- หน้าแรก
- เซียนเนิร์ดทะลุมิติ
- [เซียนเนิร์ด]_บทที่28_ทดลองบทที่สอง
[เซียนเนิร์ด]_บทที่28_ทดลองบทที่สอง
[เซียนเนิร์ด]_บทที่28_ทดลองบทที่สอง
บทที่ 28 – ทดลองบทที่สอง
จากที่ฉันเข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้ คนผู้นี้ถูกส่งมาเพื่อจับตาดูฉันแต่เมื่อฉันหายไปจากเรือนพักติดต่อกันหลายวัน เขาจึงออกถามหาตัวฉันจากผู้คนรอบข้าง สุดท้ายก็พบจนได้และแน่นอนว่าเขาโกรธเป็นฟืนเป็นไฟที่ต้องเสียเวลาตามหาคนที่เขามองว่าไร้ค่า
คนพวกนี้กับศักดิ์ศรีในใจของตน… ฉันพอเข้าใจว่าพวกเขาคิดเช่นไร แต่ที่แห่งนี้มิใช่สถานที่ที่ฉันจะยอมให้เรื่องไร้สาระเช่นนั้นมากดหัวได้
ชายคนนั้นง้างหมัดถอยหลังเล็กน้อยท่าทีพร้อมจะปล่อยหมัดเข้าใส่ฉันในพริบตาสายลมโดยรอบพลันไหวติง
แม้ว่าฉันจะมิได้มีประสบการณ์มากนักในเคล็ดวิชาที่เขากำลังจะใช้ แต่จากความเคลื่อนไหวของลมรอบหมัดและท่วงท่า ฉันก็พอคาดเดาได้ว่าวิชานั้นจะออกมาในรูปแบบใด ชั่วโมงฝึกฝนกับหมัดเขี้ยวทะลวงมิได้สูญเปล่าเลย
“หากเจ้ามิใช่พวกบ้าคลั่งเสียขนาดนี้ พวกเราอาจกลายเป็นสหายกันได้ก็เป็นได้ ข้าขออภัยก็แล้วกัน เสียเวลาเจ้าไปมาก ข้ารู้สึกผิดอยู่ไม่น้อย” ฉันกล่าว พลางแย้มยิ้มบาง
แม้ถ้อยคำนั้นจะไร้ซึ่งเจตนาล้อเลียน แต่ในเวลาเช่นนี้ก็อดนึกถึงนิสัยติดตัวจากร่างนี้ไม่ได้
“เจ้าคิดว่านี่เป็นเรื่องล้อเล่นงั้นหรือ?!” ชายผู้นั้นสบถในลำคอ ก่อนจะปล่อยหมัดพุ่งตรงเข้าใส่ “แม้แต่เจ้าเลียใต้ฝ่าเท้าข้า ก็ไม่มีทางรอดพ้นจากการโดนซ้อมนี้ไปได้!”
“เช่นนั้นก็คงบอกไม่ได้ว่าข้าไม่พยายามไถ่โทษแล้ว!” ฉันสบถในใจก่อนจะใช้วิชา ‘ก้าววัวคลั่ง’ พุ่งหลบออกด้านข้างในขณะที่หมัดของเขาปะทะกับอากาศตรงจุดที่ฉันเคยยืน
“เจ้ากล้าหลบหมัดข้า?!”
เพียงเสี้ยวอึดใจฉันพุ่งขึ้นกลางอากาศ ดวงจันทร์เต็มดวงสาดแสงอยู่เบื้องหลัง เปิดเผยภาพของสำนักอย่างแจ่มชัดก่อนที่ความรู้สึกไร้น้ำหนักจะเข้าครอบงำแล้วร่างก็เริ่มร่วงหล่นลงมา
ฉันเกลียดการต่อสู้เช่นนี้นักโดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าตนแทบไม่มีโอกาสเอาชนะได้ แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกหลงใหลอยู่ลึก ๆ มันเป็นการทดลองอีกครั้งกับวิชาที่ฝึกฝนมา และฉันคือจอมยุทธ์ไร้ใจผู้เฝ้าสังเกตผลลัพธ์นั้น
เสียงกิ่งไม้หักสะบั้นดังสนั่นอยู่เบื้องหลัง หัวใจฉันพลันเต้นแรงแต่ไม่มีเวลาหันกลับไปเพราะแม้เพียงเศษเสี้ยวลมหายใจเดียวที่เสียไปอาจหมายถึงหายนะ
เสียงต้นไม้หักโค่นใกล้เข้ามาตามด้วยเสียงตะโกนคำรามเสียงเหล่านั้นใกล้เข้ามาทุกที ความต่างในด้านความเร็วแทบไร้ช่องว่างให้ฉันใช้ระยะนำได้
ฉันมิได้วิ่งสะเปะสะปะอย่างไร้จุดหมายหากแต่ตั้งใจจะไปยังลานฝึกที่ตนเคยใช้ เพราะที่นั่นได้วางยันต์ไว้มากมายตั้งแต่ตอนฝึก
แผนของฉันคือใช้ค่ายกลสกัดเขาเพราะหากใช้แต่เคล็ดวิชากายภาพอย่างเดียวคงยากที่จะต่อกร ฉันไม่มีแม้แต่เคล็ดวิชาขั้นพื้นพิภพหรือสมบัติวิเศษไว้ต่อกรช่องว่างพลังนี้เลย
ไม่นานเสียงฝีเท้าก็ใกล้เข้ามาอีก ฉันหยุดวิ่งและหันกลับมาโดยไม่ลังเลเงาร่างดำทะมึนพุ่งเข้ามาในชั่วพริบตาฉันยกแขนขึ้นป้องกันบางสิ่งพุ่งตรงเข้ามาใส่ใบหน้า
ความมืดจากเงาใต้ต้นไม้บดบังแสงจันทร์จนแทบมองอะไรไม่เห็น แม้จะมีวิสัยทัศน์เหนือมนุษย์ของผู้บำเพ็ญเพียรก็ใช่ว่าจะมองกลางค่ำกลางคืนได้เหมือนตอนกลางวัน
บางอย่างกระแทกหน้าอกฉันอย่างแรงร่างปลิวกระเด็นไปชนต้นไม้หลายต้นติดกัน หลังปวดระบมแต่ไม่ถึงกับเป็นความเจ็บปวดแบบกระดูกหัก
ฉันรู้ดีว่าอาการกระดูกหักเป็นเช่นไร มันจะเป็นความเจ็บแปลบเสียดแทงไม่ใช่อาการปวดหน่วง ๆ เช่นนี้ เคยสัมผัสมากับตัวตอนปะทะหญิงสาวที่ใช้สนับมือเข้ามาโจมตีข้าเหมือนตอนนั้น
แต่ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อชายคนนั้นก็พุ่งเข้ามาอีก คราวนี้รู้สึกได้ถึงเคล็ดวิชาลมรอบตัวเขาไหวติงอีกครั้ง ฉันรีบยกแขนตั้งรับหมัดของเขาเบลอเลือนราวอสรพิษไร้กระดูก ลอดผ่านช่องว่างระหว่างแขนปะทะแก้มอย่างแรงจนศีรษะแทบหลุดจากบ่า ร่างฉันปลิวไปกระแทกต้นไม้แบบเต็มแรง
‘อะไรกัน?!’
ความเจ็บแล่นเข้าสู่ภายใต้จิตสำนึก การมองเห็นดับวูบไปชั่วขณะสมองเหมือนถูกเขย่าจนจับต้นชนปลายไม่ถูก พอกลับมาได้สติเห็นชายคนนั้นกำลังพุ่งตามมาอีก
ยังไม่สลบหมดสติ โชคยังดีที่เป็นเพียงอาการชั่ววูบ
เมื่อฉันเหลือบมองที่แขนของเขาพบว่าแขนทั้งสองข้างขยับอย่างผิดธรรมชาติ แม้ว่าผู้บำเพ็ญเพียรจะเหนือกว่ามนุษย์ปุถุชน แต่กายเนื้อก็ยังเป็นของมนุษย์แขนขามิอาจเคลื่อนไหวราวงูไร้กระดูกเช่นนี้ได้ นอกจากจะมีเคล็ดวิชาช่วย
ก่อนที่ฉันจะโดนหมัดนั้นก็เหมือนจะเห็นเงางูซ้อนทับอยู่ เป็นไปได้ว่าวิชานี้เลียนแบบอสรพิษ หากเช่นนั้น การตั้งรับคงไร้ประโยชน์ วิชานี้ดีนักทำให้การป้องกันกลายเป็นเรื่องสูญเปล่า
ยิ่งไปกว่านั้นฉันเองก็ทนรับหมัดเขาแทบไม่ได้ ขณะที่หมัดของฉันดูเหมือนจะทำอะไรอีกฝ่ายแทบไม่ได้เลย
“ข้ามองเห็นมันนะ” ฉันปัดเศษกิ่งไม้และเศษดินที่ติดตามเสื้อผ้าออก
ฉันขยับตัวตรวจดูว่ามีเศษไม้ฝังอยู่หรือไม่ ระหว่างนั้นสายตาก็ไม่ละไปจากคู่ต่อสู้ หวังว่าเลือดลมในกายจะยังช่วยให้ฉันไม่หลงลืมความเจ็บ เพราะหากบาดเจ็บหนักกว่าที่คิดนั่นอันตรายยิ่ง
“เจ้าพูดเรื่องอะไรของเจ้า?” เขาชะงักสีหน้าฉายแววสับสน
“หมัดของเจ้า ข้ามองเห็นมัน” ฉันว่าพลางใช้ปลายลิ้นเช็กฟันตัวเองว่ายังอยู่ดีหรือไม่ “ตอนแรกคิดว่าด้วยช่องว่างพลังมหาศาลเช่นนี้ แม้แต่มองการเคลื่อนไหวก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่ดูท่าแล้วระยะห่างระหว่างเราจะน้อยกว่าที่คิด”
นี่มันเหมือนกับตอนสู้กับจอมมารในเกม ‘Dark Souls’ เป็นครั้งแรก ที่ฉันหวังจะชนะในครั้งแรกยากนัก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสเลย ที่แย่กว่านั้นคือฉันไม่คิดว่าทั้งหมดนี่จะเป็นแค่ส่วนหนึ่งของความสามารถของเขาด้วยซ้ำ
ศิษย์รวบรวมพลังปราณขึ้นชื่อเรื่องการใช้ปราณได้หากปล่อยพลังออกมาจะต่างจากศิษย์หลอมกายราวฟ้ากับเหว
เขาพุ่งเข้ามาพร้อมหมัดรัว ๆ มาตรงหน้า ฉันก้มหลบจนใบหน้าเกือบเทียบระดับกับหัวเข่าอีกฝ่าย
ไม่รู้ทำไมอยู่ ๆ ก็นึกถึงคำแนะนำของ ไมค์ ไทสัน ขึ้นมาถึงตัวเล็กช่วงสั้นแต่ก็สู้คนตัวสูงได้เพราะผู้คนส่วนใหญ่มักฝึกให้ต่อยในระดับสายตา หากใครก้มต่ำถึงเพียงนี้หมัดต่อยลงข้างล่างก็จะเสียแรงและสมดุล
แต่ก็ยังมีโอกาสโดนเตะหน้าอยู่ดีหากเป็นเช่นนั้น ฉันคงต้องเสี่ยงแขนหักเข้าไปแลกกับการเตะขาอีกฝ่ายให้พิการ
หากเขาเสียขาไปแม้จะมีพลังเหนือกว่า แต่ก็ไล่ตามได้ยากนัก
ทว่า… ตรงข้ามกับคาดหมายหมัดใด ๆ กลับไม่มาฉันฉวยโอกาสใช้ ‘หมัดเขี้ยวทะลวง’ แทงเข้าที่สีข้าง จุดอ่อนบริเวณตับของอีกฝ่าย
แต่ถึงจะเป็นจุดตาย เจ้านั่นก็แค่ถอยหลังไปเพียงเล็กน้อย ทิ้งรอยลากบนพื้นหญ้าแล้วครางฮึดฮัด
เขาจ้องฉันตาแดงก่ำ ประหนึ่งจะฆ่ากันให้ตายตรงนี้
แทบไม่เห็นแม้แต่รอยช้ำ… นี่คือผลลัพธ์ที่ได้จากการทุ่มสุดตัวของฉัน
“เศษสวะอย่างเจ้า กล้าดียังไงมาแตะต้องข้า!”
ฉันเลิกสนใจเขาและปล่อยให้เขาพูดพล่ามต่อไปโดยไม่สนใจฟังแม้แต่น้อย ฉันใช้เวลานี้จับตามองหาสัญญาณว่าเขาจะพุ่งเข้ามาโจมตีเมื่อไรและเมื่อเขาเริ่มขยับ มันชัดเจนเสียจนไม่คิดจะปิดบัง การโจมตีที่เปิดเผยเช่นนี้ไม่มีอุบายหรือแผนลับใด ๆ แฝงอยู่เลย
เขาคิดจะใช้พลังดิบเข้าข่มฉันงั้นหรือ?
การเคลื่อนไหวของเขาเปิดเผยเกินไปหากเขายังเคลื่อนไหวแบบนี้ต่อไป ความเร็วและพลังที่เหนือกว่าก็ไร้ความหมาย
แขนของเขาซึ่งบิดไปมาเหมือนอสรพิษอีกครั้ง หมัดของเขาสั่นไหวก่อนจะเปล่งแสงเขียวออกมาจากปลายนิ้ว เปลี่ยนมือให้กลายเป็นแส้พุ่งเข้าหาใบหน้าฉัน
คราวนี้ฉันไม่คิดจะหลบ กลับเป็นฝ่ายบุกเข้าหาเสียเอง
เสียงสายลมหวีดหวิวรอบกำปั้นของฉัน เขาเองก็ไม่แสดงสีหน้าสนใจเท่าไรการรับหมัดเดิมเป็นครั้งที่สองทำให้เขาไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไรและคงคิดว่าสามารถรับไว้ได้
แต่แทนที่ฉันจะเล็งไปยังจุดอ่อนทั่วไปอย่างใบหน้า ซี่โครง ลำคอ หรือ ตับ ฉันกลับเลือกเล็งไปที่ข้อศอกของเขาแทน ที่ดูเหมือนไม่มีกระดูกจุดนี้ดูไม่น่าจะใช่จุดอ่อนอะไร แต่หลังจากศึกษาคัมภีร์วิชาต่าง ๆ มามากพอ ฉันก็พอคาดเดาได้ว่าตำแหน่งใดน่าจะเป็นจุดอ่อนซ่อนเร้น
เขาสะดุ้งทันที แขนที่เคยสะบัดไปมากลับหยุดนิ่ง เขาก้าวถอยหลังพร้อมขมวดคิ้ว มีรอยฟกช้ำปรากฏบนท่อนแขน
“วิชาของเจ้าดีไม่น้อย การป้องกันแทบไม่มีผล สามารถเปลี่ยนทิศทางการโจมตีได้อย่างอิสระ” ฉันกล่าว “แต่ก็ยังมีจุดอ่อนใช่หรือไม่? หากต้องเคลื่อนไหวเช่นนั้น เจ้าจำเป็นต้องทำให้แขนอ่อนตัวลง ซึ่งนั่นเองที่…”
ทำไมฉันถึงต้องมานั่งอธิบายสิ่งที่ทำอยู่เหมือนตัวร้ายไร้ค่ากันนะ? คงเพราะฉันต้องการถ่วงเวลาและแสดงให้เขาเห็นว่าฉันไม่ใช่เป้าหมายง่าย ๆ
อีกอย่างวิชาของเขาก็ยังมีข้อบกพร่อง ถึงแม้จะดูร้ายกาจตั้งแต่แรกเห็นแต่แม้กระทั่งวิชาเกราะกระดองเต่าทองคำของฉันซึ่งมันแข็งแกร่งด้านป้องกัน ก็ยังใช้รับมือมือของเขาไม่ได้เพราะเขาจำเป็นต้องทำให้แขนอ่อนตัวเพื่อใช้วิชานี้ซึ่งนั่นก็เท่ากับเปิดช่องว่างให้โจมตี
คิ้วของเขาขมวดแน่นกว่าเดิมดูเหมือนคำพูดของฉันจะไม่ส่งผลอะไร เขายังคงบุกเข้ามาอีกครั้ง คราวนี้ทั้งสองมือกลายเป็นแส้ตวัดไปมา
“มาดูกันว่าเจ้าจะหลบได้ไหม!” แขนของเขาสะบัดฟาดเปรี้ยง แหวกอากาศจนเกิดเสียงแหลมแตก
ตู้ม!
หมัดข้างหนึ่งของเขาฟาดใส่ต้นไม้ข้าง ๆ จนดูเหมือนถูกทุบด้วยไม้กระบองยักษ์ ส่วนกลางของลำต้นแทบแหลกละเอียด
ในกรณีนี้ความเร็วก็คือพลังในรูปแบบหนึ่ง
แม้ท่าไม้ตายนี้จะดูเหมือนไม่ได้เพิ่มพลังโจมตีโดยตรง แต่ดูเหมือนเจ้านี่จะเริ่มควบคุมวิชาได้ดีขึ้น
และสามารถกลบจุดอ่อนนั้นได้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าชายอาสุโสหรงของเขาคงถ่ายทอดกลเม็ดบางอย่างไว้ตั้งแต่เด็ก เจ้าหมอนี่ดูยังไงก็ไม่น่าจะคิดเองได้ขนาดนี้
หรือไม่ก็...อาจจะเป็นอย่างนั้นจริง ๆ
วิธีที่ดีที่สุดคือลองวัดกันว่า ใครชำนาญวิชาของตนมากกว่ากัน
เขาพุ่งเข้าหาฉันพร้อมรอยยิ้มยโส ปากก็พล่ามอะไรสักอย่างที่ฉันไม่สนใจอีกแล้ว คงจะเป็นคำพูดดูถูกอะไรพรรค์นั้น แต่ตอนนี้มันไม่สำคัญและไม่มีแม้แต่จะเข้าหัวฉัน
เพราะฉันหลุดเข้าสู่โลกของตัวเอง สิ่งเดียวที่อยู่ตรงหน้าคือแขนและฝ่ามือเหมือนดั่งแส้คู่นั้น
การเคลื่อนไหวของแขนเขาไม่ใช่แค่การขยับข้อธรรมดา แต่มันอยู่ในระดับเดียวกับวิชาเกราะกระดองเต่าทองคำของฉัน ซึ่งเป็นวิชาระดับมนุษย์ชั้นต้น แต่วิชานี้กลับเปลี่ยนรูปลักษณ์แขนได้ถึงเพียงนี้
ทว่าท่าทางของเขากลับแข็งทื่อ ทั้งที่ความเร็วสูงปานนั้น
ท่ามกลางแขนแส้ที่ตวัดเข้ามาฉันปล่อยหมัดใส่เข้าไป
ทันทีที่หมัดพุ่งออกรอยเฉือนปรากฏขึ้นบนแขนของฉัน แต่ฉันไม่ละสายตาและหมัดเขี้ยวทะลวงของฉันก็ซัดใส่ลำคอเขาเต็มแรง
ดวงตาของเขาเบิกกว้างอย่างตื่นตระหนก เป็นครั้งแรกตั้งแต่เริ่มการต่อสู้ที่เขาดูเหมือนจะได้รับบาดเจ็บ เลือดสีแดงไหลออกจากปาก เขาทรุดลงคุกเข่ากุมคอตัวเองพลางมองไปรอบ ๆ อย่างงุนงง
บางที...เขาคงหายใจไม่ออก? จังหวะนี้ถือว่าเลวร้ายสำหรับเขา
แต่ในเมื่อเขาเป็นศัตรู ฉันก็ไม่คิดจะปล่อยไว้
ฉันพุ่งหมัดอีกครั้ง คราวนี้ผสานวิชาก้าววัวคลั่งเล็กน้อย
แต่แล้ว...ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างก็แทรกเข้ามา
นี่มันอะไรกัน? ความรู้สึกที่ผิวกายร้อนผ่าวราวกับอยู่ใกล้เตาเหล็กร้อน ๆ
ฉันมองไม่เห็นอะไรเลย! แต่บางอย่างอยู่ตรงนั้น อันตราย!
แม้จะเป็นจังหวะเหมาะในการซ้ำเติม ฉันกลับเชื่อสัญชาตญาณหรือจะพูดให้ถูกคือ ร่างกายฉันเคลื่อนไหวเองก่อนจะทันได้คิด ฉันดีดตัวถอยไปสิบกว่าก้าว แม้จะอยู่ห่างเจ้านั่นที่ไอค่อกแค่ก ผิวหนังทั่วร่างก็ยังรู้สึกขนลุกและเสียงหัวใจก็ดังก้อง
นี่มันความรู้สึกอะไรกัน?
มีบางอย่างอยู่ตรงหน้า...ที่ฉันมองไม่เห็น
ศิษย์ชั้นในคนนั้นหยุดไอแล้วลุกขึ้นยืนมองฉันด้วยแววตาอีกแบบ ไม่ใช่ความโกรธ แต่มันคือความงุนงง ก่อนจะพูดขึ้นว่า
“เจ้า...หลบได้ยังไง?”
ว่าไงนะ? หลบอะไร?
ดูเหมือนจะอ่านสีหน้าฉันออก เขาขมวดคิ้วแล้วเอ่ยต่อ
“ไม่...เจ้าเองก็มองไม่เห็นเหมือนศิษย์บำเพ็ญเพียรฝ่ายนอกทั่วไปแต่แล้วเจ้าหลบได้อย่างไร? เจ้า...รู้สึกถึงพลังปราณได้งั้นรึ? อย่าบอกนะว่า...”