เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

[เซียนเนิร์ด]_บทที่23_วาดภาพท่ามกลางสายฝน

[เซียนเนิร์ด]_บทที่23_วาดภาพท่ามกลางสายฝน

[เซียนเนิร์ด]_บทที่23_วาดภาพท่ามกลางสายฝน


บทที่ 23 - วาดภาพท่ามกลางสายฝน

สายฝนยังคงโปรยปรายต่อเนื่องนับแต่วันแรกดั่งสัญญาณบอกถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่เลวร้ายลง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนักด้วยว่านี่คือช่วงฤดูใบไม้ร่วงอยู่แล้ว การแปรเปลี่ยนของฤดูกาลย่อมเป็นเรื่องปกติ แม้แต่ในดินแดนแห่งนี้ทว่าแม้ฝนจะตกหนักเพียงใดบางสิ่งบางอย่างก็ยังคงไม่แปรเปลี่ยน...เช่นสายตาของชายชราคนกวาดลานผู้นั้นที่จับจ้องมายังฉันในยามกำลังอ่านคัมภีร์

ไม่อะไรในอกจากการกวาดลานให้เขาทำรึไง? เจ้าเฒ่าติดน้ำชา! ฉันบ่นในใจ

เขารู้ดีว่าฉันรับรู้ถึงสายตาของเขาและมีความเป็นไปได้สูงที่ชายชราคนกวาดลานนี่จะตั้งใจจ้องเพียงเพื่อยั่วโมโหฉันเล่น

“เด็กหนุ่มทั้งหลายควรเอาเวลาไปสำราญชีวิตบ้าบอให้เต็มที่เสียบ้าง ไยเจ้าทำหน้าเคร่งเครียดนัก?” ชายชราคนกวาดลานบ่นพลางยื่นถ้วยชาร้อนจากชั้นสองมาวางตรงหน้าฉัน ก่อนจะหย่อนกายลงตรงข้าม

ฉันปิดตาลงสูดลมหายใจเข้าลึกเข้าสู่สภาวะสมาธิทุกอณูของกล้ามเนื้อทุกแรงสั่นสะท้านเล็กน้อย ฉันสัมผัสได้ทั้งหมดสภาวะนี้ทำให้ฉันรับรู้ถึงทุกสิ่งภายในร่างกาย

ในเมื่อสายฝนตกไม่ขาดสายเช่นนี้ ฉันก็พอมีเวลาได้ลองคิดค้นวิธีแยกแยะค่าสถานะของตนเองโดยไม่ต้องไปเสียเวลากับการทดสอบที่ยุ่งยากเหมือนสร้างวิชายุทธบทใหม่ขึ้นมา วิชาระดับมนุษย์ขั้นต้นที่ช่วยให้รับรู้สภาพร่างกายได้ ทว่า...ฉันต้องมีพลังปราณเป็นตัวเชื่อมเสียก่อนจึงจะสามารถเนรมิตภาพตัวเลขลอยขึ้นมาให้เห็นได้

 ชื่อ : หลิวเฟิง

อายุ: 16

พรสวรรค์: C (รากวิญญาณห้าสิบสามแขนง)

ระดับพลัง: หลอมกาย (ดวงดาวแปดดวง)

พละกำลัง: 8.1 → 8.2

ความว่องไว: 8.2

ความอดทน: 8.6 → 8.9

พลังปราณ:

เคล็ดวิชา:

- หมัดเขี้ยวทะลวง (ระดับมนุษย์)

- ก้าววัวคลั่ง (ระดับมนุษย์)

- เกราะกระดองเต่าทองคำ (ระดับมนุษย์)

ความเร็วในการพัฒนาฉันเร็วกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะค่าความอดทนที่เริ่มทิ้งห่างส่วนอื่นอย่างเห็นได้ชัด

“เฮ้! เจ้าได้ยินข้าพูดไหม ไอ้หนู?” ชายชราคนกวาดลานนั้นถอนหายใจ ฉันไม่แม้แต่จะชายตาแลจนเขาส่ายศีรษะอย่างระอา “เฮ้อ เด็กรุ่นใหม่ ยุคนี้เอาแต่หมกตัวอ่านคัมภีร์เหมือนเอาชีวิตไปฝากไว้ในความฝัน รู้ไหมว่าสมัยข้า...”

เขาเกาศีรษะลูบเคราแพะบาง ๆ อย่างใช้ความคิดก่อนหลุดปากว่า

“จริง ๆ แล้วสมัยข้าก็ไม่ได้ต่างอะไรกันนักพวกที่กล้าออกเผชิญโลกภายนอกมักตายก่อนถึงครึ่งทางเสียด้วยซ้ำ”

ฉันลืมตาขึ้นเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “ท่านพูดคนเดียวอยู่น่ะตาเฒ่า ข้านึกว่าคนวัยท่านน่าจะดูออกแล้วนะ ว่าถ้าข้าปิดตานั่งอ่านคัมภีร์อยู่ก็คือไม่อยากคุย”

“เจ้านั่นน่ะ ปิดตาไปก็นั่งเหม่อไม่มีทางอ่านอะไรได้หรอก”

“ข้ากำลังฝึกสมาธิ พักสายตาต่างหาก”

“ฮึ ฝืนอ่านมากระวังตาเสีย”

ฉันกำลังจะสวนกลับแต่จู่ ๆ ก็นึกอะไรขึ้นมาได้ “ว่าแต่...ผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรต้องใส่แว่นด้วยหรือ? สายตายิ่งบำเพ็ญยิ่งดีขึ้นไม่ใช่หรือ?”

แม้แต่เจ้าเฒ่ายังทำหน้าเหวอ “อืม ก็จริงนะข้าก็เห็นอยู่บ้าง พวกเซียนยุทธขั้นสูงยังใส่แว่น บางทีอาจเป็นเพราะใส่ติดมาตั้งแต่อยู่ระดับมนุษย์ แต่ข้าคิดว่ามันแปลก ๆ” ขณะเขาพูดสายตาก็เหลือบไปทางผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราที่ใส่แว่นอยู่พอดี เขาถึงกับโดนลูกหลงแบบงง ๆ

“ข้าก็ได้ยินนะ!” ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราพูดตอบกลับ “สองคนนี้วันดีคืนดีพ่นน้ำลายใส่กัน วันไหนก็ตบไหล่เล่นเหมือนสนิท ไร้สาระนักยิ่งนัก”

“ฝนมันตกนาน ข้าไม่ได้เห็นแดดเลยอารมณ์มันก็หงุดหงิดแบบนี้แหละ” ชายชราคนกวาดลานตอบหน้าตาย

แม้อายุอานามจะมากแต่ปากคอเจ้านี่แหลมคมใช่ย่อย ไม่อย่างนั้นคงอยู่รอดในสำนักที่ขนาดทำผิดเพียงเล็กน้อยก็โดนเฉือนแขนหั่นขาหรือสังหารล้างโคตรกันได้อย่างไร

ฉันก็เพลิดเพลินกับการปะทะคารมแบบนี้อยู่เหมือนกัน จะไปลองกับใครอื่นก็ไม่ได้เดี๋ยวกลายเป็นก่อศัตรูเปล่า ๆ เผลอ ๆ อาจโดนล้างฐานปราณให้ตกตํ่าเลยก็มี

“อากาศมันมืดครึ้ม บางวันข้ายังหงุดหงิด” ชายชราคนกวาดลานบ่นพลางจิบชา

“บางวัน?” ฉันยกคิ้วเย้ย สายตากระตุกเล็กน้อยพยายามกลั้นยิ้ม “ข้าสิยังต้องลำบากเดาอยู่เลยว่าวันไหนท่านจะไม่หงุดหงิด”

“สายตาเจ้าจ้องอยู่ในคัมภีร์ แต่หัวเจ้าอยู่บนเมฆ…หรือไม่หัวเจ้าก็จมขี้ไปแล้ว”

ฉันและชายชราคนกวาดลานพูดสาดน้ำลายใส่กันพักใหญ่ ก่อนฉันจะปิดคัมภีร์ลุกขึ้นยืน

ชายชราคนกวาดลานยักไหล่ “ฝนตกแบบนี้เจ้าก็ยังจะไปฝึกอีกหรือ”

“ในสนามประลอง อาจมีการต่อสู้ตอนฝนตก หากฉันก้าวพลาดลื่นไถลตอนใช้ก้าววัวคลั่งมันคงไม่ใช่จุดจบที่ดี”

เฒ่าทำหน้าไม่ประทับใจ แต่ก็นั่นแหละ ฉันไม่เคยเห็นเขาพอใจสักเรื่อง “ข้ารู้ว่าเจ้าแค่หาข้ออ้างไปวิ่งตากฝนเหมือนเด็กบ้าถืออำนาจแล้วไม่รู้จักโต”

ให้ตาย…แก่จนปากร้ายแล้ว ยังอ่านใจคนได้ทะลุเหมือนเปิดคัมภีร์ดู

ชายชราคนกวาดลานนี่ดูเหมือนไม่มีพิษภัย แต่ฉันเชื่อว่าถ้ามันคิดจะขโมยตำราในหอคัมภีร์ ไม่มีใครกล้าขวางหรอกรวมถึงผู้อาวุโสที่สนิทกับมันนั่นด้วย

บางทีฉันก็อิจฉา...ชีวิตแบบที่ใคร ๆ ก็มองข้ามแต่กลับเข้าถึงทุกสิ่งได้

ฉันจัดของเก็บปล่อยกระเป๋าสมุดกับของใช้ไว้ในตำหนักไม่เอาไปเปียกให้วุ่นวาย ก่อนเดินออก ชายชราคนกวาดลานาตะโกนไล่หลัง

“อย่าลืมฝึกหมัดเขี้ยวทะลวงวด้วยล่ะฝนตก ๆ แบบนี้เหมาะดี อย่ามัวแต่เพลินจนหลงลืมความหมายของวิชายุทธเหล่านี้ วิชาแต่ละแขนงคือสิ่งที่บรรพชนทุ่มชีวิตแลกไว้ เจ้าอย่าละเลยมัน”

น้ำเสียงเขาจริงจังจนฉันขนลุกแผ่ว ๆ

เขาพูดถูกวิชายุทธคือชีวิตของคนรุ่นก่อน แม้มันจะเป็นเพียงระดับมนุษย์ก็เถอะ แต่มันคือสิ่งที่ใครหลายคนฝากไว้แทนตัว

“อีกอย่าง...หยุดยิ้มเป็นบ้า ๆ บอ ๆ ยามนึกว่าคนไม่เห็นด้วยข้าขายหน้าแทน! ไม่อยากให้ใครรู้จักคนประหลาดแบบเจ้า”

“แล้วก็หยุดแอบมองข้าเสียที เจ้าเฒ่าเคราแพะ!” ฉันตะโกนตอบ ก่อนจะเดินฝ่าสายฝนออกไป ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำรายักหน้ายิ้ม ส่งสัญญาณรับรู้ว่าของฉันจะดูแลให้

ละอองน้ำเย็น ๆ ชะลงทั่วตัว ฉันรู้สึกสดชื่นอย่างประหลาดพลังปราณของผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรย่อมไม่หวั่นไหวต่อไข้หวัดหรือโรคจากน้ำฝน ร่มอะไรนั่น…ไม่จำเป็น

บางครั้ง สิ่งที่ทำให้ชีวิตคุ้มค่า ไม่ใช่เหตุผลหรือตรรกะแต่มันคือละอองฝนในวันเหงา ๆ แบบนี้ต่างหาก

และฉันคิดถึงบางสิ่ง…ชีวิตก่อนฉันไม่เคยมีคู่ครองแต่ร่างนี้หลิวเฟิงกลับมีคู่หมายที่เคยพบกันเมื่อตอนเด็กๆ

เด็กสาวคนนั้นฉันไม่ได้คิดว่านางงามนัก แต่ฉันเคารพเพราะนางเป็นบุตรีตระกูลเซียนที่ดี

ในห้วงคิดเหล่านั้นฉันก็มาถึงลานฝึกเสียงฝนยังดังไม่ขาดสาย ดวงตาฉันมองไปยังจุดที่ฝังศิลาวิญญาณซึ่งยังไม่ได้แตะต้องอะไรเลย

แค่คิดก็ปวดหัวฉันยังไม่รู้จักชื่อเพื่อนสนิทอ้วน ๆ ของฉันเลยเอาไว้เถอะวันหลังต้องสะกดรอยไปดูให้ได้

ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกรู้สึกถึงอากาศเปียกชื้นไหลผ่านผิวน้ำฝนไหลผ่านหน้าผากลงสู่คาง ทุกอย่างชัดเจนอย่างยิ่ง

หมัดเขี้ยวทะลวง!

มือของฉันขยับไปเองราวกับเป็นสัญชาตญาณ

กี่ครั้งกันแล้วที่ฉันเหวี่ยงหมัดเช่นนี้ ด้วยท่วงท่าเช่นนี้? หลายพัน? หลายหมื่นครั้ง? หรืออาจจะมากกว่านั้น? หากพิจารณาจากความเพียรพยายามอย่างไม่ลดละของหลิวเฟิงในการฝึกเพลงหมัดเขี้ยวทะลวง คงไม่แปลกนักหากร่างนี้จะเคยเหวี่ยงหมัดนี้มาแล้วนับล้านครั้ง

ท่วงท่านั้นทั้งราบรื่นและเฉียบคม งดงามอย่างที่มิอาจพบเห็นได้ง่ายในโลกแห่งความจริง ถึงจะเป็นมือของฉันเองที่ขยับ แต่ฉันก็ยังอดชื่นชมในความแม่นยำของมันมิได้ หัวใจของฉันเต้นถี่รัวราวกับได้รำลึกถึงสตรีผู้เป็นที่รัก

...แม้เปรียบเช่นนี้ออกจะประหลาดอยู่บ้าง เปรียบหมัดยุทธ์กับหญิงงาม ดูจะเกินเลยไปฉันก็ไม่อยากจะคิดแบบนั้นสักเท่าไหร่

แต่ก็มิอาจหาคำใดมาอธิบายความรู้สึกนี้ได้ดีไปกว่านี้อีกแล้ว ความตื่นเต้นเอ่อล้นอยู่ในทรวงอก อย่างกับมีผีเสื้อฝูงหนึ่งราวกับบินวนอยู่ในท้องของฉัน

อากาศโดยรอบแขนของฉันบิดเบี้ยวไปตามแรงหมัด เช่นที่เคยรู้สึกมาตลอด ทว่าเวลานี้ด้วยละอองน้ำฝน ฉันกลับสามารถมองเห็นกระแสอากาศที่ก่อเป็นรูปเป็นร่างได้ มันค่อย ๆ ก่อเกิดเป็นเกลียววารีหมุนวนรอบแขน

และเพียงพริบตาเดียว ทุกอย่างก็กลับคืนสู่ปกติ สายน้ำที่หมุนวนก็ร่วงหล่นสู่พื้นดิน ฉันหวนคืนสู่สติ ท่วงท่าการเหวี่ยงหมัดนั้นกินเวลาไม่ถึงวินาที หากแต่ในความรู้สึกมันยาวนานกว่านั้นนัก

ฉันเริ่มสงสัยว่าตนเองอาจใกล้เพ้อคลั่ง เพราะพิษจากสายฝนเย็นยะเยือกนี้เข้าให้แล้ว เหตุใดหมัดที่เคยเหวี่ยงซ้ำแล้วซ้ำเล่าจึงทำให้ฉันจมอยู่ในภวังค์ถึงเพียงนี้

โดยปกติแล้วการฝึกยุทธ์สำหรับฉันเปรียบเสมือนการละเล่น ทว่าครานี้มันกลับราวกับฉันกำลังวาดภาพลงบนผืนผ้าใบงามประณีตเป็นศิลปะแห่งการบำเพ็ญเพียร!

การได้ “เห็น” สิ่งที่เคยเพียง “สัมผัส” ได้ นับเป็นสิ่งที่น่าตื่นตะลึงยิ่งนัก เพลงยุทธ์หลายแขนง จะปรากฏรูปลักษณ์ให้เห็นได้ก็ต่อเมื่อผู้ฝึกปลุกพลังปราณตื่นขึ้นเท่านั้น

ฉันดึงหมัดกลับอีกครั้งแล้วเหวี่ยงออกไป เพลงหมัดเขี้ยวทะลวงปะทะสายลมและหยาดน้ำ ฝืนกระแสอากาศให้บิดหมุนสายน้ำวนรอบแขนและ ณ ปลายหมัด กระแสน้ำก็พุ่งแหลมยื่นออกมาราวกับเขี้ยวทะลวงที่แทงฝ่าอากาศออกไป

ฉันหยุดนิ่งจ้องมองกระแสน้ำอย่างลุ่มหลง “ถึงได้เข้าใจเสียทีว่าเหตุใด เพลงนี้จึงถูกเรียกว่าหมัดเขี้ยวทะลวง”

ฉันลองอีกครั้งครานี้เหวี่ยงหมัดรัวไม่ขาดสาย หมัดแต่ละหมัด ก่อให้เกิดเขี้ยววารีวนรอบแขน แม้จะจางหายไปในเวลาอึดใจเดียว ใช้ได้เพียงเพื่อเผยให้เห็นการเคลื่อนไหวของอากาศก็ตาม ฉันก็ยังคงพยายามสร้างหมัดเขี้ยวทะลวงให้สวยงามดุดันกว่าเดิม แม้มันจะมิได้เสริมความแข็งแกร่งให้เพลงหมัดมากขึ้นนัก หากแต่ดูน่าตื่นตาตื่นใจไม่น้อย

ฉันฝึกเช่นนั้นอยู่พักใหญ่ จนมิอาจบอกได้ว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใดเมฆฝนดำทะมึนบดบังแสงตะวัน ไม่อาจกะเวลาได้เลย กระทั่งใบไม้ใบหนึ่งสั่นไหวไปตามแรงลมเบา ๆ ฉันจึงหยุดลง

ฉันลองเหวี่ยงหมัดอีกหน ครานี้เพื่อพิสูจน์ว่าสายตาข้าหลอกตาตนเองหรือไม่ ทว่าคราวนี้แรงอัดจากหมัดของฉัน กลับส่งแรงลมพัดกระเพื่อมใบไม้ที่อยู่ห่างออกไปสองช่วงแขน

นี่มัน... เพลงหมัดเขี้ยวทะลวงในคัมภีร์ไม่เคยกล่าวถึงเรื่องนี้มาก่อน เพลงหมัดนี้แม้ไม่ใช่วิชาลับอันใด เป็นเพียงวิชาพื้นฐานที่เหล่าศิษย์สกุลหลิวทุกคนต้องฝึก อีกทั้งในหอคัมภีร์ของสำนักตะวันเพลิงก็ยังมี

กล่าวคือ... ฉันบังเอิญค้นพบแนวทางใหม่ของเพลงหมัดนี้เข้าแล้ว!

แม้เพียงก่อให้เกิดสายลมเบา ๆ อ่อนยิ่งกว่าลมจากพัดมือธรรมดา ทว่ามันก็น่าทึ่งมิใช่น้อย

ด้วยความตื่นเต้น ฉันจึงเหวี่ยงหมัดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนใบไม้โดยรอบล้วนปลิวไหว

“เหมือนตอนที่สำนักตะวันเพลิงบุกโจมตี...” ฉันพึมพำหยอกตนเองไปเช่นนั้น ก่อนจะหยุดกลางคันเพราะพลันนึกบางสิ่งขึ้นมาได้

มิทราบตั้งแต่เมื่อใด ฉันกลับใช้เพลงหมัดเขี้ยวทะลวงได้คล่องแคล่วกว่าเดิมนัก แม้เหวี่ยงหมัดไปหลายสิบหลายร้อยครั้ง ก็ยังไม่รู้สึกเมื่อยล้าหรือปวดแขนแม้แต่น้อย

ปกติแล้วเพลงหมัดนี้แม้จะไม่กินแรงนักและมิได้ทำให้เจ็บตัวหากฝึกหนักเกินไป หากแต่ก็ใช่ว่าจะสามารถฝึกได้ต่อเนื่องไม่รู้จบเช่นนี้

ฉันเริ่มคิดอยากลองผสานกับเพลงก้าววัวคลั่งดู หากสามารถประสานได้ดีพลังอาจเพิ่มขึ้นอีกขั้น

ทว่าฉันก็ชะงักลง เมื่อความคิดอีกอย่างแล่นวาบเข้ามา

ชายชรานั่นต่างหาก... เป็นผู้แนะให้ฉันฝึกเพลงหมัดนี้ท่ามกลางสายฝน

หรือว่านี่... จะมิใช่เรื่องบังเอิญ? เขารู้ได้อย่างไรว่าการฝึกในสายฝนเช่นนี้ จะช่วยให้เพลงหมัดแปรเปลี่ยน?

“ข้าเพิ่งจะตัดใจไปว่าชายชรานั่นคงไม่ใช่ยอดฝีมือผู้เร้นกายแล้วแท้ ๆ...” ฉันพึมพำกับตนเอง พลางทอดสายตาไปยังม่านฝนเบื้องหน้า

จบบทที่ [เซียนเนิร์ด]_บทที่23_วาดภาพท่ามกลางสายฝน

คัดลอกลิงก์แล้ว