เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

[เซียนเนิร์ด]_บทที่26_การพบกันอันคาดไม่ถึง

[เซียนเนิร์ด]_บทที่26_การพบกันอันคาดไม่ถึง

[เซียนเนิร์ด]_บทที่26_การพบกันอันคาดไม่ถึง


บทที่ 26 - การพบกันอันคาดไม่ถึง

ฉันใช้เวลาหลายวันในการเรียนรู้การวางค่ายกลพื้นฐานอีกสองสามแบบและต้องยอมรับว่ามันสนุกกว่าที่คิดไว้มาก การฝึกก้าวหน้าไปอย่างมั่นคงส่วนหนึ่งก็เพราะผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราในหอคัมภีร์ที่ทำตัวเหมือนอาจารย์จำเป็น แม้เขาจะพูดอยู่ตลอดว่าไม่ได้ลำเอียงหรือให้ท้ายฉันเป็นพิเศษ แต่ความจริงนั้นซินหม่าเองก็เคยบอกว่าคนเรามักพูดอย่างทำอย่าง

วันนี้ก็เป็นอีกวันธรรมดาฉันกับผู้อาวุโสผู้ดูแลตำรากำลังสนทนาเกี่ยวกับค่ายกลพันธนาการ ขณะเดียวกันกับที่ชายชราคนกวาดลานแถวนั้นยืนมองเราด้วยแววตาเอือมระอาก่อนจะส่ายหัวพลางบ่นว่า “เด็กสมัยนี้…เอาแต่หมกตัวอยู่กับคัมภีร์ ลืมวิธีใช้ชีวิตกันไปหมดสมัยข้า...”

เขาหยุดคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะเกาศีรษะแล้วพูดต่อ “จริง ๆ แล้วสมัยข้าน่ะเราฆ่าฟันกันตายเพื่อแย่งคัมภีร์พวกนี้ซะมากกว่า เฮ้อ…แต่ถึงอย่างนั้น การได้เห็นพวกเจ้าเอาแต่หมกตัวอยู่แบบนี้ก็ทำให้ผิดหวังเหมือนกัน”

ทั้งผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราและฉันรู้ดีว่าเจ้าเฒ่าบ้านี่แค่พยายามจะกวนประสาทพวกเรา จึงไม่มีใครปริปากโต้ตอบบางทีใคร ๆ อาจไม่อยากยอมรับ แต่นิสัยปากเสียของชายชราคนกวดลานนี่มักทำให้คนตกหลุมพรางไปทะเลาะด้วยเสมอ และพอเป็นอย่างนั้นเขาก็จะเป็นฝ่ายได้เปรียบทันที

“ขั้นตอนประกอบพิธีของค่ายกลเป็นสิ่งที่ข้ามักจะข้ามไม่ได้ แต่มันก็เป็นส่วนที่ยุ่งยากที่สุดด้วย บางคนสามารถร่ายอักขระและบริกรรมคาถาได้กลางสมรภูมิ แต่พิธีกรรมที่ว่าก็แทบจะเป็นไปไม่ได้อยู่ดี อย่างไรก็ตาม มันก็มีวิธีพลิกแพลงเพื่อใช้งานได้ในสถานการณ์คับขัน” ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราอธิบายไปพลางวาดวงกลมบนกระดาษเปล่า พร้อมจดสัญลักษณ์สี่จุดไว้

“อย่างค่ายกลพันธนาการที่เจ้าชอบนักหนา จำเป็นต้องมีจุดเชื่อมต่อสี่จุดจัดวางเป็นรูปกากบาท ล้อมเป้าหมายไว้ตรงกลาง”

“ใช่ จุดเชื่อมต่อนั้นคือเทียนสี่เล่ม” ฉันตอบ

“เอาเถอะเจ้าจะเข้าใจได้ชัดเจนกว่านี้หากสามารถสัมผัสพลังปราณได้ในอนาคต แต่สมมุติว่าหากเจ้าอยู่ในอาคาร จะบริกรรมคาถาแต่ไม่มีเทียน เทียนน่ะเป็นเพียงสิ่งที่ใช้เป็นตัวแทนจุดเชื่อมต่อในค่ายกลเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วค่ายกลต้องการเพียงสี่จุดที่จับต้องได้และศัตรูต้องอยู่ตรงตำแหน่งตัดกันของกากบาท” เขายิ้มบางๆ

“ดังนั้น ถ้าเจ้าอยู่ในอาคาร เจ้าสามารถใช้เสาเป็นจุดเชื่อมต่อได้” เขาชี้ไปทั่วบริเวณหอคัมภีร์ แต่ตรงกันข้ามกับที่พูดไม่มีเสาสักต้น ฉันจึงมองเขาเพื่อขอคำอธิบาย ทว่าเขาเพียงยิ้มบาง ๆ ซึ่งผิดวิสัยมากเพราะตอนนี้ยังเป็นช่วงเวลาทำงานและยังมีศิษย์อีกสองสามคนอยู่แถวนั้น

“พอแค่นี้ก่อนสำหรับวันนี้” เขาปิดคัมภีร์ที่วางอยู่ข้างตัวแล้วยื่นให้ฉัน เป็นคัมภีร์เล่มเดียวกับที่เขาขายให้ฉัน เรามักใช้มันเป็นคัมภีร์อ้างอิงประจำ “ลองคิดดูให้ดีว่าหากจะวางค่ายกลพันธนาการในสถานการณ์ต่างๆ เจ้าจะทำอย่างไรดี ลองคาดเดาสิ่งที่มองไม่เห็นในตอนนี้ให้ได้ จุดเชื่อมต่อสี่จุดนั้นอาจเป็นอะไรก็ได้”

แน่นอนจุดเชื่อมต่อนั้นไม่น่าจะเป็นเป็นอากาศ เพราะมันต้องเป็นสิ่งที่จับต้องและทำลายได้ตามเงื่อนไขของค่ายกลพันธนาการ

มันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนได้กลับไปเรียนวิชาเคมีสมัยมัธยมต้น แต่ตอนนี้กลับรู้สึกสนุกมากกว่าตอนนั้น

ฉันหยิบคัมภีร์เดินไปหาชายชราคนกวาดลานและเขาก็รับไปจากมือฉันทันที ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราไกล ๆ ถึงกับขมวดคิ้วแต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะจริง ๆ แล้วเขามีอำนาจดูแลแค่ชั้นแรกเท่านั้น อีกทั้งตัวเขาเองก็ไม่อยากขัดขวางฉันเสียด้วยซ้ำ

การถือคัมภีร์ค่ายกลไว้กับตัวนับว่าอันตราย แต่ถ้าหากเจ้าเฒ่านั่นเอาไปซ่อนไว้ที่ชั้นสอง ตรงที่ซ่อนใบชาโปรดของเขาแล้วล่ะก็ คงไม่มีใครหาเจอมันได้ฉันเองก็ไม่รู้หรอกว่าที่ซ่อนใบชานั่นมีอยู่จริงหรือเปล่า แต่ก็เชื่อใจว่าเจ้าเฒ่าจะไม่หักหลังและคงปกป้องของที่ช่วยฉันหามาได้เป็นอย่างดี

ถามว่ามันผิดกฎแค่ไหน? ก็คง…มากอยู่

แต่ในสถานการณ์นี้ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราก็แกล้งทำเป็นมองไม่เห็น แถมไม่ใส่ใจนักเจ้าเฒ่าก็ทำหน้าที่ไปแล้วด้วยการบ่นเรื่องลำเอียงจนน้ำลายแห้ง โชคดีที่ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราเคยชินกับเรื่องแบบนี้อยู่แล้วเลยไม่แม้แต่จะกระพริบตา

หลังจากเอาคัมภีร์ไปเก็บที่ชั้นสอง เจ้าเฒ่าก็กลับมาพร้อมถ้วยชาอุ่นๆ แล้วมองฉันด้วยสีหน้าประหลาดใจ

“อะไร เจ้ายังไม่กลับอีกเหรอ? ถึงตอนนี้เจ้าควรจะออกไปเสพสุขกับหญิงงามหรือทำเรื่องลามกอะไรพรรค์นั้นแล้วไม่ใช่เรอะ?”

ฉันขมวดคิ้ว “ท่านคิดว่าข้าไปทำอะไรตอนออกจากหอคัมภีร์กัน เจ้าเฒ่า?”

“ก็คงเอาหนังคัมภีร์ที่ยืมไปนั่งอ่าน หรือทำเรื่องน่าเบื่ออย่างอื่นน่ะสิ” เขาว่า

เอ่อ…อันนี้ทายแม่นเกิน “เปล่า ข้าฝึกวิชา”

“เฮอะ ข้าพูดเล่นแท้ๆ” เจ้าเฒ่าพึมพำออกมาเบาๆ ซึ่งรู้ทั้งรู้ว่าฉันได้ยินเต็มสองหู “เด็กคนนี้ไม่มีเพื่อนหรือชีวิตอะไรเป็นของตัวเองเลย แย่จริงๆ สมัยนี้หนอ…”

เจ้าเฒ่าบ้านี่…

“วันนี้ข้าจะพักที่นี่ พักร่างกายหน่อย” ฉันบอกไป

ช่วงนี้ความก้าวหน้าในการฝึกชักจะช้า ฉันต้องฝืนร่างกายจนเกินกำลังจนบางวันต้องหยุดพัก ถือโอกาสศึกษาค่ายกลไปด้วยในช่วงนี้

ช่วงนี้ฉันก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมากหลังเหตุการณ์แย่งชิงศิลาวิญญาณที่วุ่นวาย พวกฆาตกรรมในเขตนอกสำนักก็เริ่มสงบลง

อีกไม่นานทุกอย่างคงจะเข้าที่เข้าทาง มีข่าวลือว่าทางสำนักในเริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว เพราะมีอดีตนักโทษจำนวนมากหายตัวไปบางรายก็อาจจะเป็นคนบริสุทธิ์ที่แค่โดนจับผิดตัว

ใครสักคนต้องรับผิดชอบกับศพเหล่านั้น บางรายเป็นศิษย์จากตระกูลใหญ่ด้วยซ้ำ ผู้อาวุโสฝ่ายแก่นแท้ที่จุดชนวนเรื่องนี้เพราะความหวาดระแวง คงต้องคุกเข่าขอขมาตระกูลใหญ่ทั้งหลายจนน่องบวม

แต่หัวหน้าสำนักเองก็คงระแวงเรื่องสายลับเช่นกัน มิเช่นนั้นคงไม่อนุมัติเรื่องนี้บางทีผู้อาวุโสคนนั้นอาจแค่เป็นแพะรับบาป?

ยังไงฉันก็ไม่ค่อยใส่ใจนัก

...

พอเวลาล่วงเลยไปจนถึงเย็นศิษย์คนอื่น ๆ ก็พากันกลับไป เหลือเพียงผู้อาวุโสผู้ดูแลตำรา เจ้าเฒ่ากับฉัน

แต่ว่า…จู่ ๆ ก็มีคนเดินเข้ามา

ชายคนนั้นสวมชุดสีน้ำเงิน ต่างจากศิษย์เขตนอกแถวนี้บ่งบอกว่าเป็นศิษย์สำนักใน

ศิษย์สำนักในไม่ควรมีหอคัมภีร์ของตัวเองหรือ? หอคัมภีร์เล็ก ๆ อย่างนี้จะไปมีอะไรที่ศิษย์สำนักในสนใจเอาตอนหัวค่ำแบบนี้?

คำถามก็คือ หมอนี่มาทำบ้าอะไรที่นี่?

ชายผมดำยาวประบ่า ใบหน้าบึ้งตึง ดวงตามองไปรอบ ๆ เหมือนคนเมายาที่ดูอารมณ์เสียเตรียมระบายความแค้น จนพอสบตากับฉันแววตานั้นก็ลุกโชนด้วยเพลิงโทสะ

เขาเดินกระแทกเท้าเข้ามา จนบรรยากาศโดยรอบพลันอึดอัด “เจ้าใช่หลิวเฟิงหรือไม่?”

“ใช่” ฉันตอบ

“กล้าดียังไง!” เขากระชากเสียง

คราวนี้ฉันไปทำอะไรวะ? ฟังแล้วรู้สึกปวดหัวล่วงหน้า

“เจ้าให้คุณชายผู้นี้รอเจ้าอยู่หน้าที่พักถึงสองวัน! ข้าอับอายขายขี้หน้าอยู่ตรงนั้น! แกเป็นแค่เศษเดนศิษย์เขตนอก กล้าดียังไงมาดูหมิ่นคุณชาย!” เขาตวาดแล้วเดินเข้ามาจนแทบจะถึงตัว

แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งที่ทำให้ฉันประหลาดใจไม่ใช่ท่าทางจะกระทืบหน้าของหมอนี่ คือ…มีคนประเภทนี้อยู่

จริง ๆ หรอ? พูดถึงตัวเองเป็นบุรุษที่สามแบบนี้ นี่หรือที่เขาเรียกกันว่า “คุณชาย”? ศิษย์สำนักในที่เคยเจอมาก่อนหน้านี้ยังมีมารยาทดี ๆ กันอยู่เลยคงถึงเวลาที่ต้องเจอพวกแบบนี้บ้างแล้วสินะ

แต่เอาจริง ๆ มันเหมือนพวกยูทูบเบอร์สายคาเรนมากกว่า มีคนแบบนิสัยแบบนั้นจริง ๆ งั้นหรอวะเนี่ย?

ถึงจะเดินมาข่มขู่ขนาดนี้ฉันก็ไม่ขยับหนีแม้แต่น้อยและพออีกฝ่ายเข้าใกล้พอ ก็กำหมัดซัดใส่หน้าฉันทันที

จากเสียงลมที่หวดมาก็รู้แล้วว่าหมัดนี้คงทำฟันฉันร่วงไปทั้งปากแน่

ก็แน่ล่ะนี่มันศิษย์สำนักในขั้นรวบรวมพลังปราณ ถึงไม่ใช้พลังปราณหมอนี่ก็น่าจะเหนือกว่าฉันขนาดที่ฉันอาจจะเทียบไม่ติดเลยก็ว่าได้

แต่ไม่ทันหมัดจะถึงหน้ามันก็หยุดกลางอากาศ เหมือนโดนตรึงเอาไว้ อย่างที่คิดไว้เป๊ะ…

"ที่นี่ไม่อนุญาตให้ก่อเรื่องวิวาท" ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำรากล่าวพร้อมกับคว้ามือไปดึงหมัดของศิษย์ฝ่ายในเอาไว้แน่นอย่างกับคีมเหล็ก "อธิบายตัวเองมา"

"เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร?!" ศิษย์ฝ่ายในขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์

"ไม่รู้" ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราตอบทันควัน ดวงตาค่อย ๆ เย็นเยียบขึ้น "ต่อให้รู้ศิษย์ฝ่ายในผู้มีอำนาจจริง ๆ ไม่มีทางมาป้วนเปี้ยนอยู่แถวฝ่ายนอกหรือถูกส่งมาทำงานใช้แรงแบบนี้หรอก"

"ข้าคือหลานชายของผู้อาวุโสหรง!" เจ้าหนุ่มผู้โอ้อวดเชิดหน้าขึ้นอย่างดูแคลน "ไม่เหมือนเจ้าเขาเป็นถึงผู้อาวุโสฝ่ายใน!"

"อ้อ... ผู้อาวุโสหรงหรือ" สีหน้าของผู้อาวุโสผู้ดูแลตำรายังคงเรียบเฉย "เขามีหลานชายอยู่มากมาย หากเจ้าโดนส่งมาทำงานฝ่ายนอกแบบนี้ได้ ก็คงเป็นหนึ่งในพวกไร้ค่าที่เขาไม่ใส่ใจละสิ"

"อย่าก่อเรื่องในหอคัมภีร์เลยเจ้าหนู" ชายชราคนกวาดลานปรากฏตัวขึ้นในที่สุด "มีปัญหาก็ออกไปปรับความเข้าใจกันข้างนอก"

ศิษย์ฝ่ายในกัดฟันกรอดพยายามสะบัดข้อมือออกจากการจับกุมของผู้อาวุโสผู้ดูแลตำรา แต่ฝ่ายหลังกลับถอดแว่นตาออก แล้วเพิ่มแรงบีบที่ข้อมืออีกข้างหนึ่งพร้อมกล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก "ข้าขอเตือนไว้ก่อน หากเจ้ากล้ามาที่นี่พร้อมท่าทางยโสเช่นนี้อีก ข้าจะจัดการเจ้าอย่างเหมาะสม"

จากนั้นเขาจึงปล่อยมือศิษย์ฝ่ายในรีบลูบแขนตัวเองแต่ไม่กล้าส่งเสียงอะไรมาก ก่อนจะหมุนตัวเตรียมเดินออกไป

แต่แล้วผู้อาวุโสผู้ดูแลตำรากลับเรียกไว้ "คิดหรือว่าจะออกจากหอคัมภีร์ของข้าได้ง่าย ๆ โดยไม่บอกว่ามาที่นี่ทำไม?"

ศิษย์ฝ่ายในไม่แม้แต่จะหันกลับไป เพียงพึมพำว่า "ตอนนี้นักโทษทุกคนจะมีคนจากฝ่ายในคอยประกบกันไว้ กันพวกมันถูกสังหารหรือเอาไว้จับตาดูเผื่อมันเป็นสายลับแต่ปัญหาคือหาเจ้าหลิวเฟิงไม่เจอ" แล้วเขาก็รีบเดินจากไปทันที ดวงตาของผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราเปลี่ยนเป็นเย็นเฉียบ รังสีอาฆาตแผ่ซ่านออกมารอบกาย บรรยากาศตึงเครียดขึ้นในพริบตา ทั้งที่ปกติอีกฝ่ายดูสงบนิ่งแท้ ๆ

นี่เหรอ... เวลาที่เขาโกรธจริง ๆ น่ะ? น่ากลัวชะมัด

"ท่านแน่ใจเหรอว่าควรทำแบบนั้น?" ฉันเอ่ยถาม ตอนนี้ก็ค่ำมากแล้ว เขาจะไล่ฉันออกจากหอคัมภีร์ทิ้งให้เผชิญหน้ากับศิษย์ฝ่ายในนั่นก็ได้ ไม่มีความจำเป็นอะไรต้องหาเรื่องเพิ่ม

"ผู้อาวุโสหรงน่ะมันก็แค่คนแก่ที่ขาเหยียบหลุมฝังศพไปข้างนึงแล้ว" ชายชราคนกวาดลานตอบแทน

"อย่างแรก ข้าไม่สนว่าเขาเป็นใครแต่ถ้าใครคิดจะก่อปัญหาในหอคัมภีร์ของข้า ก็ต้องถูกจัดการ" ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราสวมแว่นกลับคืน ใบหน้าที่ดูนุ่มนวลแต่ดุดันกลับคืนสู่สภาพเดิม "จริง ๆ สมัยก่อนเขาแทบจะสอบไม่ผ่านขึ้นเป็นผู้อาวุโสฝ่ายในด้วยซ้ำ ได้แค่ตำแหน่งพอเป็นพิธีแล้วเอาเวลาชีวิตที่ได้หลังทะลวงถึงขั้นวางรากฐานไปเสพสุขสำมะเลเทเมา มีลูกหลานเต็มบ้านเต็มเมืองนับไม่ถ้วน"

"เดี๋ยวนี้ก็เป็นแค่คนแก่ที่เอาแต่เสียดายวัยหนุ่มตัวเอง แล้วหันมาเร่งทะลวงขั้นเพราะรู้ตัวว่าจะตายอยู่รอมร่อ" ชายชราคนกวาดลานหัวเราะเบา ๆ "ถ้าหลานชายคนนั้นกล้าไปฟ้อง มีหวังหัวแบะกลับมาแน่ ๆ เสียเวลาเขาเปล่า ๆ คนแบบเพิ่งจะรู้ตัวว่าหญิงงามเหล้ายาดองพวกนั้นไม่มีค่าอันใดเลย พอขาข้างนึงก้าวเข้าปากหลุมแล้ว"

ในโลกของผู้บำเพ็ญเพียรมีคนทุกรูปแบบ แม้แต่คนที่ทิ้งช่วงชีวิตยืนยาวไปกับเรื่องไร้สาระ ฉันยิ่งมองคนพวกนี้ ก็ยิ่งรู้สึกว่าพวกเขาไม่ต่างอะไรจากคนธรรมดา

ไม่ใช่สัตว์ประหลาดหรืออมนุษย์เหนือความเข้าใจอย่างที่เคยคิดไว้

"ดูนั่นสิ มันยืนรออยู่นอกประตู" ชายชราคนกวาดลานผงกศีรษะไปทางหน้าประตู

ฉันมองตามสายตาไป ศิษย์ฝ่ายในคนนั้นยืนอยู่ห่าง ๆ หน้าบันไดลง ยืนกอดอกมองหอคัมภีร์เหมือนเหยี่ยวจ้องเหยื่อ

"แล้วมันจะยืนรออยู่อย่างนั้นอีกนานแค่ไหน?" ฉันหันไปถามผู้อาวุโสผู้ดูแลตำรา

"ตราบใดที่เขาไม่คิดจะบุกเข้ามาก่อเรื่อง ข้าก็ทำอะไรเขาไม่ได้" ผู้อาวุโสกล่าวพลางเช็ดเลนส์แว่นอย่างใจเย็น

ชายชราคนกวาดลานส่ายหน้าช้า ๆ "เจ้ามีหลักการศีลธรรมพิลึกชะมัดนะ บางทีก็ทำเป็นมองข้ามบางทีก็กลายเป็นทรราชขี้โมโห"

ฉันก็เห็นด้วยอยู่เงียบ ๆ แต่เวลานี้ไม่ใช่เวลามานั่งถกประเด็นศีลธรรม

เพราะศิษย์ฝ่ายในระดับรวบรวมพลังปราณคนนั้น กำลังยืนรอจะเล่นงานฉันอยู่ข้างนอก

เขาคงไม่ถึงกับฆ่าฉันหรอก ยังไงก็ต้องคอยคุ้มกันไม่ให้ฉันตาย

แต่สีหน้าท่าทางของหมอนั่น มันก็บอกชัดเจนว่า ต่อให้ไม่ฆ่าก็จะซัดฉันให้เละคามือเพื่อระบายอารมณ์

"เอาเถอะ นี่เป็นศึกที่เจ้าเลี่ยงไม่ได้แล้วล่ะ" เจ้าเฒ่าหัวเราะในลำคอ ดวงตาฉายแววประหลาดขณะมองฉัน "ข้ารู้จักเจ้าดีพอว่าลึก ๆ เจ้าอยากทำอะไรในสถานการณ์แบบนี้ แต่ข้าก็รู้ด้วยว่าเจ้าฉลาดพอจะเข้าใจ ว่ามันไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจะหนีไปได้"

เขาก้าวเข้ามาใกล้ฉันเสียงไม้เท้ากระทบพื้นเป็นจังหวะ ก่อนเอ่ยต่อ "นี่เป็นศิษย์ที่แข็งแกร่งกว่าเจ้าและมันอยากอัดเจ้าเล่น ๆ เพื่อความสะใจ แค่นั้นไม่มีแผนไม่มีเหตุผลไม่ต้องการคำอธิบาย"

ฉันก็รู้อยู่แล้วถึงสถานการณ์มันจะดูไม่มีทางเลือกมากนัก แต่ก็ใช่ว่าจะพุ่งออกไปเสี่ยงตายอย่างไร้แบบแผน

"เจ้าอยากใช้ชีวิตสงบ ๆ ศึกษาวิชากับบำเพ็ญเพียรไม่ให้โลกภายนอกมายุ่งวุ่นวาย" ดวงตาของเจ้าเฒ่าเป็นประกาย "แต่โลกไม่เคยเป็นอย่างที่เจ้าหวัง คนบางคนจะล้มชีวิตเจ้าเล่น ๆ แค่เพราะมันอยาก"

"ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่โง่พอ คิดว่าชีวิตตัวเองจะสงบสุขได้ตลอดไปในเส้นทางของผู้บำเพ็ญเพียร เพราะนั่นมันโง่กว่าคนโง่เสียอีก"

ฉันจ้องตอบกลับไปไม่หลบสายตา พลางยิ้มบาง ๆ "ข้ารู้หมดแล้วล่ะตาเฒ่าเลิกพูดมากสักทีให้ข้าคิดแผนก่อนเถอะ"

จบบทที่ [เซียนเนิร์ด]_บทที่26_การพบกันอันคาดไม่ถึง

คัดลอกลิงก์แล้ว