- หน้าแรก
- เซียนเนิร์ดทะลุมิติ
- [เซียนเนิร์ด]_บทที่16_ไมค์แห่งคุกเซียน
[เซียนเนิร์ด]_บทที่16_ไมค์แห่งคุกเซียน
[เซียนเนิร์ด]_บทที่16_ไมค์แห่งคุกเซียน
บทที่ 16 - ไมค์แห่งคุกเซียน
“ข้าเผชิญหน้ากับมันเพียงครู่เดียว ก่อนจะตัดสินใจเผ่นหนี” ฉันขยับมือลูบท้ายทอยอย่างประหม่า ก่อนจะส่งยิ้มแห้ง ๆ ออกไป “ตอนมันฟันแขนข้า ข้ายังอึ้งอยู่เลยจากนั้นมันหมายจะฟันคอข้าอีก ข้าก็พอหลบได้ แต่ดันโดนอีกดอกที่ซี่โครงเข้าเต็ม ๆ”
“หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น ข้าก็จำไม่ค่อยได้มันเหมือนทุกอย่างพร่ามัวไปหมด…มีเพียงความรู้สึกถึงจิตสังหารหนักหน่วงลอยอยู่ทั่วอากาศตอนข้าจึงทำได้เพียงหนีออกมาเท่านั้น”
หญิงชราตรงหน้าขยับไหล่เล็กน้อยพลางว่า “ข้าไม่ได้มาตัดสินหรอกนะว่าหนีมันดีหรือเลวและเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องตัวสั่นไปทั้งอย่างนี้ เจ้าก็แค่ศิษย์นอกผู้ฝึกหลอมกายตัวเล็ก ๆ ไม่มีใครสงสัยเจ้าหรือพวกในระดับเจ้าให้เสียเวลาเสียแรงหรอก”
ก็จริงอย่างที่นางว่า…แต่เล่นทำเอาฉันขวัญกระเจิงอยู่เหมือนกัน นับว่ายังดีที่ดูเหมือนนางจะไม่ได้ใส่ใจการสอบสวนครั้งนี้นัก คำถามที่โยนมาก็ชวนให้รู้สึกว่านางทำตามหน้าที่มากกว่าจริงจัง
…หรือไม่ก็แกล้งทำเป็นไม่สนใครจะรู้ล่ะ? บางทีทุกอย่างที่นางทำจนถึงตอนนี้ อาจมีไว้เพื่อกล่อมให้ฉันวางใจ ฉันประมาทไม่ได้ หญิงชราคนนี้มีดวงตาแหลมคมพอจะจับพิรุธเล็กน้อยในคำโกหกได้ หากจะปลอดภัยที่สุด ฉันต้องเอาความจริงครึ่งหนึ่งบวกคำลวงครึ่งหนึ่งปะติดปะต่อกัน ต่อให้ถ้าโดนตรวจจับด้วยยันต์จับเท็จหรือค่ายกลอ่านใจ ก็ยังรอดได้
พูดง่ายกว่าทำอยู่มากเพราะต้องแต่งเรื่องกันสด ๆ นี่แหละ
เท่าที่ฉันรู้ตอนนี้ฉันเป็นคนเดียวที่รอดมาจากเหตุการณ์นั้น ถ้าเผลอปริปากอะไรไปก็เหมือนโยนตัวเองลงไปในวังวนปัญหา ยังไม่นับว่าหญิงสาวที่หมายฆ่าฉันคือใคร หรือพวกที่สังหารคนที่เหลือในเหตุการณ์เป็นใครกันแน่ ดูท่าจะมีใครบางคนคอยปิดปากคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อยู่ และฉันไม่อยากรู้เลยว่าตัวเองติดอยู่ลำดับไหนในบัญชีรายชื่อของพวกมัน
ถึงสำนักสุริยะเพลิงจะคุ้มครองศิษย์ตนเองบ้าง แต่ทุกอย่างก็มีขีดจำกัดถ้าค่าตัวฉันไม่คุ้ม ก็เตรียมตัวถูกโยนให้พวกหมาป่าขย้ำได้เลย
หญิงชราซักถามเรื่องการออกนอกนิกายของฉันต่อ ฉันก็ตอบไปตามความจริงเสียส่วนใหญ่ บอกว่าฉันแวะไปตลาดเมืองชิงเฉาซื้อเต่าตัวหนึ่งกลับมา อุบเรื่องปะทะกับพวกโจรสามพี่น้องไว้แล้วแต่งเรื่องทะเลาะกับคนอื่นแทน เป็นเหตุผลของบาดแผล
เรื่องจริงที่ฉันเล่าก็มีจริงอยู่มากพอให้ฉันนึกได้ทันถ้าถูกย้อนถาม และถ้าใครไปสืบก็คงไม่เจออะไรพิรุธ
ที่จริงจุดอ่อนเดียวของฉันก็คือโจรสามพี่น้องนั่นแหละ โชคดีที่พวกมันคงตายเพราะระเบิดไปแล้ว เพราะหมู่บ้านมันอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุพอดี ฉันก็ได้แต่หวังว่าชาวบ้านจะหนีทันไม่อย่างนั้นฉันอาจโดนลากเข้าซวยไปด้วย
แต่อีกอย่างต่อให้พวกมันรอดได้ก็ใช่ว่าจะจดจำหน้าฉันได้ชัดเจน ฉันก็แค่เด็กหนุ่มผมดำ ผิวซีด ๆ แบบที่เจอได้ทั่วไปในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียร
“จบกันแค่นี้ก่อน ข้าอาจกลับมาถามเจ้าใหม่ อาจเป็นคำถามเดิมหรือไม่ก็ไม่ใช่” หญิงชราว่าพลางลุกขึ้น สีหน้าบูดบึ้งเหมือนคนโดนบังคับให้กินมะนาวเปรี้ยว “เถ้าแก่บ้านั่นมันไว้ใจคนแก่ขี้ระแวงเกินไปจริง ๆ”
ฉันได้แต่กลั้นปากไม่หลุดปากแขวะอะไรออกไป ค้อมตัวให้ด้วยความเคารพ “ขอบคุณผู้อาวุโสที่เมตตาเสียสละเวลา”
“ไม่ต้องมาปากหวาน เจ้าเด็กบัดซบ” นางโบกมือปัด ก่อนจะหันหลังเดินออกไป “ข้าจะลองไปเกลี้ยกล่อมให้ผู้นำสำนักเลิกเสียเวลากับเรื่องงี่เง่านี่เสียทีจะได้ให้พวกเจ้าไปตั้งใจฝึกฝนตามเดิม และข้าจะช่วยบอกให้จ่ายค่าชดเชยให้เจ้าด้วยไหน ๆ ก็โดนกักตัวกันมาหลายวัน เจ้าคิดดูสิเขาเล่นจับเด็กตั้งร้อยกว่าคนมาขังไว้ ข้าล่ะอยากรู้จริง ๆ ว่าเจ้าบ้าสำนักนั่นคิดอะไรอยู่”
หญิงชราว่าจบก็ก้าวออกไป ประตูไม้ดังเอี๊ยดอ๊าดตามหลัง ฉันจึงถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก
ฉันก็ยังอยากรู้เรื่องทั้งหมดอยู่หรอกแต่คงไม่มีโอกาสถาม เพราะในคุกนี่มียันต์ปิดเสียงตัดการสนทนาของนักโทษโดยสิ้นเชิง
ว่ากันตามตรงชีวิตในคุกนิกายไม่เลวเท่าไร อาหารก็มาส่งถึงที่ มีเวลาฝึกบำเพ็ญเพียรเต็มที่แม้จะอดคิดถึงตาเฒ่าขี้บ่นกับคำพูดกวนประสาทของแกไม่ได้
“เอาล่ะ เจ้าตัวเล็ก กลับไปฝึกต่อกัน” ฉันลูบหัวเจ้าเต่าตัวจิ๋ว ก่อนหลับตานั่งสมาธิต่อจากจุดเดิม
…
เวลาสามวันค่อยๆ ล่วงเลยไป — หรืออย่างน้อยฉันก็คิดเช่นนั้น จากการนับมื้ออาหารที่ถูกส่งมาถึงเก้าครั้ง การใช้ชีวิตโดยไร้แสงอาทิตย์คอยบอกเวลาทำให้ยากจะประเมินวันคืนได้ชัดเจน
แม้อยู่ในสถานที่คับแคบเช่นนี้ ฉันกลับเริ่มคุ้นชินกับวิถีชีวิตในคุกเงียบ ๆ แห่งนี้เสียแล้ว ไร้กฎระเบียบซับซ้อน ไม่มีเวลาต้องเร่งรีบ ไม่มีบทสนทนาน่าปวดหัวหรือคำสั่งจากผู้ใด ฉันมีเพียงตื่นขึ้นรับประทานอาหาร บำเพ็ญเพียรแล้วก็หลับใหลวนเวียนเช่นนี้ไป
บางครั้งหญิงชราผู้นั้นก็มาปรากฏตัว แสร้งทำท่าทีสนใจ โยนคำถามซ้ำซากให้ฉันเสียเวลา สีหน้าเบื่อหน่ายต่อสถานการณ์นี้ชัดเจนราวกับตะวันยามกลางวัน นางดูจะไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้อย่างแรงกล้าและฉันก็จับเค้าลางได้ว่าหลานสาวของนางเองก็น่าจะพลอยติดร่างแหเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน
เช้าวันนี้ก็ยังคงไม่ต่างจากที่ผ่านมาหลังจากลืมตาตื่น ฉันรู้สึกว่าร่างกายเบาสบายพลังปราณในกายไหลเวียนอย่างราบรื่น พร้อมจะเข้าสู่การฝึกหนักจนแขนขาแทบขาดจากตัวอีกครั้ง ทว่าฉันกลับตัดสินใจเบี่ยงจากกิจวัตรเล็กน้อย เพื่อลองตรวจสอบพัฒนาการของตนเสียก่อน
หลังทดสอบท่าร่างและเพลงหมัดอย่างรวดเร็ว ฉันก็หยิบสมุดบันทึกเก่าขึ้นมาจดค่าต่างๆ ทับบนข้อมูลเดิม
ชื่อ: หลิวเฟิง
อายุ: 16
พรสวรรค์: ระดับ C (รากวิญญาณห้าสิบสามแขนง)
ขอบเขตพลัง: หลอมกาย (เจ็ดดาว)
พลังร่างกาย – 7.5 → 7.7
ความว่องไว – 7.2 → 7.5
ความทนทาน – 7.4 → 7.9
พลังปราณ – 0
เคล็ดวิชา
– หมัดเขี้ยวทะลวง (ระดับมนุษย์)
– ก้าววัวคลั่ง (ระดับมนุษย์)
– เกราะกระดองเต่าทองคำ (ระดับมนุษย์)
สิ่งที่ฉันสังเกตได้ชัดเจนที่สุดคือค่าความทนทานซึ่งพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าพอใจผลจากการฝึกวิชา เกราะกระดองเต่าทอคำ ทำให้ฉันสามารถฝืนทนต่อแรงกดดันของมันได้นานขึ้นหลายเท่า เดิมทีใช้เวลาเพียงครู่เดียวร่างกายก็จะตึงเครียดราวกับถูกบีบรัดแต่นับจากสองวันที่แล้ว ฉันกลับทนได้ต่อเนื่องถึงหลายชั่วยาม
กระนั้นเมื่อคำนวณจากค่าพลังของฉัน หากสามารถดันค่า ความทนทาน ให้ถึง ระดับ 8 ได้สำเร็จ ก็จะสามารถทะลวงไปสู่ขั้น หลอมกายแปดดาว ได้ในทันที
แม้จะเป็นเพียงการขยับจากเจ็ดดาวเป็นแปดดาว แต่มันก็เป็นคอขวดเล็ก ๆ ที่ผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรจำนวนมากต้องติดค้างอยู่ที่จุดนี้ หลิวเฟิงเองในอดีตก็ต้องอาศัยโอสถเสริมร่างกายช่วยเร่งพลังให้ข้ามจากหกดาวเป็นเจ็ดดาวได้อย่างยากเย็น ต้องทนเจ็บปวดทรมานอยู่หลายครั้งกว่าจะสำเร็จ
แต่แม้จะรู้ว่ามันเจ็บแค่ไหน ในใจฉันก็อดตื่นเต้นไม่ได้ที่จะได้สัมผัสกับประสบการณ์การทะลวงขั้นด้วยตัวเองจริง ๆ… แม้จะมีความทรงจำของหลิวเฟิงเกี่ยวกับช่วงเวลานั้นอยู่แล้ว แต่ได้สัมผัสด้วยตัวเอง มันเป็นความรู้สึกที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง และฉันก็อดรอไม่ไหวเสียแล้ว
ในขณะที่กำลังปล่อยใจวนึกถึงช่วงเวลานั้น ประตูห้องขังไม้เก่าก็ส่งเสียงเอี๊ยดเบา ๆ เปิดออก ฉันไม่จำเป็นต้องหันไปดูก็รู้ได้ทันทีว่าใครมา เสียงไม้เท้ากระทบพื้นดังแต๊ก ๆ นั้น ฉันคุ้นเคยจนแทบจะกลายเป็นเสียงประกอบชีวิตไปแล้ว
“เจ้าดูท่าจะอารมณ์ดีไม่เบา” หญิงชรากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า
การที่นางสามารถจับตาดูฉันตลอดเวลาฝึกฝนอยู่ในห้องนี้ มันก็ออกจะเกินไปหน่อย เหมือนถูกแอบส่องอยู่ตลอดเวลา แต่นี่มันคือโลกแห่งเทพเซียน จะบ่นไปก็ไร้ประโยชน์ ไม่มีใครสนใจหรอกว่าฉันจะรู้สึกอย่างไร
“ข้าจะสนุกกว่านี้อีก ถ้าพอจะมีพื้นที่ให้ฝึก ‘วิชาก้าววัวคลั่ง’ ได้เต็มที่” ฉันพึมพำ
หญิงชราโน้มตัวพิงกรอบประตู ก่อนจะสะบัดข้อมือเบา ๆ ถ้วยชา 2 ใบปรากฏขึ้นในมือราวกับมายากล “รู้มาว่าเจ้าชอบนั่งจิบชากับชายชราคนกวาดลาน”
“อืม” ฉันพยักหน้า
“ไม่ต้องทำหน้าอึดอัดนัก มันเสียบรรยากาศ” นางว่าพลางยกถ้วยขึ้นจิบก่อนจะยื่นอีกถ้วยมาให้ “อีกอย่างนะ เจ้าไม่ต้องห่วงเรื่องถูกสงสัยเรื่องการติดต่อกับชายชราคนกวาดลานนั่นแล้ว เขาอยู่ที่นี่มานานไม่มีใครกล้าดูหมิ่นความซื่อสัตย์ของเขา”
คำพูดนั้นทำให้ฉันโล่งใจไม่น้อยพลางรับถ้วยชามาถือไว้
“ว่าแต่…วิชาก้าววัวคลั่งของเจ้าน่ะ ทำไมถึงฝึกไม่ได้ล่ะ?”
“ก็ในนี้มันแคบ วิชานี้ต้องอาศัยแรงถีบพื้นแล้วพุ่งตัวตรงไปข้างหน้าแบบหยุดไม่ได้ ถ้าพลาดก็ชนกำแพงแน่ ๆ”
หญิงชราเลิกคิ้วมองฉันเหมือนฉันพูดอะไรตลกที่สุดในชีวิต
“แล้วไง?”
“…แล้วไง?” ฉันย้อนเสียงงุนงง
ริมฝีปากของนางยกยิ้มจาง ๆ “ถ้าวิชานั้นพาเจ้าพุ่งชนกำแพงได้จริง ก็ฝึกมันจนกว่าจะไม่เป็นอย่างนั้น”
เพียงคำพูดเรียบง่าย แต่มันกลับเหมือนมีน้ำหนักยิ่งกว่าคำสอนปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ การฝึกวิชาทุกแขนง หากข้ามข้อจำกัดของมันได้ ก็จะกลายเป็นวิชาส่วนตัวที่แท้จริง
“อีกอย่าง ไม่ต้องกลัวว่ากำแพงจะพังหรอก” นางหัวเราะเบา ๆ จนฉันรู้สึกขนลุก
เอ่อ…เสียงหัวเราะนั่นมันหลอนชะมัด
“เจ้าน่ะจะหัวแตกขาหักตายก่อนที่กำแพงจะเป็นอะไรเสียอีก พื้นที่ตรงนี้สร้างจากหินสกัดวิญญาณ ออกแบบมาให้ทนแรงได้มากกว่าที่เจ้าจะจินตนาการไหว”
ตอนนั้นแหละ ฉันถึงได้รู้สึกเหมือนหลอดไฟในหัวสว่างวาบ
“ข้าเริ่มฝึกได้เลยใช่ไหม?”
“ตามสบาย” นางโบกมือ “เก้าอี้!” สิ้นคำศิษย์ฝ่ายในคนหนึ่งก็รีบนำเก้าอี้เข้ามาให้ ก่อนจะหายตัวไปอย่างรวดเร็ว หญิงชราทิ้งตัวลงนั่งอย่างสบายอารมณ์ “ข้าไม่จำเป็นต้องสอบสวนอะไรอีก เจ้าไม่ใช่ตัวปัญหาอยู่แล้ว เพียงแต่พวกผู้อาวุโสในสำนักมันร้อนตัว เพราะลูกหลานตัวเองถูกขังเจ้าเลยโดนลูกหลงไปด้วย แต่นาน ๆ เข้ายิ่งอยู่นาน ก็ยิ่งมีแต่คนต้องจ่ายค่าชดเชยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ”
ฉันแทบไม่ได้สนใจคำพูดพวกนั้นนัก เพราะจิตใจมันจดจ่ออยู่กับการวางถ้วยชาแล้วงอตัวเตรียมออกตัว พริบตานั้น ฉันกระโจนออกจากพื้นด้วยพลังทั้งหมด ใช้วิชาก้าววัวคลั่งเต็มกำลัง
ในชั่วขณะนั้น ฉันเริ่มสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง…
ควบคุมมัน! ควบคุมพลัง! ฉันสั่งตัวเองในใจ
ขาระเบิดพลังออกโดยไม่ขยายตัวหนักเหมือนก่อนหน้านี้ ฉันเพิ่งเข้าใจว่าวิชานี้ไม่จำเป็นต้องใช้พลังเต็มสูบทุกครั้ง และฉันยังสามารถปรับองศาการเคลื่อนไหวในระหว่างวิชาได้อีกด้วย เมื่อกระแทกกำแพงแล้วดีดตัวกลับ ความเร็วก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้น
หญิงชรานั่งดูอย่างสงบนิ่ง ไม่เอ่ยอะไรจนฉันเริ่มหมดแรง นางเพียงส่งเสียงอืม สั้น ๆ แล้วฉันยกถ้วยชาขึ้นจิบ รสชาติคุ้นเคยเหมือนชาเก่าที่เคยนั่งจิบกับลุงภารโรง
“ว่าแต่…ข้านั่งแกร่วอยู่แต่ในนี้ ข้าขอฟังข่าวข้างนอกได้ไหม?”
หญิงชราวางถ้วยชา ก่อนกล่าวเสียงเคร่งขรึม “มีคนไปค้นพบ ‘บ่อน้ำพลังวิญญาณ’ ที่ชายป่าใกล้เมืองชิงเฉาแล้วถูกขโมยไปซะก่อนพวกเรากำลังไล่ล่าหาคนร้ายอยู่”
ใบหน้านางเต็มไปด้วยความไม่พอใจ “อย่างน้อยเจ้าหลานชั่วของผู้อาวุโสคนนั้นก็ไม่ได้มันไป”
ฉันฟังแล้วอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่า นี่มันบทของพระเอกนิยายเซียนชัด ๆ ใครมันบังอาจขโมยสมบัติล้ำค่าที่สำนักระดับนี้ลงทุนนับสิบปีได้โดยไม่ถูกจับได้
การทำแบบนั้นก็เหมือนการเปิดศึกกับทั้งโลกเซียนในเวลาเดียวกัน
ฉันถอนใจนึกขำ ๆ โลกนี้มันจะมีจริง ๆ ไหมนะ พวกตัวเอกที่ถูกสวรรค์เลือกน่ะ ถ้ามีจริงฉันอาจต้องกลับมาทบ
ทวนวิถีแห่งเซียนในยุคปัจจุบันใบนี้ใหม่หมดเลยก็ได้…