหมายจากเงามืด


บทที่ 31 – จดหมายจากเงามืด

ฉันวิ่งฝ่าดงไม้หนาทึบไปอย่างรวดเร็ว สายตาจับจ้องไปยังหอคัมภีร์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกล ๆ โดยมีแสงจันทร์เต็มดวงคอยส่องนำทางตลอดเส้นทางเบื้องหน้า

ทันทีที่มาถึงลานหน้าหอคัมภีร์ ฉันหยุดยืนสูดลมหายใจลึก ๆ พร้อมกวาดตามองไปรอบด้านเพื่อสำรวจว่ามีใครซ่อนตัวรอซุ่มโจมตีอยู่หรือไม่

เมื่อไม่พบวี่แววผู้ใดความตึงเครียดที่กดทับบนบ่าเหมือนถูกคลายลง ฉันจึงสาวเท้าเข้าไปในหอคัมภีร์

ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราและชายชราคนกวาดลานเจ้าประจำยังคงอยู่ที่เดิม ทั้งสองกำลังกระซิบสนทนากัน

เบา ๆ

ปกติแล้วฉันพอจะฟังการสนทนาเบา ๆ ได้บ้างแต่ครั้งนี้เสียงสนทนาของพวกเขากลับเลือนหายไปจากโสตประสาทของฉันราวกับต้องมนตร์

หรือว่าจะเป็นผลจากค่ายกลบางอย่างกันนะ?

ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราหันมาทางฉัน พลางถอดแว่นออกมาทำความสะอาดเลนส์ช้า ๆ

"เจ้าปลอดภัยที่นี่แต่จำไว้ให้ดี ผู้อาวุโสมิอาจก้าวก่ายเรื่องทะเลาะวิวาทระหว่างศิษย์ได้"

ปกติแล้วชายชราคนกวาดลานผู้นี้คงจะบ่นให้ฉันรีบกลับเสียทีเพราะหอคัมภีร์ใกล้ปิดแล้ว แต่คราวนี้เขากลับเงียบงัน ดวงตาจับจ้องมาที่ฉันอยู่นานจนกระทั่งรอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าเหี่ยวย่นนั้น

"เป็นเช่นไรบ้าง? สนุกกับการทดสอบวิชากับศัตรูที่เหนือกว่าหรือไม่?"

"ท่านคิดว่าข้าเป็นคนเช่นไรกันเล่า? ตาเฒ่า" ฉันโต้กลับทันที

ที่ฉันออกไปสู้ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่าการท้าทายฉันนั้นต้องแลกมาด้วยอะไรบ้าง คิดดูเอาเถอะ ใครโดนสั่งสอนขนาดนี้ ยังจะกล้าหาเรื่องอีกหรือ? แม้แต่ในโลกเซียนแบบนี้ พวกนักเลงก็ยังกลัวคนที่เอาจริงเป็นเหมือนกัน

แต่หมอนั่นกลับเป็นพวกดื้อรั้นถือทิฐิ แถมยังเจ้าคิดเจ้าแค้นอีกต่างหาก

"แน่นอนอยู่แล้ว เจ้าน่ะมันคนบ้าคลั่งที่กล้าเอาชีวิตไปแลกแค่เพื่อพัฒนาวิชาให้แกร่งขึ้น" ชายชราคนกวาดลานเอ่ย พลางมองฉันราวกับตัวประหลาด

"ข้าจะทำอะไรบ้า ๆ แบบนั้นไปเพื่ออะไรเล่า?"

"ใครจะไปรู้ข้าจะเข้าใจความคิดพวกบ้าที่เร่งการฝึกพลังได้อย่างไร" เขาหัวเราะเบา ๆ

เขามองฉันเช่นนี้มาตลอดงั้นหรือ?

ฉันเอามือนวดขมับพยายามข่มความหงุดหงิดไม่ให้เถียงกลับ "แล้วทำไมสำนักถึงไม่จัดการเรื่องแบบนี้เสียที?" ฉันยกแขนที่มีรอยฟกช้ำให้ดู

"เว้นเสียแต่จะมีผู้ตาย สำนักจะถือเป็นเพียงการประลองแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างศิษย์รุ่นพี่กับศิษย์รุ่นน้องเท่านั้น" ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราตอบอย่างเรียบเฉย

"พูดให้ตรงกว่านี้ก็คือ สำนักเห็น 'เหตุผล' สำคัญกว่า 'ความถูกต้อง' นั่นแหละ" ชายชราคนกวาดลานกล่าวเสริม "ลองคิดดู หากต้องเลือกระหว่างศิษย์ชั้นนอกที่ฝีมือธรรมดา ๆ กับศิษย์ชั้นในที่เป็นสายตรงของผู้อาวุโส สำนักจะยอมเสียใคร?"

"เพราะปล่อยให้ผู้แข็งแกร่งกดขี่ผู้ที่อ่อนแอไปเรื่อย ๆ สุดท้ายก็เกิดยุคที่พลังฝ่ายอธรรมแผ่ขยายอยู่ดี" ฉันพูดออกมาตรง ๆ

มันคือสามัญสำนึกธรรมดาที่โลกไหนก็ตามหากคนถืออำนาจเหิมเกริม สุดท้ายมันก็จะจบด้วยไฟที่ลุกโชนไปทั่ว

ถึงยุคก่อนฉันจะไม่ค่อยเห็นประชาธิปไตยแล้วในโลกเดิม เพราะเหตุผลแบบนี้ไม่ใช่หรือ?

ชายชราคนกวาดลานทำหน้าสงสัย ก่อนสายตาเขาก็สว่างวาบขึ้นเหมือนปริศนาบางอย่างกระจ่างออกมาในใจ

แท้จริงแล้วที่นี่ไม่ได้ยึดถือแค่ 'อำนาจทางการเมือง' แต่อำนาจที่แท้จริงคือ 'พลัง' ต่างหาก

ต่อให้ศิษย์ชั้นนอกรวมตัวก่อกบฏ ก็ใช้แค่ผู้อาวุโสขั้นสร้างแก่นแท้ไม่กี่คนมาต่อกรกับศิษย์ชั้นนอกที่ก่อกบฏ ก็สยบได้หมดหรือถ้าผู้อาวุโสขั้นสร้างแก่นแท้เกิดห้ำหั่นกัน สำนักใหญ่ก็ยังมีจ้าวสำนักและผู้อาวุโสขั้นกำเนิดจิตวิญญาณคอยปราบอยู่ดี

"ถ้าเจ้าเก่งกว่านี้ สำนักอาจยอมทำข้อยกเว้นให้ แต่ถ้าเจ้าเก่งจริง เจ้าคงเป็นศิษย์ชั้นในหรือไม่ก็ศิษย์เอกของผู้อาวุโสไปแล้ว เรื่องแบบนี้มันไม่มีวันเกิดขึ้นหรอก" ชายชราคนกวาดลานอธิบายเรียบ ๆ

พูดง่าย ๆ มันก็เหมือนเรื่องชู้สาวในที่ทำงานผู้จัดการคบกับเลขาแต่พอเรื่องแดงเลขานั่นแหละที่โดนไล่ออกเพราะหาคนใหม่ง่ายกว่า

"สรุปก็คือ ข้าติดกับอยู่ดี" ฉันพึมพำออกมาอย่างสงบ

ทางรอดเดียวในตอนนี้ก็คือ ต้องเร่งฝึกจนเข้าสู่ขั้นรวบรวมพลังปราณให้เร็วที่สุด แต่ก็รู้ดีว่าแค่ไม่กี่วันไม่มีทางไปถึงขั้นนั้นได้

"ไม่ถึงกับหมดหนทาง" ชายชราคนกวาดลานกระตุกยิ้มบาง ๆ "เจ้า... มีญาติอยู่ในสำนักบ้างไหม?"

"มีสิ" ฉันลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท

"แล้วเจ้าสนิทกับพวกเขาหรือไม่?" ชายชราคนกวาดลานถามต่อ คล้ายกับรู้อยู่แล้วว่าญาติเหล่านั้นคงมีฐานะสูงกว่าฉัน

เขาไม่ได้ระบุว่าญาติคนนั้นอยู่ในชั้นในหรือชั้นนอก ราวกับเข้าใจสถานการณ์ของฉันอยู่ก่อนแล้ว

แม้ฉันจะเริ่มสงสัย แต่ก็เลือกจะเชื่อใจชายชราคนนี้ต่อ

"ไม่ค่อยสนิทนัก พวกเขาอยู่คนละรุ่นกับข้า" ฉันตอบ พลางโทษหลิวเฟิงเจ้าของร่างเดิมในใจ ว่าทำไมถึงไม่รู้จักรักษาน้ำใจญาติบ้าง

ชายชราคนกวาดลานถอนหายใจ "งั้นก็ลองเขียนจดหมายอ่อนน้อมไปหาเขาดู บางทีพวกเขาอาจช่วยเจ้าได้"

"พวกเขาจะยอมขัดขวางศิษย์ชั้นในที่เป็นคนของผู้อาวุโสงั้นหรือ?"

"ก็ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาเห็นเกียรติของตนสำคัญกว่าผลที่จะตามมาหรือไม่"

แต่ปัญหามันอยู่ตรงนี้ต่างหาก "แล้วมันช่วยอะไรได้กับสถานการณ์ของข้าในตอนนี้?"

ชายชราคนกวาดลานลูบหน้าผากตนเอง พลางถอนใจ "เจ้ารู้ความเคลื่อนไหวเบื้องหลังในสำนัก กับแผนการของตระกูลตนเองเพียงใดกัน?"

"ข้าน่ะแทบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของสำนักและญาติที่เป็นศิษย์ฝ่ายใน" ฉันยอมรับ

เพราะการเสแสร้งทำเป็นเข้าใจทั้งที่ไม่รู้เรื่องอะไร มันเคยทำให้ฉันพังมาแล้วในโลกก่อน

"ถ้าอย่างนั้นลองคิดดู หากเจ้าโดนรังแกเช่นนี้แต่คนของตระกูลหลิวไม่ออกหน้า มันจะหมายความว่าอย่างไร?" ชายชราคนกวาดลานทำหน้าราวกับกำลังอธิบายเด็กน้อย

"มันจะสื่อว่าคนจากตระกูลหลิว เป็นพวกที่ใคร ๆ ก็เล่นงานได้ตามอำเภอใจโดยไม่มีผลอะไรตามมา"

"มันจะกลายเป็นภาพลักษณ์ที่แย่เพราะมันจะยิ่งส่งเสริมให้คนกล้าแหย่กล้าลองดีหนึ่งคนพอทนแต่

ถ้าเป็นสิบ เป็นร้อย เรื่องใหญ่แน่"

เขาอาจจะพูดให้ง่าย ๆ ว่า ในโลกนี้พวกผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรให้ความสำคัญกับ 'ศักดิ์ศรี' ยิ่งกว่าชีวิตเสียอีก

แม้มันจะขัดกับวิธีคิดของฉัน แต่ก็พอเข้าใจแก่นสารได้อยู่

ในโลกที่การรักษาหน้าตาทางการเมืองสำคัญเหนือทุกสิ่ง คงหนีไม่พ้นว่าทุกเรื่องต้องลงเอยด้วยการแก้แค้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าไปเรื่อย ๆ

ทางที่ดีกว่าน่าจะเป็นการขอโทษกันเสียแต่แรกแล้วจบเรื่อง แต่เฮ้อ... นี่มันโลกเซียน

ข้าจะไปเข้าใจอะไรมากในเมื่อพวกเขาอยู่กับวิถีเช่นนี้มาตลอด มันอาจจะเป็นทางที่เหมาะสมสำหรับพวกเขาก็ได้

"แล้วจดหมายนั่นจะส่งถึงศิษย์ชั้นในได้อย่างไร?" ฉันเอ่ยถาม ขณะที่ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราส่งพู่กันและแผ่นกระดาษบาง ๆ ให้

“เจ้าจะยังเซ้าซี้ถามเรื่องไร้สาระเช่นนั้นอีกทำไม?” ชายชราคนกวาดลานกระตุกคิ้วขึ้นด้วยท่าทีคล้ายระแวง

ฉันสะบัดไล่ความอยากรู้อยากเห็นอันไม่จำเป็นทิ้งไป ก่อนจะตั้งใจเขียนจดหมายด้วยความจริงใจ แน่ใจว่าทุกถ้อยคำสุภาพอย่างถึงที่สุด อธิบายเรื่องราวที่ทำให้ต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้อย่างละเอียด

“มีโอกาสที่จดหมายจะถูกสกัดก่อนจะส่งถึงญาติของข้าหรือไม่?” ฉันเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวล

“ถ้าเจ้าห่วงเรื่องของรางวัลล่ะก็ ญาติพี่น้องของเจ้าอาจไม่ใช่เรื่องที่ควรกังวลที่สุดหรอก” ชายชราคนกวาดลานยิ้มแค่นเสียง ก่อนจะพยักพเยิดไปทางผู้อาวุโสผู้ดูแลตำรา “ชายคนนี้มีเส้นสายในสำนักในและเขายินดีจะส่งสารของเจ้าให้”

สีหน้าฉันคงแสดงความงุนงงออกไป จนชายชราคนกวาดลานต้องเอ่ยอธิบาย

“ข้าแค่เสนอเรื่องบางอย่างที่ตรงกับผลประโยชน์ของเขาเท่านั้น”

นั่นมันก็การโน้มน้าวใจแบบมีชั้นเชิงไม่ใช่หรือไง?

ฉันพยักหน้าอย่างยอมรับไม่พูดอะไรอีกจนกระทั่งเขียนจดหมายเสร็จเรียบร้อย ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราใช้มือพับจดหมายเป็นรูปพับกระดาษรูปร่างคล้ายปักษา[1] ก่อนจะเป่าลมหายใจใส่

ทันใดนั้นปีกของมันก็สั่นไหวก่อนจะกระพือแล้วพุ่งออกจากประตูหอคัมภีร์ราวกระสุน มุ่งหน้าสู่ยอดเขาด้านในที่สำนักในตั้งอยู่

ฉันกะพริบตามองตามไปอย่างไม่แน่ใจว่าตัวเองตาฝาดหรือเปล่า แต่สุดท้ายก็เลือกจะเงียบแล้วจ้องมองไปที่ทางเข้ารอคอยให้ศิษย์สำนักในผู้หนึ่งปรากฏตัว

เวลาผ่านไปหลายนาทีแต่ก็ไร้วี่แววของศิษย์สำนักในใด ๆ ในที่สุดฉันก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบ

“มีใครช่วยอธิบายได้ไหมว่าเมื่อครู่มันเกิดอะไรขึ้น?”

“ถ้าเจ้าอธิบายได้ว่าทำไมถึงแอบออกนอกสำนักล่ะก็” ชายชราคนกวาดลานพูดพลางยักไหล่

เขาชัดเจนว่าพูดหยอก แต่ว่าฉันก็ไม่ได้เห็นเหตุผลอะไรที่จะต้องปิดบังเรื่องนี้

“ข้าไปซื้อเต่า...” ฉันพึมพำออกไป พลางรู้สึกถึงความไร้สาระของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เรื่องทั้งหมดนี่...มันเริ่มต้นเพราะฉันอยากได้เต่าตัวเดียวจริงๆ สินะ บัดซบ

“เฮ้อ...” ชายชราคนกวาดลานดูเหมือนจะสะอึกขึ้นมาเขาเหลือบมองไปรอบ ๆ อย่างกระวนกระวาย ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราเองก็จ้องเขม็งไปยังชายชราอย่างไม่พอใจ

อะไรกันอีกล่ะเนี่ย?

ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราถอนหายใจ ถอดแว่นออกเช็ดเลนส์ สายตาเขาอ่อนลงเล็กน้อยแฝงความรู้สึกผิดขณะมองมาที่ฉัน

“เจ้าถูกดึงเข้าไปพัวพันกับเรื่องไม่พึงประสงค์เข้าแล้ว”

เขาถอนหายใจอีกครั้งก่อนจะส่งสายตาไม่พอใจไปยังชายชราคนกวาดลานอีกหน จนอีกฝ่ายถึงกับหลบตา จากนั้นก็จัดแว่นคืนตำแหน่งแล้วมองฉัน

“ครั้งนี้ข้าจะละเว้นข้อห้ามให้เป็นกรณีพิเศษ พรุ่งนี้ข้าจะขึ้นประกาศรับศิษย์ช่วยงานที่หอคัมภีร์ในศาลารับภารกิจ รายได้ปีละศิลาวิญญาณเพียงก้อนเดียวเท่านั้น แต่เมื่อลองสมัครดูก็จะพบว่ามีคนรับตำแหน่งไปแล้วและคน ๆ นั้นก็คือเจ้า ข้อดีเพียงอย่างเดียวของตำแหน่งนี้คือ...เจ้าสามารถพักค้างคืนที่หอคัมภีร์ได้”

ฉันจับใจความแฝงได้ทันที แต่ก็นึกไม่ค่อยออกอยู่ดีจนต้องถามย้ำ

“ท่านจะให้ข้าพักที่นี่...คืนนี้อย่างนั้นหรือ?”

นี่มันหมายความว่าฉันจะได้หลบภัยในหอคัมภีร์ จนกว่าเรื่องทั้งหมดจะซาไปสักพัก ถึงฉันจะไม่แน่ใจว่าตัวเองหูฝาดหรือเปล่าเพราะปกติแล้วผู้อาวุโสผู้นี้มักจะวางตัวเป็นกลางเสมอ ต่อให้บางครั้งจะทำเป็นไม่เห็นสิ่งที่ควรลงโทษก็ตาม

แต่นี่...มันชัดเจนว่าเอียงข้าง

“ใช่” ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราพยักหน้า “เจ้าไปพัวพันกับเรื่องที่ไม่ควรเข้าโดยไม่ตั้งใจ ดูเหมือนช่วงนี้สำนักในจะมีการปล่อยตัวบุตรหลานของผู้อาวุโสออกมาเดินเพ่นพ่าน ทำให้เกิดการจับตาดูจากฝ่ายตรงข้ามและเจ้าก็เป็นเพียงลูกหลงในเกมอำนาจนั้น”

ในภาพรวมของเรื่องทั้งหมด ฉันเป็นแค่เศษเสี้ยวที่ลอยเคว้งอยู่ข้างกระดานหมากของพวกเขาเสียด้วยซ้ำ ไม่ได้มีค่าพอจะเป็นหมากตัวใดเลย

แค่เพราะฉันอยากซื้อเต่าตัวเดียว ฉันก็เริ่มสงสัยแล้วว่าการได้พบเคล็ดวิชาเกราะกระดองเต่าทองคำป้องกันกายนั้นเป็นโชคดีหรือหายนะกันแน่

อย่างไรก็ตามแม้จะเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น แต่การได้วิชาเกราะกระดองเต่าทองคำมาก็ถือว่าเป็นลาภอันประเสริฐและการมีเจ้าเร็วไวอยู่ข้างกายก็นับว่าเป็นโชคดี

ถึงกระนั้นสถานการณ์ก็ร้ายแรงจนชายชราคนกวาดลานยังไม่กล้าแขวะถึงความลำเอียงของผู้อาวุโสผู้ดูแลตำรา

แปลกที่ช่วงนี้ ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำรากลับดูเหมือนไม่พอใจชายชราคนกวาดลาน

เกิดเรื่องอะไรขึ้นระหว่างสองคนนี้กัน? ปกติพวกเขาก็ถือว่าสนิทสนมกันดีอยู่

ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราหันมาทางฉัน ก่อนจะยื่นยันต์สีเขียวหมึกเขียนให้

“รับไป ใช้รักษาบาดแผล จะอยู่ได้ราวหนึ่งสัปดาห์ พกติดตัวไว้ตลอดล่ะ”

ฉันรับยันต์มา พลิกดูไปมา ก่อนจะวางทาบลงบนแขน

“นี่มันอักขระระดับจารึกนี่ ข้าไม่รู้ว่ามีคนใช้ยันต์รักษาด้วย” ฉันว่า

ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราพยักหน้า “ปกติจะไม่ค่อยใช้กันหรอก แต่พวกผู้วางอักขระนั้นพลิกแพลงได้เก่ง บางคนถึงกับเชี่ยวชาญในการวางค่ายาฟื้นฟูขนาดใหญ่ในหอรักษาเลยทีเดียว”

จบบทที่ [เซียนเนิร์ด]_บทที่31_จดหมายจากเงามืด

คัดลอกลิงก์แล้ว