เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

[เซียนเนิร์ด]_บทที่16_ไมค์แห่งคุกเซียน

[เซียนเนิร์ด]_บทที่16_ไมค์แห่งคุกเซียน

[เซียนเนิร์ด]_บทที่16_ไมค์แห่งคุกเซียน


บทที่ 16 - ไมค์แห่งคุกเซียน

“ข้าเผชิญหน้ากับมันเพียงครู่เดียว ก่อนจะตัดสินใจเผ่นหนี” ฉันขยับมือลูบท้ายทอยอย่างประหม่า ก่อนจะส่งยิ้มแห้ง ๆ ออกไป “ตอนมันฟันแขนข้า ข้ายังอึ้งอยู่เลยจากนั้นมันหมายจะฟันคอข้าอีก ข้าก็พอหลบได้ แต่ดันโดนอีกดอกที่ซี่โครงเข้าเต็ม ๆ”

“หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น ข้าก็จำไม่ค่อยได้มันเหมือนทุกอย่างพร่ามัวไปหมด…มีเพียงความรู้สึกถึงจิตสังหารหนักหน่วงลอยอยู่ทั่วอากาศตอนข้าจึงทำได้เพียงหนีออกมาเท่านั้น”

หญิงชราตรงหน้าขยับไหล่เล็กน้อยพลางว่า “ข้าไม่ได้มาตัดสินหรอกนะว่าหนีมันดีหรือเลวและเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องตัวสั่นไปทั้งอย่างนี้ เจ้าก็แค่ศิษย์นอกผู้ฝึกหลอมกายตัวเล็ก ๆ ไม่มีใครสงสัยเจ้าหรือพวกในระดับเจ้าให้เสียเวลาเสียแรงหรอก”

ก็จริงอย่างที่นางว่า…แต่เล่นทำเอาฉันขวัญกระเจิงอยู่เหมือนกัน นับว่ายังดีที่ดูเหมือนนางจะไม่ได้ใส่ใจการสอบสวนครั้งนี้นัก คำถามที่โยนมาก็ชวนให้รู้สึกว่านางทำตามหน้าที่มากกว่าจริงจัง

…หรือไม่ก็แกล้งทำเป็นไม่สนใครจะรู้ล่ะ? บางทีทุกอย่างที่นางทำจนถึงตอนนี้ อาจมีไว้เพื่อกล่อมให้ฉันวางใจ ฉันประมาทไม่ได้ หญิงชราคนนี้มีดวงตาแหลมคมพอจะจับพิรุธเล็กน้อยในคำโกหกได้ หากจะปลอดภัยที่สุด ฉันต้องเอาความจริงครึ่งหนึ่งบวกคำลวงครึ่งหนึ่งปะติดปะต่อกัน ต่อให้ถ้าโดนตรวจจับด้วยยันต์จับเท็จหรือค่ายกลอ่านใจ ก็ยังรอดได้

พูดง่ายกว่าทำอยู่มากเพราะต้องแต่งเรื่องกันสด ๆ นี่แหละ

เท่าที่ฉันรู้ตอนนี้ฉันเป็นคนเดียวที่รอดมาจากเหตุการณ์นั้น ถ้าเผลอปริปากอะไรไปก็เหมือนโยนตัวเองลงไปในวังวนปัญหา ยังไม่นับว่าหญิงสาวที่หมายฆ่าฉันคือใคร หรือพวกที่สังหารคนที่เหลือในเหตุการณ์เป็นใครกันแน่ ดูท่าจะมีใครบางคนคอยปิดปากคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อยู่ และฉันไม่อยากรู้เลยว่าตัวเองติดอยู่ลำดับไหนในบัญชีรายชื่อของพวกมัน

ถึงสำนักสุริยะเพลิงจะคุ้มครองศิษย์ตนเองบ้าง แต่ทุกอย่างก็มีขีดจำกัดถ้าค่าตัวฉันไม่คุ้ม ก็เตรียมตัวถูกโยนให้พวกหมาป่าขย้ำได้เลย

หญิงชราซักถามเรื่องการออกนอกนิกายของฉันต่อ ฉันก็ตอบไปตามความจริงเสียส่วนใหญ่ บอกว่าฉันแวะไปตลาดเมืองชิงเฉาซื้อเต่าตัวหนึ่งกลับมา อุบเรื่องปะทะกับพวกโจรสามพี่น้องไว้แล้วแต่งเรื่องทะเลาะกับคนอื่นแทน เป็นเหตุผลของบาดแผล

เรื่องจริงที่ฉันเล่าก็มีจริงอยู่มากพอให้ฉันนึกได้ทันถ้าถูกย้อนถาม และถ้าใครไปสืบก็คงไม่เจออะไรพิรุธ

ที่จริงจุดอ่อนเดียวของฉันก็คือโจรสามพี่น้องนั่นแหละ โชคดีที่พวกมันคงตายเพราะระเบิดไปแล้ว เพราะหมู่บ้านมันอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุพอดี ฉันก็ได้แต่หวังว่าชาวบ้านจะหนีทันไม่อย่างนั้นฉันอาจโดนลากเข้าซวยไปด้วย

แต่อีกอย่างต่อให้พวกมันรอดได้ก็ใช่ว่าจะจดจำหน้าฉันได้ชัดเจน ฉันก็แค่เด็กหนุ่มผมดำ ผิวซีด ๆ แบบที่เจอได้ทั่วไปในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียร

“จบกันแค่นี้ก่อน ข้าอาจกลับมาถามเจ้าใหม่ อาจเป็นคำถามเดิมหรือไม่ก็ไม่ใช่” หญิงชราว่าพลางลุกขึ้น สีหน้าบูดบึ้งเหมือนคนโดนบังคับให้กินมะนาวเปรี้ยว “เถ้าแก่บ้านั่นมันไว้ใจคนแก่ขี้ระแวงเกินไปจริง ๆ”

ฉันได้แต่กลั้นปากไม่หลุดปากแขวะอะไรออกไป ค้อมตัวให้ด้วยความเคารพ “ขอบคุณผู้อาวุโสที่เมตตาเสียสละเวลา”

“ไม่ต้องมาปากหวาน เจ้าเด็กบัดซบ” นางโบกมือปัด ก่อนจะหันหลังเดินออกไป “ข้าจะลองไปเกลี้ยกล่อมให้ผู้นำสำนักเลิกเสียเวลากับเรื่องงี่เง่านี่เสียทีจะได้ให้พวกเจ้าไปตั้งใจฝึกฝนตามเดิม และข้าจะช่วยบอกให้จ่ายค่าชดเชยให้เจ้าด้วยไหน ๆ ก็โดนกักตัวกันมาหลายวัน เจ้าคิดดูสิเขาเล่นจับเด็กตั้งร้อยกว่าคนมาขังไว้ ข้าล่ะอยากรู้จริง ๆ ว่าเจ้าบ้าสำนักนั่นคิดอะไรอยู่”

หญิงชราว่าจบก็ก้าวออกไป ประตูไม้ดังเอี๊ยดอ๊าดตามหลัง ฉันจึงถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก

ฉันก็ยังอยากรู้เรื่องทั้งหมดอยู่หรอกแต่คงไม่มีโอกาสถาม เพราะในคุกนี่มียันต์ปิดเสียงตัดการสนทนาของนักโทษโดยสิ้นเชิง

ว่ากันตามตรงชีวิตในคุกนิกายไม่เลวเท่าไร อาหารก็มาส่งถึงที่ มีเวลาฝึกบำเพ็ญเพียรเต็มที่แม้จะอดคิดถึงตาเฒ่าขี้บ่นกับคำพูดกวนประสาทของแกไม่ได้

“เอาล่ะ เจ้าตัวเล็ก กลับไปฝึกต่อกัน” ฉันลูบหัวเจ้าเต่าตัวจิ๋ว ก่อนหลับตานั่งสมาธิต่อจากจุดเดิม

เวลาสามวันค่อยๆ ล่วงเลยไป — หรืออย่างน้อยฉันก็คิดเช่นนั้น จากการนับมื้ออาหารที่ถูกส่งมาถึงเก้าครั้ง การใช้ชีวิตโดยไร้แสงอาทิตย์คอยบอกเวลาทำให้ยากจะประเมินวันคืนได้ชัดเจน

แม้อยู่ในสถานที่คับแคบเช่นนี้ ฉันกลับเริ่มคุ้นชินกับวิถีชีวิตในคุกเงียบ ๆ แห่งนี้เสียแล้ว ไร้กฎระเบียบซับซ้อน ไม่มีเวลาต้องเร่งรีบ ไม่มีบทสนทนาน่าปวดหัวหรือคำสั่งจากผู้ใด ฉันมีเพียงตื่นขึ้นรับประทานอาหาร บำเพ็ญเพียรแล้วก็หลับใหลวนเวียนเช่นนี้ไป

บางครั้งหญิงชราผู้นั้นก็มาปรากฏตัว แสร้งทำท่าทีสนใจ โยนคำถามซ้ำซากให้ฉันเสียเวลา สีหน้าเบื่อหน่ายต่อสถานการณ์นี้ชัดเจนราวกับตะวันยามกลางวัน นางดูจะไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้อย่างแรงกล้าและฉันก็จับเค้าลางได้ว่าหลานสาวของนางเองก็น่าจะพลอยติดร่างแหเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

เช้าวันนี้ก็ยังคงไม่ต่างจากที่ผ่านมาหลังจากลืมตาตื่น ฉันรู้สึกว่าร่างกายเบาสบายพลังปราณในกายไหลเวียนอย่างราบรื่น พร้อมจะเข้าสู่การฝึกหนักจนแขนขาแทบขาดจากตัวอีกครั้ง ทว่าฉันกลับตัดสินใจเบี่ยงจากกิจวัตรเล็กน้อย เพื่อลองตรวจสอบพัฒนาการของตนเสียก่อน

หลังทดสอบท่าร่างและเพลงหมัดอย่างรวดเร็ว ฉันก็หยิบสมุดบันทึกเก่าขึ้นมาจดค่าต่างๆ ทับบนข้อมูลเดิม

 ชื่อ: หลิวเฟิง

อายุ: 16

พรสวรรค์: ระดับ C (รากวิญญาณห้าสิบสามแขนง)

ขอบเขตพลัง: หลอมกาย (เจ็ดดาว)

 พลังร่างกาย – 7.5 → 7.7

ความว่องไว – 7.2 → 7.5

ความทนทาน – 7.4 → 7.9

พลังปราณ – 0

เคล็ดวิชา

– หมัดเขี้ยวทะลวง (ระดับมนุษย์)

– ก้าววัวคลั่ง (ระดับมนุษย์)

– เกราะกระดองเต่าทองคำ (ระดับมนุษย์)

สิ่งที่ฉันสังเกตได้ชัดเจนที่สุดคือค่าความทนทานซึ่งพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าพอใจผลจากการฝึกวิชา เกราะกระดองเต่าทอคำ ทำให้ฉันสามารถฝืนทนต่อแรงกดดันของมันได้นานขึ้นหลายเท่า เดิมทีใช้เวลาเพียงครู่เดียวร่างกายก็จะตึงเครียดราวกับถูกบีบรัดแต่นับจากสองวันที่แล้ว ฉันกลับทนได้ต่อเนื่องถึงหลายชั่วยาม

กระนั้นเมื่อคำนวณจากค่าพลังของฉัน หากสามารถดันค่า ความทนทาน ให้ถึง ระดับ 8 ได้สำเร็จ ก็จะสามารถทะลวงไปสู่ขั้น หลอมกายแปดดาว ได้ในทันที

แม้จะเป็นเพียงการขยับจากเจ็ดดาวเป็นแปดดาว แต่มันก็เป็นคอขวดเล็ก ๆ ที่ผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรจำนวนมากต้องติดค้างอยู่ที่จุดนี้ หลิวเฟิงเองในอดีตก็ต้องอาศัยโอสถเสริมร่างกายช่วยเร่งพลังให้ข้ามจากหกดาวเป็นเจ็ดดาวได้อย่างยากเย็น ต้องทนเจ็บปวดทรมานอยู่หลายครั้งกว่าจะสำเร็จ

แต่แม้จะรู้ว่ามันเจ็บแค่ไหน ในใจฉันก็อดตื่นเต้นไม่ได้ที่จะได้สัมผัสกับประสบการณ์การทะลวงขั้นด้วยตัวเองจริง ๆ… แม้จะมีความทรงจำของหลิวเฟิงเกี่ยวกับช่วงเวลานั้นอยู่แล้ว แต่ได้สัมผัสด้วยตัวเอง มันเป็นความรู้สึกที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง และฉันก็อดรอไม่ไหวเสียแล้ว

ในขณะที่กำลังปล่อยใจวนึกถึงช่วงเวลานั้น ประตูห้องขังไม้เก่าก็ส่งเสียงเอี๊ยดเบา ๆ เปิดออก ฉันไม่จำเป็นต้องหันไปดูก็รู้ได้ทันทีว่าใครมา เสียงไม้เท้ากระทบพื้นดังแต๊ก ๆ นั้น ฉันคุ้นเคยจนแทบจะกลายเป็นเสียงประกอบชีวิตไปแล้ว

“เจ้าดูท่าจะอารมณ์ดีไม่เบา” หญิงชรากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า

การที่นางสามารถจับตาดูฉันตลอดเวลาฝึกฝนอยู่ในห้องนี้ มันก็ออกจะเกินไปหน่อย เหมือนถูกแอบส่องอยู่ตลอดเวลา แต่นี่มันคือโลกแห่งเทพเซียน จะบ่นไปก็ไร้ประโยชน์ ไม่มีใครสนใจหรอกว่าฉันจะรู้สึกอย่างไร

“ข้าจะสนุกกว่านี้อีก ถ้าพอจะมีพื้นที่ให้ฝึก ‘วิชาก้าววัวคลั่ง’ ได้เต็มที่” ฉันพึมพำ

หญิงชราโน้มตัวพิงกรอบประตู ก่อนจะสะบัดข้อมือเบา ๆ ถ้วยชา 2 ใบปรากฏขึ้นในมือราวกับมายากล “รู้มาว่าเจ้าชอบนั่งจิบชากับชายชราคนกวาดลาน”

“อืม” ฉันพยักหน้า

“ไม่ต้องทำหน้าอึดอัดนัก มันเสียบรรยากาศ” นางว่าพลางยกถ้วยขึ้นจิบก่อนจะยื่นอีกถ้วยมาให้ “อีกอย่างนะ เจ้าไม่ต้องห่วงเรื่องถูกสงสัยเรื่องการติดต่อกับชายชราคนกวาดลานนั่นแล้ว เขาอยู่ที่นี่มานานไม่มีใครกล้าดูหมิ่นความซื่อสัตย์ของเขา”

คำพูดนั้นทำให้ฉันโล่งใจไม่น้อยพลางรับถ้วยชามาถือไว้

“ว่าแต่…วิชาก้าววัวคลั่งของเจ้าน่ะ ทำไมถึงฝึกไม่ได้ล่ะ?”

“ก็ในนี้มันแคบ วิชานี้ต้องอาศัยแรงถีบพื้นแล้วพุ่งตัวตรงไปข้างหน้าแบบหยุดไม่ได้ ถ้าพลาดก็ชนกำแพงแน่ ๆ”

หญิงชราเลิกคิ้วมองฉันเหมือนฉันพูดอะไรตลกที่สุดในชีวิต

“แล้วไง?”

“…แล้วไง?” ฉันย้อนเสียงงุนงง

ริมฝีปากของนางยกยิ้มจาง ๆ “ถ้าวิชานั้นพาเจ้าพุ่งชนกำแพงได้จริง ก็ฝึกมันจนกว่าจะไม่เป็นอย่างนั้น”

เพียงคำพูดเรียบง่าย แต่มันกลับเหมือนมีน้ำหนักยิ่งกว่าคำสอนปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ การฝึกวิชาทุกแขนง หากข้ามข้อจำกัดของมันได้ ก็จะกลายเป็นวิชาส่วนตัวที่แท้จริง

“อีกอย่าง ไม่ต้องกลัวว่ากำแพงจะพังหรอก” นางหัวเราะเบา ๆ จนฉันรู้สึกขนลุก

เอ่อ…เสียงหัวเราะนั่นมันหลอนชะมัด

“เจ้าน่ะจะหัวแตกขาหักตายก่อนที่กำแพงจะเป็นอะไรเสียอีก พื้นที่ตรงนี้สร้างจากหินสกัดวิญญาณ ออกแบบมาให้ทนแรงได้มากกว่าที่เจ้าจะจินตนาการไหว”

ตอนนั้นแหละ ฉันถึงได้รู้สึกเหมือนหลอดไฟในหัวสว่างวาบ

“ข้าเริ่มฝึกได้เลยใช่ไหม?”

“ตามสบาย” นางโบกมือ “เก้าอี้!” สิ้นคำศิษย์ฝ่ายในคนหนึ่งก็รีบนำเก้าอี้เข้ามาให้ ก่อนจะหายตัวไปอย่างรวดเร็ว หญิงชราทิ้งตัวลงนั่งอย่างสบายอารมณ์ “ข้าไม่จำเป็นต้องสอบสวนอะไรอีก เจ้าไม่ใช่ตัวปัญหาอยู่แล้ว เพียงแต่พวกผู้อาวุโสในสำนักมันร้อนตัว เพราะลูกหลานตัวเองถูกขังเจ้าเลยโดนลูกหลงไปด้วย แต่นาน ๆ เข้ายิ่งอยู่นาน ก็ยิ่งมีแต่คนต้องจ่ายค่าชดเชยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ”

ฉันแทบไม่ได้สนใจคำพูดพวกนั้นนัก เพราะจิตใจมันจดจ่ออยู่กับการวางถ้วยชาแล้วงอตัวเตรียมออกตัว พริบตานั้น ฉันกระโจนออกจากพื้นด้วยพลังทั้งหมด ใช้วิชาก้าววัวคลั่งเต็มกำลัง

ในชั่วขณะนั้น ฉันเริ่มสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง…

ควบคุมมัน! ควบคุมพลัง! ฉันสั่งตัวเองในใจ

ขาระเบิดพลังออกโดยไม่ขยายตัวหนักเหมือนก่อนหน้านี้ ฉันเพิ่งเข้าใจว่าวิชานี้ไม่จำเป็นต้องใช้พลังเต็มสูบทุกครั้ง และฉันยังสามารถปรับองศาการเคลื่อนไหวในระหว่างวิชาได้อีกด้วย เมื่อกระแทกกำแพงแล้วดีดตัวกลับ ความเร็วก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้น

หญิงชรานั่งดูอย่างสงบนิ่ง ไม่เอ่ยอะไรจนฉันเริ่มหมดแรง นางเพียงส่งเสียงอืม สั้น ๆ แล้วฉันยกถ้วยชาขึ้นจิบ รสชาติคุ้นเคยเหมือนชาเก่าที่เคยนั่งจิบกับลุงภารโรง

“ว่าแต่…ข้านั่งแกร่วอยู่แต่ในนี้ ข้าขอฟังข่าวข้างนอกได้ไหม?”

หญิงชราวางถ้วยชา ก่อนกล่าวเสียงเคร่งขรึม “มีคนไปค้นพบ ‘บ่อน้ำพลังวิญญาณ’ ที่ชายป่าใกล้เมืองชิงเฉาแล้วถูกขโมยไปซะก่อนพวกเรากำลังไล่ล่าหาคนร้ายอยู่”

ใบหน้านางเต็มไปด้วยความไม่พอใจ “อย่างน้อยเจ้าหลานชั่วของผู้อาวุโสคนนั้นก็ไม่ได้มันไป”

ฉันฟังแล้วอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่า นี่มันบทของพระเอกนิยายเซียนชัด ๆ ใครมันบังอาจขโมยสมบัติล้ำค่าที่สำนักระดับนี้ลงทุนนับสิบปีได้โดยไม่ถูกจับได้

การทำแบบนั้นก็เหมือนการเปิดศึกกับทั้งโลกเซียนในเวลาเดียวกัน

ฉันถอนใจนึกขำ ๆ โลกนี้มันจะมีจริง ๆ ไหมนะ พวกตัวเอกที่ถูกสวรรค์เลือกน่ะ ถ้ามีจริงฉันอาจต้องกลับมาทบ

ทวนวิถีแห่งเซียนในยุคปัจจุบันใบนี้ใหม่หมดเลยก็ได้…

จบบทที่ [เซียนเนิร์ด]_บทที่16_ไมค์แห่งคุกเซียน

คัดลอกลิงก์แล้ว