เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

[เซียนเนิร์ด]_บทที่25_จอมขมังเวทย์อักขระ

[เซียนเนิร์ด]_บทที่25_จอมขมังเวทย์อักขระ

[เซียนเนิร์ด]_บทที่25_จอมขมังเวทย์อักขระ


บทที่ 25 - จอมขมังเวทย์อักขระ

ตำราฉบับใหม่เกี่ยวกับค่ายกลได้เปิดโลกอีกด้านหนึ่งให้ฉันได้สัมผัส แต่เดิมฉันเคยเข้าใจว่าค่ายกลก็เป็นเพียงม่านพลังหรือเครื่องมือช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ ในเรื่องเล่าของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียร หาได้รู้ไม่ว่านั่นเป็นเพียงส่วนเล็กน้อยในมหาสมุทรแห่งศาสตร์ค่ายกล

แท้จริงแล้ว ค่ายกลก็คือแขนงหนึ่งของการบำเพ็ญเพียรเช่นเดียวกับการหลอมโอสถ

หากการหลอมโอสถเปรียบได้ดั่งการปรุงอาหาร ค่ายกลก็คงคล้ายกระจกเงา หน้าต่าง หรืออาจเป็นกุญแจสารพัดนึกที่เปิดทางแก้ปัญหาทุกอย่างก็ว่าได้

หลังจากซื้อเกลือมาหนึ่งถุงจากพวกคนรับใช้ในราคาสูงกว่าท้องตลาด ฉันก็แบกถุงเกลือพาดบ่า มุ่งหน้าไปยังลานฝึกส่วนตัวที่เป็นเพียงที่โล่งข้างก้อนศิลาขนาดใหญ่ รายล้อมด้วยซากต้นไม้หักโค่น

"ไปกันเถอะ เจ้าตัวเล็ก" ฉันเรียกเจ้าสปีดดี้ออกจากอกเสื้อ วางมันลงบนศิลาให้มองเห็นได้ถนัดตา

ฉันไม่อยากให้มันเผ่นหายเข้าไปในพงหญ้าโดยไม่รู้ตัว ตอนนี้สปีดดี้โตขึ้นกว่าแต่ก่อน เคลื่อนไหวว่องไวขึ้นนิดหน่อย ขนาดตัวเกือบเท่ากำปั้นของฉันแล้ว

"อยู่ตรงนี้อย่าหลับอีกล่ะ อะไรที่มากเกินไปก็ไม่ดีแม้แต่การนอนก็ด้วย" มันเหลือบตามองฉันแวบหนึ่ง คล้ายจะเข้าใจในถ้อยคำของฉัน แล้วก็นาบตัวแนบศิลา หลับปุ๋ยไปตามเดิม

...หรือฉันตาฝาดไปเองกันแน่?

ฉันเปิดถุงเกลือตักเกลือขึ้นมากำมือหนึ่ง ถอยห่างออกจากก้อนศิลาที่สปีดดี้นอนอยู่ เพื่อกันเหตุไม่คาดฝันแล้วค่อย ๆ โรยเกลือเป็นวงกลมล้อมรอบตัว ก่อนจะสะบัดฝุ่นเกลือออกจากมือประสานมือแนบอกดั่งพิธีบวงสรวง

"โล่แห่งอรุณรุ่ง ปกปักษ์ทิศทั้งสี่ อสูรหิวโหยจงหลบ! ม่านคุ้มกัน!" พิธีกรรม ท่าประสานมือ และคาถาทั้งหมดนี้คือพื้นฐานของการวางค่ายกล หากชำนาญจนถึงระดับหนึ่งยังสามารถสลักอักษรคงสภาพค่ายกลเอาไว้ได้แม้ตัวไม่อยู่

แม้จะทำตามขั้นตอนตามตำราอย่างครบถ้วน ฉันกลับไม่รู้สึกถึงอะไรสักนิดรอบตัวมีเพียงเสียงใบไม้ต้องลม

หรือว่าฉันจะพลาดอะไรไป?

แต่นี่ก็เพิ่งเป็นครั้งแรกไม่มีใครเก่งได้ตั้งแต่เริ่ม ฉันจึงไม่คิดผิดหวังนัก

แต่ก่อนจะได้เริ่มใหม่ เกลือที่โปรยไว้ก็บังเกิดเสียงแผดเบา ๆ มวลสารสีดำไหลรวมกันกลายเป็นวัตถุกึ่งของเหลวก่อตัวเป็นม่านทึบล้อมรอบฉันทันใด

โลกนี้ช่างประหลาดเกินคาด

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? ไม่มีแม้แต่แรงดึงดูดศิลาวิญญาณจากตัวฉันแม้แต่น้อย

แค่โปรยเกลือ ถ่องคาถา ทำท่าประสานมือสองสามท่าก็เนรมิตผลเช่นนี้ได้งั้นหรือ?

แล้วใครกันที่เป็นคนค้นพบวิธีเหล่านี้ตั้งแต่แรก? คำถามนับร้อยแล่นวนในใจฉัน แต่น่าแปลกที่ฉันกลับรู้สึกพึงพอใจเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน

กฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ช่างแตกต่างจากที่ฉันเคยรู้มาโดยสิ้นเชิง เหมือนอย่างโลกเดิมที่แค่ปล่อยของตกก็ร่วงลงพื้นแต่ที่นี่หากท่องคาถาประกอบพิธีก็สามารถสร้างม่านคุ้มกันขึ้นได้

วันหนึ่งหากมีเวลาหรือมีวาสนาเป็นเซียนอมตะ ฉันตั้งใจว่าจะหาคำตอบเรื่องนี้ให้จงได้

ม่านค่ายกลระดับต้นนั้นไม่ต้องใช้พลังปราณตนเองหากแต่ดึงเอาพลังปราณโดยรอบมาใช้หมายความว่าผู้มิใช่ผู้บำเพ็ญเพียร ก็อาจวางม่านค่ายกลพื้นฐานได้เช่นกัน ยิ่งกว่านั้นยังว่ากันว่าสามารถป้องกันวิญญาณอาฆาตได้ด้วย...

ซึ่ง ณ จุดนี้ฉันคงไม่แปลกใจอีกแล้ว หากจะเจอผีสักตัวโผล่มาทัก

ม่านค่ายกลสีดำสูงเกือบสองเท่าตัวฉัน

ฉันก้าวไปแตะดูพบว่ามันเหนียวหนึบดั่งยางยืด "แย่ละสิ ม่านแบบนี้ต้องเป็นของแข็งนี่นา" ฉันจับมันด้วยสองมือดึงจนสุดแรงเหมือนเล่นของเล่นยาง

จนกระทั่งมันขาดดัง ปัง!

เศษค่ายกลในมือสลายกลายเป็นผงควัน ก่อนจะสลายหายไป การฝึกค่ายกลพื้นฐานต้องสร้างม่านค่ายกลโปร่งแสงครอบตัวแต่ฉันยังห่างไกลนัก

จะควบคุมสิ่งที่ตนมิอาจสัมผัสได้อย่างไร? ทำไปซ้ำๆ จะสำเร็จเองงั้นหรือ? คำถามพวกนี้วนเวียนในหัวตลอดขณะลองผิดลองถูก

ตอนนี้ฉันมุ่งเน้นสร้างม่านป้องกันพื้นฐานไปก่อน ซึ่งอาศัยเพียงเกลือธรรมดาหากใช้เกลือพิเศษจะยิ่งเพิ่มความแข็งแกร่งให้ม่าน

แต่ตอนนี้ฉันยังไม่จำเป็นสิ่งที่ฉันต้องการจริง ๆ คือผู้อาวุโสหรืออาจารย์ที่ช่ำชองในวิชาค่ายกล

ใครสักคนที่ช่วยคลี่คลายความซับซ้อนของศาสตร์นี้ให้กระจ่างแต่ในยามนี้ ฉันขอเสพสุขกับพลังใหม่ในกำมือก่อน ฉันจัดเกลือเป็นวงประสานมือว่าคาถาม่านค่ายกลก่อตัวอีกครั้ง

คราวนี้สีขุ่นมัว แต่มองเห็นเป็นรูปทรงกลมมากขึ้น

การฉีกม่านค่ายกลด้วยมือก็สนุกไม่น้อย เหมือนเติมเต็มความฝันสมัยเด็ก

ฉันสร้างและทำลายซ้ำไปเรื่อย ๆ จนสังเกตว่าม่านค่ายกลเริ่มเปลี่ยนจากมวลขุ่นข้นเป็นโปร่งแสง

เลือน ๆ คล้ายกระจกฝ้า

ไม่รู้เหมือนกันว่าฝีมือพัฒนาขึ้นได้อย่างไรทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เรียนอะไรเพิ่ม แต่คาถาเริ่มลื่นไหล ท่าประสานมือเริ่มเป็นธรรมชาติ ฉันฝึกจนกระทั่งตะวันตกดินสีแดงอมส้มแตะใบหน้า

ม่านค่ายกลตอนนี้กลายเป็นสีขุ่นอ่อน ยังไม่ถึงขั้นโปร่งแสงแต่นับว่าก้าวหน้าไม่น้อยฉันออกหมัดใส่ม่าน รับรู้ได้ถึงแรงสะท้อนแกร่งดั่งกระจกรอยร้าวแตกกระจายเป็นใยแมงมุม แต่ม่านยังไม่แตก "โอ้! ไม่เลว!" ฉันยิ้ม

หมัดนั้นยังไม่ใช่สุดกำลังด้วยซ้ำรอยร้าวบนม่านค่อย ๆ สมานตัวแผดเสียงดังแกร่งกราวเหมือนกระจกทีกำลังถูกบด

จากนั้นก็คงสภาพเดิมฉันกำหมัดอีกครั้ง คราวนี้เสริมด้วยหมัดเขี้ยวทะลวงหมัดพุ่งทะลุม่านค่ายกลอย่างง่ายดายรอยร้าวนับไม่ถ้วนแผ่ซ่าน ก่อนแตกสลายราวกับแก้ว

ยอดเยี่ยม!

แต่ทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงก้าวแรกบนเส้นทางแห่งจอมค่ายกลแม้มันจะเป็นแค่วิชาพื้นฐาน แต่การควบคุมมันให้ถึงขั้นสูง ต้องอาศัยทั้งเวลาและการฝึกปรือนี่ยังไม่รวมค่ายกลอื่น ๆ ที่ต้องใช้ของวิเศษและพิธีกรรมซับซ้อนกว่าเดิมแต่แม้ยากเย็นขนาดไหน ฉันก็ยังรู้สึกสุขใจ

สุขที่โลกใบนี้ยังมีอะไรให้น่าค้นหาท่ามกลางความโหดเหี้ยมของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรอย่างไรก็ตามค่ายกลในสนามรบคงใช้ไม่ได้ผลนักเพราะการต่อสู้รวดเร็วเกินกว่าจะมีเวลาปั้นวงเกลือ สวดคาถาไม่มีศัตรูหน้าไหนรอให้ข้าวารูปดวงจันทร์บนพื้นหรอกหรือข้าต้องพกเกลือติดตัวไว้ตลอดเวลา?

ถึงจุดนี้ ฉันเริ่มอิจฉาผู้ที่มีแหวนเก็บของ ถ้าจะฝึกใช้ค่ายกลในการต่อสู้ ต้องเตรียมพร้อมล่วงหน้าฉันคงต้องยึดแนวทางเดียวกับตอนฝึกวิทยายุทธ์ จำพิธีกรรมทุกบทจนขึ้นใจเสียก่อนแต่ถึงจะจำเก่งแค่ไหน มันก็ต้องใช้เวลานับเดือนนับปี

ฉันวางถุงเกลือไว้ใต้ร่มไม้กันฝนตอนนี้ถุงเกลือเหลือครึ่งเดียวแต่ก็ยังพอเหลือฝึกได้อีกหนึ่งรอบฉันรู้ดีว่าวิชาไหนก็เหมือนกันฝึกทุกอย่างจนเชี่ยวชาญหมดคงไม่ไหวอย่างน้อยตอนนี้ ฉันเจอค่ายกลหนึ่งที่เหมาะกับวิทยายุทธ์ตัวเองแล้ว...

ค่ายกลที่ฉันนึกถึงอยู่มีชื่อว่า ค่ายกลพันธนา แม้มันจะเป็นค่ายกลที่จัดว่าพื้นฐาน แต่กลับมีประโยชน์ไม่น้อยต่อแนวทางการต่อสู้ของฉัน แถมชื่อยังฟังดูน่าสนุกดีอีกด้วย แต่หากคิดจะเรียนรู้ค่ายกลพันธนาได้จริง ๆ ก็ต้องมีความสามารถมากพอ ไม่ใช่แค่สร้างม่านพลังธรรมดาแต่ต้องเปลี่ยนรูปร่างของมันได้ตามใจด้วย

หลังจากจัดเตรียมของที่ต้องใช้เสร็จเรียบร้อย ฉันก็รีบมุ่งหน้าไปยังหอคัมภีร์ทันที พอเข้าไปด้านในฉันก็เดินตรงไปที่เคาน์เตอร์ก่อนจะส่งยิ้มสุภาพทักทายผู้อาวุโสผู้ดูแลตำรา

“ข้าขอคำแนะนำเกี่ยวกับค่ายกลหน่อยได้ไหม?”

ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยก่อนจะถามกลับ “เจ้าคิดว่าข้าจะรู้เรื่องนั้นงั้นหรือ?”

“ก็ท่านเป็นคนหยิบตำราเล่มนี้มาให้ข้าเองนี่นา ดูจากท่าทางแล้วก็น่าจะรู้พอตัว” ฉันตอบกลับด้วยรอยยิ้มเจือความขบขัน

“แล้วเจ้าสนใจเรื่องอะไรในค่ายกลล่ะ?” ถึงสีหน้าจะเรียบเฉยราวกับไม่ใส่ใจ แต่ฉันรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายก็แอบดีใจที่มีเรื่องให้ขยับปากบ้าง คงเบื่อกับวันซ้ำ ๆ ในหอคัมภีร์เหมือนกัน ฉันเองก็เคยทำงานรับจ้างขายของมาก่อน ยังจำความรู้สึกแบบนั้นได้ดี

“ค่ายกลพันธนาน่ะขอรับ พอดีข้ากำลังสนใจอยู่เลยคิดว่าถามท่านหน่อย เผื่อจะมีเคล็ดลับหรือข้อควรระวังอะไรบ้าง”

อีกฝ่ายฟังแล้วก็ทำหน้าเฉย ๆ จนฉันแอบเดาว่าเขาอาจไม่ประทับใจหรือไม่ก็รู้สึกเบื่อเฉย ๆ กันแน่

“แล้วเจ้าสนใจค่ายกลพันธนานั่นทำไมกัน?” เขาถามด้วยน้ำเสียงเรียบแบนเสียจนไม่รู้สึกถึงอารมณ์ใด ๆ

“ก็เพราะมันเข้ากับทักษะของข้าดี ช่วยได้เยอะแถมพิธีกรรมก็ไม่ยุ่งยาก ใช้ศิลาวิญญาณไม่มากนัก ที่สำคัญชื่อมันก็ฟังดูเจ๋งดีไม่ใช่หรือ”

ยังไม่ทันขาดคำผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราก็ชี้นิ้วไปยังเพดานโดยไม่พูดอะไร ฉันจึงเงยหน้าตามไปโดยไม่ทันคิด ทว่าร่างกายกลับขยับไม่ได้เหมือนถูกตรึงไว้ทั้งตัว พูดก็ไม่ได้ขยับตายังไม่ได้เหมือนถูกห่อหุ้มด้วยแผ่นศิลาที่มองไม่เห็นรู้ตัวอีกทีก็หายใจได้อย่างเดียว

“ตอนนี้ข้ากำลังใช้ค่ายกลพันธนาใส่เจ้าอยู่” ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำรากล่าวตอบเหมือนรู้ว่าฉันจะสงสัย

อะไรกันเนี่ย?! เมื่อไหร่เขาใช้ค่ายกล? ทำอาคมไปตอนไหน? เมื่อไหร่ที่ร่ายคาถา? หรือว่าเขาพึมพำออกมาเบา ๆ งั้นหรอ?

ไม่ว่าจะอย่างไรเรื่องนี้มันเกินเหตุผลไปแล้ว ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างฐานปราณก็ใช่ว่าจะเร็วขนาดนี้ ถึงแม้เร็วก็ต้องเห็นมือขยับเป็นเงาเลือน ๆ บ้างนี่ฉันยังไม่ทันกะพริบตาเลย

ฉันอยากถามแต่ทำได้แค่หายใจหนัก ๆ เป็นเชิงส่งสัญญาณว่ามีเรื่องจะถาม

“พวกที่สร้างค่ายกลได้ เรียกกันว่า ‘ผู้วางค่ายกล’ หรือถ้าภาษาชาวบ้านหน่อยก็ ‘จอมค่ายกล’ แต่ความจริงแล้วคำหลังนั้นไม่ถูกต้องนัก” ผุ้อาวุโสผู้ดูแลตำราเริ่มอธิบาย

“ผู้วางค่ายกลแบ่งออกเป็น 9 ระดับ ตั้งแต่ระดับ 1 ถึง 9 โดยระดับ 1-3 เรียกว่า ‘นักวางค่ายกล’ ระดับ 4-6 คือ ‘ผู้เชี่ยวชาญค่ายกล’ และระดับ 7-9 ถึงจะเรียกว่า ‘จอมค่ายกล’ จะเห็นว่าชาวบ้านมักเรียกเหมารวมกันว่าจอมค่ายกล แต่ในทางวิชาการถือว่าผิด”

ระหว่างนั้นชายชราคนกวาดลานอีกคนเดินเข้ามาพร้อมถ้วยน้ำชา 2 ถ้วย วางลงบนเคาน์เตอร์

“ถ้วยนี้ไม่ได้ให้เจ้านะ เอามาให้เจ้าเด็กนี่ต่างหาก” ชายชราคนกวาดลานกล่าวพลางชี้มาทางฉัน

ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราเหลือบมองถ้วยชาแล้วก็หันไปมองชายชราคนกวาดลาน แต่ดูเหมือนจะชินกับนิสัยกวน ๆ ของอีกฝ่ายจึงไม่ใส่ใจนักแล้วพูดต่อ

“ค่ายกลพื้นฐานอาจดูยุ่งยากกับผลลัพธ์เล็กน้อย แต่เจ้าต้องรู้ไว้ว่ามันคือรากฐานสำคัญของค่ายกลชั้นสูงในอนาคต”

ชายชราคำกวาดลานก็เอ่ยเสริมขึ้น “เชื่อคำพูดมันได้ เจ้าหนุ่มเพราะค่ายกลทุกจุดในหอคัมภีร์นี่เป็นฝีมือมันเองทั้งนั้น ที่มันได้ทำงานนี้ก็เพราะไม่มีใครเก่งพอจะตรวจตราค่ายกลพวกนี้ได้เหมือนมันอีกแล้ว จะว่าดีหรือแย่…ข้าก็เอนเอียงไปทางแย่มากกว่านะ”

ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำรากล่าวต่อทั้งที่ยังจ้องชายชราคนกวาดลาน “ระดับการบำเพ็ญเพียรสูงกว่า ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นผู้วางค่ายกลที่เก่งกว่าเสมอไป แต่อยู่ขั้นสูงกว่าก็ช่วยได้มากเพราะสามารถใช้พลังปราณทดแทนพิธีกรรม คำร่าย และอาคมได้ แต่นั่นไม่ได้แปลว่าจะขาดทักษะได้ คนที่เก่งจริง ๆ จะเข้าใจว่า คำร่าย พิธีกรรม และอาคม ก็เป็นเพียงอุบายเบื้องต้น หากข้าต้องหยุดคนที่แข็งแกร่งกว่าตัวเองจริง ๆ ข้าก็ต้องทำพิธีเต็มขั้นพร้อมศิลาวิญญาณระดับสูงมาเป็นเครื่องสังเวย แต่สำหรับค่ายกลระดับหนึ่งไม่ต้องถึงขนาดนั้นเพราะยังเป็นค่ายกลเบื้องต้นที่ไม่มีอะไรซับซ้อน”

คำอธิบายละเอียดขนาดนี้ฉันต้องรีบจดไว้ทีหลังกันลืมเสียแล้ว ถ้าใครสอนเรื่องการบำเพ็ญเพียรละเอียดขนาดนี้บ้างก็คงจะดี

“นี่มันลำเอียงชัด ๆ” ชายชราคนกวาดลานบ่นพึมพำเบา ๆ

ปกติคนอื่นคงไม่ได้ยินแต่ว่าพวกเราทั้งฉันกับผู้อาวุโสผู้ดุแลตำราต่างเป็นผู้บำเพ็ญเพียร จึงได้ยินกันเต็มสองหู

ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราหันมาจ้องชายชราคนกวาดลานอย่างตำหนิ แต่ชายชราคนกวาดลานก็ยักไหล่ “อะไรล่ะ ก็เจ้าสอนเด็กนี่อย่างกับเป็นศิษย์ส่วนตัวข้าก็แค่ทักไปตามเรื่อง”

แทนที่จะโต้เถียง ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำรากลับถอดแว่นออกมาเช็ดเลนส์ ฉันรู้ดีว่านั่นคืออาการประจำเวลาอีกฝ่ายโกรธหรือเครียด

ฉันขยับคอได้แล้วเลยส่งสายตาเตือนตาเฒ่าว่าให้เบา ๆ หน่อย แต่เขาก็แค่ยักไหล่แล้วพูดต่อ “ที่เจ้านี่เก็บข้าไว้ ก็เพราะข้าพูดตรงถ้าอยากได้พวกประจบ ก็แค่เดินออกไปนอกหอคัมภีร์ไม่กี่ก้าวก็มีคนต่อคิวรออยู่แล้วแต่มันรู้ดีว่าแบบนั้นไม่ช่วยอะไร”

ตาเฒ่าจิบชาแล้วกล่าวต่อ “ถ้าไม่ติดเรื่องโกหกกับกลอุบายล่ะก็ ซินหม่าคงได้เป็นผู้อาวุโสฝ่ายในไปนานแล้ว ไม่มาติดอยู่ตำแหน่งไร้ค่าแบบนี้หรอก”

“พอ” ผู้อาวุโสผู้ดูตำราแลว่าเสียงเรียบ พลางใส่แว่นกลับ

แม้เขาไม่ได้ขึ้นเสียงแต่สายตากลับบ่งบอกว่าเรื่องนี้ไม่ควรเอ่ยถึงอีก แม้ปกติตาเฒ่าจะชอบยั่วโมโหคนอื่นแต่คราวนี้ก็เงียบลงจิบชาไป

ฉันเองก็แอบสงสัยอยู่ไม่น้อยว่า ที่ตาเฒ่าว่าเรื่องหลอกลวงคืออะไรแต่ว่าก็มีสติพอจะรู้ว่าบางเรื่องก็ไม่ควรถามออกไป

ในที่สุดค่ายกลพันธนาก็ถูกปล่อย ฉันคว้าถ้วยชามาดื่มอึกใหญ่บรรยากาศยังคงเงียบงัน

“ข้าว่าท่านร่ายค่ายกลพันธนาได้เนียนตาดีจริง ๆ นะ” ฉันเอ่ยปากชมออกไปตรง ๆ

บางทีคนเราก็ต้องการแค่คำชมเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเปลี่ยนอารมณ์บ้าง…แต่จะได้ผลไหม ฉันเองก็ไม่แน่ใจ เพราะอีกฝ่ายมักมีสีหน้าเคร่งขรึมอยู่ตลอดเวลา

จบบทที่ [เซียนเนิร์ด]_บทที่25_จอมขมังเวทย์อักขระ

คัดลอกลิงก์แล้ว