- หน้าแรก
- เซียนเนิร์ดทะลุมิติ
- [เซียนเนิร์ด]_บทที่27_ทดลองบทที่หนึ่ง
[เซียนเนิร์ด]_บทที่27_ทดลองบทที่หนึ่ง
[เซียนเนิร์ด]_บทที่27_ทดลองบทที่หนึ่ง
บทที่ 27 - การทดลองบทที่หนึ่ง
นับตั้งแต่ฉันมายังโลกนี้ก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นอยู่เสมอ ว่าจะต้องได้พบเจอกับคนประเภทไร้เหตุผลเข้าให้สักวัน แต่ก็เหมือนกับพวกบ้าคลั่งในโลกอินเทอร์เน็ตแบบพวกคนในวิดิโอคลิปยูทูปต่าง ๆ การจะได้เจอคนประเภทนั้นจริง ๆ กลับเป็นเรื่องที่พบได้ยากนัก
โดยปกติแล้ว มนุษย์มักจะยับยั้งชั่งใจตนเอง ไม่ก็เก็บซ่อนสัญชาตญาณต่ำต้อย ความต้องการหรือแรงกระตุ้นอยากระบายออก... ต่อให้บางครั้งในใจจะมีความคิดอยากฆ่าฟันใครสักคนขึ้นมาก็ตาม แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครกล้าทำ
แต่ถ้าหาก... หากมีใครบางคนที่แข็งแกร่งพอจนทำได้ตามใจปรารถนาล่ะ? หากผู้ใดแข็งแกร่งถึงขั้นไร้ซึ่งพันธนาการไม่ต้องสนกฎใด ๆ บนโลก
กฎที่เคยเหนี่ยวรั้งพวกบ้าคลั่งก็จะไร้ความหมายในพริบตา
จึงเป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้นก่อนที่ฉันจะได้เจอกับพวกคุณชายไร้เหตุผลแบบนั้นและน่าตลกสิ้นดี... ผู้ที่ฉันกำลังจะได้เจอกลับเป็นคนที่ถูกแต่งตั้งให้มีหน้าที่ปกป้องฉันเสียเอง
ชายชราคนกวาดลานพูดถูกหากฉันปรารถนาความสงบสุข คงต้องลงแรงไขว่คว้ามันมาด้วยตนเอง ไม่ใช่เพียงครั้งนี้หากตั้งแต่ตอนนี้ตลอดชั่วชีวิต
“ช่างน่ารำคาญนัก...” ฉันพึมพำเสียงแผ่ว
“นั่นแหละคือชีวิต ไอ้หนู” ชายชราคนกวาดลานหัวเราะในลำคอ
ทำไมกัน... ทำไมฉันรู้สึกว่าเขากำลังสนุกกับเรื่องนี้เสียเหลือเกิน
ต่อสู้ด้วยพลังเหนือสามัญมนุษย์ฟังดูเหมือนน่าตื่นเต้นและเร้าใจดี หากพอนึกย้อนไปถึงวันที่ฉันเคยฆ่าชายหนุ่มผู้หนึ่งภาพนั้นยังติดตรึงอยู่ในหัวราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
“ถ้าฉันฆ่าศิษย์ฝ่านในผู้นั้น จะมีเรื่องที่ไม่คาดคิดตามมามากไหม?” ฉันหันไปถามผู้อาวุโสผู้ดูแลตำรา
อย่างน้อยฉันก็ควรรู้ว่าตนกำลังจะเผชิญหน้าเรื่องใด หากต้องสู้กับคนหยิ่งยโสไร้ยางอาย คงโง่เต็มทีหากต้องยั้งมือคนแบบนั้นต่อให้ฆ่าฉันก็คงอ้างได้ว่าเป็นอุบัติเหตุ
ไม่สิ... คนแบบนั้นน่ะ ต่อให้ฆ่าฉันก็คงจะยืดอกอวดอ้างความดีใส่หน้าคนทั้งโลกเสียมากกว่า
“เจ้าจะลำบากไม่น้อยแน่ หากทำเช่นนั้น” ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราเอ่ยเสียงเรียบ
“โอกาสที่จะทำได้ก็แทบเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว” เจ้าเฒ่าหัวเราะ “เจ้านึกว่าตัวเองเป็นใครกัน เจ้าเด็กน้อย? นี่มันไม่ใช่แค่ความแตกต่างระหว่างระดับขั้นไม่กี่ดาว แต่มันเป็นทั้งระดับใหญ่ที่แม้แต่ความเข้าใจต่อพลังปราณเองยังแตกต่างกันลิบลับ เจ้าเองก็ช่างอวดดีนักที่คิดว่าตัวเองจะเอาชนะได้”
“ข้าแค่อยากเตรียมพร้อม และรู้ดีว่าตัวเองมีโอกาสแค่ไหน” ฉันตอบกลับ แต่เจ้าเฒ่าก็ยังทำหน้าบึ้งอยู่ดี
“ช่างเถอะ เจ้าจะมัวนั่งหลบอยู่ในหอคัมภีร์ปล่อยให้คู่ต่อสู้วางแผนรับมือเจ้าอยู่อย่างนั้นหรือ?” เจ้าเฒ่าแค่นเสียงเหอะ แล้วชี้ไปทางชายหนุ่มนอกประตู “ต่อให้โง่เง่าอย่างมันหากมีเวลาก็วางแผนได้ทั้งนั้น... แม้อาจต้องใช้เวลานานโขก็ตาม แต่เรื่องนั้นจะกลายเป็นข้อได้เปรียบของเจ้า”
เขาพูดถูกไม่ว่าจะมองทางไหนก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีก
“แล้วต้องทำยังไงถึงจะทำให้ศิษย์ฝ่ายในผู้นั้นไม่กล้ากลับมาหาข้าอีก?” ฉันถามต่อ
“แค่แสดงให้มันเห็นว่าเจ้ามิใช่ของหวานที่ใครจะหยิบเคี้ยวเล่นได้และไม่ว่าอย่างไร หากมันกล้าก้าวล้ำเข้ามา ก็จะพบเจอแต่ความเจ็บปวด” เจ้าเฒ่าเอ่ยเสียงนิ่ง “ออกไปเสียแสดงให้โลกรู้ว่าเจ้านั้นมีดีเพียงใด จะมัวรอเวลาอันใดอยู่”
ฉันยังมีอีกหลายคำถามในใจแต่เวลาไม่อนุญาตอีกแล้วถึงคราวลงมือเสียที!
ฉันวางเจ้าสปีดดี้ไว้บนเคาน์เตอร์ก่อนจะก้าวออกไป “ฝากดูแลเจ้านี่ด้วย” ฉันพูดฝากให้เจ้าเฒ่าและผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราดูแลเต่าน้อยของฉันระหว่างออกไปจัดการกับศิษย์ฝ่ายในผู้นั้น
***
ซินหม่ามองแผ่นหลังของชายหนุ่มผู้ก้าวออกไป ก่อนหันมาทางชายชราเคราสีขาวที่ดูเหมือนแพะนามว่าซานซ่า
“เจ้าคิดจะทำอะไร? ส่งเด็กนั่นไปตายทั้งที่ไม่มีทางชนะ แล้วยังทำเหมือนว่ามีโอกาสอีก” ซินหม่าพูดออกมาในทันทีเมื่อหลิวเฟิงพ้นสายตา
“เห็นได้ชัดว่าภายในสำนักกำลังแปรปรวนปั่นป่วนเป็นดั่งคลื่นใต้น้ำ การวางกฎควบคุมนักโทษเก่า ก็หาใช่เพื่อความสงบจริงไม่ หากแต่เป็นเพียงฉากหน้าทางอำนาจการเมือง เปิดทางให้บุตรหลานผู้อาวุโสที่เคยเร้นกายออกไปภายนอกได้กลับมาขยายอิทธิพลอีกครั้ง ทว่าก็ต้องขยายขอบเขตกฎนั้นให้ครอบคลุมผู้อื่น เพื่อรักษาหน้าตาสำนักให้ดูสมเป็นสถานแห่งบำเพ็ญเพียรอันสูงส่ง”
ซานซายกนิ้วก้อยแคะจมูกอย่างไม่ใส่ใจ “การที่หลิวเฟิงดันมาเจอคนประเภทนั้น ก็แค่โชคร้าย... หรือไม่ บรรดาผู้อาวุโสคงส่งพวกคนของตัวเองมาเฝ้าพวกนักโทษเก่าด้วย แต่ก็ไม่แปลกที่เจ้าจะได้คู่หูที่โตมากับช้อนเงินช้อนทองในปาก มองเหล่าศิษย์นอกสำนักเป็นแค่ขยะเรื่องแบบนี้มันก็เกิดบ่อยกว่าที่คิด”
ซินหม่าไม่คิดตอบโต้ถ้อยคำอธิบายยาวเหยียดนั้น เพราะสำหรับเขามันดูคล้ายข้ออ้างเสียมากกว่า เห็นได้ชัดว่าซานซาคิดช่วยเหลือหลิวเฟิงเต็มที่ เพียงแต่ไม่มีเวลามากพอให้ทำเช่นนั้น
หากเป็นซินหม่าเขาก็คงเลือกยืนดูเฉย ๆ อยู่ข้างสนามแต่ซานซากลับไม่มีทางเลือกแบบนั้น ใครจะรู้ว่าชายชราผู้นี้ยังเหลือเวลาสั่งสอนเด็กหนุ่มอีกมากน้อยเพียงใด
“ข้าว่าท่านผลักไสเด็กนั่นเกินไปหน่อย” ซินหม่ากล่าว
“เจ้ารู้สิ่งใดเกี่ยวกับการอบรมผู้คนกัน” ซานซาจิ๊ปาก “ต่อให้หลิวเฟิงแสร้งทำใจเย็น ทำเป็นไม่ใส่ใจเพียงใดคนตาบอดก็ยังมองออกว่าเจ้านั่นไม่ชอบเรื่องการต่อสู้”
“ไม่จำเป็นต้องอธิบายยืดยาวจนกลายเป็นข้อแก้ตัว” ซินหม่าขัดขึ้น ก่อนอีกฝ่ายจะพร่ำบ่นต่อ
ไม่ว่าซานซาจะเคยผ่านอะไรมาในวัยหนุ่มก็ตาม มันยังคงส่งผลต่อเขาจนถึงยามนี้และเพียงแค่ซินหม่าสามารถอ่านชายชราได้ทะลุปรุโปร่งขนาดนี้ก็แสดงว่าบาดแผลนั้นยังสดใหม่อยู่มาก
“ข้าแค่ต้องการให้เด็กมันแข็งแกร่งพอจะอยู่รอดในโลกนี้” ซานซาพึมพำ คล้ายจะบอกตัวเองมากกว่าคนอื่น “เด็กมันตายง่ายเกินไปสู้ให้เจ็บในสำนัก ที่อย่างน้อยยังมีคนคอยดูแลดีกว่าออกไปตายข้างนอก”
ครั้งก่อน? หรือว่าหมายถึงศึกที่เขาประสบมานอกสำนัก? ซินหม่าเคยอ่านรายงานและไต่ถามจากผู้คนบ้าง แต่เนื้อหาทั้งหมดก็คลุมเครือไม่ชัดเจนนัก
ดูท่าซานซาจะปล่อยให้อารมณ์นำทางเสียแล้ว บางทีเรื่องเช่นนี้อาจจะเป็นผลดีอยู่เหมือนกัน เพราะซินหม่าเองก็ต้องยอมรับว่าเขาเองก็อยากเห็นศึกนี้
หลิวเฟิงนั้นก้าวหน้าในวิชาผนึกและค่ายกลไปไกลไม่น้อย
แม้จะบอกไม่ได้ว่าหลิวเฟิงมีพรสวรรค์โดยแท้หรือเป็นเพราะความมุ่งมั่นอันดื้อดึงกันแน่ แต่ก็ทำได้ดีกว่าศิษย์ทั่วไปอยู่มากและมันอาจทำให้เขาพลิกสถานการณ์ได้
***
ตั้งแต่ฉันก้าวเท้าออกไปแต่ละก้าวมันรู้สึกเหมือนฝ่าเท้าหนักอึ้งขึ้นทุกที ศิษย์ฝ่ายในตรงหน้านั้นจ้องมองฉันด้วยแววตาเดือดดาลคล้ายพร้อมจะฉีกฉันออกเป็นชิ้น ๆ ทว่าสายตาของเขากลับลอบมองไปด้านหลังฉันอยู่บ่อยครั้ง ตรงตำแหน่งที่ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราและตาเฒ่านั้นยืนอยู่
ดูเหมือนความทรงจำที่เขามีกับผู้อาวุโสผู้ดูแลตำรายังสดใหม่เกินไปจนไม่กล้าลงมือบุ่มบ่าม
แต่ยิ่งฉันเดินเข้าไปใกล้ความหนักอึ้งของร่างกายก็ทวีขึ้น ทว่าในขณะเดียวกันจิตใจก็พลันเบาสบายลง ความคิดภายในพลันเคลื่อนไหวเร็วขึ้น เรื่องราวมากมายที่เคยอัดแน่นอยู่ในหัว ไม่ว่าจะเป็นตำราที่ควรอ่านต่อไป ค่ายกลที่ต้องศึกษาหรือแผนการฝึกปรือต่าง ๆ รวมถึงความกังวลในอนาคตก็พลันคลายตัว
บางทีอาจจะมีทางเลือกอื่นที่ฉันมองข้ามไปเช่นการไปแจ้งเหล่าผู้อาวุโสหรือทางการ…แต่ก็ช่างเถอะ นี่คือสำนักบำเพ็ญเพียรและการฝึกยุทธ์ ศึกระหว่างศิษย์ด้วยกันไม่เคยเป็นสิ่งต้องห้าม
โอกาสที่ฉันจะชนะนั้นน้อยเสียยิ่งกว่าน้อยและเกือบทุกส่วนในร่างกายต่างก็เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น แต่สิ่งเดียวที่ฉันต้องแสดงให้เขาเห็น…คือฉันไม่ใช่เหยื่อที่ใครจะเคี้ยวแล้วกลืนได้ง่าย ๆ
หัวใจฉันเต้นกระหน่ำดังในโสตประสาทและในขณะเดียวกัน…ส่วนหนึ่งในใจลึก ๆ อย่างน่าประหลาด ก็เกิดความรู้สึกอยากลองดูสักตั้งอยากรู้ว่าพละกำลังที่สั่งสมมา จะรับมือกับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่าได้สักแค่ไหน
วิชาที่ร่ำเรียนจะพอเอาตัวรอดได้หรือไม่? หรือที่ผ่านมา ฉันพัฒนาไปถึงระดับใดแล้วกันแน่?
แม้จะใกล้เข้าไปเรื่อย ๆ แต่ศิษย์ฝ่ายในกลับยิ่งขบกรามแน่น เส้นเลือดบนหน้าผากปูดโปนคล้ายหนอนไต่ทว่าเขาก็ยังไม่ลงมืออยู่ดี
มีบางสิ่งบางอย่างที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหลัง ซึ่งฉันไม่อาจรับรู้ได้ดังนั้นสำหรับฉัน เขาไม่ต่างอะไรกับคนแปลกหน้าที่โผล่มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม่มีความแค้นเคืองใด ๆ ติดค้าง จึงเอ่ยปากถามอีกครั้ง “ยังมีทางไหนที่เลี่ยงไม่ต้องลงไม้ลงมือกันหรือไม่?”
ใบหน้าของอีกฝ่ายอ่อนลงนิดหนึ่งจนฉันพลันมีความหวังวาบขึ้นมา ก่อนที่เขาจะกล่าวว่า “คุกเข่ากับพื้นให้ข้าหนึ่งร้อยครั้ง แล้วรับตบการหน้าจากฝ่ามือของข้าอีกสิบทีจนแก้มบวมปูด!”
…นี่มันบทพระเอกโดนแกล้งชัด ๆ เพียงแต่ฉันไม่ได้รับผลประโยชน์ใด ๆ ตอบแทนเลยสักนิด
ไม่มีข้อกังขาในใจเลยว่าต่อให้ฉันยอมทำตามเขาก็ไม่มีวันหยุดหยาม เกือบจะแน่ใจได้ว่าเขาจะหาโอกาสเหยียบย่ำฉันต่อหน้าใครต่อใครไม่เว้นแต่ละวันแน่นอน
“น่ารำคาญ…ทุกอย่างพักนี้มันยุ่งยากเกินไปแล้ว” ฉันพึมพำกับตัวเองเบาๆ
เอาเข้าจริง ๆ ก็ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องแย่ ๆ หรอกช่วงหลายสัปดาห์ก่อนก็สงบเรียบร้อยดีอยู่
โดยไม่ทันกล่าวคำใดอีกลมโดยรอบชายหนุ่มก็แปรเปลี่ยน เขาฟาดฝ่ามือใส่ฉันทันทีฉันเบี่ยงตัวหลบการโจมตีอันไร้น้ำหนักนั้นอย่างง่ายดาย
“โอ้? เจ้ากล้าหลบฝ่ามือของคุณชายเช่นข้ารึ!” ใบหน้าเขาบึ้งตึงขึ้นทันควัน
โธ่เอ๋ย…เจ้าหมอนี่ช่างน่ารำคาญแม้กระทั่งน้ำเสียงฟังทีไร เหมือนเล็บขูดกับหินทุกครั้ง
ไม่รีรอฉันสวนหมัดเข้าที่ปลายคางอีกฝ่ายทันที หมัดนี้ทั้งหนักแน่นและแม่นยำจนสมบูรณ์แบบ ขนาดที่ปกติสมองคนโดนต้องสั่นสะเทือนถึงขั้ว หลับคาที่เป็นแน่
หัวของศิษย์ฝ่ายในสะบัดไปด้านข้าง ก่อนจะหันกลับมาจ้องฉันพร้อมรอยยิ้ม “แค่นี้เองรึ?”
ไม่แม้แต่จะมีรอยช้ำบนใบหน้าเลยสักนิด…