เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

[เซียนเนิร์ด]_บทที่29_ทดลองบทที่สาม

[เซียนเนิร์ด]_บทที่29_ทดลองบทที่สาม

[เซียนเนิร์ด]_บทที่29_ทดลองบทที่สาม


บทที่ 29 - ทดลองบทที่สาม

หลังจากแต่ละช่วงสำคัญของการบำเพ็ญเพียร จิตใต้สำนึกและความเข้าใจในหนทางแห่งเซียน รวมถึงสัจธรรมของโลกนี้ ก็จะเปลี่ยนแปลงไปนั่นคือเหตุผลว่าทำไมผู้ที่อยู่ต่างขั้นกันจึงมีพลังแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวอย่างที่ระบุไว้ในตำรับตำรามากมายที่ฉันเคยอ่าน

การเปลี่ยนผ่านจากขั้นหลอมกายสู่การรวบรวมพลังปราณ นับเป็นคอขวดสำคัญอย่างยิ่งเหล่าศิษย์ในสำนักภายในจึงให้ความสำคัญกับพรสวรรค์เป็นอันดับหนึ่ง เพราะหากไร้ซึ่งพรสวรรค์แต่กำเนิดโอกาสจะฝ่าทะลวงเข้าสู่ขั้นรวบรวมพลังปราณด้วยตนเองย่อมเป็นไปได้น้อยมาก

บางคนกล่าวว่าการเข้าสู่ขั้นรวบรวมพลังปราณ นั้นจึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการเป็นผู้บำเพ็ญเพียร เพราะมันจะเปลี่ยนการรับรู้ต่อโลกโดยสิ้นเชิง คนธรรมดาทั่วไปไม่อาจมองเห็นพลังปราณได้ เว้นแต่พลังนั้นจะควบแน่นจนหนาแน่นเป็นรูปร่างให้เห็นได้ นี่จึงเป็นเหตุว่าทำไมตำนานมากมายกล่าวถึงเซียนผู้สะบัดมือเปลี่ยนธรณี ใช้พลังปราณที่ไร้รูปลักษณ์ในสายตาสามัญชน

พลังปราณจะปรากฏให้คนธรรมดามองเห็นได้ก็ต่อเมื่อมันถูกอัดแน่นจนแปรสภาพเป็นสิ่งจับต้องได้ ซึ่งฉันเองก็ไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้มาก่อน จนกระทั่งมีผู้กล่าวเตือนจึงรู้ตัวว่าตนเองสามารถรับรู้พลังปราณได้อย่างเป็นธรรมชาติ

หรือว่าฉันจะมีพรสวรรค์สูงส่งกว่าผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไป?

พอความคิดนี้แวบเข้ามาฉันก็สลัดมันทิ้งทันทีหากพรสวรรค์ฉันสูงถึงเพียงนั้น ป่านนี้คงปรากฏให้เห็นแล้ว มีเพียงข้อสันนิษฐานเดียวเท่านั้นที่พอจะอธิบายได้ — ด้วยเหตุที่ฉันมาจากโลกที่ไม่มีพลังเซียนหรือการบำเพ็ญเพียรใด ๆ อาจทำให้ประสาทสัมผัสต่อสิ่งนี้ละเอียดอ่อนกว่าผู้คนที่เกิดและเติบโตมาในโลกซึ่งเต็มไปด้วยพลังปราณ

แต่ในยามนี้เรื่องนั้นไม่สำคัญเลย สิ่งที่สำคัญมีเพียงศึกตรงหน้า ฉันฉวยโอกาสที่ศัตรูยังตะลึง พุ่งเข้าหาด้วยวิชา ก้าววัวคลั่งประสานกับหมัดเขี้ยวทะลวง ทันทีเมื่อระยะห่างแคบลง ฉันก็ตะบันหมัดเข้าหาอีกฝ่าย พลังมหาศาลถาโถมเข้าใส่จนแววตาอีกฝ่ายเบิกกว้าง แม้จะพยายามป้องกันไว้สุดกำลังแต่ก็ยังถูกซัดปลิวกระเด็นชนต้นไม้หลายต้นก่อนหยุดลง

ครั้งนี้ฉันประสานวิชาเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์แบบ ต่างจากครั้งก่อน ๆ เขาที่ถูกฉันซัดไปไกลค่อย ๆ ถอยร่นกลับไป แม้ไร้บาดแผลปรากฏแต่ท่วงท่าของเขาเปลี่ยนไป

"น่ารำคาญนัก" เขาบ่นพึมพำเสียงเรียบ ดวงตาเยียบเย็น "แม้เป็นเพียงศิษย์นอก แต่เจ้ากลับทำให้ข้านึกถึงพวกศิษย์หลักผู้หยิ่งยโส ไม่แปลกใจเลยที่รู้สึกขัดหูขัดตา เจ้านี่มันถอดแบบพวกนั้นไม่มีผิด ทั้งจองหองและมองคนต่ำกว่าเป็นของเล่น ข้าพอเข้าใจพวกมันอยู่บ้างเพราะอย่างน้อยพวกมันก็มีสิทธิ์ แต่ว่าเจ้า…เจ้ามีสิทธิ์อะไร!"

สีหน้าอวดดีของศิษย์หนุ่มเริ่มเผยแววเปราะบางออกมา ความเย่อหยิ่งที่ก่อตัวจากสถานการณ์และตำแหน่งค่อย ๆ สั่นคลอน

ทว่าฉันไม่มีเวลาจะเห็นและมีจิตใจที่มีความเมตตาให้กับศัตรูในโลกนี้ คือการเร่งหายนะใส่ตนเอง ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นจึงมีสิทธิ์เอื้อนเอ่ยความเมตตาแหล่านั้นและสำหรับศิษย์สำนักภายในผู้นี้ การเอาชีวิตรอดสำคัญกว่าทุกสิ่ง

แขนของเขาสั่นไหวอีกครั้ง โบกสะบัดประหนึ่งอสรพิษพัวพัน

ไม่ว่าวิชานี้จะเป็นเช่นไรมันย่อมเหนือกว่าหมัดเขี้ยวทะลวงของฉัน เพราะหมัดของฉันก็คือหมัดทรงพลังธรรมดาเท่านั้น ทว่าหลังเห็นมันหลายคราฉันก็เริ่มชินตา

เหมือนกับนิยายเซียนที่ฉันเคยอ่าน อ่านเรื่องเดียวก็แทบจะเดาเรื่องต่อ ๆ ไปได้หมด

ดูจากวิธีที่เขาใช้งานมันไม่ได้หลากหลายอย่างที่ควรเป็น เจตนาเพียงแค่ฝ่าแนวป้องกันศัตรูและโจมตีให้โดนตัวเท่านั้น

ช่างน่าเบื่อเสียจริงหากเขาถือกริชคู่หรือสวมถุงมือเหล็กหนามในขณะใช้วิชานี้ก็คงพอเพิ่มความได้เปรียบการต่อสู้ได้บ้าง บางทีวิชานี้อาจทำให้การจับยึดอ่อนแรงแต่ต่อให้เช่นนั้นก็ควรคิดหาวิธีเสริมบ้างสิ

ครั้งนี้ฉันไม่หลบไม่ป้องกันปล่อยให้เป็นการแลกหมัดกันตรง ๆ เขาพุ่งเข้ามาเล็งคอฉันอย่างหมายเอาชีวิต

แต่ฉันกลับพุ่งหมัดสวนใส่แขนเขา หมัดเขี้ยวทะลวง ประทะเข้ากับแขนที่เคลื่อนไหวรวดเร็วดั่งเงา การปะทะเกิดขึ้นทันใด หมัดบางส่วนเฉียดแขนและคอฉันไปบ้าง ทว่าท้ายที่สุดเขากลับเป็นฝ่ายผงะถอย

แขนเสื้อยาวขาดวิ่นเผยให้เห็นเส้นเลือดสีเขียวเข้มและม่วงคล้ำจากข้อมือจรดข้อศอก เขามองสภาพตัวเองอย่างตกตะลึง

ไม่รู้ตัวเลยหรือว่าทำไมถึงแพ้การปะทะเมื่อครู่?

เขาเร็วกว่าแข็งแกร่งกว่าอึดกว่าแถมวิชายังดีกว่าด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างนั้นการควบคุมวิชาของเขายังเทียบฉันไม่ได้ เขาเพียงแค่เรียนรู้วิธีใช้แต่ว่าฉันเชี่ยวชาญ

“นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน ข้าจะแพ้เศษสวะอย่างเจ้าหรือ?” เขาคำรามลั่น

อย่าบอกนะว่าแค่นี้ทำให้เสียศูนย์? เมื่อครู่ยังวางท่าหยิ่งผยองอยู่เลย พอเจออุปสรรคเพียงนิดก็จะร้องไห้แล้วหรอ

แต่ก่อนที่ฉันจะคิดอะไรต่อได้ก็สัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกแผ่ซ่าน พริบตานั้นฉันรีบถอยหลังแต่มันก็ช้าเกินไป หมัดของอีกฝ่ายตวัดเข้าใส่สีข้างหมัดนั้นไม่ใช่ธรรมดา พลังที่แฝงอยู่กวาดเอาอากาศออกจากปอด และเสียงกระดูกหักก็ดังสะท้อนออกมา ฉันถูกซัดปลิวไปไกลร่างกระแทกต้นไม้ใหญ่ดัง โคร่ม!

แต่ฉันไม่ปล่อยให้ร่างตัวเองล้มทรุดลง แล้วรีบยันตัวเองลุกขึ้นมาทันที แม้ความเจ็บแปลบแล่นไปทั่วสีข้าง บ่งบอกว่ากระดูกซี่โครงน่าจะหักไปแล้วก็ตาม

ศิษย์สำนักภายในค่อย ๆ ก้าวเข้ามาท่ามกลางซากต้นไม้หักโค่นรอบกาย ใต้แสงจันทร์ร่างของเขาปรากฏเด่นชัด สีหน้าที่เคยซีดเผือดเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม

“เห็นหรือไม่เจ้าขยะ นี่แหละความแตกต่างระหว่างคนที่ควบคุมพลังปราณได้ กับคนที่ควบคุมไม่ได้ ต่อให้เจ้ารู้ตัวว่าข้ากำลังใช้มันแล้วเจ้าจะทำอะไรได้?”

ฉันนึกภาพต่อไปได้ทันทีหากต้องเจอกับศัตรูที่เก่งกาจจริง ๆ ช่องว่างนี้คงกว้างขวางกว่านี้นัก ดูก็รู้ว่าหมอนี่คงใช้โอสถลวงขั้นมาไม่น้อย ไม่เคยแม้แต่จะเผชิญศึกตายเป็น

แม้ซี่โครงจะแทบทะลวงปอด ฉันกลับรู้สึกแปลกประหลาดใจที่ไร้ซึ่งความหวาดกลัวพลังในหมัดของเขาไร้จิตสังหารมีเพียงแต่ความอวดดี

แม้ฉันจะเชี่ยวชาญในวิชาแต่สุดท้ายสิ่งชี้ขาดคือพลังปราณ ช่องว่างพลังนี้จะถมให้เต็มได้ก็ต้องด้วยเล่ห์กลเท่านั้น

ฉันจ้องเขาพลางไล่หาจุดอ่อนลึก ๆ เห็นว่าเขาหอบหายใจอย่างหนัก เรื่องจริงหรือเขาแสร้งทำ? หากจริงแสดงว่ากำลังวังชาของเขาอ่อนด้อยเพราะความเย่อหยิ่งของตัวเขาเองล้วน ๆ

แต่ก็อดระแวงไม่ได้ว่าเขาจะลวงฉันด้วยการแสร้งทำท่าทีหอบหายใจ

จะมีคนโง่เขลาถึงเพียงนี้เชียวหรือ? โลกแบบไหนกันที่ก่อเกิดคนอย่างนี้ขึ้นมาได้?

ถึงพลังและร่างกายเขาจะแกร่งกว่าฉันเท่าตัว ช่องว่างระหว่างขั้นรวบรวมพลังปราณกับหลอมกายไม่ใช่แค่เรื่องพลังปราณเท่านั้น

ฉันสลัดความคิดที่ฟุ้งซ่านของตัวเองออกและเตรียมทดสอบสมมุติฐาน พลางย่อตัวลงเข้าสู่ท่วงท่าก้าววัวคลั่งอีกครั้ง

“อะไร? ไม่กล้าเข้ามาหรือ?” ฉันยิ้มเยาะ

แววตาอีกฝ่ายเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัยน กลิ่นอายของพลังปราณแผ่ออกมาอีกระลอก ฉันรู้สึกขนลุกซู่แต่ที่มุมหน้าผากเขา เริ่มมีเม็ดหงื่อผุดขึ้นมาแล้ว

แน่นอนแม้แต่เขาเองก็มิได้มีพลังปราณไร้ขอบเขต โดยเฉพาะเมื่อดูจากสภาพแล้ว ดูเหมือนจะอยู่เพียงช่วงต้นของขั้นรวบรวมพลังปราณเท่านั้น ถึงฉันจะไม่มีประสบการณ์ในการประเมินระดับของผู้บำเพ็ญเพียรขั้นรวบรวมพลังปราณนัก หากเขาเลยระดับหนึ่งดาวไปแล้วจริง ๆ การถูกกดดันเช่นนี้นับว่าน่าอับอายยิ่งนัก

"เจ้าขยะ!" เขาตะโกนก้อง ก่อนพุ่งเข้ามาอีกครั้ง ราวกับว่านี่เป็นเพียงคำพูดที่เขาจำได้เพียงประโยคเดียว

แม้ฉันจะไม่อาจสัมผัสพลังปราณของเขาได้โดยตรงแต่คาดว่าเขาคงแผ่พลังปราณห่อหุ้มร่างกายเอาไว้ จนเกิดเป็นไอหมอกบาง ๆ ไร้สีดั่งหมอกไอที่มองแทบไม่เห็น

เมื่ออีกฝ่ายเริ่มใช้ปราณเต็มกำลัง โอกาสที่ฉันจะหนีไปยังลานพิธีฝึกซ้อมก็แทบไม่หลงเหลือ ฉันจำต้องพลิกสถานการณ์ให้ได้ หนทางเดียวที่จะรับมือผู้บำเพ็ญเพียรที่ใช้ปราณเช่นนี้คือการกักขังเขาไว้ในค่ายกล หากจะต่อกรกับผู้ใช้พลังปราณ ฉันเองก็ต้องพึ่งพาพลังปราณเช่นกันและหนทางเดียวที่พอเป็นไปได้คือการอาศัยค่ายกลที่ดึงพลังปราณโดยรอบเข้าช่วย

แต่ฉันยังไม่ได้เชี่ยวชาญวิชาค่ายกลเหมือนผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราในหอคัมภีร์ ผู้ซึ่งสามารถวางค่ายกลพื้นฐานเพื่อกักศัตรูได้ง่ายดาย คำแนะนำสุดท้ายของเขาแม้จะคลุมเครือนักแต่เขาเคยบอกไว้ให้ฉันจดจำสภาพแวดล้อมให้ดี

ค่ายกลพันธนาการต้องอาศัยจุดสำคัญสี่จุดซึ่งปกติจะใช้เทียนแทนตำแหน่ง... สี่จุด...

ฉันกวาดตามองรอบกายทันที จึงเห็นว่าพวกเราถูกล้อมรอบด้วยต้นไม้ใหญ่พอดี สี่จุด...

ทำไมฉันถึงไม่ทันนึกออกมาก่อนหน้านี้!

ทันใดนั้นสายตาของฉันก็เปลี่ยนไปต้นไม้แต่ละต้นในยามนี้ เปรียบดั่งเสาแห่งชีวิตราวกับเปลวเพลิงที่ลุกโชติช่วง ฉันไม่จำเป็นต้องไปถึงลานฝึกซ้อมอีกต่อไปเพราะป่าผืนนี้ได้กลายเป็นสนามประลองของฉันโดยสมบูรณ์แล้ว

ฉันชี้สองนิ้วไปยังศิษย์ชั้นในผู้นั้นดึงความสนใจเขาให้เข้ามาใกล้ก่อนระดมกำลังทั้งหมด ใช้ท่าก้าววัวพุ่งถอยหลังออกไป เพื่อให้ได้ระยะและมุมมองที่เหมาะสมต้นไม้สี่ต้นเรียงตัวกันเป็นรูปกากบาทโดยมีเจ้าคนโอหังอยู่ตรงกลาง

"หลังจากนี้ฉันก็แค่วัดดวงล้วน ๆ ก็แล้วกันถ้าเกิดอะไรพลาดก็อย่าหัวเราะล่ะ" ฉันเอ่ยหยอกเบา ๆ พร้อมสูดลมหายใจลึกจากนั้นร่ายคาถาของค่ายกล "ปีนเขาคว้าฟ้า ผูกหินพันธนาการ! จงผนึก!"

ทันทีที่ฉันย่อตัวลงแตะพื้นเสียงบริกรรมดังก้องกังวาน ศิษย์ชั้นในเบิกตากว้างร่างกายกระตุกเป็นพัก ๆ ขยับตัวไม่ได้อีกต่อไปเขาถูกค่ายกลพันธนาการจองจำเอาไว้เรียบร้อยแล้ว

และนี่นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่เริ่มการต่อสู้ ที่ฉันได้เปรียบเสียที!

จบบทที่ [เซียนเนิร์ด]_บทที่29_ทดลองบทที่สาม

คัดลอกลิงก์แล้ว