เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

[เซียนเนิร์ด]_บทที่9_เงาอันตรายกับบุรุษนิรนาม

[เซียนเนิร์ด]_บทที่9_เงาอันตรายกับบุรุษนิรนาม

[เซียนเนิร์ด]_บทที่9_เงาอันตรายกับบุรุษนิรนาม


บทที่ 9 - เงาอันตรายกับบุรุษนิรนาม

ชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งนี้หาได้แสดงอาการหวาดกลัวต่อสามพี่น้องผู้นั้นเลยแม้แต่น้อยเมื่อพวกเขาเดินทางกลับมา ซึ่งนั่นก็หมายความว่าคำบอกเล่าที่พวกเขากล่าวกับฉันก่อนหน้านี้ คงเป็นความจริงโดยมิได้โกหกแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นท่าทีตื่น ๆ ลน ๆ ของทั้งสามยามอยู่ต่อหน้าแม่ของตน

ยามที่ชายผู้ถือคันธนูเริ่มตะกุกตะกัก ฉันก็ก้าวออกไปข้างหน้า ประสานมือคารวะเล็กน้อยก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ “ท่านผู้สูงอายุข้าน้อยหลิวเฟิง ต้องขออภัยแทนบุตรชายของท่านหากวันนี้พวกเขายังมิได้ล่าของป่ามาเพราะ ข้าน้อยพลัดหลงเข้ามาและพวกเขาก็เมตตาช่วยเหลือข้าน้อยไว้”

ดูออกได้อย่างชัดเจนว่าสามพี่น้องนี้ต่างรักใคร่ผู้เป็นแม่ยิ่งนัก และสายตาอ่อนโยนกับท่าทางใจดีของนาง ก็บ่งบอกว่ามิใช่คนที่จะยินยอมให้บุตรตนกระทำความผิดเป็นแน่ เรื่องนี้ฉันอาจเก็บไว้ใช้เป็นแต้มต่อได้หากวันหน้าจำต้องขอแรง

“โอ๊ย ไม่เป็นไรหรอกพวกเขาเป็นเด็กใจดี บางทีความเมตตาเหล่านั้นก็มักจะได้รับผลตอบแทนบ้างเป็นครั้งคราวแต่แท้จริงแล้ว บุญคุณของความดีมักมิได้ตอบแทนกันในชาตินี้ หากแต่จะได้รับในภพหน้าเสียมากกว่า” นางกล่าวขึ้นพลางยิ้มบาง ๆ

ภพหน้าอย่างนั้นหรือ? ชาวบ้านสามัญชนในโลกนี้เชื่อเรื่องภพชาติและเทพเจ้าด้วยหรือ? จากความทรงจำของหลิวเฟิง พวกคนในตระกูลต่างนับถือบรรพชนและผู้ก่อตั้งตระกูลเป็นหลัก หาได้เคยพูดถึงเทพเจ้าหรือสวรรค์ชั้นฟ้าแม้แต่น้อย ดูเหมือนว่าผู้คนทั่วไปจะมีความเชื่อเฉพาะตน ต่างจากผู้บำเพ็ญเพียรผู้ไขว่คว้าหนทางเป็นเซียนเช่นฉันที่ไม่ใยดีเรื่องพรรค์นี้เลย

ฉันประสานมืออีกครั้งก่อนเอ่ย “หากจะรบกวนอีกหน่อย ช่วยให้ข้าน้อยพักแรมที่นี่สักคืนได้หรือไม่? ยามนี้ตะวันใกล้ลับขอบฟ้าแล้ว หากจะนอนกลางป่าแปลกถิ่นก็ดูจะอันตรายเกินไป แม้ว่าทางสำนักตะวันเพลิงจะกวาดล้างอสูรป่าออกไปมาก แต่พวกเขาก็มิอาจควบคุมได้ทุกหย่อมหญ้า”

“อ้อ เจ้าเองก็คงคล้าย ๆ กับแม่นางที่แวะมาวันนี้สินะ” นางพยักหน้าเบา ๆ “แต่เจ้าก็ไม่ตรงกับที่เขาบรรยายไว้เสียด้วยอย่างไรเสีย ข้าก็พอมีข้าวต้มที่ต้มไว้เหลือเล็กน้อย หากเจ้าหิวก็มาแบ่งกันกินได้”

แม่นาง? ยังมีคนอื่นมาก่อนฉันด้วยหรือ? ฉันนึกว่าหมู่บ้านนี้จะกันดารไร้ผู้คนสัญจรเสียอีก

เห็นได้ชัดว่าพวกเขาอยู่กันอย่างยากจน ฉันจึงส่ายหน้าปฏิเสธอย่างสุภาพ

“ขอบคุณในความกรุณา แต่หมอผู้เยียวยาแนะนำให้ข้าน้อยงดอาหารสองวัน เนื่องด้วยเผลอกินของเน่ามาในเมืองชิงเฉา”

“โอ๊ยน่าสงสารนัก” สีหน้าของนางแปรเปลี่ยนเป็นกังวลขึ้นมาทันที “เจ้าไม่เจ็บป่วยอะไรมากใช่ไหม?”

ฉันรู้สึกผิดอยู่ครู่หนึ่งที่หลอกหญิงชราแต่ก็สายเกินกว่าจะถอนคำที่กล่าวไปแล้ว จึงกล่าวต่อ “ข้าไม่เป็นไรมากนักเป็นเพียงร้านอาหารชั่ว ๆ ที่ทางการสั่งปิดไปแล้วข้าว่าเจ้าของร้านมันเอาเศษซากเนื้อหมูเน่าจากกองขยะมาต้มขายเสียมากกว่า”

แต่ใช่ว่าฉันจะกังวลกับเรื่องโกหกนี้ สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกไม่สบายใจกลับเป็นเรื่องของบุคคลปริศนาผู้เสาะหาบางสิ่งในหมู่บ้านนี้มากกว่า ด้วยความใกล้ชิดกับเขตอิทธิพลของสำนักตะวันเพลิง มันเสี่ยงเกินกว่าจะไม่ระวังตัว

“นางได้บอกหรือไม่ ว่าตามหาใครอยู่?”

หญิงชราส่ายหน้า

“ข้าเองก็มิรู้ นางคุยแต่กับผู้เฒ่าประจำหมู่บ้าน ดูเหมือนว่าจะมาตามหาอะไรบางอย่างอยู่”

“แล้วข้าอาจจะไปพบกับผู้เฒ่าหมู่บ้านได้ที่ใด?”

“ขึ้นไปยังเนินเขาไปทางโน้น บ้านหลังนั้นน่ะแม้จะไม่ใหญ่โต แต่ก็อยู่สูงกว่าบ้านข้าสักหน่อย” นางหัวเราะเบา ๆ ราวกับนึกถึงเรื่องขบขันเก่า ๆ

ฉันพยักหน้า

“งั้นข้าจะไปพบเขาสักหน่อยจะได้ไม่เสียมารยาทต่อเจ้าถิ่น อันตัวข้าเป็นคนนอกย่อมสมควรคารวะ”

“โอ๊ย ไม่เป็นไรหรอกเขาคงไม่ถือ” หญิงชรากล่าว

แต่ฉันก็ยิ้มก่อนพูดต่อ “ข้าน้อยเป็นคนระวังตัวเคยชิน เคยเจอเรื่องไม่ดีมาก่อนจึงไม่อยากละเลยธรรมเนียม ไหน ๆ ก็จะถามเรื่องขบวนพ่อค้าเสียด้วย เผื่อจะฝากตัวร่วมเดินทางไปยังเมืองถัดไปได้”

“จริงนัก ทุกวันนี้ป่ารอบ ๆ ก็อันตรายขึ้นเยอะ เจ้าว่ามั้ยเมื่อสองปีก่อนมีคนตัดไม้ตายไปคนนึงแน่ะ”

ฉันคิดในใจเพราะฉันก็เพิ่งมาที่นี่ จะไปรู้อะไรได้แต่แสร้งยิ้มรับและพยักหน้า

“น่าสงสารนัก” หญิงชราก็เล่าต่อถึงโศกนาฏกรรมของชาวบ้านที่เสียชีวิตไม่หยุดหย่อน

คนเฒ่าคนแก่ก็มักเป็นเช่นนี้มีเรื่องเล่าไม่รู้จบ หากฉันแก่ไปคงหวังให้คนหนุ่มคนสาวอดทนฟังตนเช่นกัน

ฉันคิดในใจว่าถึงอยากรู้ว่าลูกหลานตนกลายเป็นโจรป่าหรือไม่ แต่นั่นก็ใช่ว่าจะช่วยอะไรได้

“ท่านแม่ ข้าจะพาท่านหลิวเฟิงไปหาผู้เฒ่า ส่วนฟู่โถวขวานหักข้ากับอวี่ฟู่จะช่วยกันไปหาขวานใหม่” ถู่เฟยกล่าวก่อนส่งยิ้มแหย ๆ มาให้

ดูเหมือนว่านางจะสายตาไม่ค่อยดี จึงมิทันเห็นท่าทีลนลานของบุตรชายจึงพยักหน้าและชวนฉันไปกินข้าวอีกครั้งฉันจึงปฏิเสธอีกครา

พอเดินห่างออกมาสิบก้าว ถู่เฟยก็โน้มตัวมากระซิบ

“ขอบคุณที่ไม่บอกแม่ข้า”

“ข้ามิใช่คนใจร้ายถึงขนาดลงโทษหญิงชราเพราะความผิดของลูกหลานที่โง่เขลา อีกอย่างหญิงชรามีอายุมากแล้ว หากต้องมารับรู้ว่าบุตรชายกลายเป็นโจรป่าคงเสียใจจนตรอมใจตายเสียก่อน”

ถู่เฟยพยักหน้าเบา ๆ ขอบคุณอีกครั้ง

เรามาถึงกระท่อมของผู้เฒ่าประจำหมู่บ้าน ซึ่งแทบไม่ต่างจากกระท่อมอื่น ๆ เลยต่างกันก็เพียงตั้งอยู่สูงกว่า

ถู่เฟยเคาะประตูไม้หยาบ ๆ ชายชราเฒ่าหนวดยาว ผมขาวโพลนใช้ไม้เท้าค้ำยันเดินเปิดประตูออกมา ท่าทางเหมือนคนที่มีขาข้างนึงอยู่ข้างหลุมแล้ว

“มีเหตุอันใดรึ?” ชายชราขมวดคิ้วใส่

ฉันก้าวออกไป

“ข้าน้อยหลิวเฟิง ขออนุญาต—”

“ข้าไม่สนชื่อเจ้า” ชายชราสวนขึ้น

เจ้าแก่จอมบ่นนี่เอง ฉันเจอคนแบบนี้มานักต่อนักจึงนิ่งเฉยไม่ตอบโต้

“ข้าได้ยินว่ามีแม่นางมาถามหาใครสักคน อยากทราบว่านางมีลักษณะท่าทางย่างไร”

สีหน้าชายชราขรึมลงก่อนพินิจมองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า

“ไม่ใช่หญิงธรรมดา นางเป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่มาตามหาชายหนุ่มผมแดงที่มักพูดกับตัวเอง”

ฉันรู้สึกเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง

พูดกับตัวเอง? แถมยังเป็นผู้บำเพ็ญเพียร? ฉันเริ่มคิดว่านี่มันอาจจะเกี่ยวข้องกับลัทธิเซียนที่มีความบ้า ๆ บอ ๆ ก่อนที่จะเกิดศึกใหญ่เสียแล้วเพราะส่วนใหญ่เรื่องราวการทำลายล้างในโลกเซียนก็มักเริ่มจากเรื่องแบบนี้

ฉันถามอย่างระวัง “แล้วแม่นางผู้นั้นเป็นคนเช่นไร?”

ผู้เฒ่าหัวเราะแห้ง ๆ “งามนัก ผมดำขลับแซมเส้นเงิน ผิวนวลผ่องราวหยกงามในตำนาน”

ได้ยินคำว่า ‘หยกงามในตำนาน’ ฉันก็ตัดสินใจได้ทันที

ฉันจะไม่ยุ่งกับเรื่องบ้า ๆ พรรค์นี้เด็ดขาด ฉันหันไปบอกถู่เฟย

“ฝากบอกแม่ของพวกเจ้าว่าข้าขอบคุณน้ำใจ แต่ข้าขอตัว”

“เอ่อ… ได้สิ” ถู่เฟยตอบอย่าง งง ๆ

ฉันก็มิได้สนใจฉันมาเพื่อตรวจดูว่าสามโจรนั่นยังพอมีหัวใจคนหรือไม่ และดูเหมือนฉันจะได้คำตอบแล้ว พวกเขามิใช่วายร้ายแบบนิยายข้างทาง แต่เป็นคนที่ยังมีแม่มีครอบครัวและมีเหตุผลส่วนตัว

ส่วนเรื่องจะเลิกทางโจรหรือไม่ก็แล้วแต่ใจพวกเขา ฉันเองก็ขู่ไว้แล้วหากยังไม่เข็ดก็สมควรโดนเซียนตัวจริงเชือด

แต่เมื่อหญิงงามผมดำขลับแซมเส้นเงิน ผิวนวลผ่องราวหยกงามในตำนานโผล่มา เรื่องมันเริ่มบ้าแน่ ฉันไม่อยากยุ่งและฉันก็ไม่ใช่แมวที่มีเก้าชีวิต

“ข้าน้อยขอลา”

ฉันพุ่งกายออกจากหมู่บ้านวิ่งเข้าสู่พงป่าลึกพอหยุดพักได้กลางป่า ฉันก็สูดหายใจลึกก่อนรับรู้ถึงความผิดปกติ

เสียงแมลงหายไป จากนั้นแผ่นดินก็สั่นสะเทือน

ตู้ม!

แรงระเบิดมหาศาลทำให้ฉันกลิ้งไปกับพื้น เมื่อหันไปมองเห็นกลุ่มควันมหึมาพวยพุ่งจากหมู่บ้าน

ฉันกำลังจะวิ่งกลับไปดู แต่พอเห็นสิ่งที่โผล่ออกมาจากกลุ่มควันก็ต้องหยุดชงัก

หมูป่าอสูรยักษ์สูงใหญ่กว่าต้นไม้ ร้องคำรามก้องป่า สิ่งชั่วร้ายระดับรวบรวมพลังปราณเป็นอย่างน้อย!

ฉันรู้ตัวว่าช่วยอะไรไม่ได้เซียนในโลกนี้มันช่างโหดจริง ๆ และเพียงระดับพลังห่างกันเพียงขั้นเดียวความต่างก็ราวฟ้ากับเหว

ซวยล่ะ…

จบบทที่ [เซียนเนิร์ด]_บทที่9_เงาอันตรายกับบุรุษนิรนาม

คัดลอกลิงก์แล้ว