- หน้าแรก
- เซียนเนิร์ดทะลุมิติ
- [เซียนเนิร์ด]_บทที่12_เมืองใหม่เส้นทางใหม่
[เซียนเนิร์ด]_บทที่12_เมืองใหม่เส้นทางใหม่
[เซียนเนิร์ด]_บทที่12_เมืองใหม่เส้นทางใหม่
บทที่ 12 – เมืองใหม่เส้นทางใหม่
"ขออภัยท่านผู้เฝ้ายาม" ฉันกล่าวเรียกขึ้นก่อนจะเดินไปถึงเบื้องหน้าพวกเขา มองเห็นได้ชัดเจนว่านายทหารยามเหล่านี้ต่างระแวดระวังอยู่เต็มที่สิ่งสุดท้ายที่ฉันปรารถนาก็คือการทำให้พวกเขาระแวงสงสัย หรือดูเป็นคนมีพิรุธจนเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น เมื่อเห็นฉันเดินเข้ามาทั้งสองขมวดคิ้วแน่น แล้วชักดาบสีดำออกจากฝักทันที
"เจ้าเป็นใคร?" หนึ่งในนั้นเอ่ยถามสีหน้าแข็งกร้าว
ฉันยกมือทั้งสองขึ้นแสดงความบริสุทธิ์ใจ "ข้าเป็นเพียงคนที่กำลังมองหาหนทางกลับไปยังสำนักตะวันเพลิงเท่านั้น"
"สถานที่เช่นนั้นหาได้มีอยู่ในแถบนี้ไม่!" อีกฝ่ายตอบเสียงแข็งเป็นชายสูงใหญ่ในสองคน ดูแล้วน่าหวั่นเกรงกว่าทการยามยามสองคนก่อนหน้า
ฉันขมวดคิ้ว รู้สึกมึนงงอยู่ในใจ นี่เราวิ่งหนีออกมาจนไกลขนาดไหนกัน ถึงขนาดผู้คนไม่รู้จักชื่อสำนักตะวันเพลิงได้?
เพียงไม่นานทหารยามบนกำแพงก็มาสมทบอีกนับสิบ พวกเขาถือหน้าไม้ในมือทุกกระบอกถูกตั้งเล็งพร้อมยิง หากดาบสีดำเบื้องล่างน่ากลัวแล้ว หน้าไม้บนกำแพงนี้คงแรงพอจะทะลวงร่างผู้บำเพ็ญเพียรได้เป็นแน่
ฉันไม่ได้โง่พอจะลองทดสอบว่าร่างกายของตนจะทนลูกธนูได้หรือไม่ ที่น่ากังวลกว่านั้นคือเหตุใดพวกเขาจึงดูเหมือนไม่เคยได้ยินชื่อสำนักตะวันเพลิงมาก่อน
แต่เมื่อนึกให้ดีพลันนึกได้ว่าประชาชนในเมืองชิงเฉาส่วนใหญ่มิได้รู้เส้นทางหรือวิธีเดินทางเข้าสู่สำนักตะวันเพลิงอยู่แล้ว ฉันเองก็ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าทหารยามเหล่านี้จะรู้หรือไม่แม้พวกเขาจะรับรู้ว่ามีสำนักหนึ่งตั้งอยู่ใกล้ ๆ ก็ตาม
บางทีการที่เมืองมนุษย์ธรรมดาใกล้เคียงไม่รู้แม้กระทั่งว่ามีสำนักอยู่คงไม่แปลกนัก หากคำนึงถึงว่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงอาจปิดบังสถานที่แห่งนั้นไว้จากสายตามนุษย์สามัญโดยสิ้นเชิง
แม้ภูเขาลูกนั้นจะสูงตระหง่านมีป้อมปราการใหญ่โตแค่ไหน ฉันก็ไม่เคยแลเห็นมันเลยหลังจากเดินห่างออกมาไกล
"ถ้าเช่นนั้นข้าขอถามได้หรือไม่ว่า เมืองชิงเฉาไปทางไหน?" ฉันกล่าวถามครานี้สีตาของพวกเขาปรากฏแววรับรู้ขึ้นมา
ฉันได้เหลือบไปเห็นสายตาคมกริบดั่งอสูรร้ายของผู้บำเพ็ญเพียร แม้ยืนห่างกันนักแต่ในยามกลางวันที่แสงแดดแสบตา ฉันก็มองเห็นสีหน้าและแววตาของพวกเขาได้อย่างชัดเจน
"เหตุใดเจ้าจึงอยากรู้เส้นทางไปเมืองชิงเฉากัน?" ชายสูงใหญ่กล่าวถามสีหน้าระแวงหนักยิ่งขึ้น
หืม? หรือว่าฉันพูดอะไรผิดไป?
"นั่นคือจุดหมายเดิมของข้าที่ข้าจะเดินทางไป" ฉันรีบอธิบาย "หากมิใช่เพราะเหตุระเบิดประหลาดนั่นทำให้ม้าของข้าตื่นตกใจ ข้าคงถึงเมืองชิงเฉาไปนานแล้วไม่เพียงแต่ม้าของข้าที่ตกใจคนอย่างข้าเองก็วิ่งหนีสุดชีวิตจนมาถึงที่นี่"
ครานี้เมื่อนึกดูดี ๆ กำแพงสีแดงดาบสีดำ และเมืองที่ไร้ผู้คนเช่นนี้... หรือที่นี่จะเป็นถิ่นสำนักอธรรม?
ขออย่าได้เป็นที่สิงสู่ของพวกสำนักมารเลยเถิด...
โชควาสนาของฉันไม่ได้ดีนัก แต่อย่างน้อยก็ไม่เคยตกต่ำถึงขั้นซวยขนาดบุกเข้าไปในถิ่นของพวกมาร
ทหารยามสบตากันข้าก็เตรียมพร้อมเต็มที่ หากต้องวิ่งหนีฉันมั่นใจว่าด้วยเกราะที่พวกเขาสวม ฉันพอจะหนีได้ แต่ไม่ว่าอย่างไรฉันก็ไม่อยากต้องสู้ในสภาพเช่นนี้
"เจ้าพบเหตุระเบิดนั้นใกล้เพียงใดล่ะ?" ชายสูงใหญ่ถามอีก
จากน้ำเสียงของเขา ดูเหมือนพวกเขารู้บางสิ่ง
"ไม่ใกล้พอจะเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ใกล้พอจะรับรู้แรงสะเทือน จนข้าถูกซัดล้มไปกับพื้น" ฉันถอนใจเล็กน้อย
“บอกทุกอย่างที่เจ้ารู้ แล้วข้าจะชี้เส้นทางไปเมืองชิงเฉาให้ พร้อมจัดเสบียงให้เจ้า” เขากล่าวเสียงขรึม “แต่ต้องขออภัย เมืองแห่งนี้ขณะนี้ปิดตายห้ามผู้ใดเข้าออกทั้งสิ้น ที่นี่คือเมืองบุปผาชาดภายใต้การปกครองของสามตระกูลใหญ่ ได้แก่ ตระกูลเหยี่ยนเย่ ตระกูลเจี้ยนหง และ ตระกูลเฮยหลิน”
ตระกูล? นั่นหมายความว่าที่นี่มีผู้บำเพ็ญเพียรอยู่ด้วย และทหารยามพวกนี้ก็คงเป็นผู้บำเพ็ญเพียรขั้นหลอมกาย
เป็นไปได้หรือไม่ว่าที่พวกเขาทำเป็นไม่รู้จักสำนักตะวันเพลิงนั้นเพราะถูกอำนาจของผู้นำตระกูลปิดกั้นข่าวสารไว้ เพื่อไม่ให้คนของตนออกไปแสวงหาหนทางอื่น? หรืออาจเป็นเพราะดุลอำนาจระหว่างตระกูล ทำให้ไม่ต้องการให้ยอดฝีมือออกไปจากเมืองนี้
ไม่ว่าจะเป็นเหตุใด ฉันก็หาได้อยากยุ่งเกี่ยวไม่
"ข้าเองก็รู้น้อยนัก" ฉันตอบ "แต่คาดว่าคงเป็นเรื่องของผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสูงต่อสู้กันตามวิสัย"
ท่าทีพวกเขาไม่แสดงความตกใจใดๆ คงคิดเช่นเดียวกัน
ฉันเองก็มีข้อสงสัยอยู่ในใจ... หญิงงามดุจหยกนางนั้นคงไม่ใช่คนก่อเรื่องใช่หรือไม่?
หรือว่านี่จะเข้าข่ายอคติในโลกเซียน?
หนึ่งในทหารยามถอนใจยาว "ข้าก็คิดเช่นนั้น"
ชายสูงใหญ่พยักหน้ากล่าวกระซิบกับผู้ร่วมยาม ก่อนอีกฝ่ายจะผลักประตูไม้ขนาดใหญ่แล้วหายเข้าไปในเมือง
"ข้าจะให้สหายนำเสบียงและของจำเป็นมาให้เจ้า ทางเมืองชิงเฉาอยู่ทางทิศใต้" เขากล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "ระวังตัวให้ดีช่วงนี้เหตุการณ์วุ่นวายทำให้ฝูงอสูรร้ายตื่นตระหนก บางตนถึงกับออกล่ามนุษย์ผู้มีโลหิตอุ่น หากมีโอกาสแวะมาอีกเมืองบุปผาชาดยินดีต้อนรับ"
"ข้าย่อมเข้าใจดวงข้าแค่ตกไม่ถูกที่ถูกเวลาเท่านั้น" ฉันพยักหน้าตอบ "ว่าแต่ท่านเถิด ท่านทั้งหลายรับมือกับสถานการณ์นี้ได้หรือ?"
"สามตระกูลร่วมกันคุ้มกันเมือง ไม่ปล่อยให้ศึกระเบิดออกกลางเมืองอสูรร้ายยังมิได้รวมตัวเป็นคลื่นถล่มเมือง แต่คงอีกไม่นานเพราะหน่วยลาดตระเวนรายงานว่ามีฝูงหมาป่าจันทราเคลื่อนกำลังจากทิศตะวันตก" เขากล่าวด้วยสีหน้าภูมิใจปนรำคาญ "บุตรหลานรุ่นใหม่ต่างแข่งกันล่าหมาป่าจันทรา ประลองบารมีเพื่อชิงตำแหน่งผู้นำรุ่นเยาว์ ตอนนี้คุณชายจงแห่งตระกูลเหยี่ยนเย่บรรลุขั้นหลอมกายห้าดาวตั้งแต่อายุเพียงสิบห้าปี คนในเมืองต่างร่ำลือว่าอนาคตคงรุ่งเรืองนัก"
เขาเล่าถึงตระกูลต่าง ๆ และศึกแย่งชิงระหว่างบุตรหลานอย่างภาคภูมิใจ
แต่สำหรับฉันคุณชายจงอะไรนั่นสำเร็จหลอมกายห้าดาวในวัยสิบห้าถือว่าช้า หากอยู่ในสำนักตะวันเพลิง คงเป็นได้แค่ศิษย์เด็กวัดหรือคนใช้ในสำนักไปจนแก่ตาย
ฉันเองยังมีพรสวรรค์กว่ามากทั้งที่ในตระกูลหลิวถือว่าเป็นตระกูลธรรมดาก็ตาม แต่พอมาอยู่ภายใต้สำนักตะวันเพลิงยังแค่พอไปวัดไปวา
นี่เปรียบเหมือนคนที่เรียนคณิตศาสตร์พอได้ตอนมัธยม แล้วไปเรียนวิศวกรรมโยธาต่อมหาลัยก่อนรู้ตัวว่าเราไม่ได้เก่งในด้านนี้
ดูท่าเหตุระเบิดนั่นคงก่อคลื่นสะเทือนในยุทธจักรไม่น้อย
ท้ายที่สุดทหารยามอีกคนกลับมาพร้อมถุงเสบียงชายสูงใหญ่เดินมาพร้อมมือจับดาบ
เอาเถอะจะซ่อนพิษหรือวางกับดักก็คงต้องลุ้นกัน
ฉันฝืนยิ้มเดินเข้าไปใกล้ เตรียมพร้อมตลอดเวลาทว่าอีกฝ่ายเพียงส่งถุงมาแล้วหันหลังเดินจากไป
อ่า... ฉันเองคงระแวดระวังเกินไป
ฉันวางถุงลงประสานมือคารวะ "ขอบคุณในน้ำใจยิ่งนัก ข้าหลิวเฟยจะจดจำไมตรีของเมืองบุปผชาดนี้ไว้"
ฉันหิ้วถุงที่มีขนาดใหญ่มุ่งหน้าสู่ทิศใต้ หวังว่านี่จะไม่ใช่แผนลวงของพวกสำนักมาร
หลังเดินไกลพ้นสายตาฉันเปิดถุงเพื่อตรวจดู ด้านในมีเนื้อแห้งผักแห้งเหล็กจุดไฟผ้าพันแผลและยาแก้พิษบางชนิด
สิ่งเหล่านี้คงช่วยให้เดินทางสะดวกยิ่งขึ้น ผ้าพันแผลสะอาดกว่าของฉัน
ฉันผูกถุงแล้ววางซ่อนในพุ่มหญ้าข้างทาง
หากไม่มีพิษภัยผู้ใดผ่านมาพบก็ถือว่าโชคดีไป แต่ฉันเองจะไม่ประมาทอาจมียันต์ติดตามล่องหน พิษซ่อนเร้นในอาหารหรือยาพิษแผงอยู่ก็เป็นได้
ฉันไม่หลงคิดว่าตนจะดูออกว่าผู้ใดโกหกได้เนียนแค่ไหน คนที่คิดฆ่ามักยิ้มแย้มไม่ใช่ทำตัวเหมือนตัวร้ายละครน้ำเน่า
คนร้ายเงียบตัวจริงคงไม่เปิดช่องโหว่ให้เห็นง่ายนัก...
…
ใช้เวลาหลายชั่วยามกว่าฉันจะเดินทางมาถึงสถานที่ที่คุ้นเคย ปรากฏกำแพงเมืองชิงเฉาอยู่ไกลลิบตา ฉันเร่งฝีเท้าจนสุดกำลังที่ร่างกายจะทนไหว ความเร็วโดยประมาณเทียบเท่ารถลากสองล้อก่อนจะมาถึงยังเบื้องหน้าเมือง
เมื่อแลเห็นกำแพงเมืองชิงเฉา ฉันก็แน่ใจแล้วว่าตนเองสามารถหาทางกลับไปยัง ‘สำนักตะวันเพลิง’ ได้
ทว่าในขณะที่ฉันกำลังจะหมุนกายเดินทางต่อไปยังสำนักพลันหยุดฝีเท้าเสียก่อน
หลายสิ่งหลายอย่างได้เกิดขึ้น โดยที่ฉันไม่เคยล่วงรู้มาก่อนต่างจากเมืองบุปผชาด เมืองชิงเฉาแห่งนี้อยู่ใกล้กับจุดเกิดเหตุยิ่งนักกระทั่งอาจมีบางผู้คนที่ได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตาตนเอง
ฉันตัดสินใจหันหลังกลับอีกครั้งมุ่งหน้าเดินตรงไปยังหน้าประตูเมือง ที่ซึ่งทหารยามกำลังตรวจกองคาราวานของผู้หนึ่งอยู่
ยามแรกที่เห็นฉันเหล่าทหารยามทั้งหลายต่างแสดงท่าทีระแวดระวัง ทว่าในหมู่พวกเขานั้นกลับมีบางคนที่เคยให้การต้อนรับฉันในครั้งก่อน แม้ครั้งนี้ฉันจะไม่ได้สวมอาภรณ์นักบำเพ็ญเพียรก็ตามก็ยังมีผู้จำฉันได้
“หลิวเฟิง เจ้ากลับมาแล้วหรือ?” หนึ่งในทหารยามร้องเรียกขึ้น
ผู้ที่เอ่ยนั้นก็คือ เหมาจื่อชายผู้ที่ฉันเคยผูกไมตรีด้วยระหว่างถูกพาเดินตรวจรอบเมืองเมื่อคราก่อน แม้เหตุการณ์นั้นจะผ่านไปไม่นานนัก แต่ในความรู้สึกของฉันกลับคล้ายเวลาล่วงเลยไปเนิ่นนานนัก
“เหมาจื่อ” ฉันร้องเรียกตอบพลางยกยิ้มบาง ก้าวเข้าไปหาแต่เมื่อเดินเข้าใกล้จนแน่ใจว่าผู้คนรอบข้างที่ต่อคิวเข้าเมืองมิอาจได้ยิน ฉันจึงก้มเสียงลงกล่าว
“ข้าได้ยินข่าวเรื่องระเบิดใหญ่หรือเกิดเหตุใดกันแน่ ทุกอย่างยังเรียบร้อยดีหรือไม่?” รอยยิ้มฝืน ๆ พลันปรากฏบนใบหน้าของเหมาจื่อ
“เรียบร้อยงั้นหรือ? หึ… ไกลเกินจะเรียกว่าดีเพื่อนเอ๋ย” เขาส่ายหน้าช้า ๆ “ทั้งเมืองเต็มไปด้วยความหวาดผวา เพื่อนข้าหลายคนที่ทำงานอยู่ในจวนผู้ว่าการต่างร่ำลือกันว่าทุกผู้ที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุต่างตายเรียบ”
“ตายกันหมดเลยงั้นหรือ?” ฉันทวนถามอีกครั้ง
“แม้จะมีบางคนอยู่ไกลออกไปบ้างแต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้น บ้างตายเพราะการปะทะระหว่างยอดฝีมือสองฝ่ายบ้างก็ถูกหนึ่งในนั้นฆ่าปิดปากเสียสิ้น” เหมาจื่อทอดถอนใจยาว “จนถึงบัดนี้ ยังไม่มีใครกล้ากล่าวหรือรู้เห็นอันใดผู้ว่าการแทบคลั่งแล้ว”
ฉันรู้สึกเย็นเยียบวาบขึ้นมาตลอดสันหลัง
ฉันเองก็เกือบเป็นหนึ่งในผู้โชคร้ายเหล่านั้น หากวันนั้นฉันอยู่ใกล้กว่านี้อีกนิดหรือไม่ระวังตัวให้ดี ก็คงได้เห็นความหายนะด้วยตาตนเอง
เมื่อฉันนึกถึงสองครั้งที่ถูกโจมตี ก็ไม่แปลกใจเลยหากจะมีคนอื่น ๆ อยู่ในระยะนั้นด้วย
แต่แล้วผู้คนเหล่านั้นกลับตายกันหมด… หากฉันไม่รีบหนีออกมาก่อนหน้านั้น คงไม่อาจรอดกลับมายืนอยู่ตรงนี้ได้
“ว่าแต่… เจ้าก็อยู่แถวนั้นใช่หรือไม่? เจ้าพบเห็นเหตุการณ์บ้างหรือปล่าว?” เหมาจื่อถามขึ้น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสงสัย
ฉันรู้ดีว่านี่เป็นเพียงคำถามตามธรรมเนียมและจากที่ได้รู้จักเหมาจื่อมา ฉันแน่ใจว่าเขาไม่ใช่คนที่จะนำความลับไปแพร่งพรายหากฉันบอกความจริง
แต่ฉันเลือกที่จะโกหก
“เปล่าข้าอยู่ห่างออกไปพอสมควร โชคดีที่มัวแต่ฝึกบำเพ็ญเพียรอยู่แถวนอกป่าจึงไม่ได้เข้าไปใกล้” ฉันส่ายหน้าพลางแสร้งหัวเราะเบา ๆ “ข้าไม่ค่อยชอบใส่ชุดเครื่องแบบเท่าไรนัก ชอบออกมาเดินปะปนกับชาวบ้านธรรมดา ๆ เสียมากกว่า พอช่วยขจัดความรู้สึกอึดอัดในฐานะผู้บำเพ็ญเพียรที่วัน ๆ คิดแต่เรื่องว่าผู้ใดจะจ้องทำร้ายตน”
เหมาจื่อหัวเราะเสียงแผ่วเบา “ที่แท้เจ้าก็มาระเห็ดเที่ยวเล่นอยู่กับพวกมนุษย์ธรรมดาเช่นเรา”
ฉันฉวยโอกาสนี้รีบเปลี่ยนเรื่องสนทนา
“ว่าแต่ช่วงที่ข้าหายไป เมืองนี้มีเรื่องอันใดเกิดขึ้นอีกหรือไม่?”
แต่ดูจากสีหน้าหนักใจของเหมาจื่อที่เปลี่ยนไปทันที ก็เพียงพอจะเดาได้ว่าข่าวร้ายยังไม่หมดเพียงแค่นั้น