เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

[เซียนเนิร์ด]_บทที่11_คัมภีร์ลับโจสตาร์ วิถีเอาตัวรอด!

[เซียนเนิร์ด]_บทที่11_คัมภีร์ลับโจสตาร์ วิถีเอาตัวรอด!

[เซียนเนิร์ด]_บทที่11_คัมภีร์ลับโจสตาร์ วิถีเอาตัวรอด!


บทที่ 11 - คัมภีร์ลับโจสตาร์ วิถีเอาตัวรอด!

ฝีเท้าของนางนั้นรวดเร็วดุจเงาเหมือนกับกำลังกระโดดเหยียบปลายหญ้าไปทีละใบ กิริยาก้าวเดินแปลกประหลาดไร้ซุ่มเสียง หาได้มีวี่แววให้จับทางได้เลยว่านางจะเคลื่อนไหวไปเช่นไรต่อ

ทว่าที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่านั้นก็คือแม้นางจะเหยียบย่างลงไปบนปลายหญ้า แต่กลับไม่ปรากฏร่องรอยการเหยียบย่ำใด ๆ ทิ้งไว้แม้แต่น้อย เป็นเครื่องยืนยันถึงฝีมือและความเชี่ยวชาญในการพรางตัวอันล้ำลึก เห็นได้ชัดว่าทักษะนี้ถูกขัดเกลาเพื่อการลอบสังหารโดยเฉพาะ

ช่างน่าขบคิดนัก… เพียงแค่เห็นวิชาเช่นนี้ก็เผยให้รู้เรื่องราวของนางได้ไม่น้อย สำนักเช่นไรหนอที่จะกล้าสอนวิชาสังหารเช่นนี้ให้แก่ศิษย์ของตน? แล้วเหตุใดนางจึงไม่คิดหลบหนี? แม้ว่าการสังหารฉันในพริบตาอาจไม่ง่ายนักหากไร้การจู่โจม แต่ก็นับว่านางยังคงมีโอกาสหลบหนีได้อยู่

“วิชาก้าวย่างของเจ้ามันคือสิ่งใดกันแน่?” ฉันเอ่ยถามออกไปแม้นางจะกำลังเงื้อหมัดหมายจู่โจม ฉันก็หาได้หวาดหวั่นไม่น่าเสียดายที่วิชา ‘ก้าววัวคลั่ง’ ของฉันนั้นขาดซึ่งความหลากหลาย ไม่อาจเบี่ยงหลบหมัดของนางได้ อันเป็นข้อบกพร่องที่ฉันปรารถนาจะแก้ไขในภายภาคหน้า

นางพุ่งเข้ามาอย่างว่องไวหมัดซ้ายเฉียดผ่านหน้าอกฉันไป ฉีกกระชากอาภรณ์จนขาดสะบั้นและทิ้งรอยแผลลึกไว้กลางอกกลิ่นคาวเลือดโชยแตะจมูก

แววขุ่นเคืองแฝงโทสะฉายชัดในดวงตาของนาง นางสบถในลำคอเบา ๆ ก่อนจะเตรียมตัวเข้าจู่โจมอีกครั้ง

“โอ๊ะ? นั่นมันพลาดแล้วล่ะแม่หญิง” ฉันกระเซ้าเสียงเหี้ยมเจือความเย้ยหยัน หวังยั่วให้สติของนางปั่นป่วนจนทำพลาด

แม้จะพยายามปิดบังเพียงใด แต่ฉันก็มองเห็นได้อย่างชัดเจนว่านางเริ่มโกรธ

ฉันหัวเราะเหี้ยมเอ่ยต่อ “บัดนี้เจ้าสูญเสียความได้เปรียบจากการพุ่งเข้าประชิดแล้ว ต่อให้ฝีมือเหนือกว่าอยู่บ้างก็มิได้ต่างกันมากนักหรอก”

ฉันกำหมัดฟาดออกไปหมายจะปะทะไปที่ส่วนศีรษะของนาง เพื่อมุ่งจะจบศึกให้สิ้นในคราวเดียว แต่หากหมัดนั้นสัมผัสถูกมันย่อมแหลกละเอียดเป็นเนื้อป่น

ทว่าหมัดฉันกลับทะลุผ่านศีรษะนางไปอย่างไร้สิ่งกีดขวาง

ภาพลวงตา!

“เจ้า! ชาวบ้านอย่างเจ้ารู้จักอะไรกับวิชาดี ๆ กันเล่า” นางแค่นเสียงเย้ยพลางปรากฏกายขึ้นข้างกายฉัน

ในเสี้ยววินาที ความเจ็บปวดแล่นวาบไปทั่วซี่โครงเมื่อหมัดของนางกระแทกเข้าเต็มแรง ร่างฉันถูกเหวี่ยงปลิวราวกับใบไม้ที่ไร้น้ำหนัก เสียงกระดูกแตกดังกรอบแกรบ ฉันรู้สึกได้เลยว่าซี่โครงคงหักไปเสียแล้วและได้แต่ภาวนาในใจมิให้มันกระเทือนไปถึงอวัยวะภายใน

ฉันยังไม่อยากรู้หรอกว่ามันจะเจ็บขนาดไหน เมื่อฤทธิ์อะดรีนาลีนของฉันมันหายไป

เลือดจากแขนยังคงไหลไม่หยุดและไม่มีเวลาใดเหมาะให้ฉันรักษาแผลเลย ฉันตระหนักทันทีว่าหากจะเดินในเส้นทางนี้ต่อไปต้องเตรียมผ้าพันแผลหรือยาติดกายไว้บ้าง

แน่ล่ะ — นางไม่มีวันยืนนิ่งรอให้ฉันห้ามเลือดอยู่เฉย ๆ เป็นแน่

แม้สัญชาตญาณจะร่ำร้องให้หนีเอาตัวรอดแต่ฉันก็ยืนหยัดต่อสู่ต่อ แม้จะรู้ว่าหากเผยให้เห็นแผ่นหลังเมื่อใด เมื่อนั้นคือหายนะ

ฉันยังไม่ต้องการลิ้มรสความตายในโลกนี้ — โดยเฉพาะตอนที่ยังไม่ทันสัมผัสสิ่งใดในโลกใบนี้เลยด้วยซ้ำ

ในใจฉันไร้ซึ่งภาพของปราณหรือความรู้สึกของการใช้วิชาในระดับพื้นพิภพ

สตรีนางนั้นเริ่มเคลื่อนที่วนล้อมฉันอย่างระแวดระวัง ฉันจ้องมองพลางตั้งใจฟังเสียงรอบกายเผื่อว่ามีใครซุ่มเตรียมโจมตีในจังหวะที่ฉันเผลอ

ทุกสิ่งในตัวนางบอกได้ชัดว่านี่คือมือสังหารรับจ้าง หากจะให้เดานางคงถูกจ้างมาสังหารผู้คนในละแวกนี้ และด้วยพลังฝีมือระดับนี้ คงหมายกำจัดเหล่าศิษย์หรือชาวบ้านธรรมดาที่หลงเข้ามา

แต่เมื่อสูญเสียความได้เปรียบจากการจู่โจมนางก็คงยากจะต่อกรกับฉันได้อีก แม้แต่ภาพลวงตาเองก็ใช้ได้เพียงครั้งเดียว

“เจ้าจะไม่มีทางรอดออกไปจากที่นี่” นางเอ่ยเสียงสั่นเหลือบตามองแขนขาของฉัน “อีกไม่นานสถานที่นี้จะถูกกวาดล้างโดยผู้ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่า ทำไมไม่ยอมแพ้เสียล่ะข้าจะช่วยให้เจ้าตายอย่างไม่เจ็บปวด”

โอ๊ะ? นี่นางเริ่มยื่นข้อเสนอแล้วหรือ?

แม้จะเป็นข้อเสนอที่ไม่น่ารับนัก แต่มันก็แตกต่างจากท่าทีเมื่อครู่พอสมควร

หรือว่านางกำลังถูกบีบด้วยเวลา? หรือไม่อยากยืดเยื้อเกินจำเป็น? หรืออาจจะทั้งสองอย่างรวมกัน

น่าขบคิดดีแท้… ฉันชักเริ่มสงสัยว่าตัวฉันเองมิใช่เป้าหมายหลักของนางเสียแล้ว หรือว่าแท้ที่จริงเป้าหมายที่นางต้องสังหารคือบุรุษอีกคนที่ฉันสังหารไปก่อนหน้า?

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร นางย่อมไม่ปล่อยให้ฉันรอดไปแน่

ฉันยกกำปั้นตั้งท่ารับพลางก้มตัวต่ำ นางเบิกตากว้างพลันถอยหลบไปหลบหลังต้นไม้

หยาดเหงื่อไหลรินลงข้างแก้มดวงตาสั่นระริก เฝ้ารอสิ่งใดบางอย่าง

โอ๊ะ… ชักน่าสนใจเสียแล้ว

“ข้าคิดว่าข้ารู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น” ฉันยิ้มเหี้ยมแม้ในอกจะเจ็บปวดราวดั่งถูกเข็มพันเล่มทิ่มแทง แขนข้างที่มีเลือดท่วมก็เริ่มบวมจนขยับแทบไม่ไหว

“เจ้าดูข้าใช้วิชา ‘ก้าววัวคลั่ง’ สังหารผู้ถือดาบเมื่อครู่ แล้วหวั่นว่าจะหลบมันไม่พ้นใช่หรือไม่?”

แน่นอนว่านางกลัวเพราะหากวิชานั้นอ่อนช้าพอให้ศิษย์ขั้นหลอมกายอย่างนางหลบได้ง่าย ๆ ฉันคงไม่เลือกใช้แต่แรก

แต่เวลานี้ยังมิใช่เวลาทดลองอะไรใหม่ ๆ

ฉันต่างจากพระเอกในนิยายเซียนที่มักจะคิดค้นวิชาพิสดารออกมาใช้เฉพาะหน้า การทดลองเปลี่ยนทิศทางกลางคันของ ‘ก้าววัวคลั่ง’ มีแต่จะเสี่ยงขาหักตายกลางสนามประลอง

ฉันก้มตัวต่ำแล้วพุ่งเข้าใส่นาง

นางรีบเบี่ยงตัวหลบ

“บัดซบ!” นางสบถทันทีเมื่อรู้ว่ามันเป็นเพียงการวิ่งพุ่งธรรมดา ฉันยังมิได้ใช้ ‘ก้าววัวคลั่ง’

ฉันก้มต่ำอีกครั้ง แล้วใช้วิชานั้นอย่างฉับพลันคราวนี้ระยะประชิดจนแทบไม่มีช่องให้หลบ

แม้นางจะพยายามเบี่ยงตัว หมัดฉันก็ยังซัดเข้าด้านข้างเต็มแรงได้ยินเสียงกระดูกหักดังเปรี๊ยะ ร่างนางปลิวว่อนกระแทกต้นไม้ต้นหนึ่งจนแหลกเป็นเศษซาก

นางครางในลำคอ เลือดทะลักออกจากปากกระดูกซี่โครงทะลุออกมาโผล่พ้นเนื้อ

ฉันรักษาระยะห่างไม่คิดเข้าใกล้ให้เสี่ยง เพราะขาเริ่มเจ็บปวดและสั่นระริกการใช้ ‘ก้าววัวคลั่ง’ ติดต่อกันถึงสี่ครานั้นเกินกำลัง ฉันจึงไม่คิดเสี่ยงใช้มันซ้ำอีก

แม้อยากจะปลิดชีวิตนางเดี๋ยวนี้ แต่ฉันยังไม่พร้อมเดิมพันชีวิตตนเองเพื่อฆ่านาง

ทันใดนั้นก่อนจะทันได้วางแผนใดต่อ เสียงระเบิดดังสนั่นปานสวรรค์ถล่มแผ่นดินทลายดังขึ้น

แรงอัดสะท้านฟ้า พัดฉันและนางปลิวกระเด็นไปทั้งคู่

โอ้โฮ… งานนี้ถึงคราวต้องเผ่นแล้ว!

ฉันอาศัยแรงระเบิดดีดกายกระโจนไปตามกิ่งไม้ ไม่คิดหันหลังกลับไปดูเบื้องหลังว่าเกิดอะไรขึ้น

ฉันคิดจะกลับไปค้นร่างศัตรูคนก่อนหาแก้ยาพิษอยู่เหมือนกัน แต่หากฉันโดนพิษจริงอาการคงปรากฏไปนานแล้ว

มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละ ที่จะเอาพิษที่ต้องรอข้ามวันกว่าจะออกฤทธิ์มาทาดาบก่อนออกศึก

ตลอดทั้งวันฉันต้องวิ่งหนีไปในทิศทางตรงกันข้ามกับต้นตอของเสียงระเบิดเมื่อครู่ หาใช่ว่าฉันกลัวไม่… แต่เหตุการณ์เช่นนั้น ต่อให้โง่เขลาเพียงใดก็มิอาจอยู่รอคอยความตายเป็นแน่จวบจนกระทั่งฟ้าล่วงเลยใกล้รุ่ง ฉันจึงหยุดพักลงข้างธารน้ำใสสายหนึ่ง

ความจริงแล้วมิใช่เพราะฉันต้องการหยุด หากแต่ร่างกายฉันใกล้จะหมดสติเต็มที

ฉันค่อย ๆ แกะผ้าพันแผลออกจากแขนข้างที่บาดเจ็บ พินิจบาดแผลอย่างถี่ถ้วนเลือดที่ไหลออกก่อนหน้าแห้งกรังเป็นก้อนหนา ตัวแผลเองก็ดูจะปิดสนิทไปบ้างแล้ว แม้ยังเจ็บอยู่ยามขยับแขนแต่โชคยังเข้าข้างฉันอยู่บ้าง เพราะร่างกายของผู้บำเพ็ญเพียรย่อมแข็งแกร่งและฟื้นตัวเร็วกว่าคนธรรมดาหลายส่วน… หรือไม่เช่นนั้นฉันคงดวงดีผิดปกติ

ขณะปลดเปลื้องเสื้อผ้าออกเพื่อสำรวจบาดแผลทั่วร่าง สิ่งมีชีวิตตัวน้อยก็โผล่หัวออกมาจากกระเป๋าชั้นในของฉันเตรียมจะงับนิ้วฉันเข้าให้

"เกือบลืมเจ้าซะแล้ว ไอ้ตัวเล็ก" ฉันหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะตรวจสอบหนังสือสองเล่มที่ฉันพกติดตัวอยู่เสมอ

โชคดีที่หนังสือของฉันปลอดภัยดี หนังสือสถานะนั้นมีไว้สำหรับบันทึกค่าสถานะและข้อมูลอ้างอิงในอนาคต ส่วนอีกเล่มที่สำคัญยิ่งกว่าคือหนังสือข้อมูลที่รวบรวมทุกสิ่งเกี่ยวกับศาสตร์แห่งการบำเพ็ญเพียรไว้

ฉันยืนเปลือยกายอยู่ริมน้ำค่อย ๆ จุ่มปลายเท้าลงไปในธารเย็นเฉียบ ความเย็นเฉียบพลันแล่นขึ้นมาตามแนวสันหลังจนฟันกระทบกันกรอด

ร่างกายผู้บำเพ็ญเพียรของฉัน… ก็ยังมิอาจต้านทานความเย็นได้ดั่งใจหวัง

ผิดคาดอยู่ไม่น้อยฉันนึกว่าร่างนี้จะทนหนาวได้มากกว่านี้เสียอีก ก็อย่างที่ว่าเมื่อชินกับขีดความสามารถเหนือมนุษย์ไปแล้วพอพบเจอเรื่องเช่นนี้จึงอดผิดหวังไม่ได้

ฉันล้างกายอย่างระมัดระวังและทำแผลใหม่ให้เรียบร้อย สำรวจดูว่ามีอาการบาดเจ็บใดซุกซ่อนอยู่บ้าง นอกจากกระดูกแขนร้าวกับซี่โครงที่น่าจะร้าวเช่นกัน ทุกสิ่งดูเหมือนจะฟื้นตัวได้ดีโดยเฉพาะบาดแผลใหญ่ที่แขน

"อย่างน้อยก็ยังไม่หัวแตกตอนกระแทกต้นไม้หรอกนะ" ฉันพูดพึมพำกับเจ้าเต่าน้อยที่ยังคงขุดคุ้ยเสื้อผ้าฉันไม่เลิก

"จริงหรือไม่เล่า เจ้าตัวเล็ก?"

เจ้าสปีดดี้ไม่แม้แต่จะเงยหน้ามอง ยังคงเคี้ยวเสื้อผ้าฉันอย่างเมามัน

หรือว่าเจ้าเต่าตัวนี้เริ่มเข้าสู่ช่วงวัยต่อต้านเสียแล้ว? เด็กหนอเด็ก… โตเร็วยิ่งกว่าในโลกของฉันเสียอีก

ฉันนึกย้อนไปถึงช่วงวัยเยาว์ในชาติก่อนยุคที่อินเทอร์เน็ตยังไม่เฟื่องฟู มือถือก็ยังไม่ใช่ของทุกผู้ทุกคน ผู้คนสุมหัวทดลองสารพิลึกเผาของสูบยาตั้งวงร่ำสุรา ฉันไม่เคยเข้าใจว่าทำไมคนสมัยนั้นจึงบ่นว่าคนรุ่นหลังเอาแต่ก้มหน้ามองมือถือ อย่างน้อยการจ้องจอก็ปลอดภัยกว่าการกระทำเหล่านั้น

ฉันสะบัดหัวไล่ความคิดถึงวันวานออกไป

มันเป็นธรรมดาของผู้เติบใหญ่ที่มักจะย้อนคิดถึงวันคืนเก่า ๆ ยามไม่ต้องกังวลเรื่องงาน เรื่องภาษี เรื่องปากท้อง นั่นเองคือเหตุผลหลักว่าทำไมฉันจึงชื่นชอบโลกใบนี้แม้จะเต็มไปด้วยเหล่าผู้มีอำนาจวิปริต แต่ก็ไม่ใช่ว่าผู้กล้าจะมิอาจลิขิตโชคชะตาของตนเองได้

เมื่อชำระล้างคราบเลือดและร่างกายเสร็จสิ้น ฉันสวมเสื้อผ้ากลับตามเดิมก่อนจะเอนกายนอนลงบนพื้นหญ้า หยิบหญ้ากับรากไม้มาป้อนเจ้าเต่าน้อย

จากนั้นจึงฉีกแขนเสื้อยาวของตน ทำเป็นผ้าพันแผลอย่างหยาบ ๆ ซักล้างเสียก่อนแล้วนำไปวางบนก้อนหินข้างลำธารทิ้งไว้ให้แห้ง

ฉันสำรวจรอบด้านให้มั่นใจว่า ต้นหญ้าสูงเพียงพอจะอำพรางร่างตนเองได้ดีแล้วจึงล้มตัวลงนอน

ครู่หนึ่งเจ้าสปีดดี้จอมดื้อก็เลิกลุกลี้ลุกลน ปล่อยให้ฉันกอดไว้แต่โดยดีก่อนจะหลับปุ๋ยอยู่บนบ่าของฉัน ฉันจึงทอดสายตามองฟ้ากว้างสีครามเข้ม

เพิ่งจะเช้าตรู่เท่านั้นแสงอาทิตย์ยังไม่เจิดจ้ามากนัก

ฉันคิดเล่น ๆ ว่าอวกาศในโลกนี้จะเหมือนกับโลกเดิมของฉันหรือไม่ แล้วเคยมีผู้บำเพ็ญเพียรขี่กระบี่บินออกนอกโลกไปแล้วบ้างหรือเปล่า

ในความคิดวุ่นวายนั้นฉันนอนรอให้ผ้าพันแผลแห้ง เมื่อพร้อมจึงพันแผลใหม่เรียบร้อยจากนั้นยืดเส้นยืดสาย ตรวจสอบว่าอาการบาดเจ็บจะส่งผลต่อการเคลื่อนไหวอีกหรือไม่

สุดท้ายก็จับเจ้าเต่าตัวแสบที่ได้ลิ้มรสอิสรภาพอยู่สองสามชั่วยาม ยัดกลับเข้าไปในกระเป๋า

"อย่าได้ห่วงเลยสปีดดี้ หากวันใดฉันขึ้นเป็นผู้บำเพ็ญเพียรใหญ่จะซื้อคฤหาสน์ให้เจ้าอยู่ แถมจัดฮาเร็มเต่าให้เจ้าอีกชุด" ฉันกระซิบให้เจ้าเต่าน้อยฟัง มันโผล่หัวออกมาจากกระเป๋าเล็กน้อยเป็นเชิงรับรู้

ฉันก็ออกเดินทางต่อวิ่งฝ่าทุ่งหญ้าไปจนพบเส้นทางสายหนึ่ง ร่องล้อเกวียนขูดเป็นรอยยาวไปตามทาง ฉันจึงเลือกเดินเลียบไปในทิศตะวันตก

ทำอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้อยู่แล้วจึงเดินตามรอยทางนั้นไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็เห็นกำแพงเมืองปรากฏตรงหน้า

กำแพงสูงทาด้วยสีแดงอมชมพูพื้นผิวแต่งแต้มด้วยลวดลายสีเข้ม อาจเป็นอักขระค่ายกลหรือไม่ก็ตั้งใจขู่ขวัญพวกผู้บำเพ็ญเพียรระดับต่ำไม่ให้ก่อเรื่องแต่ฉันไม่คิดจะลองของ

เมื่อฉันเดินเข้าใกล้ประตูเมืองทหารยามสองนายในเกราะสีแดงเข้มดาบสีดำในมือแนบข้าง จ้องมองฉันเขม็ง

แตกต่างจากเมืองชิงเฉาก่อนหน้า ไม่มีแถวยาวเหยียดรอคิวเข้าสักคนเดียว…

จบบทที่ [เซียนเนิร์ด]_บทที่11_คัมภีร์ลับโจสตาร์ วิถีเอาตัวรอด!

คัดลอกลิงก์แล้ว