- หน้าแรก
- เซียนเนิร์ดทะลุมิติ
- [เซียนเนิร์ด]_บทที่29_ทดลองบทที่สาม
[เซียนเนิร์ด]_บทที่29_ทดลองบทที่สาม
[เซียนเนิร์ด]_บทที่29_ทดลองบทที่สาม
บทที่ 29 - ทดลองบทที่สาม
หลังจากแต่ละช่วงสำคัญของการบำเพ็ญเพียร จิตใต้สำนึกและความเข้าใจในหนทางแห่งเซียน รวมถึงสัจธรรมของโลกนี้ ก็จะเปลี่ยนแปลงไปนั่นคือเหตุผลว่าทำไมผู้ที่อยู่ต่างขั้นกันจึงมีพลังแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวอย่างที่ระบุไว้ในตำรับตำรามากมายที่ฉันเคยอ่าน
การเปลี่ยนผ่านจากขั้นหลอมกายสู่การรวบรวมพลังปราณ นับเป็นคอขวดสำคัญอย่างยิ่งเหล่าศิษย์ในสำนักภายในจึงให้ความสำคัญกับพรสวรรค์เป็นอันดับหนึ่ง เพราะหากไร้ซึ่งพรสวรรค์แต่กำเนิดโอกาสจะฝ่าทะลวงเข้าสู่ขั้นรวบรวมพลังปราณด้วยตนเองย่อมเป็นไปได้น้อยมาก
บางคนกล่าวว่าการเข้าสู่ขั้นรวบรวมพลังปราณ นั้นจึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการเป็นผู้บำเพ็ญเพียร เพราะมันจะเปลี่ยนการรับรู้ต่อโลกโดยสิ้นเชิง คนธรรมดาทั่วไปไม่อาจมองเห็นพลังปราณได้ เว้นแต่พลังนั้นจะควบแน่นจนหนาแน่นเป็นรูปร่างให้เห็นได้ นี่จึงเป็นเหตุว่าทำไมตำนานมากมายกล่าวถึงเซียนผู้สะบัดมือเปลี่ยนธรณี ใช้พลังปราณที่ไร้รูปลักษณ์ในสายตาสามัญชน
พลังปราณจะปรากฏให้คนธรรมดามองเห็นได้ก็ต่อเมื่อมันถูกอัดแน่นจนแปรสภาพเป็นสิ่งจับต้องได้ ซึ่งฉันเองก็ไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้มาก่อน จนกระทั่งมีผู้กล่าวเตือนจึงรู้ตัวว่าตนเองสามารถรับรู้พลังปราณได้อย่างเป็นธรรมชาติ
หรือว่าฉันจะมีพรสวรรค์สูงส่งกว่าผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไป?
พอความคิดนี้แวบเข้ามาฉันก็สลัดมันทิ้งทันทีหากพรสวรรค์ฉันสูงถึงเพียงนั้น ป่านนี้คงปรากฏให้เห็นแล้ว มีเพียงข้อสันนิษฐานเดียวเท่านั้นที่พอจะอธิบายได้ — ด้วยเหตุที่ฉันมาจากโลกที่ไม่มีพลังเซียนหรือการบำเพ็ญเพียรใด ๆ อาจทำให้ประสาทสัมผัสต่อสิ่งนี้ละเอียดอ่อนกว่าผู้คนที่เกิดและเติบโตมาในโลกซึ่งเต็มไปด้วยพลังปราณ
แต่ในยามนี้เรื่องนั้นไม่สำคัญเลย สิ่งที่สำคัญมีเพียงศึกตรงหน้า ฉันฉวยโอกาสที่ศัตรูยังตะลึง พุ่งเข้าหาด้วยวิชา ก้าววัวคลั่งประสานกับหมัดเขี้ยวทะลวง ทันทีเมื่อระยะห่างแคบลง ฉันก็ตะบันหมัดเข้าหาอีกฝ่าย พลังมหาศาลถาโถมเข้าใส่จนแววตาอีกฝ่ายเบิกกว้าง แม้จะพยายามป้องกันไว้สุดกำลังแต่ก็ยังถูกซัดปลิวกระเด็นชนต้นไม้หลายต้นก่อนหยุดลง
ครั้งนี้ฉันประสานวิชาเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์แบบ ต่างจากครั้งก่อน ๆ เขาที่ถูกฉันซัดไปไกลค่อย ๆ ถอยร่นกลับไป แม้ไร้บาดแผลปรากฏแต่ท่วงท่าของเขาเปลี่ยนไป
"น่ารำคาญนัก" เขาบ่นพึมพำเสียงเรียบ ดวงตาเยียบเย็น "แม้เป็นเพียงศิษย์นอก แต่เจ้ากลับทำให้ข้านึกถึงพวกศิษย์หลักผู้หยิ่งยโส ไม่แปลกใจเลยที่รู้สึกขัดหูขัดตา เจ้านี่มันถอดแบบพวกนั้นไม่มีผิด ทั้งจองหองและมองคนต่ำกว่าเป็นของเล่น ข้าพอเข้าใจพวกมันอยู่บ้างเพราะอย่างน้อยพวกมันก็มีสิทธิ์ แต่ว่าเจ้า…เจ้ามีสิทธิ์อะไร!"
สีหน้าอวดดีของศิษย์หนุ่มเริ่มเผยแววเปราะบางออกมา ความเย่อหยิ่งที่ก่อตัวจากสถานการณ์และตำแหน่งค่อย ๆ สั่นคลอน
ทว่าฉันไม่มีเวลาจะเห็นและมีจิตใจที่มีความเมตตาให้กับศัตรูในโลกนี้ คือการเร่งหายนะใส่ตนเอง ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นจึงมีสิทธิ์เอื้อนเอ่ยความเมตตาแหล่านั้นและสำหรับศิษย์สำนักภายในผู้นี้ การเอาชีวิตรอดสำคัญกว่าทุกสิ่ง
แขนของเขาสั่นไหวอีกครั้ง โบกสะบัดประหนึ่งอสรพิษพัวพัน
ไม่ว่าวิชานี้จะเป็นเช่นไรมันย่อมเหนือกว่าหมัดเขี้ยวทะลวงของฉัน เพราะหมัดของฉันก็คือหมัดทรงพลังธรรมดาเท่านั้น ทว่าหลังเห็นมันหลายคราฉันก็เริ่มชินตา
เหมือนกับนิยายเซียนที่ฉันเคยอ่าน อ่านเรื่องเดียวก็แทบจะเดาเรื่องต่อ ๆ ไปได้หมด
ดูจากวิธีที่เขาใช้งานมันไม่ได้หลากหลายอย่างที่ควรเป็น เจตนาเพียงแค่ฝ่าแนวป้องกันศัตรูและโจมตีให้โดนตัวเท่านั้น
ช่างน่าเบื่อเสียจริงหากเขาถือกริชคู่หรือสวมถุงมือเหล็กหนามในขณะใช้วิชานี้ก็คงพอเพิ่มความได้เปรียบการต่อสู้ได้บ้าง บางทีวิชานี้อาจทำให้การจับยึดอ่อนแรงแต่ต่อให้เช่นนั้นก็ควรคิดหาวิธีเสริมบ้างสิ
ครั้งนี้ฉันไม่หลบไม่ป้องกันปล่อยให้เป็นการแลกหมัดกันตรง ๆ เขาพุ่งเข้ามาเล็งคอฉันอย่างหมายเอาชีวิต
แต่ฉันกลับพุ่งหมัดสวนใส่แขนเขา หมัดเขี้ยวทะลวง ประทะเข้ากับแขนที่เคลื่อนไหวรวดเร็วดั่งเงา การปะทะเกิดขึ้นทันใด หมัดบางส่วนเฉียดแขนและคอฉันไปบ้าง ทว่าท้ายที่สุดเขากลับเป็นฝ่ายผงะถอย
แขนเสื้อยาวขาดวิ่นเผยให้เห็นเส้นเลือดสีเขียวเข้มและม่วงคล้ำจากข้อมือจรดข้อศอก เขามองสภาพตัวเองอย่างตกตะลึง
ไม่รู้ตัวเลยหรือว่าทำไมถึงแพ้การปะทะเมื่อครู่?
เขาเร็วกว่าแข็งแกร่งกว่าอึดกว่าแถมวิชายังดีกว่าด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างนั้นการควบคุมวิชาของเขายังเทียบฉันไม่ได้ เขาเพียงแค่เรียนรู้วิธีใช้แต่ว่าฉันเชี่ยวชาญ
“นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน ข้าจะแพ้เศษสวะอย่างเจ้าหรือ?” เขาคำรามลั่น
อย่าบอกนะว่าแค่นี้ทำให้เสียศูนย์? เมื่อครู่ยังวางท่าหยิ่งผยองอยู่เลย พอเจออุปสรรคเพียงนิดก็จะร้องไห้แล้วหรอ
แต่ก่อนที่ฉันจะคิดอะไรต่อได้ก็สัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกแผ่ซ่าน พริบตานั้นฉันรีบถอยหลังแต่มันก็ช้าเกินไป หมัดของอีกฝ่ายตวัดเข้าใส่สีข้างหมัดนั้นไม่ใช่ธรรมดา พลังที่แฝงอยู่กวาดเอาอากาศออกจากปอด และเสียงกระดูกหักก็ดังสะท้อนออกมา ฉันถูกซัดปลิวไปไกลร่างกระแทกต้นไม้ใหญ่ดัง โคร่ม!
แต่ฉันไม่ปล่อยให้ร่างตัวเองล้มทรุดลง แล้วรีบยันตัวเองลุกขึ้นมาทันที แม้ความเจ็บแปลบแล่นไปทั่วสีข้าง บ่งบอกว่ากระดูกซี่โครงน่าจะหักไปแล้วก็ตาม
ศิษย์สำนักภายในค่อย ๆ ก้าวเข้ามาท่ามกลางซากต้นไม้หักโค่นรอบกาย ใต้แสงจันทร์ร่างของเขาปรากฏเด่นชัด สีหน้าที่เคยซีดเผือดเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม
“เห็นหรือไม่เจ้าขยะ นี่แหละความแตกต่างระหว่างคนที่ควบคุมพลังปราณได้ กับคนที่ควบคุมไม่ได้ ต่อให้เจ้ารู้ตัวว่าข้ากำลังใช้มันแล้วเจ้าจะทำอะไรได้?”
ฉันนึกภาพต่อไปได้ทันทีหากต้องเจอกับศัตรูที่เก่งกาจจริง ๆ ช่องว่างนี้คงกว้างขวางกว่านี้นัก ดูก็รู้ว่าหมอนี่คงใช้โอสถลวงขั้นมาไม่น้อย ไม่เคยแม้แต่จะเผชิญศึกตายเป็น
แม้ซี่โครงจะแทบทะลวงปอด ฉันกลับรู้สึกแปลกประหลาดใจที่ไร้ซึ่งความหวาดกลัวพลังในหมัดของเขาไร้จิตสังหารมีเพียงแต่ความอวดดี
แม้ฉันจะเชี่ยวชาญในวิชาแต่สุดท้ายสิ่งชี้ขาดคือพลังปราณ ช่องว่างพลังนี้จะถมให้เต็มได้ก็ต้องด้วยเล่ห์กลเท่านั้น
ฉันจ้องเขาพลางไล่หาจุดอ่อนลึก ๆ เห็นว่าเขาหอบหายใจอย่างหนัก เรื่องจริงหรือเขาแสร้งทำ? หากจริงแสดงว่ากำลังวังชาของเขาอ่อนด้อยเพราะความเย่อหยิ่งของตัวเขาเองล้วน ๆ
แต่ก็อดระแวงไม่ได้ว่าเขาจะลวงฉันด้วยการแสร้งทำท่าทีหอบหายใจ
จะมีคนโง่เขลาถึงเพียงนี้เชียวหรือ? โลกแบบไหนกันที่ก่อเกิดคนอย่างนี้ขึ้นมาได้?
ถึงพลังและร่างกายเขาจะแกร่งกว่าฉันเท่าตัว ช่องว่างระหว่างขั้นรวบรวมพลังปราณกับหลอมกายไม่ใช่แค่เรื่องพลังปราณเท่านั้น
ฉันสลัดความคิดที่ฟุ้งซ่านของตัวเองออกและเตรียมทดสอบสมมุติฐาน พลางย่อตัวลงเข้าสู่ท่วงท่าก้าววัวคลั่งอีกครั้ง
“อะไร? ไม่กล้าเข้ามาหรือ?” ฉันยิ้มเยาะ
แววตาอีกฝ่ายเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัยน กลิ่นอายของพลังปราณแผ่ออกมาอีกระลอก ฉันรู้สึกขนลุกซู่แต่ที่มุมหน้าผากเขา เริ่มมีเม็ดหงื่อผุดขึ้นมาแล้ว
แน่นอนแม้แต่เขาเองก็มิได้มีพลังปราณไร้ขอบเขต โดยเฉพาะเมื่อดูจากสภาพแล้ว ดูเหมือนจะอยู่เพียงช่วงต้นของขั้นรวบรวมพลังปราณเท่านั้น ถึงฉันจะไม่มีประสบการณ์ในการประเมินระดับของผู้บำเพ็ญเพียรขั้นรวบรวมพลังปราณนัก หากเขาเลยระดับหนึ่งดาวไปแล้วจริง ๆ การถูกกดดันเช่นนี้นับว่าน่าอับอายยิ่งนัก
"เจ้าขยะ!" เขาตะโกนก้อง ก่อนพุ่งเข้ามาอีกครั้ง ราวกับว่านี่เป็นเพียงคำพูดที่เขาจำได้เพียงประโยคเดียว
แม้ฉันจะไม่อาจสัมผัสพลังปราณของเขาได้โดยตรงแต่คาดว่าเขาคงแผ่พลังปราณห่อหุ้มร่างกายเอาไว้ จนเกิดเป็นไอหมอกบาง ๆ ไร้สีดั่งหมอกไอที่มองแทบไม่เห็น
เมื่ออีกฝ่ายเริ่มใช้ปราณเต็มกำลัง โอกาสที่ฉันจะหนีไปยังลานพิธีฝึกซ้อมก็แทบไม่หลงเหลือ ฉันจำต้องพลิกสถานการณ์ให้ได้ หนทางเดียวที่จะรับมือผู้บำเพ็ญเพียรที่ใช้ปราณเช่นนี้คือการกักขังเขาไว้ในค่ายกล หากจะต่อกรกับผู้ใช้พลังปราณ ฉันเองก็ต้องพึ่งพาพลังปราณเช่นกันและหนทางเดียวที่พอเป็นไปได้คือการอาศัยค่ายกลที่ดึงพลังปราณโดยรอบเข้าช่วย
แต่ฉันยังไม่ได้เชี่ยวชาญวิชาค่ายกลเหมือนผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราในหอคัมภีร์ ผู้ซึ่งสามารถวางค่ายกลพื้นฐานเพื่อกักศัตรูได้ง่ายดาย คำแนะนำสุดท้ายของเขาแม้จะคลุมเครือนักแต่เขาเคยบอกไว้ให้ฉันจดจำสภาพแวดล้อมให้ดี
ค่ายกลพันธนาการต้องอาศัยจุดสำคัญสี่จุดซึ่งปกติจะใช้เทียนแทนตำแหน่ง... สี่จุด...
ฉันกวาดตามองรอบกายทันที จึงเห็นว่าพวกเราถูกล้อมรอบด้วยต้นไม้ใหญ่พอดี สี่จุด...
ทำไมฉันถึงไม่ทันนึกออกมาก่อนหน้านี้!
ทันใดนั้นสายตาของฉันก็เปลี่ยนไปต้นไม้แต่ละต้นในยามนี้ เปรียบดั่งเสาแห่งชีวิตราวกับเปลวเพลิงที่ลุกโชติช่วง ฉันไม่จำเป็นต้องไปถึงลานฝึกซ้อมอีกต่อไปเพราะป่าผืนนี้ได้กลายเป็นสนามประลองของฉันโดยสมบูรณ์แล้ว
ฉันชี้สองนิ้วไปยังศิษย์ชั้นในผู้นั้นดึงความสนใจเขาให้เข้ามาใกล้ก่อนระดมกำลังทั้งหมด ใช้ท่าก้าววัวพุ่งถอยหลังออกไป เพื่อให้ได้ระยะและมุมมองที่เหมาะสมต้นไม้สี่ต้นเรียงตัวกันเป็นรูปกากบาทโดยมีเจ้าคนโอหังอยู่ตรงกลาง
"หลังจากนี้ฉันก็แค่วัดดวงล้วน ๆ ก็แล้วกันถ้าเกิดอะไรพลาดก็อย่าหัวเราะล่ะ" ฉันเอ่ยหยอกเบา ๆ พร้อมสูดลมหายใจลึกจากนั้นร่ายคาถาของค่ายกล "ปีนเขาคว้าฟ้า ผูกหินพันธนาการ! จงผนึก!"
ทันทีที่ฉันย่อตัวลงแตะพื้นเสียงบริกรรมดังก้องกังวาน ศิษย์ชั้นในเบิกตากว้างร่างกายกระตุกเป็นพัก ๆ ขยับตัวไม่ได้อีกต่อไปเขาถูกค่ายกลพันธนาการจองจำเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
และนี่นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่เริ่มการต่อสู้ ที่ฉันได้เปรียบเสียที!