เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

[เซียนเนิร์ด]_บทที่6_เมืองชิงเฉา

[เซียนเนิร์ด]_บทที่6_เมืองชิงเฉา

[เซียนเนิร์ด]_บทที่6_เมืองชิงเฉา


บทที่ 6 – เมืองชิงเฉา

"ข้าขอทราบนามของท่าน?" ศิษย์ผู้หนึ่งที่ประจำอยู่หน้าประตูใหญ่ของสำนักเอ่ยถาม ช้ากวาดสายตามองศิษย์ที่เฝ้าหน้าประตูคร่าว ๆ พลางเห็นว่าผู้นั้นน่าจะมีอายุพอ ๆ กับฉันสวมอาภรณ์สีน้ำเงินอันเป็นเครื่องหมายของศิษย์สายใน ถือสมุดไม้เล่มหนึ่งพร้อมพู่กันอยู่ในมือ

"หลิวเฟิง" ฉันตอบเสียงเรียบ

เบื้องหน้าคือประตูขนาดมหึมาของสำนัก เงารูปทรงของมันราวกับถูกสรรค์สร้างมาเพื่อต้อนรับยักษ์ใหญ่โดยเฉพาะ ผนังหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์สูงตระหง่านทอดตัวยาวสุดสายตา ล้อมรอบภูผามหึมาซึ่งเป็นที่ตั้งของ สำนักตะวันเพลิง

"เหตุใดจึงออกจากสำนัก?" ศิษย์ผู้นั้นถามต่อ

"ข้ามีธุระต้องไปยังเมืองมนุษย์" ฉันตอบตามตรง

ศิษย์สายในพยักหน้า ก่อนจะยื่นป้ายไม้ขนาดเท่ากำปั้นมาให้ฉัน "ท่านสามารถออกจากสำนักได้ตามสะดวก แต่ขอเตือนว่าหากท่านหายตัวไปนานเกินหนึ่งเดือนโดยไม่มีการรายงาน สำนักจะถือว่าท่านเสียชีวิต และจะลบชื่อออกจากบัญชีศิษย์ของสำนักทันที"

เงื่อนไขเช่นนี้ก็มีด้วยหรือ? สำนักเซียนเช่นนี้ล้วนมีมาตรการเคร่งครัดกว่าที่ฉันคาดคิด ทว่าก็นับว่าไม่เกินความเข้าใจนัก หากคิดว่าสำนักตะวันเพลิงแห่งนี้ดำรงอยู่มาเป็นพันปีตามคำร่ำลือ การระมัดระวังย่อมเป็นสิ่งจำเป็น

ทันทีที่เท้าของฉันก้าวพ้นพรมแดนของสำนัก ความรู้สึกเย็นวาบพลันแล่นผ่านกระดูกสันหลัง

เมื่อก้าวออกจากสำนัก ฉันรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศโดยทันที มันเหมือนขาดกลิ่นอายบางอย่างที่เคยคุ้นราวกับแรงกดดันเลือนรางที่เคยอบอวลอยู่ได้จางหายไป ทว่าไม่อาจบอกได้ว่าความแตกต่างนั้นคือสิ่งใดกันแน่

ฉันส่ายหัวพยายามปัดเป่าความคิดฟุ้งซ่านน่าจะเป็นเพราะฉันก้าวผ่านค่ายกลบางอย่างเข้าแล้ว ต่อให้ผนังหินอ่อนจะอลังการเพียงใด ก็ยากจะต้านทานสัตว์อสูรหรือผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสูงได้ จึงสมควรมีค่ายกลป้องกันที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

ฉันหันกลับไปมองยังภูผาของสำนักตะวันเพลิงอีกครั้ง ดวงตาอดไม่ได้ที่จะเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง ยอดเขาสูงเสียดฟ้าถึงกับทะลุผ่านกลุ่มเมฆครึ้มจนมองไม่เห็นปลายยอด

“ภูเขาเอเวอเรสต์ยังต้องหลบให้เลยขอบอก” ฉันพึมพำก่อนจะหันกายกลับเดินไปตามทางหินที่ทอดยาวสู่โลกภายนอก

หลิวเฟิงจดจำเส้นทางรอบนอกของสำนักตะวันเพลิงได้เพียงเลือนราง แต่เขารู้ดีว่าหากติดตามเส้นทางหลวงสายหลักไปเรื่อย ๆ ย่อมต้องพาไปถึงเมืองมนุษย์ หรือดินแดนที่ผู้คนตั้งถิ่นฐานอยู่แน่นอน

หากกล่าวกันตามตรงการที่สำนักสามารถยึดครองภูเขาใหญ่เช่นนี้ได้ ย่อมไม่ใช่เรื่องธรรมดาเมื่อก่อนคงรุ่งเรืองกว่านี้เป็นแน่โดยเฉพาะเมื่อผู้ก่อตั้งอย่าง “มหานักพรตหมื่นตะวัน” ยังคงมีชีวิตอยู่

แม้ประวัติศาสตร์จะไม่เร้าใจเท่าเคล็ดวิชายุทธ์แต่ก็มีเสน่ห์ในตัวของมันเอง เช่น ปริศนาเกี่ยวกับชะตากรรมของมหานักพรตหมื่นตะวันที่ยังไม่เคยมีใครล่วงรู้

ที่นี่ต่างจากโลกเก่าของฉันตรงที่ประวัติศาสตร์ไม่ถูกบันทึกไว้ในตำราทุกเรื่อง เพราะผู้มีอายุยืนหลายร้อยปียังมีชีวิตอยู่ให้ถามได้โดยตรง

ประหนึ่งถามยูดาสถึงพระเยซู…

ยิ่งไปกว่านั้นผู้บำเพ็ญเพียรในขั้น “จิตกำเนิด” ต่างมีความเห็นไม่ลงรอยกันในเหตุการณ์เมื่อพันปีก่อน ซึ่งนั่นก็ให้มุมมองอันหลากหลายเกี่ยวกับอดีตที่แสนไกล

หากวันหนึ่งฉันได้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของเส้นทางเซียน ไม่ต้องหวาดกลัวเหล่าอสูรโบราณผู้สามารถปัดฉันให้สลายไปในพริบตา ฉันจะไปถามเหล่าผู้อาวุโสด้วยตนเอง แต่ก็นั่นแหละ... ยังอีกไกลนักแม้แต่จะมีชีวิตรอดไปถึงจุดนั้นไหมฉันก็ยังไม่แน่ใจนัก

ฉันล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ หยิบถุงใส่เหรียญทองขนาดเท่ากำปั้นออกมาตรวจดู ภายในยังเต็มเปี่ยมด้วยเหรียญทองซึ่งหลิวเฟิงได้รับจากครอบครัวก่อนออกเดินทางเข้าสู่สำนัก

หากวันใดฉันขัดสนแค่ส่งข่าวไปก็จะมีถุงทองอีกใบตามมาโดยไร้คำถามใด ๆ

หลิวเฟิงผู้นี้ไม่เคยให้ค่าแก่ทรัพย์สมบัติเช่นนั้น เพราะในฐานะคนของตระกูลใหญ่ทรัพย์สินของมนุษย์ย่อมเป็นเรื่องสามัญ ทว่าเขากลับใช้เงินน้อยนักส่วนใหญ่จะใช้เพียงหินวิญญาณซึ่งเป็นสกุลเงินของผู้บำเพ็ญเพียร

ขณะฉันสวมร่างเขา เขามีเพียงหินวิญญาณเม็ดเดียวทั้งที่จริงครอบครัวของเขามอบให้ถึงสิบสองเม็ด ทว่าเขากลับใช้มันหมดไปกับการเร่งบำเพ็ญเพียรจนก้าวจากระดับ “หลอมกายห้าดาว” เป็น “หลอมกายเจ็ดดาว” ภายในหนึ่งปี

นั่นมันสูญเปล่าโดยแท้หากเป็นฉัน ฉันจะนำสิบเม็ดนั้นไปซื้อสิทธิ์เข้าอ่านตำราบนชั้นสองของหอคัมภีร์โดยไม่ลังเล แต่หลิวเฟิงกลับคาดหวังว่าตนจะได้เป็นศิษย์สายในในไม่ช้าและสิทธิ์เช่นนั้นก็จะตามมาเองโดยไม่ต้องเสียหินวิญญาณ เขาจึงเห็นว่าการซื้อสิทธิ์นั้นคือการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

หนึ่งชั่วยามผ่านไป ฉันเดินอยู่บนเส้นทางสายหลักโดยไร้ผู้คน เงาภูเขาแห่งสำนักตะวันเพลิงยังคงตั้งตระหง่านอยู่ไกลโพ้น

ทำไมถนนสายนี้ถึงว่างเปล่าปานนี้? เหตุใดจึงไม่มีแม้แต่พ่อค้าหรือขบวนเกวียนบรรทุกเสบียงเสื้อผ้าปรากฏให้เห็น? ผู้บำเพ็ญเพียรในแดนมนุษย์มิใช่ล้วนมีทรัพย์มากมายดั่งสายน้ำหรอกหรือ?

แม้ภูเขาจะใหญ่โตเพียงใดก็ไม่น่าจะพึ่งตนเองได้โดยลำพัง

หรือว่า... พวกเขาใช้มิติย่อยในการเพาะปลูกพืชผลกันหมดแล้ว?

ถึงในความทรงจำของฉันไม่มีอะไรแบบนั้น นอกจากแหวนเก็บของที่ยังใช้งานได้... แต่มิติเช่นนั้นก็ใช่ว่าจะไม่มีอยู่จริงเสียทีเดียว

ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังสงสัย ทำไมไม่มีป้ายบอกทางเลยล่ะ? แล้วศิษย์ทั้งหลายเดินทางกันอย่างไร?

ฉันจึงเร่งฝีเท้าจนกลายเป็นวิ่งเหยาะ ๆ ผ่านผืนป่ารกทึบและในที่สุดก็พบกับเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง

***

เหมาจื่อรับหน้าที่เป็นทหารยามประจำเมืองชิงเฉามาเกือบสิบปีแล้ว ตลอดช่วงเวลานั้นเขาได้พบเห็นผู้บำเพ็ญเพียรนับไม่ถ้วนที่ผ่านเข้าออกประตูเมืองแห่งนี้… นั่นนับเป็นทั้งเรื่องที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุด และก็เป็นสิ่งเลวร้ายที่สุดในหน้าที่ของเขาเช่นกัน

บางคนหยิ่งยโสราวเทพเหนือโลก บางคนโหดร้ายไร้มนุษยธรรม ขณะบางคนกลับเปี่ยมด้วยเมตตา ใจดีดั่งนักพรต นอกจากนี้ยังมีผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรบางคนที่พยายามสร้างภาพลักษณ์ลึกลับเกินตัว ซึ่งเหมาจื่อก็ได้แต่ส่ายหน้าในใจโดยมิได้กล่าววาจาใดออกมา พวกเขาเหล่านั้นล้วนยังเยาว์วัยเป็นเพียงศิษย์นอกสำนักแห่งสำนักตะวันเพลิง ซึ่งยังถือว่าเด็กนักในสายตาของเขา

แต่ครั้งนี้ต่างออกไป — ศิษย์ผู้มาเยือนมิได้หยิ่งผยองกลับเอ่ยถามเรื่องราวของชีวิตทหารยามราวกับสนทนากับสหายเก่า เหมาจื่อจึงไม่อาจหักใจไม่ตอบโต้ด้วยไมตรี บรรยากาศจึงแปรเปลี่ยนเป็นเป็นกันเองอย่างน่าแปลกแม้จะสนทนาอย่างสุภาพ แต่เหมาจื่อก็ยังไม่ลดความระวังลง แม้เพียงน้อยเพราะการข้องเกี่ยวกับผู้บำเพ็ญเพียรนั้นคือดาบสองคม เขาไม่มีวันยอมปล่อยให้ภรรยาเป็นหม้ายหรือบุตรสาวกลายเป็นกำพร้าเพียงเพราะความประมาท

กระนั้น เขาก็ไม่อาจมองข้ามท่าทีอ่อนน้อมของชายหนุ่มผู้นั้นได้เลย

"ว่าแต่…เหตุใดบริเวณนี้ถึงดูเงียบเหงานัก? มีผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรสัญจรผ่านที่นี่บ่อยหรือไม่?" ชายหนุ่มเอ่ยถามอย่างสงสัย

เหมาจื่อยักไหล่เบาๆ "โดยมากแล้ว ผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรจากนอกสำนักตะวันเพลิงจะไม่ผ่านมาทางนี้ แม้แต่การคัดเลือกศิษย์ก็ยังไปจัดในเมืองใหญ่ใกล้เคียง ทั้งนี้ก็เพื่อให้เรารักษามาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด"

นับแต่ผู้นำสำนักคนใหม่ได้ขึ้นครองนั่งบัลลังก์เมื่อห้าร้อยปีก่อน สรรพสิ่งก็เปลี่ยนแปลงไป เขาวางกฎเกณฑ์ไว้ชัดเจนว่า หากศิษย์สำนักต้องการลงจากเขาไปสู่โลกมนุษย์ก็จะต้องมารวมตัวกันที่เมืองแห่งนี้ เพื่อลดความขัดแย้งกับผู้บำเพ็ญเพียรจากภายนอก

อย่างน้อยผู้คนก็บอกกันเช่นนั้น... ใช่ว่าเหมาจื่อจะอยู่มานานถึงขนาดเห็นการเปลี่ยนแปลงนั้นกับตาตนเอง

ผู้ปกครองเมืองชิงเฉาครองตำแหน่งมายาวนานตลอดศตวรรษที่ผ่านมา เคยเป็นผู้อาวุโสแห่งสำนักตะวันเพลิงและยังคงมีความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับสำนักดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ศิษย์จากสำนักตะวันเพลิงจึงไม่เคยก่อปัญหาหรือสร้างความวุ่นวาย หากเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นท่านอาวุโสผู้ดูแลจะเข้ามาดำเนินการจัดการอย่างทันที

ยิ่งเขาได้พูดคุยกับชายหนุ่มผู้นี้มากขึ้น ความลี้ลับที่เคยห่อหุ้มเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรและสำนักเซียน กลับดูห่างไกลน้อยลงกว่าที่คิด

"ถึงแล้วล่ะ ขออภัยแต่พวกยามอย่างพวกฉันไม่อาจผ่านจุดนี้ไปได้เจ้าจะต้องไปต่อเพียงลำพัง"

เหมาจื่อกล่าวพลางชี้ไปยังอาคารที่ดูคล้ายวิหาร ซึ่งผู้คนในอาภรณ์หรูหราประดับเครื่องประดับทองคำแปลกตาเดินเข้าออกอยู่ไม่ขาดสาย

พ่อค้าหลายรายมองมายังหลิวเฟิงด้วยสายตาลอบเหลือ แต่พอเห็นอาภรณ์ของสำนักตะวันเพลิงที่เขาสวมใส่ก็มิกล้าแม้แต่จะคิดสิ่งใดต่อ

ในสายตาของผู้บำเพ็ญเพียรพ่อค้าในแดนมนุษย์นั้นเป็นเพียงผู้อยู่ในขอบเขตอำนาจของสำนัก จะมั่งมีเพียงใด หากคิดก่อเรื่องกับผู้บำเพ็ญเพียรก็มีแต่จะสูญเปล่า

"ขอบใจ" หลิวเฟิงกล่าว ก่อนจะหยิบเหรียญทองในมือโยนไปยังเหมาจื่อ

เหมาจื่อรับมันไว้ได้ทัน ใบหน้าแสดงความประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด

แม้ค่าจ้างยามในเมืองชิงเฉาจะนับว่ามั่นคง แต่นี่...เหรียญทองเพียงเหรียญเดียว กลับมากกว่าค่าจ้างทั้งเดือนของเหมาจื่อเสียอีก

ยังไม่ทันได้เอ่ยขอบคุณ หลิวเฟิงก็ลับสายตาเข้าไปในหอการค้า ต่อมาเขาก็เดินกลับออกมาพร้อมถุงใส่เหรียญทองแดงและเงินเต็มมือ

"ขอบคุณมาก" เหมาจื่อโค้งศีรษะอย่างจริงใจ แม้เวลาที่ได้พูดคุยกันจะสั้นนัก แต่เขาก็อยากแสดงความซาบซึ้งอย่างจริงใจ

หลิวเฟิงโบกมือราวกับไม่ใส่ใจนัก รอยยิ้มบนใบหน้าแฝงด้วยความขบขัน "ไม่ต้องคิดมากหรอก พวกเราเป็นสหายกันไม่ใช่หรือ?"

"ถ้าเช่นนั้นข้าก็ขอพูดในฐานะสหายคนหนึ่งว่า...เจ้าช่างแปลกนัก" เหมาจื่อกล่าวด้วยรอยยิ้ม เขาไม่เคยพบผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรที่เป็นกันเองถึงเพียงนี้มาก่อน ส่วนใหญ่ล้วนยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางสั่งการผู้อื่นราวกับไม่ใช่มนุษย์

"ข้าปฏิบัติต่อผู้อื่นเช่นไร ก็เป็นเช่นที่ข้าอยากให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อข้าเช่นนั้น" หลิวเฟิงตอบด้วยท่าทีเป็นกันเอง

คำพูดและท่าทีของเขา ทำให้เหมาจื่อยิ่งสับสนในใจ... ชายหนุ่มผู้นี้ดูเหมือนจะไม่ตระหนักเลยว่าการกระทำของตนนั้นแปลกประหลาดเพียงใด

หรือจะยังมีผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรเช่นเขาอยู่อีก? หรือเพียงแค่พวกเย่อหยิ่งเท่านั้นที่ผ่านมายังเมืองนี้?

แต่เหมาจื่อเลือกจะเก็บความสงสัยไว้ในใจ เขารู้ดีว่าหลิวเฟิงคงมีเป้าหมายของตนไม่ควรก้าวก่าย

"เจ้ารู้หรือไม่ว่าจะสามารถหาซื้อเต่าได้ที่ไหน?" หลิวเฟิงเอ่ยขึ้นขณะทั้งสองมุ่งหน้าไปยังตลาด

"รู้สิ" เหมาจื่อตอบ

ระหว่างเดิน เขาก็อดถามไม่ได้ "ขออภัยที่ข้าถาม แต่เหตุใดเจ้าถึงต้องการเต่าด้วย?"

"มันเกี่ยวข้องกับเคล็ดวิชาที่ข้าฝึกอยู่หากเป็นเต่าวิญญาณจะดีมาก เพราะพวกมันรับรู้พลังปราณได้บ้าง มีศักยภาพในการฝึกตน ทว่าแม้แต่เต่าที่ฝึกเป็นอสูรขั้นต้นแล้วก็ยังมีราคาสูงลิ่วต้องใช้ศิลาวิญญาณนับสิบก้อนจึงจะแลกมาได้"

"เหตุใดจึงไม่ออกไปหาในธรรมชาติเล่า?" เหมาจื่อเสนอ

"หาเต่าอสูรที่ยังมีชีวิตในป่าธรรมชาติ… มันยากเย็นนัก" หลิวเฟิงกล่าวพลางซื้อเต่าตัวหนึ่งจากแผงขายอาหารสด เขาช้อนตัวมันขึ้นมาด้วยฝ่ามือสังเกตว่ามันมีขนาดเล็กนัก

"ข้าจะตั้งชื่อเจ้า…ว่า‘สปีดี้’(มันเป็นคำมาจากคำว่า speedy) ละกัน" หลิวเฟิงเอ่ยยิ้มขณะเอื้อมมือไปลูบกระดองเต่าตัวน้อย ทว่ากลับถูกมันอ้าปากงับเข้าใส่โชคดีที่หลิวเฟิงมีพื้นฐานบำเพ็ญเพียรมั่นคง จึงมิได้บาดเจ็บอันใด ขณะที่เต่าตัวน้อยกลับสะบัดหัวถอยหลังไปด้วยท่าทางเจ็บใจ

"ระวังปากหน่อยเจ้าหนู อย่าให้ฟันเจ้าหักก็แล้วกันนะ" หลิวเฟิงหัวเราะเบา ๆ

ว่าแต่มันมีฟันหรือเปล่านะ? อีกอย่างชื่อ ‘สปีดี้’ เมื่อนำมาพูดออกเสียง กลับฟังแปลกๆ ชอบกล

"ขอบใจสำหรับทุกอย่าง เหมาจื่อ" หลิวเฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจ มือข้างหนึ่งแตะลงบนบ่าของอีกฝ่าย แววตาเปี่ยมด้วยความจริงใจ "หากวันหนึ่งข้าก้าวไกลในเส้นทางแห่งผู้บำเพ็ญเพียรเจ้าก็มาทักข้าได้เสมอ"

"นี่เจ้ากำลังชวนข้าพึ่งบุญเพื่อนผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรไปตลอดชีวิตหรือไร?" เหมาจื่อแกล้งแหย่

"แน่นอน" หลิวเฟิงตอบกลับ ก่อนจะเริ่มก้าวจากไป "ไม่ต้องตามมาส่งหรอก ข้าจำทางได้แล้ว เอาเหรียญทองที่ให้เจ้าไปใช้พักผ่อนจากความน่าเบื่อของหน้าที่ยามเสียบ้าง"

เหมาจื่อมองตามแผ่นหลังของชายหนุ่มด้วยรอยยิ้ม มันน่าขันนัก... ตอนแรกเขายังหวาดกลัวอยู่เลย

ชายหนุ่มผู้นี้ช่างเป็นคนที่ดูหน้าค้นหาเหลือเกิน หลิวเฟิงเป็นคนประเภทที่สามารถผูกมิตรได้กับทุกผู้คน ไม่เหมือนผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรทั่วไปที่แยกตัวจากโลกภายนอก ปล่อยวางพันธะทางโลกจนสิ้น

"อ่าาา ท่านอาจารย์!" เสียงตะโกนดังลั่นปลุกเหมาจื่อจากภวังค์

เมื่อหันไป เขาพบชายหนุ่มอายุไล่เลี่ยกับหลิวเฟิง แต่แต่งกายยับยู่ยี่ใส่เสื้อคลุมสีดำพาดไหล่ ผมแดงเด่นสะดุดตาแม้ท่ามกลางฝูงชนแต่มีใบหน้าธรรมดาทั่วไปหากไม่ใช่เพราะเสียงอื้ออึงของเขา

เขากำลังพูดกับใครกัน? แล้วเหตุใดต้องมองข้างกายราวกับมีใครอยู่ตรงนั้น?

เหมาจื่อก้าวเข้าใกล้ชายหนุ่มผมแดง ในฐานะทหารยามเขามีหน้าที่ต้องจัดการเหตุรบกวนความสงบ

"ข้าไม่เข้าใจเลยว่าทำไมการคัดเลือกศิษย์สำนักตะวันเพลิงจึงไม่จัดในเมืองใกล้ ๆ มันไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย" ชายหนุ่มบ่นพึมพำ "แต่ก็ยังดีที่เราไม่มาเสียเที่ยว เพราะท่านอาจารย์เห็นเคล็ดวิชาระดับแผ่นดินนั่น"

อาจารย์? เขากำลังพูดกับใครกันแน่?

"เจ้าหนุ่ม อย่าพูดกับตัวเองเสียงดังนักเลย" เหมาจื่อเอ่ยเตือนเสียงของเขายังสุภาพอยู่ แต่ในใจเริ่มรู้สึกถึงความวุ่นวาย

เคล็ดวิชาระดับแผ่นดินงั้นหรือ? คิดไปเองหรือเปล่า?

ในที่อื่นหากพูดลอย ๆ เช่นนี้ คงมีเรื่องใหญ่แน่แม้เขาจะดูเหมือนป่วยทางใจก็ตามที

ใครเล่าจะบังเอิญพบเคล็ดวิชาระดับแผ่นดินได้ง่าย ๆ กัน?

"อ๋อ ขออภัยข้ายังไม่ชินกับมันน่ะ" ชายหนุ่มผมแดงตอบพร้อมเกาท้ายทอยด้วยท่าทีขี้เกียจ

จบบทที่ [เซียนเนิร์ด]_บทที่6_เมืองชิงเฉา

คัดลอกลิงก์แล้ว