เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

[เซียนเนิร์ด]_บทที่19_ปัญหาศิลาวิญญาณ

[เซียนเนิร์ด]_บทที่19_ปัญหาศิลาวิญญาณ

[เซียนเนิร์ด]_บทที่19_ปัญหาศิลาวิญญาณ


บทที่ 19 - ปัญหาศิลาวิญญาณ

ถุงผ้าที่บรรจุศิลาวิญญาณในมือฉันช่างหนักอึ้งกว่าทุกสิ่งที่เคยถือมาก่อน ฉันกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ พยายามตั้งสติไตร่ตรองว่าจะจัดการกับเรื่องนี้เช่นไรดี ทว่าทุกอย่างดูจะเกินกำลังของฉันไปเสียสิ้น บางที… ฉันควรนำมันไปฝังไว้ในป่ารอบภูเขา แล้วปลีกตัวบำเพ็ญเพียรอยู่ที่นั่นจนบรรลุขั้นรวบรวมพลังปราณและได้เลื่อนเป็นศิษย์ชั้นในเสียก่อนคงจะปลอดภัยที่สุด

ทว่าทางเลือกนี้ก็ใช่ว่าจะไร้อุปสรรค ฉันคงต้องหลีกเลี่ยงการไปปรากฏตัวที่ศาลาอาหารด้วย อีกทั้งพื้นที่ของสำนักย่อมไม่มีสัตว์ป่าธรรมดาให้ล่า ด้วยหวั่นเกรงว่ามันจะกลายเป็นอสูรเดรัจฉาน บางทีฉันอาจต้องหาความรู้เรื่องพืชที่กินได้ในป่ามาใช้ประทังชีวิตแต่ถ้าขาดสารอาหารและโปรตีน จะส่งผลต่อการบ่มเพาะร่างกายของฉันหรือไม่?

“ข้าเสนอความเห็นต่อผู้อาวุโสชั้นนอกคนอื่น ๆ ให้เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับชั่วคราว เราจึงปิดทุกช่องทาง ไม่มีผู้ใดในสำนักชั้นนอกล่วงรู้ถึงรางวัลครั้งนี้” ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำรา ที่มีอายุวัยกลางคนกล่าวพลางถอนหายใจ “แม้แต่ผู้อาวุโสชั้นในเองก็เห็นพ้องเช่นกัน พวกเขาไม่อยากให้เกิดการสังหารแก่งแย่งในหมู่ศิษย์ชั้นนอก แต่เจ้าก็ต้องระวังตัวไว้เถิดอาจมีข่าวรั่วไหลไปบ้างเช่นศิษย์ชั้นในที่มาส่งของรางวัล หรือบางทีสหายของเขาในสำนักชั้นในอาจมีญาติอยู่ชั้นนอกก็ได้”

ฉันขมวดคิ้ว “ดูท่าจะนำแต่เรื่องเดือดร้อนมาให้ ข้าว่าน่าจะดีกว่าถ้าข้าไม่ได้รางวัลอะไรเลย”

“เจ้าก็อาจจะอยู่ในหอคัมภีร์ทั้งวันทั้งคืนก็ได้นะ” ชายชราคนกวาดลานที่ยืนปัดกวาดมุมห้องเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มเจือความขบขัน ทว่าในยามนี้กลับไม่ทำให้ฉันรู้สึกอุ่นใจนัก เขาพยักพเยิดไปทางผู้อาวุโสผู้ดูแลตำรา“ไม่มีใครในชั้นนอกกล้าลงมือกับเจ้าหรอกหากมีผู้อาวุโสคอยจับตาอยู่ที่นี่”

“ข้าไม่อาจค้างคืนที่หอคัมภีร์ได้” ฉันถอนหายใจ

“เจ้าพูดถูก ถือเป็นข้อห้ามของสำนัก” ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำรากล่าวรองรับ

“การทำเช่นนั้นกลับจะยิ่งก่อให้เกิดข่าวลือ ว่าข้ามีศิลาวิญญาณอยู่ในมือและต้องคอยอาศัยอยู่ใกล้ ๆ ผู้อาวุโสหรือในสถานที่ปลอดภัย” ฉันพยายามเรียบเรียงเรื่องราวทั้งหมดในหัว

ตั้งแต่วันที่หญิงผู้นั้นเข้าทำร้ายฉันขณะอาเจียน ฉันก็ได้ตระหนักว่าโลกของผู้บำเพ็ญเพียรไม่เห็นค่าศักดิ์ศรีเกียรติยศเป็นสิ่งสำคัญนัก แม้ฉันจะอยู่ในหอคัมภีร์หรือเวทีประลองซึ่งมีผู้คนขวักไขว่ ก็ยังมิอาจคาดหวังความปลอดภัยได้ตลอดเวลา ใครสักคนอาจลอบลงมือกับฉันในช่วงเวลาที่เผลอเรอ เช่น ขณะไปเข้าห้องน้ำก็เป็นได้

“เดี๋ยว… ถ้าข้าแพร่ข่าวลือว่าใช้ศิลาวิญญาณหมดแล้วล่ะ?” ฉันพูดเสนอขึ้นอย่างเหลืออด

“อาจใช้ได้ในช่วงแรกแต่ผู้คนก็ยังจะตามหาเจ้าอยู่ดี เพื่อดูว่าเจ้าเอาไปซื้ออะไรไว้” ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำรากล่าวค้านทันควัน

“อีกอย่างคนพวกนี้ใช่ว่าจะโง่ พอข่าวลือนั้นแพร่ออกไปก็เท่ากับว่าเจ้ากำลังประกาศตัวว่ามีของมีค่าพอให้พวกเขาเสี่ยงชีวิตเข้าแย่งชิง” ชายชราคนกวาดลานเสริมพลางส่ายหน้า ตัดความหวังฉันทิ้งอย่างไม่ไว้หน้า

ข้อโต้แย้งของทั้งคู่ล้วนสมเหตุสมผล ฉันจึงตระหนักได้ว่าความคิดเมื่อครู่ช่างหุนหันเกินไป ฉันจำต้องสงบสติและไตร่ตรองอย่างรอบคอบยิ่งขึ้น

“อืม… พวกท่านพูดถูก” ฉันพึมพำพลางลูบคาง หลายแผนการที่คิดไว้ก็ถูกปัดตกด้วยเหตุผลคล้าย ๆ กัน

ฉันจำต้องชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียของตนเองเสียก่อน ข้อดีคือฉันแทบไม่มีเพื่อนและแทบไม่สุงสิงกับใคร การที่ฉันหายตัวไปอยู่ป่าก็ไม่เคยมีผู้ใดสังเกตเห็นนัก

เกือบจะไม่มีเลยที่นึกออกก็มีเพียงชายอ้วนท้วมศิษย์ชั้นนอกคนนึงซึ่งมักอ้างตัวว่าเป็นสหายของฉัน ทั้งที่ฉันเองก็จำชื่อเขาไม่ได้เสียด้วยซ้ำอีกเล็กน้อยก็พวกที่พักในหอเดียวกันซึ่งอาจพอรู้ว่าฉันอยู่ที่ใดบ้าง ทว่าเรื่องนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นที่รับรู้กันทั่วไป

ตอนนี้ฉันคงต้องจัดการทีละเรื่องไปก่อน

“พวกท่านคิดว่าข้าควรซ่อนศิลาวิญญาณไว้ที่ไหนดี?” ฉันถามขึ้น “เพราะอย่างไรก็ไม่อาจพกติดตัวไว้ได้แน่”

สองผู้อาวุโสตรงหน้านี้คือคนที่ฉันไว้ใจได้มากที่สุด หากพวกเขาคิดทรยศคงลงมือไปตั้งแต่แรกแล้ว ฉันก็ไม่อาจรู้ตัว

“เจ้าจะฝากไว้กับเจ้า ซินหม่า นี่ก็ได้นะ” ชายชราคนกวาดลานพยักเพยิดนิ้วไปทางผู้อาวุโสผู้ดูแลตำรา

แต่แทนที่จะรับคำผู้อาวุโสผู้ดูแลตำรากลับขมวดคิ้วกล่าวเสียงหนักแน่น “เช่นนั้นมันออกจะเป็นการลำเอียงต่อศิษย์เกินไป”

ชายชราคนกวาดลานหัวเราะในลำคอ “โอ้? ลำเอียงรึ? แล้วที่ท่านเก็บศิลาวิญญาณไว้ให้เขาแทนที่ศิษย์ชั้นในจะประกาศต่อหน้าผู้คนล่ะ ไม่นับเป็นการลำเอียงหรือไร? อีกอย่างในฐานะผู้อาวุโสใครเล่าจะมาตั้งคำถามกับท่าน?”

ผู้อาวุโสซินหม่า ถอนหายใจ “แม้ข้าจะชื่นชมความมุมานะของหลิวเฟิงและเห็นเงาของตนเองยามหนุ่มในตัวเขา แต่ข้าย่อมไม่อาจเสี่ยงเสียตำแหน่งที่หมายตาไว้ได้หากถูกตำหนิโทษว่าเข้าข้างศิษย์คนหนึ่ง คนอย่างจุนกง ย่อมไม่ปล่อยผ่านเป็นแน่ เขาเป็นคนยุติธรรมและคาดหวังให้ผู้อาวุโสทุกคนปฏิบัติตามกฎ”

ชายชราคนกวดลานส่ายหน้าเบา ๆ “ข้าขอโทษที่ทำให้ท่านลำบากใจ ถือเสียว่าเป็นถ้อยคำเพ้อเจ้อของตาแก่คนหนึ่งเถอะ”

น้ำเสียงของผู้อาวุโสอ่อนลงเล็กน้อย รอยยิ้มผ่อนคลายประดับบนใบหน้า บรรยากาศระหว่างทั้งสองคนนั้น ดูเหมือนจะสนิทสนมกันอยู่ไม่น้อยซึ่งทำเอาฉันเองยังอดแปลกใจไม่ได้

“ขอบคุณที่ช่วยเก็บศิลาวิญญาณให้ข้า ข้าไม่รู้เลยหากข่าวนี้แพร่ออกไป ข้าจะต้องพบเจออะไรบ้าง” ฉันประสานมือคำนับอย่างสุภาพ

หากมิใช่เพราะเขาช่วยเหลือไว้ ฉันคงต้องประมือกับเพื่อนหอเสียตั้งแต่ตอนนี้ไม่ได้มายืนถือถ้วยชาเปล่าอยู่ตรงนี้เป็นแน่

“เอาเถอะ ข้าขอตัวก่อน มีของต้องไปซ่อน” ฉันตบถุงศิลาวิญญาณแนบอก ก่อนเร่งก้าวออกจากหอคัมภีร์

ทว่ายังไม่ทันพ้นประตูผู้อาวุโสผู้ดูแลตำรากลับเรียกไว้ “ข้าขายยันต์กดพลังวิญญาณให้เจ้าหนึ่งแผ่น และข้าจะเอาเพียงศิลาวิญญาณก้อนเดียว”

“หา?” ฉันหันกลับอย่างงุนงง ขณะที่ยามเฒ่าข้าง ๆ ยิ้มกรุ้มกริ่ม

“ยันต์กดพลังวิญญาณจะช่วยบดบังกลิ่นปราณของเจ้าได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลบพลังจากศิลาวิญญาณ” ผู้อาวุโสอธิบาย

“ศิษย์ที่อยู่ขั้นรวบรวมพลังปราณหรือจอมยุทธ์ระดับสูงกว่าขอบหลอมกายปลายทาง ย่อมสัมผัสปราณได้ ต่อให้เจ้าซ่อนไว้ที่ใดก็ไม่พ้นตรวจพบ” ชายชราคนกวาดลานเสริมเสียงเบา พลางปรายตามองผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราแล้วพึมพำ “ไหนบอกไม่ลำเอียง”

ใบหน้าผู้อาวุโสแปรเปลี่ยนเล็กน้อยแต่ก่อนจะทันกลืนคำกลับ ฉันก็คว้าศิลาวิญญาณหนึ่งก้อนวิ่งไปที่โต๊ะรับของด้านหน้า “ขอยันต์หนึ่งแผ่น”

ผู้อาวุโสไม่ตอบอะไร ส่งกระดาษสีเหลืองลายอักขระสีแดงให้

เลือดหรือหมึกแดงกันนะ?

ฉันไม่คิดให้เสียเวลารีบแปะยันต์บนถุงศิลาวิญญาณแล้วทะยานออกสู่ป่าภายใต้แสงจันทร์ด้วยวิชา “ฝีก้าววัวคลั่ง”

เสียงฝีเท้ากระทบพื้นเสียงใบไม้แห้งกรอบใต้ฝ่าเท้า พร้อมกลิ่นหญ้าเปียกและดินผสมกลิ่นสนคลุ้งไปทั่วป่าราตรีที่มีเพียงแสงจันทร์ลอดผ่านยอดไม้

ในไม่ช้าฉันก็ถึงลานฝึกเก่า ต้นไม้หักโค่นนับสิบและอีกนับไม่ถ้วนมีรอยกำปั้นสลักอยู่ ฉันเร่งใช้มือขุดใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งที่มีรอยหมัดตัวเอง จากนั้นนำถุงศิลาวิญญาณฝังพร้อมยันต์กลบกลิ่นปราณรีบกลบดินแล้วจากไปอย่างรวดเร็ว

ฉันรู้จักต้นไม้นี้ดีทั้งเคยซ้อมหมัดบ่อย มันจึงไม่แปลกตาและไม่มีใครคิดจะป้วนเปี้ยนแถวนี้

ระหว่างวิ่งกลับหอพัก ฉันก็ชะงักกลางทาง

ฉันจะกลับหอดีหรือ? ถ้าข่าวแพร่ออกใครบางคนอาจดักรอฉันอยู่ อาจถึงขั้นซุ่มเล่นงานยามหลับ

เมื่อไร้ทางเลือกฉันตัดสินใจนอนนอกหอเสียเลย หาโขดหินใหญ่ปิดบังสายตา เอนกายลงบนพื้นหญ้าเสียงแมลงกลางคืนดังระงม

แม้ฉันจะเคยนอนป่าหลังฝึกบำเพ็ญ แต่การต้องทำเพราะจนตรอกเช่นนี้ ความรู้สึกมันต่างกันนักฉันเอนกายหลับตา ทว่าหัวใจก็ยังไม่วายว้าวุ่นไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดเรื่องใดขึ้นอีก

...

เช้าวันถัดมา ฉันย่างก้าวเข้าสู่ศาลาอาหารอย่างระมัดระวัง สายตากวาดสำรวจไปรอบบริเวณ เฝ้าระวังภัยที่อาจซ่อนอยู่ แม้ว่าโดยปกติแล้วศาลาอาหารจะเป็นสถานที่ที่ไม่ค่อยเกิดการปะทะกันนัก แต่ในโลกเช่นนี้ ความขัดแย้งสามารถปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ

เสียงสนทนาดังระงมไปทั่วห้องบรรยากาศวันนี้ดูจะจอแจและอึดอัดกว่าทุกวัน ฉันไม่ได้ใส่ใจรายละเอียดนัก เพราะเสียงพูดคุยซ้อนทับกันจนจับต้นชนปลายไม่ถูก ทว่าก็ยังมองเห็นผู้คนบางส่วนแสดงท่าทีระแวดระวัง มือแตะอยู่ที่ด้ามอาวุธซึ่งซ่อนเอาไว้ใต้แขนเสื้อหรือชายผ้าสายตาเต็มไปด้วยความหวาดระแวง

แน่นอน… บุรุษเช่นนั้นย่อมตกเป็นเป้าสายตาเสมอ…เดี๋ยวก่อน — ใช่พวกเดียวกับที่ก่อคดีล้างแค้นเมื่อคราก่อนหรือไม่?

ฉันหยิบถาดไม้บรรจุอาหารมาในมือก่อนทอดสายตาหามุมว่างนั่งพักสายตา พลันสายตาก็ไปสะดุดเข้ากับโต๊ะหนึ่ง ซึ่งมีเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันเพียงผู้เดียวของฉันนั่งรับประทานอยู่

วันนี้… ฉันตื่นสายไปหรือไม่? หรือว่าเขามาเร็วกว่าปกติ?

ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาไม่เคยมาก่อนฉันเลยสักครั้ง ปกติฉันคงไม่ใส่ใจเรื่องเช่นนี้นักหากแต่เวลานี้ เมื่อคิดถึงเรื่องที่มีเพียงเขาเท่านั้นที่ล่วงรู้ว่าฉันเคยถูกขังในคุกของสำนักและรางวัลตอบแทนที่ตามมา มันทำให้ฉันรู้สึกไม่สบายใจอยู่ไม่น้อย

แม้จะรู้สึกกังวลฉันก็ยังตัดสินใจเดินไปนั่งข้างเขาพลางส่งยิ้มจาง ๆ ให้ “วันนี้เจ้าเร็วกว่าข้าเสียอีก ข้าตื่นสายหรืออย่างไร?”

บรรยากาศรอบกายฉันเต็มไปด้วยความกดดัน ไม่อาจแยกได้ว่าเป็นเพราะจิตใจของตนเองตื่นตระหนก หรือเพราะบรรยากาศแท้จริงนั้นตึงเครียดเช่นนั้น

เขาหันหน้ามาทางฉันเลื่อนเสียงต่ำเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “สองคนในเรือนพักข้าถูกฆ่าตาย พวกมันเพิ่งไปซื้อโอสถเสริมสร้างกระดูกมา อีกทั้งยังมีคนเห็นว่าพวกเขามีศิลาวิญญาณอยู่มากว่ากันว่าผู้ใดที่ถูกขังในคุกสำนักนานเท่าไรก็จะได้รับค่าตอบแทนตามระยะเวลาที่อยู่ด้านใน”

ดูเหมือนว่าพวกผู้อาวุโสจะปิดข่าวเอาไว้ไม่อยู่แล้ว บรรยากาศอึมครึมและเต็มไปด้วยความหวาดระแวงในโรงอาหารในยามนี้เป็นข้อพิสูจน์ได้เป็นอย่างดี โชคยังดีที่ฉันยังมิได้ใช้ศิลาวิญญาณที่ได้รับมาแม้แต่ก้อนเดียว จึงไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้ว่าฉันก็เป็นหนึ่งในคนที่ได้รับรางวัล

ส่วนตลาดค้าขายของฝ่ายนอกนี้ โดยมากล้วนถูกควบคุมโดยเหล่าศิษย์ด้วยกันเอง ฉันจึงเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราจึงจัดการเรื่องรางวัลให้ฉันอย่างรอบคอบ

หากมีโอกาสในภายหน้าฉันย่อมต้องหาทางตอบแทนบุญคุณนี้เป็นแน่

อีกอย่างฉันรู้สึกโล่งใจอยู่บ้างที่เจ้าอ้วนผู้นี้มิได้ป่าวประกาศเรื่องฉันถูกขังในคุกออกไป อาจเพราะเขาไม่อยากดึงความสนใจเข้าหาตัวหรือบางที… เขาอาจหวังจะเก็บรางวัลทั้งหมดไว้เอง

ฉันคาดการณ์ไว้แล้วว่าหากข่าวเกี่ยวกับรางวัลแพร่สะพัด จะต้องเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น “ตอนนี้… มีคนตายเพราะเรื่องนี้ไปกี่คนแล้ว?”

“เท่าที่ข้ารู้… อย่างน้อยก็สองคน” เขาตอบพลางเลื่อนถาดว่างเปล่าออกไปด้านข้าง “เราต้องระวังตัวด้วย… ไม่รู้ว่าเมื่อไรใครจะเริ่มสงสัยว่าพวกเราเองก็เคยถูกขังต่อให้เป็นแค่ข้อสงสัย ก็เพียงพอให้พวกมันลงมือได้”

คำพูดของเขาเปรียบเสมือนการเตือนสติ แม้จะแฝงไว้ด้วยถ้อยคำกำกวมจนผู้ใดแอบฟังอยู่ก็ไม่อาจจับความได้

แต่เมื่อคิดถึงเรื่องที่เด็กหนุ่มสองคนผู้มีอนาคตยาวไกล กลับต้องสังเวยชีวิตเพราะความโลภของผู้อื่น… ฉันเองก็รู้สึกขื่นขมในใจอยู่บ้าง

ฉันเข้าใจดีว่าสัจธรรมของโลกใบนี้โหดร้ายเพียงใด ฉันเองก็เคยปลิดชีพศิษย์คนหนึ่งที่หมายเอาชีวิตฉันเช่นกัน มันคือความจริงอันโหดร้ายที่ไม่อาจหลีกหนี

ข่าวลือเรื่องรางวัลแพร่ออกไปได้หลายทาง บางทีอาจจะหลุดจากปากเหล่าศิษย์ฝ่ายในที่สนิทกับอาจารย์ของตนก็เป็นได้ แต่ถึงอย่างไรตอนนี้มันก็ไร้ความหมายเสียแล้ว

ผู้ที่ฉันพอจะวางใจได้ก็มีเพียงผู้อาวุโสผู้ดูแลตำรากับชายชราคนกวาดลานคนนั้นเท่านั้น ทว่าทั้งสองก็ทำได้เพียงปกป้องฉันในเขตหอคัมภีร์

ที่เหลือก็มีเพียงเจ้าอ้วนผู้นี้ซึ่งฉันยังไม่อาจวางใจได้เต็มที่ แม้ที่ผ่านมาเขาจะให้คำเตือนอยู่เสมอแต่การหักหลังมักมิได้เปิดเผยตัวด้วยเสียงอันดัง หากแต่แฝงเร้นมาในเงามืดภายใต้ฉากหน้าของมิตรสหาย

ฉันลองจินตนาการว่าหากเป็นตนเองในยามที่คิดทรยศเพื่อน ฉันก็คงหาทางลดความสงสัยของอีกฝ่ายเช่นกัน… และเจ้าอ้วนผู้นี้ก็กำลังทำเช่นนั้นอยู่

เขาให้ข้อมูลที่มีค่าและเรื่องใดที่โกหกก็สามารถถูกตรวจสอบได้จากหอคัมภีร์ ชายชราคนกวาดลานกับผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราก็คงจะเตือนฉันไม่ต่างกัน

ทุกคนรอบกายกลายเป็นผู้ต้องสงสัยได้ทั้งสิ้น

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มซับซ้อนยิ่งขึ้น มันทำให้ฉันหวนคิดถึงเรื่องวุ่นวายในสถานที่ทำงานในชาติปางก่อน เพียงแต่ครั้งนี้มิใช่แค่ข่าวลือเรื่องคนนั้นคบชู้กับคนนี้… หากแต่คือความตายจริง ๆ

และฉัน… ก็เกลียดเรื่องเช่นนั้นที่สุด

จบบทที่ [เซียนเนิร์ด]_บทที่19_ปัญหาศิลาวิญญาณ

คัดลอกลิงก์แล้ว