- หน้าแรก
- เซียนเนิร์ดทะลุมิติ
- [เซียนเนิร์ด]_บทที่9_เงาอันตรายกับบุรุษนิรนาม
[เซียนเนิร์ด]_บทที่9_เงาอันตรายกับบุรุษนิรนาม
[เซียนเนิร์ด]_บทที่9_เงาอันตรายกับบุรุษนิรนาม
บทที่ 9 - เงาอันตรายกับบุรุษนิรนาม
ชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งนี้หาได้แสดงอาการหวาดกลัวต่อสามพี่น้องผู้นั้นเลยแม้แต่น้อยเมื่อพวกเขาเดินทางกลับมา ซึ่งนั่นก็หมายความว่าคำบอกเล่าที่พวกเขากล่าวกับฉันก่อนหน้านี้ คงเป็นความจริงโดยมิได้โกหกแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นท่าทีตื่น ๆ ลน ๆ ของทั้งสามยามอยู่ต่อหน้าแม่ของตน
ยามที่ชายผู้ถือคันธนูเริ่มตะกุกตะกัก ฉันก็ก้าวออกไปข้างหน้า ประสานมือคารวะเล็กน้อยก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ “ท่านผู้สูงอายุข้าน้อยหลิวเฟิง ต้องขออภัยแทนบุตรชายของท่านหากวันนี้พวกเขายังมิได้ล่าของป่ามาเพราะ ข้าน้อยพลัดหลงเข้ามาและพวกเขาก็เมตตาช่วยเหลือข้าน้อยไว้”
ดูออกได้อย่างชัดเจนว่าสามพี่น้องนี้ต่างรักใคร่ผู้เป็นแม่ยิ่งนัก และสายตาอ่อนโยนกับท่าทางใจดีของนาง ก็บ่งบอกว่ามิใช่คนที่จะยินยอมให้บุตรตนกระทำความผิดเป็นแน่ เรื่องนี้ฉันอาจเก็บไว้ใช้เป็นแต้มต่อได้หากวันหน้าจำต้องขอแรง
“โอ๊ย ไม่เป็นไรหรอกพวกเขาเป็นเด็กใจดี บางทีความเมตตาเหล่านั้นก็มักจะได้รับผลตอบแทนบ้างเป็นครั้งคราวแต่แท้จริงแล้ว บุญคุณของความดีมักมิได้ตอบแทนกันในชาตินี้ หากแต่จะได้รับในภพหน้าเสียมากกว่า” นางกล่าวขึ้นพลางยิ้มบาง ๆ
ภพหน้าอย่างนั้นหรือ? ชาวบ้านสามัญชนในโลกนี้เชื่อเรื่องภพชาติและเทพเจ้าด้วยหรือ? จากความทรงจำของหลิวเฟิง พวกคนในตระกูลต่างนับถือบรรพชนและผู้ก่อตั้งตระกูลเป็นหลัก หาได้เคยพูดถึงเทพเจ้าหรือสวรรค์ชั้นฟ้าแม้แต่น้อย ดูเหมือนว่าผู้คนทั่วไปจะมีความเชื่อเฉพาะตน ต่างจากผู้บำเพ็ญเพียรผู้ไขว่คว้าหนทางเป็นเซียนเช่นฉันที่ไม่ใยดีเรื่องพรรค์นี้เลย
ฉันประสานมืออีกครั้งก่อนเอ่ย “หากจะรบกวนอีกหน่อย ช่วยให้ข้าน้อยพักแรมที่นี่สักคืนได้หรือไม่? ยามนี้ตะวันใกล้ลับขอบฟ้าแล้ว หากจะนอนกลางป่าแปลกถิ่นก็ดูจะอันตรายเกินไป แม้ว่าทางสำนักตะวันเพลิงจะกวาดล้างอสูรป่าออกไปมาก แต่พวกเขาก็มิอาจควบคุมได้ทุกหย่อมหญ้า”
“อ้อ เจ้าเองก็คงคล้าย ๆ กับแม่นางที่แวะมาวันนี้สินะ” นางพยักหน้าเบา ๆ “แต่เจ้าก็ไม่ตรงกับที่เขาบรรยายไว้เสียด้วยอย่างไรเสีย ข้าก็พอมีข้าวต้มที่ต้มไว้เหลือเล็กน้อย หากเจ้าหิวก็มาแบ่งกันกินได้”
แม่นาง? ยังมีคนอื่นมาก่อนฉันด้วยหรือ? ฉันนึกว่าหมู่บ้านนี้จะกันดารไร้ผู้คนสัญจรเสียอีก
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาอยู่กันอย่างยากจน ฉันจึงส่ายหน้าปฏิเสธอย่างสุภาพ
“ขอบคุณในความกรุณา แต่หมอผู้เยียวยาแนะนำให้ข้าน้อยงดอาหารสองวัน เนื่องด้วยเผลอกินของเน่ามาในเมืองชิงเฉา”
“โอ๊ยน่าสงสารนัก” สีหน้าของนางแปรเปลี่ยนเป็นกังวลขึ้นมาทันที “เจ้าไม่เจ็บป่วยอะไรมากใช่ไหม?”
ฉันรู้สึกผิดอยู่ครู่หนึ่งที่หลอกหญิงชราแต่ก็สายเกินกว่าจะถอนคำที่กล่าวไปแล้ว จึงกล่าวต่อ “ข้าไม่เป็นไรมากนักเป็นเพียงร้านอาหารชั่ว ๆ ที่ทางการสั่งปิดไปแล้วข้าว่าเจ้าของร้านมันเอาเศษซากเนื้อหมูเน่าจากกองขยะมาต้มขายเสียมากกว่า”
แต่ใช่ว่าฉันจะกังวลกับเรื่องโกหกนี้ สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกไม่สบายใจกลับเป็นเรื่องของบุคคลปริศนาผู้เสาะหาบางสิ่งในหมู่บ้านนี้มากกว่า ด้วยความใกล้ชิดกับเขตอิทธิพลของสำนักตะวันเพลิง มันเสี่ยงเกินกว่าจะไม่ระวังตัว
“นางได้บอกหรือไม่ ว่าตามหาใครอยู่?”
หญิงชราส่ายหน้า
“ข้าเองก็มิรู้ นางคุยแต่กับผู้เฒ่าประจำหมู่บ้าน ดูเหมือนว่าจะมาตามหาอะไรบางอย่างอยู่”
“แล้วข้าอาจจะไปพบกับผู้เฒ่าหมู่บ้านได้ที่ใด?”
“ขึ้นไปยังเนินเขาไปทางโน้น บ้านหลังนั้นน่ะแม้จะไม่ใหญ่โต แต่ก็อยู่สูงกว่าบ้านข้าสักหน่อย” นางหัวเราะเบา ๆ ราวกับนึกถึงเรื่องขบขันเก่า ๆ
ฉันพยักหน้า
“งั้นข้าจะไปพบเขาสักหน่อยจะได้ไม่เสียมารยาทต่อเจ้าถิ่น อันตัวข้าเป็นคนนอกย่อมสมควรคารวะ”
“โอ๊ย ไม่เป็นไรหรอกเขาคงไม่ถือ” หญิงชรากล่าว
แต่ฉันก็ยิ้มก่อนพูดต่อ “ข้าน้อยเป็นคนระวังตัวเคยชิน เคยเจอเรื่องไม่ดีมาก่อนจึงไม่อยากละเลยธรรมเนียม ไหน ๆ ก็จะถามเรื่องขบวนพ่อค้าเสียด้วย เผื่อจะฝากตัวร่วมเดินทางไปยังเมืองถัดไปได้”
“จริงนัก ทุกวันนี้ป่ารอบ ๆ ก็อันตรายขึ้นเยอะ เจ้าว่ามั้ยเมื่อสองปีก่อนมีคนตัดไม้ตายไปคนนึงแน่ะ”
ฉันคิดในใจเพราะฉันก็เพิ่งมาที่นี่ จะไปรู้อะไรได้แต่แสร้งยิ้มรับและพยักหน้า
“น่าสงสารนัก” หญิงชราก็เล่าต่อถึงโศกนาฏกรรมของชาวบ้านที่เสียชีวิตไม่หยุดหย่อน
คนเฒ่าคนแก่ก็มักเป็นเช่นนี้มีเรื่องเล่าไม่รู้จบ หากฉันแก่ไปคงหวังให้คนหนุ่มคนสาวอดทนฟังตนเช่นกัน
ฉันคิดในใจว่าถึงอยากรู้ว่าลูกหลานตนกลายเป็นโจรป่าหรือไม่ แต่นั่นก็ใช่ว่าจะช่วยอะไรได้
“ท่านแม่ ข้าจะพาท่านหลิวเฟิงไปหาผู้เฒ่า ส่วนฟู่โถวขวานหักข้ากับอวี่ฟู่จะช่วยกันไปหาขวานใหม่” ถู่เฟยกล่าวก่อนส่งยิ้มแหย ๆ มาให้
ดูเหมือนว่านางจะสายตาไม่ค่อยดี จึงมิทันเห็นท่าทีลนลานของบุตรชายจึงพยักหน้าและชวนฉันไปกินข้าวอีกครั้งฉันจึงปฏิเสธอีกครา
พอเดินห่างออกมาสิบก้าว ถู่เฟยก็โน้มตัวมากระซิบ
“ขอบคุณที่ไม่บอกแม่ข้า”
“ข้ามิใช่คนใจร้ายถึงขนาดลงโทษหญิงชราเพราะความผิดของลูกหลานที่โง่เขลา อีกอย่างหญิงชรามีอายุมากแล้ว หากต้องมารับรู้ว่าบุตรชายกลายเป็นโจรป่าคงเสียใจจนตรอมใจตายเสียก่อน”
ถู่เฟยพยักหน้าเบา ๆ ขอบคุณอีกครั้ง
เรามาถึงกระท่อมของผู้เฒ่าประจำหมู่บ้าน ซึ่งแทบไม่ต่างจากกระท่อมอื่น ๆ เลยต่างกันก็เพียงตั้งอยู่สูงกว่า
ถู่เฟยเคาะประตูไม้หยาบ ๆ ชายชราเฒ่าหนวดยาว ผมขาวโพลนใช้ไม้เท้าค้ำยันเดินเปิดประตูออกมา ท่าทางเหมือนคนที่มีขาข้างนึงอยู่ข้างหลุมแล้ว
“มีเหตุอันใดรึ?” ชายชราขมวดคิ้วใส่
ฉันก้าวออกไป
“ข้าน้อยหลิวเฟิง ขออนุญาต—”
“ข้าไม่สนชื่อเจ้า” ชายชราสวนขึ้น
เจ้าแก่จอมบ่นนี่เอง ฉันเจอคนแบบนี้มานักต่อนักจึงนิ่งเฉยไม่ตอบโต้
“ข้าได้ยินว่ามีแม่นางมาถามหาใครสักคน อยากทราบว่านางมีลักษณะท่าทางย่างไร”
สีหน้าชายชราขรึมลงก่อนพินิจมองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า
“ไม่ใช่หญิงธรรมดา นางเป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่มาตามหาชายหนุ่มผมแดงที่มักพูดกับตัวเอง”
ฉันรู้สึกเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง
พูดกับตัวเอง? แถมยังเป็นผู้บำเพ็ญเพียร? ฉันเริ่มคิดว่านี่มันอาจจะเกี่ยวข้องกับลัทธิเซียนที่มีความบ้า ๆ บอ ๆ ก่อนที่จะเกิดศึกใหญ่เสียแล้วเพราะส่วนใหญ่เรื่องราวการทำลายล้างในโลกเซียนก็มักเริ่มจากเรื่องแบบนี้
ฉันถามอย่างระวัง “แล้วแม่นางผู้นั้นเป็นคนเช่นไร?”
ผู้เฒ่าหัวเราะแห้ง ๆ “งามนัก ผมดำขลับแซมเส้นเงิน ผิวนวลผ่องราวหยกงามในตำนาน”
ได้ยินคำว่า ‘หยกงามในตำนาน’ ฉันก็ตัดสินใจได้ทันที
ฉันจะไม่ยุ่งกับเรื่องบ้า ๆ พรรค์นี้เด็ดขาด ฉันหันไปบอกถู่เฟย
“ฝากบอกแม่ของพวกเจ้าว่าข้าขอบคุณน้ำใจ แต่ข้าขอตัว”
“เอ่อ… ได้สิ” ถู่เฟยตอบอย่าง งง ๆ
ฉันก็มิได้สนใจฉันมาเพื่อตรวจดูว่าสามโจรนั่นยังพอมีหัวใจคนหรือไม่ และดูเหมือนฉันจะได้คำตอบแล้ว พวกเขามิใช่วายร้ายแบบนิยายข้างทาง แต่เป็นคนที่ยังมีแม่มีครอบครัวและมีเหตุผลส่วนตัว
ส่วนเรื่องจะเลิกทางโจรหรือไม่ก็แล้วแต่ใจพวกเขา ฉันเองก็ขู่ไว้แล้วหากยังไม่เข็ดก็สมควรโดนเซียนตัวจริงเชือด
แต่เมื่อหญิงงามผมดำขลับแซมเส้นเงิน ผิวนวลผ่องราวหยกงามในตำนานโผล่มา เรื่องมันเริ่มบ้าแน่ ฉันไม่อยากยุ่งและฉันก็ไม่ใช่แมวที่มีเก้าชีวิต
“ข้าน้อยขอลา”
ฉันพุ่งกายออกจากหมู่บ้านวิ่งเข้าสู่พงป่าลึกพอหยุดพักได้กลางป่า ฉันก็สูดหายใจลึกก่อนรับรู้ถึงความผิดปกติ
เสียงแมลงหายไป จากนั้นแผ่นดินก็สั่นสะเทือน
ตู้ม!
แรงระเบิดมหาศาลทำให้ฉันกลิ้งไปกับพื้น เมื่อหันไปมองเห็นกลุ่มควันมหึมาพวยพุ่งจากหมู่บ้าน
ฉันกำลังจะวิ่งกลับไปดู แต่พอเห็นสิ่งที่โผล่ออกมาจากกลุ่มควันก็ต้องหยุดชงัก
หมูป่าอสูรยักษ์สูงใหญ่กว่าต้นไม้ ร้องคำรามก้องป่า สิ่งชั่วร้ายระดับรวบรวมพลังปราณเป็นอย่างน้อย!
ฉันรู้ตัวว่าช่วยอะไรไม่ได้เซียนในโลกนี้มันช่างโหดจริง ๆ และเพียงระดับพลังห่างกันเพียงขั้นเดียวความต่างก็ราวฟ้ากับเหว
ซวยล่ะ…