- หน้าแรก
- เซียนเนิร์ดทะลุมิติ
- [เซียนเนิร์ด]_บทที่17_ฝ่าด่านก้าวสู่ระดับใหม่
[เซียนเนิร์ด]_บทที่17_ฝ่าด่านก้าวสู่ระดับใหม่
[เซียนเนิร์ด]_บทที่17_ฝ่าด่านก้าวสู่ระดับใหม่
บทที่ 17 - ฝ่าด่านก้าวสู่ระดับใหม่
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปนับตั้งแต่ฉันเริ่มฝึกวิชาก้าววัวคลั่งอยู่ในห้องขังเล็ก ๆ ของตน ตลอดช่วงเวลานั้นสิ่งรอบกายแทบไม่เปลี่ยนแปลงนัก เว้นเสียแต่ฉันฝึกฝนอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน
บรรยากาศในคุกแห่งนี้เริ่มกลายเป็นสิ่งน่าเบื่อความรู้สึกแปลกใหม่ในวันแรก ๆ เลือนหายไปแล้ว เหลือไว้เพียงความโหยหาเรื่องธรรมดา ๆ ที่ฉันเคยมีแต่กลับมองข้ามมันไป…อย่างเช่น การได้นั่งดื่มชากับชายชราคนกวาดลานหรือการได้เดินทางเข้าสู่ป่าลึก สูดกลิ่นอากาศสดชื่น ก่อนจะระบายอารมณ์ด้วยการโค่นต้นไม้สักสองสามต้น
เพื่อคลายความจำเจฉันจึงหยิบสมุดบันทึกค่าพลังของตนขึ้นมาตรวจสอบอีกครั้ง เปรียบเทียบกับผลการวัดครั้งก่อน ๆ แล้วจดบันทึกค่าที่เปลี่ยนไปในช่วงนี้ ทว่าเมื่อสายตาฉันปราดมองตัวเลขบางจุดกลับต้องขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ
“เป็นไปไม่ได้…” ฉันพึมพำออกมาเบา ๆ
ชื่อ: หลิวเฟิง
อายุ: 16
พรสวรรค์: ระดับ C (รากวิญญาณห้าสิบสามแขนง)
ระดับพลัง: หลอมกาย (ดาวแปด)
พละกำลัง : 7.7 → 7.9
ความว่องไว : 7.5 → 7.9
ความทนทาน : 7.9 → 8.2
พลังปราณ : 0
เคล็ดวิชา
- หมัดเขี้ยวทะลวง (ระดับมนุษย์)
- ก้าววัวคลั่ง (ระดับมนุษย์)
- เกราะกระดองเต่าทองคำ (ระดับมนุษย์)
มันไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย!
จากประสบการณ์ของหลิวเฟิงในอดีต การฝ่าด่านย่อย ๆ ภายในระดับเดียวกันจะต้องอาศัยโอสถเสริมพลังกล้ามเนื้อ บีบเค้นสภาพร่างกายให้ถึงขีดจำกัด เพื่อขจัดสิ่งสกปรกในกระดูกและเส้นเลือดก่อนจะข้ามผ่านจุดตันไปได้ — วิธีนี้ถือเป็นเรื่องปกติในหมู่ผู้ฝึกบำเพ็ญเพียร
แต่ในครั้งนี้…ฉันกลับก้าวผ่านได้โดยไม่รู้ตัว ไม่มีโอสถ ไม่มีอาการเจ็บปวดใด ๆ ราวกับหลับ ๆ ตื่น ๆ แล้วพลังเพิ่มขึ้นมาเอง
หรือว่าฉันเข้าใจผิด? คิดเลขผิดตรงไหนหรือเปล่า? หรือจริง ๆ แล้ววิธีนี้มันผิดพลาดตั้งแต่ต้น?
“โอ้? ถึงขั้นหลอมกายแปดดาวแล้วหรือนี่? ยินดีด้วย” เสียงแก่ ๆ ดังขึ้นด้านหลัง ทำเอาฉันสะดุ้งโหยง หันขวับไปมองโดยไม่ทันรู้ตัวเลยว่านางมายืนอยู่ตั้งแต่เมื่อไร
หากจะให้พูดตรง ๆ ฉันเริ่มเบื่อการปรากฏตัวและการสนทนาของนางอยู่บ้าง แม้จะเป็นคนเดียวในที่แห่งนี้ที่พอพูดคุยกันได้ แต่นางก็มักจะทำให้บรรยากาศน่าหงุดหงิดทุกครั้ง
กระนั้นในฐานะผู้อาวุโสหลักของสำนัก ความรู้เรื่องการบำเพ็ญเพียรของนางย่อมกว้างขวางกว่าฉันหลายเท่า ฉันมีคำถามมากมายในใจโดยเฉพาะว่านางรู้ได้อย่างไรว่าฉันข้ามขั้นหลอมกายเจ็ดดาวไปแล้ว?
ต่างจากฉันที่วัดค่าพลังจากกำลังหมัดหรือพละกำลังโดยตรง นางกลับดูออกเพียงแค่ปรายตามอง
“ข้ายังงงอยู่เลยว่า มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้สึกตัวเลยด้วยซ้ำ” ฉันพูดพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย แสดงท่าทีเป็นกังวล ในเส้นทางการบำเพ็ญเพียรการแตกต่างเกินไปอาจกลายเป็นภัยพิบัติได้ ฉันยังไม่อยากเป็นตัวประหลาดทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้เรื่องอะไรดีพอ
“ท่านคิดว่าเพราะอะไรหรือ?”
“ก็คงเพราะเจ้ามีประสบการณ์เฉียดเป็นเฉียดตาย กับฝึกหนักจนแทบไม่หยุดพักนั่นแหละ” นางพูดด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ คล้ายกับว่าเข้าใจสาเหตุตั้งแต่ต้นแล้ว “ที่สำคัญ เจ้าไม่ได้ใช้โอสถช่วยด้วยนี่”
สมกับเป็นผู้อาวุโสหลักจริง ๆ ความเข้าใจในเส้นทางการบำเพ็ญเพียรลึกซึ้งเกินใคร
“โอสถกับโอสถวิญญาณน่ะนะ บางทีก็ทำให้ทางตันในร่างกายแย่ลง โดยเฉพาะของราคาถูก ๆ” นางเอ่ย พลางจ้องฉันแน่นิ่ง “แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่ามันช่วยให้ฝึกไวขึ้นมาก ถ้าใครฝึกวันละชั่วโมงโดยกินโอสถเสริม ก็เหมือนฝึกตลอดวันโดยไม่ใช้โอสถได้เลย”
ฉันเงียบฟังนางอย่างตั้งใจจดจำทุกถ้อยคำไว้ขึ้นใจ เพราะดูเหมือนว่าสิ่งที่นางจะพูดต่อจากนี้คือเรื่องสำคัญ
“อย่างไรก็ตามการหาจุดสมดุลระหว่างโอสถกับการฝึกนั้นสำคัญที่สุดและควรปล่อยให้ร่างกายได้พักฟื้นจากสิ่งสกปรกที่สะสมอยู่บ้าง การฝืนร่างกายเกินไปกินโอสถซ้ำซ้อนโดยไม่หยุดพัก เสี่ยงถึงขั้นทำให้
ตันเถียนแตกได้ ข้าเคยรู้จักคน ๆ หนึ่ง สมัยยังสาวเขาโลภเกินไปฝืนกินโอสถตอนที่ร่างกายอ่อนล้าสุดท้ายตันเถียนระเบิดแต่ปัญหาอย่างนั้นจะเกิดในระดับสูง ๆ มากกว่า” นางเสริมด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ
ฉันครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนพยักหน้าเบา ๆ พร้อมเก็บทุกคำสอนใส่สมองไว้
โดยรวมแล้วดูเหมือนโอสถจะเป็นทางลัดที่ได้ผลจริง แต่ก็ซ่อนภัยร้ายไว้ไม่น้อย สำหรับฉันแล้วการเร่งรีบเพื่อฝ่าด่านในวัยเยาว์ยังไม่ใช่สิ่งจำเป็น
ฉันอยากใช้ช่วงเวลานี้ดื่มด่ำกับเส้นทางการบำเพ็ญเพียร ใช้ชีวิตให้คุ้มค่ากับสิ่งที่ได้สัมผัส แม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ตามเพราะเส้นทางนี้มีเพียงครั้งเดียวในชีวิต ถ้าฉันข้ามมันไปก็เหมือนคนดูหนังแล้วกดข้ามฉากสำคัญ
ไม่…ฉันไม่มีวันเอาร่างกายตัวเองไปใช้โอสถพวกนั้นแน่นอน ใครจะรู้ล่ะว่ามันผ่านการทดลองกับมนุษย์จริงหรือไม่ หรือระยะยาวจะเกิดผลอะไรตามมา? ดูเหมือนใคร ๆ ก็สนแต่จะได้พลังปราณเร็ว ๆ โดยไม่สนใจอนาคต
บางที…หากวันหนึ่งฉันแก่ตัวหรือความก้าวหน้าเริ่มถดถอย จนไม่อาจตามคนอื่นทันได้เมื่อนั้นค่อยคิดเรื่องโอสถก็ยังไม่สาย
ตอนนี้ขอแค่ได้ฝึกทั้งวันทั้งคืนรับรู้ถึงพลังที่ไหลเวียนไปทั่วร่าง ก็มีความสุขเกินพอแล้วไม่มีสิ่งใดให้สุขใจไปกว่านี้อีกแล้ว
....
หลังจากการสอบสวนสิ้นสุดลง ฉันก็คาดไว้ว่าวันนี้คงจะวนกลับไปฝึกฝนเหมือนเคย ทว่าหลังจากที่หญิงชราแวะมาตามหน้าที่ในช่วงเช้า พร้อมเล่าเรื่องไร้สาระเกี่ยวกับหลานสาวของนางว่าช่างน่ารักอย่างโน้นอย่างนี้อยู่นานสองนาน — ผ่านไปไม่กี่ชั่วโมง ก็มีศิษย์ฝ่ายในคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น
เขาสวมอาภรณ์สีครามถือผืนผ้าสีเทาไว้ในมือ
"นี่ของเจ้าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเจ้าถูกปล่อยตัวแล้ว หลังจากการตรวจสอบอย่างละเอียดผู้อาวุโสทั้งหลายเห็นว่าเจ้าบริสุทธิ์ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายนอก"
"ข้ายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น" ฉันพูดออกไป "พอจะบอกได้ไหมว่าทำไมข้าถึงถูกขังไว้ที่นี่
ตั้งแต่แรก?"
ศิษย์ฝ่ายในผู้นั้นพยักหน้าเบา ๆ ก่อนปิดประตูลงชั่วพริบตานั้นเอง ฉันสัมผัสได้ถึงค่ายกลอักขระปิดเสียงถูกกระตุ้นขึ้นภายในห้องขังแห่งนี้ แม้ว่าจะเคยได้ยินเสียงเปิดปิดประตูของห้องอื่น ๆ มาก่อน แต่ก็ไม่เคยได้ยินเสียงพูดจากห้องไหนเลยฉันเดาได้เพียงว่าต้องเป็นเพราะค่ายกลเก็บเสียง…เว้นแต่ความจริงจะมีแค่ฉันเพียงคนเดียวที่ถูกขัง และพวกมันทำทีเหมือนมีนักโทษคนอื่นเพื่อปั่นหัวฉันเล่น
"ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นรู้แค่ว่ามีสมบัติบางอย่างโผล่ขึ้นมา แล้วพวกผู้อาวุโสฝ่ายนอกก็ตายไปหลายคน มีผู้อาวุโสฝ่ายในบาดเจ็บอีกคน" เขาอธิบาย "ขอโทษด้วยนะ แม้แต่พวกเราศิษย์ฝ่ายในก็ยังไม่ได้รับรู้รายละเอียดทั้งหมด"
อย่างน้อยเขาก็ยังปฏิบัติกับฉันอย่างสุภาพซึ่งฉันก็อดรู้สึกชื่นชมไม่ได้ ตั้งแต่เข้ามาในสำนักนี้ศิษย์ฝ่ายในส่วนใหญ่ล้วนปฏิบัติต่อฉันอย่างเป็นมิตร ก็คงไม่น่าแปลกใจคนพวกที่ได้เป็นศิษย์เอกมักไม่ถูกใช้ทำงานจิปาถะอยู่แล้ว
ระหว่างที่พวกเราเดินออกจากห้องขัง ฉันสังเกตเห็นว่าผู้อาวุโสฝ่ายในที่เคยนั่งประจำโต๊ะเฝ้าทางเข้าหายไปเช่นกัน ดวงตาของฉันกวาดมองไปยังปากทางถ้ำที่ซึ่งมีแสงสว่างส่องลอดเข้ามาและที่ขอบทางน้ำฉันเห็นเรือลำหนึ่งจอดรออยู่ — เป็นเรือลอยฟ้าคล้ายกับที่เคยพาฉันมาตอนแรกไม่มีผิด
เมื่อก้าวขึ้นไปบนเรือลำนั้นมันดูเหมือนเรือไม้ธรรมดา ๆ แต่กลับนิ่งสนิทราวกับพื้นหินแข็ง
เฮอะ…ของวิเศษแบบนี้มันช่างเจ๋งดีจริง ๆ
แต่จะหาที่นั่งสบาย ๆ บนเรือเล็ก ๆ แบบนี้คงเป็นไปไม่ได้เพราะสุดท้ายมันก็เหมือนเรือไม้ธรรมดานั่นแหละ
"พอจะรู้ไหมว่าข้าจะหาซื้อเรือแบบนี้ได้จากที่ไหน?" ฉันถามขึ้น
ศิษย์ฝ่ายในที่นั่งตรงข้ามกับฉันมองสบตา "รู้สิแต่มันไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่หรอกนอกจากใช้เดินทาง อีกอย่างข้าไม่แน่ใจว่าศิษย์ฝ่ายนอกจะมีสิทธิ์ถือครองของวิเศษที่สามารถบินข้ามกำแพงสำนักได้รึเปล่า"
"บินข้ามกำแพง? สำนักไม่ได้ลงค่ายกลกันไม่ให้คนเข้าออกหรือ?"
"ก็…คงมีมั้ง ข้าไม่เคยลอง" เขาว่าพลางไหล่ตก "จะให้ไปส่งที่ไหนล่ะ?"
"ส่งข้าที่ป่าด้านนอกก็พอข้าจะเดินกลับเอง"
การกลับสำนักไม่ใช่เรื่องยากอะไรหรอก แค่เห็นยอดหอคัมภีร์สูงตระหง่านอยู่ไกล ๆ ก็รู้แล้วว่าจะไปทางไหน แต่ตอนนี้ฉันอยากไปนอนใต้ต้นไม้สักต้นรับลมเย็น ๆ ให้สบายใจหลังจากฝึกหนักมาหลายวันเสียก่อน บางครั้งคนเราก็เพิ่งจะรู้คุณค่าของเรื่องเล็ก ๆ แบบนี้ก็ตอนถูกพรากไปจากชีวิตนี่แหละและเรือนจำแห่งนี้ก็ไม่เคยมีอะไรแบบนั้นให้ฉันหายใจเลย
ศิษย์ฝ่ายในคนนั้นหันมามองฉันเหมือนจะสงสัยอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ว่าอะไรรับคำและรีบจัดการตามที่ฉันขอ ก็คงอยากรีบกลับไปฝึกของเขาเองเหมือนกันฉันเข้าใจความรู้สึกนั้นดี
ทันทีที่เท้าฉันแตะพื้นหญ้าก็รู้สึกเหมือนตัวเบาราวกับใบไม้ที่ลอยลม กลิ่นอากาศบริสุทธิ์ด้านนอกปกคลุมตัวฉันไว้ ฉันทิ้งตัวลงกลิ้งไปกับพื้นแล้วนอนแผ่ปล่อยตัวปล่อยใจพักผ่อนโดยมีเจ้าเต่าตัวเล็ก ๆ นอนอยู่บนอก
หลังจากพักหายใจหายคอได้สักพัก ฉันก็ลุกขึ้นเปลี่ยนชุดใหม่ที่ศิษย์ฝ่ายในฝากไว้ให้เป็นชุดศิษย์ฝ่ายนอกของสำนักก่อนจะมุ่งหน้าไปยังโรงอาหารหยิบชาอุ่น ๆ มาสองถ้วย แล้วเดินตรงไปยังหอคัมภีร์อันสูงใหญ่ที่ตั้งอยู่ไกลลิบ
....
หอคัมภีร์ต้อนรับฉันด้วยบรรยากาศอันคุ้นเคยศิษย์มากมายกำลังวุ่นวายกับกิจของตนบ้างก็อ่านตำรา บ้างก็จดบันทึกตำรับคัมภีร์ลับผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราพยักหน้าให้ฉันเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ แต่กิริยานั้นก็ยังคงเรียบเฉยเช่นเดิม
ฉันกวาดตามองไปรอบห้องเพื่อตามหา ‘ชายชราเคราแ’ แต่กลับไม่เห็นแม้แต่เงาขณะที่กำลังจะเอ่ยปากถามผู้อาวุโสตำราก็มีบางสิ่งชนเข้าที่ไหล่ฉันเบา ๆ และเมื่อหันไปก็พบชายชราเจ้าประจำยืนอยู่ตรงหน้า
“ทำไมเจ้าถึงช้านักเจ้าเด็กเวร คิดจะเมินข้าให้เสียมารยาทหรือไง?” เขาพูดเสียงขุ่นปนความก้าวร้าวตามนิสัยประจำ
แต่สำหรับคนอย่างเขานั่นก็เป็นเรื่องปกติ ฉันยิ้มบางอย่างสุภาพแล้วส่งถ้วยน้ำชาที่เตรียมไว้ให้ “รับไปเสียสิ แก้โรคติดน้ำชาของท่านอาวุโสแก่”
เขาฮึดฮัดรับไปอย่างเสียไม่ได้ “แต่ก็ดีใจที่ได้เห็นเจ้ากลับมา เจ้าเด็กบ้านี่”
“ข้าก็ดีใจที่ได้กลับมา” ฉันตอบพร้อมรอยยิ้มจริงใจ
ดูเหมือนทุกอย่างจะกลับคืนสู่ปกติ... หรืออาจจะไม่ก็ได้
ความรู้สึกไม่สบายใจแปลก ๆ กัดกินอยู่ในอกเรื่องเล่าถึงสมบัติลับที่ถูกขโมยจากงานประมูล การระเบิดปริศนา และ ‘บ่อน้ำพลังวิญญาณ’ ยังคงวนเวียนในหัวมันทำให้รู้สึกไม่เป็นสุขแม้บางทีมันอาจเป็นเพียงอาการระแวงแต่ฉันก็รู้สึกว่าบางอย่างไม่ชอบมาพากล
ฉันเคยคิดเล่น ๆ ถึงตัวเอกนิยายในเรื่องที่อ่าน ว่าจะมีใครกันแน่ที่ถูกสวรรค์เลือกเดินบนเส้นทางอัจฉริยะไร้ผู้ต้าน แต่ในความจริงแล้วโลกเช่นนั้นมันแทบเป็นไปไม่ได้เลย แม้ว่าสิ่งที่ฉันเจอจะเริ่มทำให้เรื่องพวกนั้นดูน่าเชื่อขึ้นมานิดหน่อยก็ตาม
ส่วนฉันไม่เคยสนใจว่าผู้ใดจะบำเพ็ญเพียรได้รวดเร็วเพียงใด เพราะฉันเข้าใจมานานแล้วว่าการเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่นนั้นไร้ประโยชน์ ทุกคนล้วนมีเส้นทางของตัวเองหากมัวแต่เอาตัวเองไปวัดกับผู้อื่น ก็มีแต่จะผิดหวังซ้ำ ๆ
แม้ว่าจะมีผู้ถูกสวรรค์เลือกจริง ๆ อยู่ในสำนักนี้ขอเพียงอย่าเข้ามายุ่งกับฉัน ฉันก็จะบำเพ็ญในวิชากระบวนท่าขั้นสามัญของฉันไปเรื่อย ๆ ดั่งเดิมการพร่ำบ่นหรือโกรธแค้นในความไม่เท่าเทียมนั้นไร้ความหมาย มันมีแต่จะรบกวนจิตใจ โลกนี้ไม่เคยยุติธรรมฉัน
รู้ดีตั้งแต่ก้าวเข้ามาในเส้นทางสายนี้แล้ว บางคนเกิดมาก็มั่งคั่งมีพร้อมไม่ต้องลำบากแม้แต่วันเดียว ในขณะที่อีกหลายชีวิตต้องกัดฟันตรากตรำเพียงเพื่ออยู่รอดไปวัน ๆ
“ทำหน้าเคร่งขรึมสอะไรนักหนา ไอ้หนู?” ชายชราเอ่ยถาม
“คนติดคุกมันก็ต้องมีเรื่องให้คิดเยอะหน่อย” ฉันพูดทีเล่นทีจริง
“เหอะ” เขาส่ายหน้า “ติดคุกอะไรกัน ข้าน่ะรู้ดีว่าคุกในสำนักนี้เป็นยังไง ห้องขังพวกนั้นดีกว่าบ้านคนธรรมดาสามัญเสียอีกไม่ต้องห่วงเรื่องหนาวหรือเสียงรบกวนจากข้างนอกเพราะมีค่ายกลเก็บเสียงกับปรับอุณหภูมิแกะสลักอยู่เต็มไปหมด”
จริงอยู่… ถ้าคนธรรมดาเข้าไปก็คงว่าหนาว แต่ว่า…ฉันเลือกจะไม่พูดถึงเรื่องนี้
“ก็ท่านอาวุโสอิจฉาข้าไงที่ข้าได้ตำแหน่งนักโทษผู้คร่ำหวอดแห่งสำนัก แต่ท่านกลับทำไม่ได้” ฉันหยอกกลับ
“พูดเหลวไหลอีกคำเดียวข้าสาดน้ำชาใส่หน้าเจ้าแน่” เขาขู่ตาเขียว ดูเหมือนจะทำจริงแต่แล้วสีหน้าก็อ่อนลง ถอนหายใจเบา ๆ “แต่อย่างไรก็เถอะ ดูแลตัวเองให้ดี ๆ เถอะนะเจ้า โลกใบนี้มันบ้าบอพอ ๆ กับคนในมันนั่นแหละ”
แม้จะหยอกล้อกันอย่างเคย แต่ในใจฉันยังคงครุ่นคิดถึงเรื่องบ่อน้ำพลังวิญญาณกับเหตุการณ์ประหลาดที่ผ่านมา แม้ตอนนี้จะไม่มีหลักฐานอะไรแต่ฉันก็คิดว่าคงต้องคอยระวังไว้ก่อน เพราะคนที่เคยอ่านนิยายเซียนก็คงรู้ดี ว่าพวกผู้ถูกสวรรค์เลือกมักจะก่อเรื่องเป็นว่าเล่น
“ข้าจะบอกให้ว่าตอนอยู่ในคุกข้าสู้กับพวกอันธพาลแปดคน คนพวกนั้นพลังเหนือกว่าข้าขั้นหนึ่งทั้งนั้น ข้าก็จัดการมันเรียบเพื่อประกาศศักดา” ฉันคุยโว้
“แต่งเรื่องให้มันเนียนหน่อย ไอ้หนู” ชายชรากระแทกเสียง “ข้ารู้จักนิสัยเจ้าดีอย่ามาโกหก เจ้าไม่ใช่พวกบ้าระห่ำอย่างนั้นหรอกเจ้าก็แค่พวกที่อยู่เงียบ ๆ หลังฉากนั่นแหละ”
…โถ่เอ๊ย รู้จักฉันดีเสียด้วย
“แล้วอย่างที่ฉันเคยบอกคุกพวกนั้นมันสบายจะตาย” เขาว่าพลางยิ้มเจ้าเล่ห์