- หน้าแรก
- เซียนเนิร์ดทะลุมิติ
- [เซียนเนิร์ด]_บทที่25_จอมขมังเวทย์อักขระ
[เซียนเนิร์ด]_บทที่25_จอมขมังเวทย์อักขระ
[เซียนเนิร์ด]_บทที่25_จอมขมังเวทย์อักขระ
บทที่ 25 - จอมขมังเวทย์อักขระ
ตำราฉบับใหม่เกี่ยวกับค่ายกลได้เปิดโลกอีกด้านหนึ่งให้ฉันได้สัมผัส แต่เดิมฉันเคยเข้าใจว่าค่ายกลก็เป็นเพียงม่านพลังหรือเครื่องมือช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ ในเรื่องเล่าของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียร หาได้รู้ไม่ว่านั่นเป็นเพียงส่วนเล็กน้อยในมหาสมุทรแห่งศาสตร์ค่ายกล
แท้จริงแล้ว ค่ายกลก็คือแขนงหนึ่งของการบำเพ็ญเพียรเช่นเดียวกับการหลอมโอสถ
หากการหลอมโอสถเปรียบได้ดั่งการปรุงอาหาร ค่ายกลก็คงคล้ายกระจกเงา หน้าต่าง หรืออาจเป็นกุญแจสารพัดนึกที่เปิดทางแก้ปัญหาทุกอย่างก็ว่าได้
หลังจากซื้อเกลือมาหนึ่งถุงจากพวกคนรับใช้ในราคาสูงกว่าท้องตลาด ฉันก็แบกถุงเกลือพาดบ่า มุ่งหน้าไปยังลานฝึกส่วนตัวที่เป็นเพียงที่โล่งข้างก้อนศิลาขนาดใหญ่ รายล้อมด้วยซากต้นไม้หักโค่น
"ไปกันเถอะ เจ้าตัวเล็ก" ฉันเรียกเจ้าสปีดดี้ออกจากอกเสื้อ วางมันลงบนศิลาให้มองเห็นได้ถนัดตา
ฉันไม่อยากให้มันเผ่นหายเข้าไปในพงหญ้าโดยไม่รู้ตัว ตอนนี้สปีดดี้โตขึ้นกว่าแต่ก่อน เคลื่อนไหวว่องไวขึ้นนิดหน่อย ขนาดตัวเกือบเท่ากำปั้นของฉันแล้ว
"อยู่ตรงนี้อย่าหลับอีกล่ะ อะไรที่มากเกินไปก็ไม่ดีแม้แต่การนอนก็ด้วย" มันเหลือบตามองฉันแวบหนึ่ง คล้ายจะเข้าใจในถ้อยคำของฉัน แล้วก็นาบตัวแนบศิลา หลับปุ๋ยไปตามเดิม
...หรือฉันตาฝาดไปเองกันแน่?
ฉันเปิดถุงเกลือตักเกลือขึ้นมากำมือหนึ่ง ถอยห่างออกจากก้อนศิลาที่สปีดดี้นอนอยู่ เพื่อกันเหตุไม่คาดฝันแล้วค่อย ๆ โรยเกลือเป็นวงกลมล้อมรอบตัว ก่อนจะสะบัดฝุ่นเกลือออกจากมือประสานมือแนบอกดั่งพิธีบวงสรวง
"โล่แห่งอรุณรุ่ง ปกปักษ์ทิศทั้งสี่ อสูรหิวโหยจงหลบ! ม่านคุ้มกัน!" พิธีกรรม ท่าประสานมือ และคาถาทั้งหมดนี้คือพื้นฐานของการวางค่ายกล หากชำนาญจนถึงระดับหนึ่งยังสามารถสลักอักษรคงสภาพค่ายกลเอาไว้ได้แม้ตัวไม่อยู่
แม้จะทำตามขั้นตอนตามตำราอย่างครบถ้วน ฉันกลับไม่รู้สึกถึงอะไรสักนิดรอบตัวมีเพียงเสียงใบไม้ต้องลม
หรือว่าฉันจะพลาดอะไรไป?
แต่นี่ก็เพิ่งเป็นครั้งแรกไม่มีใครเก่งได้ตั้งแต่เริ่ม ฉันจึงไม่คิดผิดหวังนัก
แต่ก่อนจะได้เริ่มใหม่ เกลือที่โปรยไว้ก็บังเกิดเสียงแผดเบา ๆ มวลสารสีดำไหลรวมกันกลายเป็นวัตถุกึ่งของเหลวก่อตัวเป็นม่านทึบล้อมรอบฉันทันใด
โลกนี้ช่างประหลาดเกินคาด
สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? ไม่มีแม้แต่แรงดึงดูดศิลาวิญญาณจากตัวฉันแม้แต่น้อย
แค่โปรยเกลือ ถ่องคาถา ทำท่าประสานมือสองสามท่าก็เนรมิตผลเช่นนี้ได้งั้นหรือ?
แล้วใครกันที่เป็นคนค้นพบวิธีเหล่านี้ตั้งแต่แรก? คำถามนับร้อยแล่นวนในใจฉัน แต่น่าแปลกที่ฉันกลับรู้สึกพึงพอใจเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน
กฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ช่างแตกต่างจากที่ฉันเคยรู้มาโดยสิ้นเชิง เหมือนอย่างโลกเดิมที่แค่ปล่อยของตกก็ร่วงลงพื้นแต่ที่นี่หากท่องคาถาประกอบพิธีก็สามารถสร้างม่านคุ้มกันขึ้นได้
วันหนึ่งหากมีเวลาหรือมีวาสนาเป็นเซียนอมตะ ฉันตั้งใจว่าจะหาคำตอบเรื่องนี้ให้จงได้
ม่านค่ายกลระดับต้นนั้นไม่ต้องใช้พลังปราณตนเองหากแต่ดึงเอาพลังปราณโดยรอบมาใช้หมายความว่าผู้มิใช่ผู้บำเพ็ญเพียร ก็อาจวางม่านค่ายกลพื้นฐานได้เช่นกัน ยิ่งกว่านั้นยังว่ากันว่าสามารถป้องกันวิญญาณอาฆาตได้ด้วย...
ซึ่ง ณ จุดนี้ฉันคงไม่แปลกใจอีกแล้ว หากจะเจอผีสักตัวโผล่มาทัก
ม่านค่ายกลสีดำสูงเกือบสองเท่าตัวฉัน
ฉันก้าวไปแตะดูพบว่ามันเหนียวหนึบดั่งยางยืด "แย่ละสิ ม่านแบบนี้ต้องเป็นของแข็งนี่นา" ฉันจับมันด้วยสองมือดึงจนสุดแรงเหมือนเล่นของเล่นยาง
จนกระทั่งมันขาดดัง ปัง!
เศษค่ายกลในมือสลายกลายเป็นผงควัน ก่อนจะสลายหายไป การฝึกค่ายกลพื้นฐานต้องสร้างม่านค่ายกลโปร่งแสงครอบตัวแต่ฉันยังห่างไกลนัก
จะควบคุมสิ่งที่ตนมิอาจสัมผัสได้อย่างไร? ทำไปซ้ำๆ จะสำเร็จเองงั้นหรือ? คำถามพวกนี้วนเวียนในหัวตลอดขณะลองผิดลองถูก
ตอนนี้ฉันมุ่งเน้นสร้างม่านป้องกันพื้นฐานไปก่อน ซึ่งอาศัยเพียงเกลือธรรมดาหากใช้เกลือพิเศษจะยิ่งเพิ่มความแข็งแกร่งให้ม่าน
แต่ตอนนี้ฉันยังไม่จำเป็นสิ่งที่ฉันต้องการจริง ๆ คือผู้อาวุโสหรืออาจารย์ที่ช่ำชองในวิชาค่ายกล
ใครสักคนที่ช่วยคลี่คลายความซับซ้อนของศาสตร์นี้ให้กระจ่างแต่ในยามนี้ ฉันขอเสพสุขกับพลังใหม่ในกำมือก่อน ฉันจัดเกลือเป็นวงประสานมือว่าคาถาม่านค่ายกลก่อตัวอีกครั้ง
คราวนี้สีขุ่นมัว แต่มองเห็นเป็นรูปทรงกลมมากขึ้น
การฉีกม่านค่ายกลด้วยมือก็สนุกไม่น้อย เหมือนเติมเต็มความฝันสมัยเด็ก
ฉันสร้างและทำลายซ้ำไปเรื่อย ๆ จนสังเกตว่าม่านค่ายกลเริ่มเปลี่ยนจากมวลขุ่นข้นเป็นโปร่งแสง
เลือน ๆ คล้ายกระจกฝ้า
ไม่รู้เหมือนกันว่าฝีมือพัฒนาขึ้นได้อย่างไรทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เรียนอะไรเพิ่ม แต่คาถาเริ่มลื่นไหล ท่าประสานมือเริ่มเป็นธรรมชาติ ฉันฝึกจนกระทั่งตะวันตกดินสีแดงอมส้มแตะใบหน้า
ม่านค่ายกลตอนนี้กลายเป็นสีขุ่นอ่อน ยังไม่ถึงขั้นโปร่งแสงแต่นับว่าก้าวหน้าไม่น้อยฉันออกหมัดใส่ม่าน รับรู้ได้ถึงแรงสะท้อนแกร่งดั่งกระจกรอยร้าวแตกกระจายเป็นใยแมงมุม แต่ม่านยังไม่แตก "โอ้! ไม่เลว!" ฉันยิ้ม
หมัดนั้นยังไม่ใช่สุดกำลังด้วยซ้ำรอยร้าวบนม่านค่อย ๆ สมานตัวแผดเสียงดังแกร่งกราวเหมือนกระจกทีกำลังถูกบด
จากนั้นก็คงสภาพเดิมฉันกำหมัดอีกครั้ง คราวนี้เสริมด้วยหมัดเขี้ยวทะลวงหมัดพุ่งทะลุม่านค่ายกลอย่างง่ายดายรอยร้าวนับไม่ถ้วนแผ่ซ่าน ก่อนแตกสลายราวกับแก้ว
ยอดเยี่ยม!
แต่ทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงก้าวแรกบนเส้นทางแห่งจอมค่ายกลแม้มันจะเป็นแค่วิชาพื้นฐาน แต่การควบคุมมันให้ถึงขั้นสูง ต้องอาศัยทั้งเวลาและการฝึกปรือนี่ยังไม่รวมค่ายกลอื่น ๆ ที่ต้องใช้ของวิเศษและพิธีกรรมซับซ้อนกว่าเดิมแต่แม้ยากเย็นขนาดไหน ฉันก็ยังรู้สึกสุขใจ
สุขที่โลกใบนี้ยังมีอะไรให้น่าค้นหาท่ามกลางความโหดเหี้ยมของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรอย่างไรก็ตามค่ายกลในสนามรบคงใช้ไม่ได้ผลนักเพราะการต่อสู้รวดเร็วเกินกว่าจะมีเวลาปั้นวงเกลือ สวดคาถาไม่มีศัตรูหน้าไหนรอให้ข้าวารูปดวงจันทร์บนพื้นหรอกหรือข้าต้องพกเกลือติดตัวไว้ตลอดเวลา?
ถึงจุดนี้ ฉันเริ่มอิจฉาผู้ที่มีแหวนเก็บของ ถ้าจะฝึกใช้ค่ายกลในการต่อสู้ ต้องเตรียมพร้อมล่วงหน้าฉันคงต้องยึดแนวทางเดียวกับตอนฝึกวิทยายุทธ์ จำพิธีกรรมทุกบทจนขึ้นใจเสียก่อนแต่ถึงจะจำเก่งแค่ไหน มันก็ต้องใช้เวลานับเดือนนับปี
ฉันวางถุงเกลือไว้ใต้ร่มไม้กันฝนตอนนี้ถุงเกลือเหลือครึ่งเดียวแต่ก็ยังพอเหลือฝึกได้อีกหนึ่งรอบฉันรู้ดีว่าวิชาไหนก็เหมือนกันฝึกทุกอย่างจนเชี่ยวชาญหมดคงไม่ไหวอย่างน้อยตอนนี้ ฉันเจอค่ายกลหนึ่งที่เหมาะกับวิทยายุทธ์ตัวเองแล้ว...
ค่ายกลที่ฉันนึกถึงอยู่มีชื่อว่า ค่ายกลพันธนา แม้มันจะเป็นค่ายกลที่จัดว่าพื้นฐาน แต่กลับมีประโยชน์ไม่น้อยต่อแนวทางการต่อสู้ของฉัน แถมชื่อยังฟังดูน่าสนุกดีอีกด้วย แต่หากคิดจะเรียนรู้ค่ายกลพันธนาได้จริง ๆ ก็ต้องมีความสามารถมากพอ ไม่ใช่แค่สร้างม่านพลังธรรมดาแต่ต้องเปลี่ยนรูปร่างของมันได้ตามใจด้วย
หลังจากจัดเตรียมของที่ต้องใช้เสร็จเรียบร้อย ฉันก็รีบมุ่งหน้าไปยังหอคัมภีร์ทันที พอเข้าไปด้านในฉันก็เดินตรงไปที่เคาน์เตอร์ก่อนจะส่งยิ้มสุภาพทักทายผู้อาวุโสผู้ดูแลตำรา
“ข้าขอคำแนะนำเกี่ยวกับค่ายกลหน่อยได้ไหม?”
ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยก่อนจะถามกลับ “เจ้าคิดว่าข้าจะรู้เรื่องนั้นงั้นหรือ?”
“ก็ท่านเป็นคนหยิบตำราเล่มนี้มาให้ข้าเองนี่นา ดูจากท่าทางแล้วก็น่าจะรู้พอตัว” ฉันตอบกลับด้วยรอยยิ้มเจือความขบขัน
“แล้วเจ้าสนใจเรื่องอะไรในค่ายกลล่ะ?” ถึงสีหน้าจะเรียบเฉยราวกับไม่ใส่ใจ แต่ฉันรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายก็แอบดีใจที่มีเรื่องให้ขยับปากบ้าง คงเบื่อกับวันซ้ำ ๆ ในหอคัมภีร์เหมือนกัน ฉันเองก็เคยทำงานรับจ้างขายของมาก่อน ยังจำความรู้สึกแบบนั้นได้ดี
“ค่ายกลพันธนาน่ะขอรับ พอดีข้ากำลังสนใจอยู่เลยคิดว่าถามท่านหน่อย เผื่อจะมีเคล็ดลับหรือข้อควรระวังอะไรบ้าง”
อีกฝ่ายฟังแล้วก็ทำหน้าเฉย ๆ จนฉันแอบเดาว่าเขาอาจไม่ประทับใจหรือไม่ก็รู้สึกเบื่อเฉย ๆ กันแน่
“แล้วเจ้าสนใจค่ายกลพันธนานั่นทำไมกัน?” เขาถามด้วยน้ำเสียงเรียบแบนเสียจนไม่รู้สึกถึงอารมณ์ใด ๆ
“ก็เพราะมันเข้ากับทักษะของข้าดี ช่วยได้เยอะแถมพิธีกรรมก็ไม่ยุ่งยาก ใช้ศิลาวิญญาณไม่มากนัก ที่สำคัญชื่อมันก็ฟังดูเจ๋งดีไม่ใช่หรือ”
ยังไม่ทันขาดคำผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราก็ชี้นิ้วไปยังเพดานโดยไม่พูดอะไร ฉันจึงเงยหน้าตามไปโดยไม่ทันคิด ทว่าร่างกายกลับขยับไม่ได้เหมือนถูกตรึงไว้ทั้งตัว พูดก็ไม่ได้ขยับตายังไม่ได้เหมือนถูกห่อหุ้มด้วยแผ่นศิลาที่มองไม่เห็นรู้ตัวอีกทีก็หายใจได้อย่างเดียว
“ตอนนี้ข้ากำลังใช้ค่ายกลพันธนาใส่เจ้าอยู่” ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำรากล่าวตอบเหมือนรู้ว่าฉันจะสงสัย
อะไรกันเนี่ย?! เมื่อไหร่เขาใช้ค่ายกล? ทำอาคมไปตอนไหน? เมื่อไหร่ที่ร่ายคาถา? หรือว่าเขาพึมพำออกมาเบา ๆ งั้นหรอ?
ไม่ว่าจะอย่างไรเรื่องนี้มันเกินเหตุผลไปแล้ว ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างฐานปราณก็ใช่ว่าจะเร็วขนาดนี้ ถึงแม้เร็วก็ต้องเห็นมือขยับเป็นเงาเลือน ๆ บ้างนี่ฉันยังไม่ทันกะพริบตาเลย
ฉันอยากถามแต่ทำได้แค่หายใจหนัก ๆ เป็นเชิงส่งสัญญาณว่ามีเรื่องจะถาม
“พวกที่สร้างค่ายกลได้ เรียกกันว่า ‘ผู้วางค่ายกล’ หรือถ้าภาษาชาวบ้านหน่อยก็ ‘จอมค่ายกล’ แต่ความจริงแล้วคำหลังนั้นไม่ถูกต้องนัก” ผุ้อาวุโสผู้ดูแลตำราเริ่มอธิบาย
“ผู้วางค่ายกลแบ่งออกเป็น 9 ระดับ ตั้งแต่ระดับ 1 ถึง 9 โดยระดับ 1-3 เรียกว่า ‘นักวางค่ายกล’ ระดับ 4-6 คือ ‘ผู้เชี่ยวชาญค่ายกล’ และระดับ 7-9 ถึงจะเรียกว่า ‘จอมค่ายกล’ จะเห็นว่าชาวบ้านมักเรียกเหมารวมกันว่าจอมค่ายกล แต่ในทางวิชาการถือว่าผิด”
ระหว่างนั้นชายชราคนกวาดลานอีกคนเดินเข้ามาพร้อมถ้วยน้ำชา 2 ถ้วย วางลงบนเคาน์เตอร์
“ถ้วยนี้ไม่ได้ให้เจ้านะ เอามาให้เจ้าเด็กนี่ต่างหาก” ชายชราคนกวาดลานกล่าวพลางชี้มาทางฉัน
ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราเหลือบมองถ้วยชาแล้วก็หันไปมองชายชราคนกวาดลาน แต่ดูเหมือนจะชินกับนิสัยกวน ๆ ของอีกฝ่ายจึงไม่ใส่ใจนักแล้วพูดต่อ
“ค่ายกลพื้นฐานอาจดูยุ่งยากกับผลลัพธ์เล็กน้อย แต่เจ้าต้องรู้ไว้ว่ามันคือรากฐานสำคัญของค่ายกลชั้นสูงในอนาคต”
ชายชราคำกวาดลานก็เอ่ยเสริมขึ้น “เชื่อคำพูดมันได้ เจ้าหนุ่มเพราะค่ายกลทุกจุดในหอคัมภีร์นี่เป็นฝีมือมันเองทั้งนั้น ที่มันได้ทำงานนี้ก็เพราะไม่มีใครเก่งพอจะตรวจตราค่ายกลพวกนี้ได้เหมือนมันอีกแล้ว จะว่าดีหรือแย่…ข้าก็เอนเอียงไปทางแย่มากกว่านะ”
ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำรากล่าวต่อทั้งที่ยังจ้องชายชราคนกวาดลาน “ระดับการบำเพ็ญเพียรสูงกว่า ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นผู้วางค่ายกลที่เก่งกว่าเสมอไป แต่อยู่ขั้นสูงกว่าก็ช่วยได้มากเพราะสามารถใช้พลังปราณทดแทนพิธีกรรม คำร่าย และอาคมได้ แต่นั่นไม่ได้แปลว่าจะขาดทักษะได้ คนที่เก่งจริง ๆ จะเข้าใจว่า คำร่าย พิธีกรรม และอาคม ก็เป็นเพียงอุบายเบื้องต้น หากข้าต้องหยุดคนที่แข็งแกร่งกว่าตัวเองจริง ๆ ข้าก็ต้องทำพิธีเต็มขั้นพร้อมศิลาวิญญาณระดับสูงมาเป็นเครื่องสังเวย แต่สำหรับค่ายกลระดับหนึ่งไม่ต้องถึงขนาดนั้นเพราะยังเป็นค่ายกลเบื้องต้นที่ไม่มีอะไรซับซ้อน”
คำอธิบายละเอียดขนาดนี้ฉันต้องรีบจดไว้ทีหลังกันลืมเสียแล้ว ถ้าใครสอนเรื่องการบำเพ็ญเพียรละเอียดขนาดนี้บ้างก็คงจะดี
“นี่มันลำเอียงชัด ๆ” ชายชราคนกวาดลานบ่นพึมพำเบา ๆ
ปกติคนอื่นคงไม่ได้ยินแต่ว่าพวกเราทั้งฉันกับผู้อาวุโสผู้ดุแลตำราต่างเป็นผู้บำเพ็ญเพียร จึงได้ยินกันเต็มสองหู
ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราหันมาจ้องชายชราคนกวาดลานอย่างตำหนิ แต่ชายชราคนกวาดลานก็ยักไหล่ “อะไรล่ะ ก็เจ้าสอนเด็กนี่อย่างกับเป็นศิษย์ส่วนตัวข้าก็แค่ทักไปตามเรื่อง”
แทนที่จะโต้เถียง ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำรากลับถอดแว่นออกมาเช็ดเลนส์ ฉันรู้ดีว่านั่นคืออาการประจำเวลาอีกฝ่ายโกรธหรือเครียด
ฉันขยับคอได้แล้วเลยส่งสายตาเตือนตาเฒ่าว่าให้เบา ๆ หน่อย แต่เขาก็แค่ยักไหล่แล้วพูดต่อ “ที่เจ้านี่เก็บข้าไว้ ก็เพราะข้าพูดตรงถ้าอยากได้พวกประจบ ก็แค่เดินออกไปนอกหอคัมภีร์ไม่กี่ก้าวก็มีคนต่อคิวรออยู่แล้วแต่มันรู้ดีว่าแบบนั้นไม่ช่วยอะไร”
ตาเฒ่าจิบชาแล้วกล่าวต่อ “ถ้าไม่ติดเรื่องโกหกกับกลอุบายล่ะก็ ซินหม่าคงได้เป็นผู้อาวุโสฝ่ายในไปนานแล้ว ไม่มาติดอยู่ตำแหน่งไร้ค่าแบบนี้หรอก”
“พอ” ผู้อาวุโสผู้ดูตำราแลว่าเสียงเรียบ พลางใส่แว่นกลับ
แม้เขาไม่ได้ขึ้นเสียงแต่สายตากลับบ่งบอกว่าเรื่องนี้ไม่ควรเอ่ยถึงอีก แม้ปกติตาเฒ่าจะชอบยั่วโมโหคนอื่นแต่คราวนี้ก็เงียบลงจิบชาไป
ฉันเองก็แอบสงสัยอยู่ไม่น้อยว่า ที่ตาเฒ่าว่าเรื่องหลอกลวงคืออะไรแต่ว่าก็มีสติพอจะรู้ว่าบางเรื่องก็ไม่ควรถามออกไป
ในที่สุดค่ายกลพันธนาก็ถูกปล่อย ฉันคว้าถ้วยชามาดื่มอึกใหญ่บรรยากาศยังคงเงียบงัน
“ข้าว่าท่านร่ายค่ายกลพันธนาได้เนียนตาดีจริง ๆ นะ” ฉันเอ่ยปากชมออกไปตรง ๆ
บางทีคนเราก็ต้องการแค่คำชมเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเปลี่ยนอารมณ์บ้าง…แต่จะได้ผลไหม ฉันเองก็ไม่แน่ใจ เพราะอีกฝ่ายมักมีสีหน้าเคร่งขรึมอยู่ตลอดเวลา