เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

[เซียนเนิร์ด]_บทที่18_วิญญาณเอ๋ย…ไปสิงไม้เท้านี่แทนเถอะ!

[เซียนเนิร์ด]_บทที่18_วิญญาณเอ๋ย…ไปสิงไม้เท้านี่แทนเถอะ!

[เซียนเนิร์ด]_บทที่18_วิญญาณเอ๋ย…ไปสิงไม้เท้านี่แทนเถอะ!


บทที่ 18 - วิญญาณเอ๋ย…ไปสิงไม้เท้านี่แทนเถอะ!

วันที่สามนับแต่ฉันออกจากคุก ก็เริ่มต้นเหมือนเช่นทุกวัน ด้วยการไปกินข้าวเช้าที่ศาลาอาหาร

ในชาติก่อน ฉันไม่เคยเป็นพวกนิยมกินข้าวเช้าสักเท่าไรนัก ทว่าตั้งแต่ได้มาอยู่ในร่างของ 'หลิวเฟิง' กลับพบว่าตนเองเริ่มซึมซับนิสัยของเขาเข้าเสียแล้ว แถมยังชักจะรู้สึกพึงใจในมื้อเช้าเสียด้วยซ้ำบางครั้งฉันก็อดสงสัยไม่ได้ว่าตนเองสืบทอดนิสัยของหลิวเฟิงมามากเพียงใด หากวันใดฉันเผลอพูดอย่าง "เจ้ากล้าลองดี!" ออกมาเมื่อไรคงน่ากังวลไม่น้อย

แต่มัวครุ่นคิดไปก็ไร้ประโยชน์ ฉันรู้ดีว่ามีวิธีเดียวที่จะทำให้ตัวเองหลุดพ้นจากห้วงความคิดไร้สาระเช่นนี้ได้นั่นคือ — การฝึกอย่างหนักสิบสองชั่วยามติดกันหลังจากนั้นสมองฉันคงไม่เหลือแรงไปครุ่นคิดเรื่องใดอีก

"หลิวเฟิง!" เสียงเรียกคุ้นหูดังขึ้นฉันหันไปทันที เพราะรู้ดีว่ามีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เอ่ยเรียกฉันในศาลาอาหาร

เป็นชายร่างอ้วนท้วมผู้ซึ่งฉันยังไม่ทราบชื่อเสียที น่าเสียดายที่ฉันลืมถามชื่อเขาตั้งแต่เข้ามาแทนที่หลิวเฟิงและตอนนี้ หากจะถามก็ออกจะน่าอึดอัดใจอยู่ไม่น้อย กระนั้นเขาก็เป็นคนดีและคุยสนุ อีกทั้งยังเป็นเพียงคนเดียวที่คอยเล่าเรื่องราวความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ภายในสำนักให้ฉันฟังเพราะฉันไม่ค่อยใส่ใจข่าวลือพวกนั้นเท่าไหร่นัก

ก็อย่างว่าเมื่อฉันต้องฝึกฝนวันละสิบสองชั่วยาม ฉันจะเอาเวลาไหนไปสนใจข่าวซุบซิบนินทา

"โอ...ว่ากระไรหรือ" ฉันพูดตอบขณะเขานั่งลงข้างกาย พร้อมจานข้าวที่น่าประหลาดใจว่าปริมาณมันน้อยผิดปกติ

หรือแท้จริงแล้วความอ้วนของเขาเป็นผลจากวิชาลับบางอย่าง? หรือว่าเป็นพวกที่กินน้อยแต่กินถี่กันแน่

"รู้ไหมตอนพวกศิษย์ชั้นในโผล่มาถามเรื่องเจ้า ข้าก็อดเป็นห่วงไม่ได้เลยพวกเขาบอกแค่ว่ามาสืบสวนเรื่องบางอย่าง" เขาว่าพลางถอนใจ แล้วรีบจัดการอาหารบนจานจนหมดก่อนจะหันมามองฉันด้วยสีหน้าจริงจัง "เจ้าเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของข้าที่นี่นะ หากวันไหนเจ้าถูกลงโทษประหารข้อหากบฏหรืออะไรสักอย่าง ข้าคงเสียใจแย่"

คำพูดของเขาสะกิดใจฉันไม่น้อย ฉันรู้สึกผิดขึ้นมาทันทีที่ไม่รู้แม้แต่ชื่อของเขาทั้งที่ตั้งแต่เข้ามาในร่างนี้ ฉันก็เอาแต่คิดถึงแต่ตัวเอง

ฉันเป็นเพื่อนที่ห่วยแตกสิ้นดี

"เจ้ารู้ไหม" ฉันพยักหน้า มองสบตาเขา "หากวันใดเจ้ามีอันเป็นไป ข้าก็คงเสียใจเช่นกัน"

ชายหนุ่มอ้วนท้วมยิ้มกว้าง "ข้ารู้อยู่แล้วว่าใต้ท่าทีเย็นชานั่น เจ้ายังมีใจอ่อนโยนซ่อนอยู่"

"เอาน่า เลิกล้อข้าเสียที" ฉันส่ายหน้า

เขาหัวเราะเสียงดังก่อนเอนตัวเข้ามาใกล้ "ตั้งแต่ได้ยินว่าเจ้าถูกขัง ฉันก็สืบข่าวเรื่องคุกอยู่ตลอดเห็นว่าเจ้าเข้าไปพัวพันเรื่องยุ่งพอสมควรเลยนี่นา"

"ตกลงเจ้าจะเล่าหรือไม่ ว่าข้าโดนเรื่องอะไรบ้างหรือจะปล่อยให้ข้ากลุ้มใจต่อไป?" ฉันถามกึ่งล้อเล่น

"ข้ากะจะให้เจ้าลุ้นเล่น ๆ อีกหน่อย" เขาหัวเราะเบา ๆ "แต่เอาจริง ๆ นะมีข่าวลือว่าเกิดเหตุใหญ่ มีผู้บำเพ็ญเพียรตายไปมากแม้แต่ระดับวางรากฐานยังไม่รอด ไม่มีแม้แต่ผู้ใดรอดกลับมา ไม่มีแม้กระทั่งพยานเห็นเหตุการณ์จากที่ไกล ๆ ด้วยซ้ำ"

ฉันได้ยินดังนั้น ก็โล่งใจอยู่ลึก ๆ ที่สามารถหนีออกมาได้ก่อนจะถูกดึงเข้าไปพัวพันกับเรื่องยุ่งเหยิงแบบนั้น

ท่ามกลางความวุ่นวายก็ยังมีเรื่องให้รู้สึกดีอยู่บ้าง อย่างน้อยสตรีนางนั้นที่ฉันทิ้งไว้ในระหว่างศึก คงไม่มีโอกาสกลับมาแก้แค้นฉันแบบตัวร้ายในนิยายที่จู่ ๆ ก็แข็งแกร่งขึ้นมาทันที... แม้จะใช้คำว่า "น่าจะ" ก็เถอะ เพราะเรื่องพวกนี้ไม่มีใครเดาได้

ฉันก็ได้แต่หวังว่านางจะไม่ใช่บุตรีของจอมยุทธ์เถื่อนหรือผู้อาวุโสใหญ่ในสำนักไหน ๆ มิเช่นนั้น ฉันคงซวยยิ่งกว่าเดิม นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมฉันถึงไม่ปริปากถึงนางตอนถูกสอบสวนโดยผู้อาวุโสฝ่ายแก่นแท้ ฉันรู้ดีว่าบุคคลในยุทธจักรต่างก็มีเบื้องหลังทั้งสิ้น เผลอ ๆ นางอาจเป็นแค่ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรไร้สังกัดก็ได้

แต่ถึงอย่างนั้นหมู่บ้านแห่งนั้นก็คงถูกทำลายราบสิ้นแล้ว ฉันถึงกับสะอึกกับความคิดนี้สำหรับชาวบ้านธรรมดา การปะทะกันของผู้บำเพ็ญเพียรก็ไม่ต่างอะไรกับภัยพิบัติสวรรค์กับนรกนั่นเอง เสียดาย... เพราะคนในหมู่บ้านนั้นก็ดูเป็นคนดีอยู่แท้ ๆ เพียงแต่พวกเขาอยู่ผิดที่ผิดเวลาเท่านั้น

แต่ก็น่าจะยังมีโอกาสที่สตรีผู้เลอโฉมนางนั้น หรือใครที่นางกำลังตามหาอาจยังมีชีวิตรอดอยู่

"แล้วยังมีเรื่องในคุกที่ยุ่งขึ้นเพราะพวกการเมืองในสำนักอีก" เจ้าร่างอ้วนพูดต่อ "ได้ข่าวว่าลูกหลานของผู้อาวุโสบางคน ถูกจับได้ว่ากระทำเรื่องไม่เหมาะสม แม้จะไม่ถึงขั้นเลวร้ายอะไรแต่ก็เป็นพฤติกรรมเหลิงอำนาจตามประสาลูกหลานพวกนั้นแล้วฝ่ายตรงข้ามก็กำลังเอาเรื่องนี้ไปโจมตีอีกฝ่าย"

เขาเล่ารายละเอียดปัญหาภายในสำนักต่อยาวเหยียด ซึ่งฉันเองก็ไม่ได้ใส่ใจนักแต่เพราะเกรงใจเพื่อนจึงพยักหน้ารับอยู่เป็นระยะ

สรุปก็คือพวกลูกหลานของผู้อาวุโสระดับสูงก่อเรื่องเหลวไหลสารพัด ทั้งเที่ยวหอคณิกา ขี้เกียจฝึกบำเพ็ญเพียรและอาศัยอำนาจบรรพบุรุษทำตัวเหลวแหลก ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรพวกเศรษฐีขี้เกียจมีอยู่ทุกที่ ทว่าคราวนี้อีกฝ่ายกำลังใช้เรื่องนี้เป็นข้อต่อรองโจมตี

ตอนฉันอยู่ในคุกผู้อาวุโสที่สอบสวนฉันก็เคยเปรยเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน แต่ฉันไม่ใส่ใจเพราะมันไม่เกี่ยวกับฉัน สำนักสุริยะเพลิงนั้นใหญ่โตเกินกว่าจะใส่ใจความขัดแย้งเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้และต่างจากตระกูลใหญ่ ๆ ตรงที่ผู้บริหารในสำนักไม่ได้เป็นสายเลือดเดียวกันนัก

แต่ก็อดรู้สึกกังวลไม่ได้ที่อยู่ดี ๆ เรื่องสาวงามล้ำค่ากับศึกแย่งอำนาจศิษย์ชั้นในกลับมาพร้อม ๆ กันมันทำให้ฉันหวั่นใจเหมือนพายุร้ายกำลังก่อตัว

อย่างไรเสียเรื่องแบบนี้ฉันก็ไม่มีทางไปยุ่งได้และคงไม่จำเป็นต้องไปหาทางออกให้เสียเวลา เพราะผู้บำเพ็ญเพียรที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าฉันนับไม่ถ้วนต่างเกี่ยวข้อง

สิ่งเดียวที่ฉันกังวลจริง ๆ เห็นจะเป็นรางวัลตอบแทนที่ผู้อาวุโสฝ่ายแก่นแท้สัญญาไว้ ว่าจะให้ฉันเนื่องจากถูกขังอยู่ในคุกนานแต่ถึงอย่างไร ฉันก็ไม่คิดจะไปทวงถามให้วุ่นวาย

"แล้วเจ้าจะเอาอย่างไรต่อ?" เพื่อนอ้วนถาม

"แล้วข้ามีทางเลือกอื่นหรือ?" ฉันยักไหล่ "ก็แค่มีชีวิตต่อไปเท่านั้น"

เขาดูจะกังวลแทนข้ามากกว่าฉันเสียอีก แต่บางครั้งชีวิตก็เป็นแบบนี้ — รู้ว่าไม่มีทางเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้ก็อย่าไปกังวลให้เปลืองใจ

เหมือนกับตอนรู้ว่าบริษัทจะปิดตัวลงถึงคร่ำครวญหรือโวยวายไป ก็ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงอะไรได้มีแต่จะยิ่งซ้ำเติมตนเองให้จมดิ่ง

หลังจากฉันจัดการอาหารเสร็จก็ลุกขึ้นส่งถาดคืนให้คนดูแล กล่าวขอบคุณและกำลังจะเดินออกจากศาลาอาหาร

"เจ้าจะไปไหน?" เสียงเพื่อนอ้วนร้องถาม

"ไปฝึกสิ" ฉันตอบ

...

ตลอดสองสัปดาห์ต่อจากนั้นทุกอย่างสงบเงียบ ฉันทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ฝึกฝนอยู่ในป่าราวกับไม่มีวันพรุ่งนี้ ด้วยร่างกายที่ผ่านการบ่มเพาะ 'เกราะกระดองเต่าทองคำ' จึงสามารถใช้วิชาก้าววัวคลั่งได้ต่อเนื่องและค่อย ๆ แก้ไขข้อบกพร่องจากศึกตายครั้งก่อน

อีกหนึ่งวันที่ฝึกจนตะวันใกล้ลับฟ้า ฉันจดบันทึกสถิติล่าสุดลงในสมุด

 ชื่อ: หลิวเฟิง

อายุ: 16

พรสวรรค์: ชั้น C (รากวิญญาณห้าสิบสามแขนง)

ระดับการบำเพ็ญเพียร: หลอมกาย (ดวงดาวแปดดวง)

 พลัง: 7.9 → 8.1

ความว่องไว: 7.9 → 8.2

ความทนทาน: 8.2 → 8.6

พลังปราณ:

เคล็ดวิชา:

-  หมัดเขี้ยวอสูร (ระดับมนุษย์)

- ก้าวกระทิงพิโรธ (ระดับมนุษย์)

- เกราะกระดองเต่าทองคำ (ระดับมนุษย์)

ตอนนี้ค่าพลังทั้งหมดของฉันล้วนแตะถึงขอบเขตแปดดวงดาวในระดับหลอมกายแล้ว หรือบางทีอาจจะเป็นเช่นนั้นอยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่ฉันเผลอคำนวณคลาดเคลื่อนไปเอง ทว่าอย่างไรก็ตามความทนทานของร่างกายฉันกลับพุ่งทะยานขึ้นอย่างน่าตกใจ แม้เมื่อไม่นานมานี้ความก้าวหน้าจะเริ่มชะลอตัวลง ด้วยเพราะพลังและความว่องไวของฉันจำต้องไล่ตามทัน

ส่วนเคล็ดวิชา เกราะกระดองเต่าทองคำ นั้นแม้จะเป็นเพียงเคล็ดวิชาระดับมนุษย์ หาได้อาจก่อปาฏิหาริย์ได้ไม่ แต่กระนั้นมันก็ช่วยให้ฉันทะลวงเข้าสู่ช่วงกลางของขอบเขตหลอมกายแปดดวงดาวได้รวดเร็วกว่าที่คาดไว้เสียอีกนับเป็นเคล็ดวิชาที่ดียิ่ง

หากคงการฝึกไว้แบบนี้ต่อไปอีกเพียงครึ่งปี ฉันคงสามารถทะลวงสู่ขอบเขตหลอมกายดวงดาวก้าวดวงได้สำเร็จหรืออาจเร็วกว่านั้นหากฉันสามารถฝ่าด่านคอขวดได้ราบรื่น

เป็นเรื่องน่าขันนักที่อัตราการฝึกของฉันกลับเหนือกว่าหลิวเฟิงคนเดิมที่เคยอาศัยโอสถบำเพ็ญเพียร แม้จะเป็นเพียงโอสถราคาถูกที่เขาพอเอื้อมถึง ทว่าโอสถเหล่านั้นกลับทิ้งกากตะกอนและสิ่งสกปรกสะสมอยู่ในร่างกายทำให้ต้องใช้เวลาอีกมากในการขจัดให้หมดไป

อีกทั้งเขายังใจร้อนเกินไปรีบรุดเข้าสู่สำนักในขณะที่ร่างกายยังมิทันได้พักฟื้นจากพิษโอสถ แตกต่างจากฉันที่เลือกฝึกเคล็ดวิชาหลากหลายรูปแบบ ทำให้การเติบโตเป็นไปอย่างสมดุล

ฉันเปิดสมุดบันทึกเล่มที่สองแล้วบันทึกองค์ความรู้ที่ได้รับมาจากการอ่าน และจากความทรงจำของหลิวเฟิงไว้

เมื่อผู้บำเพ็ญเพียรทะลวงสู่ขอบเขตหลอมกายหนึ่งดวงดาว ถือเป็นการก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรโดยสมบูรณ์ ทว่ามิได้หมายความว่าพลังจะเพิ่มพูนขึ้นในทันที หากแต่ร่างกายจะขับไล่มลทินและสิ่งสกปรกที่ขัดขวางการบำเพ็ญเพียรออกไป เปิดทางให้ร่างกายหลุดพ้นข้อจำกัดของปุถุชน

จากนั้นจึงอาศัยการฝึกฝนร่างกายอย่างหนักหน่วงหรือพึ่งพาโอสถบำเพ็ญเพียรเป็นตัวเสริม เพื่อดำเนินบนเส้นทางแห่งเซียน

ครั้นยามราตรีมาเยือนฉันก็ลุกจากพื้นป่ากลับสู่เรือนพัก จะหมกตัวอยู่ในป่าดงเป็นเวลานานหาใช่เรื่องดีสำหรับผู้ที่เพิ่งได้รับการลบข้อครหา

ฉันเคลื่อนไหวด้วย ก้าววัวคลั่ง แต่ลดทอนพลังลงเพื่อมิให้เกิดร่องรอยบนพื้นดิน แสงจันทร์ลอดผ่านยอดไม้พลางสายลมเย็นพัดผ่านสรรพสิ่งพร่าเลือนรอบกาย

เจ้าเต่าตัวน้อยสปีดี้ที่ซุกตัวอยู่ในกระเป๋าเสื้อฉันเริ่มขยับตื่น คงเพราะหลับใหลมาตลอดทั้งวัน

ดูท่าว่าระยะนี้มันจะตื่นมากินกับขับถ่ายเพียงเท่านั้น ฉันครุ่นคิดว่าหรือจะเป็นผลจากเคล็ดวิชา กายาเกราะกระดองเต่าทองคำ ที่ฝึกควบคู่กับมันก็เป็นได้

ในตำราหาได้กล่าวไว้ไม่ว่าเคล็ดวิชานี้ส่งผลเช่นไรต่อเต่าที่ใช้ร่วมฝึก ขอเพียงหวังว่าอย่าได้มีผลร้ายต่อมันเถิด บางทีเจ้าตัวน้อยอาจเพียงต้องการนอนเยอะกว่าปกติก็เท่านั้น

เมื่อถึงเรือนพักฉันพบศิษย์บางคนกำลังสนทนา บ้างก็มองซ้ายแลขวาอยู่ฉันจึงลอบเดินผ่านพวกเขาเข้าไปในห้องพัก

ห้องพักฉันเรียบง่ายมีเพียงเตียง ตู้เก็บของ และโต๊ะทำงานม้วนคัมภีร์ถูกจัดวางเป็นระเบียบอยู่บนโต๊ะ เตียงนอนก็ดูเรียบร้อยทั้งที่ฉันแทบมิได้กลับมาใช้นอน

ฉันถอดเสื้อผ้าออกแล้วทิ้งตัวลงบนเตียง ความเหนื่อยล้าก็โถมทับทันที

รุ่งเช้าฉันมุ่งหน้าไปยังศาลาอาหารเพื่อรับประทานอาหารแต่เช้า จากนั้นจึงถือถ้วยน้ำชา 2 ใบ ตรงไปยังหอคัมภีร์

เมื่อมาถึงฉันก็พบใบหน้าคุ้นเคยของคนสองสามคนและชายชราทำความสะอาดที่มักเห็นอยู่เป็นประจำ เขาโบกมือเรียกฉันแล้วพยักพเยิดไปทางผู้อาวุโสผู้ดูแลตำรา

ดูท่าว่าจะมีเรื่องให้ฉันไปหา

เมื่อฉันเข้าไปหาผู้อาวุโสก็โน้มตัวลงกระซิบว่า "เมื่อวานนี้มีศิษย์ฝ่ายในมาถามหาเจ้า บอกว่ามีรางวัลจะมอบให้"

รางวัลอย่างนั้นหรือ? ฉันเองก็ลืมเลือนไปแล้ว เพราะเวลาผ่านมาหลายสัปดาห์ "แล้วข้าต้องไปพบที่ใด?" ฉันถาม

"ข้าบอกให้เขาฝากไว้ที่นี่" ผู้อาวุโสกล่าว พลางกวักมือเรียกฉันเข้าไปใกล้ "แต่ข้าจะส่งให้เจ้าเมื่อตอนที่ไม่มีศิษย์ผู้อื่นอยู่"

ฉันอดสงสัยมิได้ว่าเหตุใดถึงไม่มอบให้เสียตอนนี้ แต่เมื่อกวาดตามองไปรอบหอคัมภีร์ก็เห็นเหล่าศิษย์กำลังจดจ่ออ่านคัมภีร์กันอยู่

"ถ้าเช่นนั้น ข้าจะหาคัมภีร์อ่านฆ่าเวลาไปพลางก่อน" ฉันตอบ

แม้ท่านผู้อาวุโสจะท่าทางดุดันอยู่บ้าง แต่ก็ถือเป็นบุคคลหนึ่งในสำนักที่นิสัยนุ่มนวลกว่าคนอื่น ยึดมั่นในหน้าที่อย่างจริงจัง

ดูท่าว่ารางวัลครานี้คงมีค่ามิใช่น้อยถึงขนาดชายชราคนกวาดลานยังเห็นว่าควรปิดไว้เป็นความลับ

ฉันกวาดสายตามองคัมภีร์ต่าง ๆ ไล่ดูชื่อเคล็ดวิชาบนชั้น หวังว่าอาจจะโชคดีพบเคล็ดวิชาแปลกประหลาดทัดเทียม กายาเกราะกระดองเต่า ได้อีกเล่ม

น่าเสียดาย…แม้ยามราตรีจะทอดเงามืดปกคลุมทั่วหอคัมภีร์และเหล่าศิษย์จะทยอยจากไปจนหมด ฉันก็มิอาจพบเจอเคล็ดวิชาลับอันใดซุกซ่อนอยู่เลย ดูท่าว่าครั้งก่อนที่ฉันได้พบเคล็ดเกราะกระดองเต่าทองคำ คงเป็นวาสนาเพียงครั้งหนึ่งในชีวิตจริงๆ

จนถึงตอนนี้ฉันก็เรียนรู้วิชายุทธ์พื้นฐานมากมายพอสมควรแล้ว หากพูดถึงวิชาระดับสามัญที่ศิษย์ฝ่ายนอกนิยมใช้กันฉันก็แทบไม่เหลือวิชาใดที่ไม่รู้จัก ทว่าก็ยังดี…อย่างน้อยรางวัลที่ฉันตั้งตารอก็ใกล้เข้ามาแล้ว

เมื่อศิษย์คนสุดท้ายเดินออกจากหอคัมภีร์ ฉันจึงเดินไปยังโต๊ะเวรของผู้อาวุโสผู้ดูแลตำรา เอ่ยถามเสียงเบา “ของนั่น…ข้าขอรับได้หรือยัง?”

ผู้อาวุโสผู้นั้นหลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนจะปล่อยคลื่นพลังบางเบาแผ่ซ่านออกมาชวนให้ฉันรู้สึกขนลุกชัน

“ดี…ไม่มีใครลอบสังเกตอยู่” ท่านกล่าว พลางเคลื่อนแหวนเก็บสมบัติให้เปล่งแสงวาบ ปรากฏถุงผ้าขนาดใหญ่กว่าสองกำปั้นรวมกัน “ในนี้มีศิลาวิญญาณหนึ่งร้อยก้อน”

เพียงได้ยินถ้อยคำสั้น ๆ นั้นสมองของฉันก็พลันว่างเปล่าไปชั่วขณะ

สำหรับศิษย์ฝ่ายนอกอย่างพวกเรา…เดือนหนึ่งถึงจะได้ศิลาวิญญาณเพียงก้อนเดียวเป็นเบี้ยเลี้ยง หนึ่งร้อยก้อนนี่มันทรัพยากรแห่งการบำเพ็ญเพียรสะสมแทบสิบปีของศิษย์ฝ่ายนอกเชียวนะ!

รางวัลนี้…ช่างเกินความคาดหมายอย่างยิ่ง ทว่าภายในโลกเซียนเช่นนี้ผู้คนฆ่าฟันเพื่อแย่งชิงสมบัติ หากใครมีของล้ำค่าติดตัวมากเกินไป ก็ไม่ต่างจากไก่งวงวันขอบคุณพระเจ้าที่พร้อมโดนเชือดตอนไหนก็ได้

“บัดซบ…” ฉันพึมพำออกมาเบาๆ

“ดูจากสีหน้าของเจ้า ข้าก็รู้แล้วว่าเจ้าตระหนักถึงความหนักหนาของเรื่องนี้” ผู้อาวุโสดูแลตำรากล่าวเสียงเรียบ

“แถมดันอุทานว่า ‘บัดซบ’ อีก…นั่นก็ยิ่งแสดงว่า เจ้ากำลังเจอเรื่องซวยเข้าจริง ๆ” ชายชราคนกวาดลานซึ่งเป็นคนเดียวที่อยู่ในห้องตำรานอกจากฉันกับผู้อาวุโส พูดเสริมขึ้นพร้อมถอนหายใจเบาๆ

น่าแปลก…ฉันกลับรู้สึกวางใจในตัวชายชราคนกวาดลานผู้นี้อย่างน่าประหลาด อย่างไรเสียแก่มากขนาดนี้แล้วไหนเลยจะต้องอยากได้ทรัพยากรแห่งการบำเพ็ญเพียรในการฝึกตนอีก

ผู้อาวุโสดูแลตำราไม่ใส่ใจกับวาจาเย้าของชายชราคนกวาดลานนัก เอ่ยขึ้นเสียงขรึม “จะมีศิษย์ไม่น้อยที่อยากเห็นเจ้าตายแม้กฎของสำนักจะห้ามฆ่ากันเอง ทว่า…ไม่มีผู้อาวุโสฝ่ายในที่ไหนจะออกหน้ามาเสียเวลาคุมกฎในฝ่ายนอก ดังนั้นจงระวังตัวไว้บางคนอาจทำทุกอย่างเพื่อปกปิดร่องรอยสำนักตะวันเพลิงอาจดูอ่อนโยนในสายตาคนนอก ทว่าแท้จริงแล้วผู้นำสำนักสนับสนุนวิธีเอาตัวรอดแบบ ‘ผู้แข็งแกร่งมักอยู่รอด’ เต็มตัว”

ใช่แล้ว…ในโลกเซียนเช่นนี้ผู้นำสำนักก็คงเคยใช้วิธีนี้มาตั้งแต่ยังเยาว์ แม้จะเกิดในครอบครัวสามัญชนธรรมดาแต่ก็สามารถฝ่าฟันเหล่าลูกหลานตระกูลผู้มีอำนาจและเครือญาติของผู้อาวุโสทั้งหลาย ขึ้นครองตำแหน่งสูงสุดได้ ด้วยพรสวรรค์อันโดดเด่นและความพยายามมหาศาลที่ยากมีผู้ใดเทียบ

ฉันถอนใจยาวยื่นมือรับถุงศิลาวิญญาณมา เปิดดูภายในก็พบแสงสีฟ้าอ่อนส่องประกายเรืองรองจากศิลานับร้อยก้อน

“ทรัพยากรแห่งการบำเพ็ญเพียรสิบปีของศิษย์ฝ่ายนอก…” ฉันพึมพำพลางปิดปากถุง “การจะหาศิษย์ฝ่ายนอกที่ไม่อยากฆ่าข้าเพื่อชิงของพวกนี้คงยากเสียยิ่งกว่าหาไอ้พวกที่คิดฆ่าข้าเสียอีก”

“ถูกต้อง” ชายชราคนกวาดลานยกน้ำชาในมือขึ้นจิบราวกับเรื่องนี้ไม่มีอันใดเกี่ยวข้องกับตน

ฉันหันไปมองคนแก่เจ้าปัญหาคนนั้นแล้วกล่าวขึ้น “ถ้าข้าตายไป ข้าจะเป็นผีมาสิงหอคัมภีร์นี้แน่…แล้วเจ้าจะเป็นเหยื่ออันดับหนึ่งของข้า”

“จะให้ดี…สิงไม้กวาดข้าไปช่วยกวาดพื้นเสียจะมีประโยชน์กว่า” ชายชราคนกวาดลานตอบเสียงเรียบไม่ทุกข์ร้อนแม้แต่น้อย

จบบทที่ [เซียนเนิร์ด]_บทที่18_วิญญาณเอ๋ย…ไปสิงไม้เท้านี่แทนเถอะ!

คัดลอกลิงก์แล้ว