เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

[เซียนเนร์ด]_บทที่5_ข้าชอบเต่ามากเป็นพิเศษ!

[เซียนเนร์ด]_บทที่5_ข้าชอบเต่ามากเป็นพิเศษ!

[เซียนเนร์ด]_บทที่5_ข้าชอบเต่ามากเป็นพิเศษ!


บทที่ 5 - ข้าชอบเต่ามากเป็นพิเศษ!

“นี่หนุ่มน้อยยังวนเวียนอยู่ที่นี่เพราะมองหาวิชาบำเพ็ญเพียรใหม่ๆ อยู่หรือ?” ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราเอ่ยถาม พลางยิ้มอย่างอ่อนโยนบนใบหน้า

เวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์นับตั้งแต่ฉันเริ่มฝึกฝนก้าววัวคลั่งแม้กระนั้น ฉันก็ยังยึดถือเป็นกิจวัตรที่จะมาเยือนหอคัมภีร์ทุกวัน ซึมซับศาสตร์ความรู้จากตำราต่าง ๆ ก่อนเข้าสู่การฝึกฝนประจำวันแม้การฝึกวิชาระดับสามัญมากมายนั้นจะเป็นการสิ้นเปลืองเวลา แต่การอ่านศึกษาไม่ได้ทำให้เสียเวลามากนักแถมยังเป็นการให้ร่างกายและจิตใจได้หยุดพักไปในตัว

ใครจะรู้เล่าบางทีความรู้เรื่องวิชาระดับสามัญเหล่านี้ อาจช่วยชีวิตฉันไว้ในวันที่ต้องประมือกับผู้ที่ใช้มันก็เป็นได้

ความก้าวหน้าในการฝึกฝนก้าววัวคลั่งเป็นไปอย่างน่าพึงพอใจตามคาด ทว่าสิ่งที่ทำให้โลหิตฉันร้อนพล่าน กลับเป็นความท้าทายในการควบคุมและหาวิธีรับมือกับท่วงท่าที่ตรงไปตรงมานั้น อย่างไรก็ดีฉันยังคงรับผลสะท้อนกลับของมันได้ไม่ดีนัก ฉันใช้มันได้ไม่เกินสามครั้งต่อวันและแม้แต่ครั้งที่สามก็ยังส่งผลต่อร่างกายฉันถึงขีดจำกัด ทำให้ฉันเดินแทบไม่ไหวอยู่นานหลายชั่วยาม

กระนั้นฉันก็ไม่ได้ปริปากบ่นถือว่าเป็นการฝึกขาที่ดี แต่เว้นว่าฉันจะสามารถบรรลุขอบเขตหลอมกายแปดดาวหรือเก้าดาวอย่างปาฏิหาริย์ ขีดจำกัดนี้ก็คงไม่มีทางเปลี่ยนแปลง

“ข้ากำลังค้นหาวิชาที่เน้นการป้องกัน วิชาที่สามารถรับมือทั้งแรงกระแทกจากภายนอกและแรงสั่นสะเทือนจากภายใน” ฉันกล่าว ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราพยักหน้าเบา ๆ โดยไม่ได้กล่าวเสริมสิ่งใด

ฉันไม่ได้รู้สึกเสียขวัญที่เขาไม่ได้ให้คำชี้แนะใด ๆ เพราะที่จริงแล้ว ฉันสนิทสนมกับชายชราคนกวาดลานมากกว่าเสียอีก

ศิษย์บางคนลอบมองมายังฉันด้วยสายตาแปลกประหลาดยามที่ฉันพูดคุยกับผู้อาวุโสผู้ดูแลตำรา เมื่อฉันปฏิบัติดีกับคนของศาลาอาหาร พวกเขาไม่ใส่ใจนักเพราะมองว่าพวกนั้นเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา ในสายตาพวกเขา ฉันคงดูเป็นตัวตลกที่เสียเวลาคุยกับคนรับใช แต่การผูกสัมพันธ์กับผู้อาวุโสผู้ดูแลตำรานั้นเป็นอีกเรื่องนึงโดยสิ้นเชิง บุรุษผู้นี้คือหนึ่งในผู้อาวุโสของสำนัก ผู้เฝ้ารักษาวิชาเอาไว้มากมาย หากใครได้สนิทสนมกับเขา ก็อาจใช้ความสัมพันธ์นี้ขอสิทธิพิเศษบางอย่างได้

ด้วยเหตุนี้เอง ผู้อาวุโสผู้นี้จึงมักเปิดใจให้เข้าหาได้มากกว่าในช่วงเวลาที่ศิษย์คนอื่นไม่ได้แวะเวียนเข้ามา

“ดูสิว่าแมวตัวไหนลากเจ้ามาอีกแล้ว” เสียงแหบพร่าพร้อมอารมณ์ขันของชายชราคนกวาดลานดังขึ้น เขายืนอยู่ข้างฉันโดยไม่รู้ตัวที่ฉันไม่รู้ตัว

ฉันเหลือบมองไปยังประตูหน้าตำหนัก ไม่ได้มีผู้ใดเข้ามาเลยสักคนแล้วเขาเข้ามาเมื่อใดกัน?

“ท่านมาจากที่ใดกัน?” ฉันกระซิบถามด้วยความระแวง

หากชายชราผู้นี้มีพลังการบำเพ็ญเพียรที่ซ่อนเร้นไว้จริง เขาก็ช่างเก่งกาจในการปกปิดเสียเหลือเกิน อีกทั้งเขายังดูไม่ใส่ใจต่อพิธีการ หรือคำพูดสวยหรูที่ผู้คนมักใช้เอาใจผู้อาวุโส

“ชั้นสอง” เขาตอบเรียบ ๆ พลางส่ายไม้กวาดประจำกายไปมา “ต้องทำความสะอาดข้างบนนั้นด้วย”

ผู้อาวุโสผู้ดูแลตำราหัวเราะเบา ๆ กลบเกลื่อนเป็นเสียงไอ เพื่อไม่ให้ศิษย์อีกครึ่งโหลในตำหนักหันมาสนใจ

เหตุใดกันฉันจึงรู้สึกราวกับว่าตนเองตกอยู่ในเรื่องขบขันของผู้สูงวัยสองคนนี้?

***

ซินหม่าเลื่อนแว่นออกจากสันจมูก สายตาจับจ้องไปยังแผ่นหลังของเด็กหนุ่มที่กำลังจากไป เขาค่อยๆ ใช้ชายผ้าเช็ดเลนส์แว่น ก่อนจะเหลือบมองไปยังชายชราเคราแพะผู้ถูกขนานนามว่า "เฒ่าเคราแพะหัวดื้อ" ซานซา สีหน้าของเขาค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด

เขาอยากจะสอบถามซานซาทันที ทว่าก็ต้องระงับอารมณ์ไว้เหล่าศิษย์บางคนยังคงเร่ร่อนอยู่ในหอคัมภีร์

หลายชั่วยามล่วงเลยไปแสงตะวันลาลับขอบฟ้า ศิษย์ทั้งหมดทยอยจากไปจนเหลือตำหนักว่างเปล่า เหลือเพียงซานซาที่ขึ้นไปชั้นสองเพื่อเติมชาเท่านั้น

“หนังสือจากชั้นสองเล่มนึงมาโผล่ที่นี่ได้อย่างไร?” ซินหม่าถามเสียงเรียบ

“เจ้าพูดถึงเรื่องอะไรหรือ?” ซานซาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ มือข้างหนึ่งลูบเคราแพะอย่างเฉื่อยชา

“ข้าเห็นหนังสือที่เด็กคนนั้นถืออยู่ มันไม่ใช่หนังสือของชั้นหนึ่ง เจ้าเห็นข้าเป็นคนโง่หรืออย่างไร เพื่อนเก่า?” ซินหม่ากดเสียงต่ำ “สิ่งที่เจ้าทำถือเป็นการฝ่าฝืนระเบียบของหอคัมภีร์ที่ข้ารับผิดชอบ เจ้าจะยอมเอามิตรภาพของเรามาแลกกับสิ่งนี้เชียวหรือ?”

ซานซาสบตากับซานซา สีหน้าดื้อรั้นอย่างที่สมญานาม "เฒ่าเคราแพะหัวดื้อ" บ่งบอก “ข้าเป็นเพียงคนแก่ผู้หลงๆ ลืมๆ เท่านั้นเอง”

“หลงลืมถึงขั้นทำหนังสือหล่นจากชั้นสองมาชั้นหนึ่งเลยรึ?” ซินหม่ายกคิ้วพลางถามอย่างไม่เชื่อ “เจ้าได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปแค่เติมชาเท่านั้น เจ้าไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะแตะต้องหนังสือบนชั้นสองด้วยซ้ำ”

บุคคลธรรมดาไม่สามารถเข้าถึงหนังสือบนชั้นสองได้หากไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ แม้ซานซาจะดูเป็นชายแก่ขี้บ่น แต่เขาก็เคยเป็นผู้ที่ไว้ใจได้มาโดยตลอดและไม่เคยแสดงพฤติกรรมฝ่าฝืนเช่นนี้มาก่อน

แต่ครั้งนี้ การกระทำของเขา...อาจแลกมาด้วยชีวิต

ในส่วนของเด็กหนุ่มนั้น ไม่มีสิ่งใดต้องกังวลนั เพราะมีบันทึกว่าเคยเกิดเหตุศิษย์พบคัมภีร์ผิดชั้นมาแล้ว ศิษย์ที่พบสามารถฝึกจากคัมภีร์นั้นได้จนกว่าจะถูกนำกลับไปเก็บไว้ที่เดิม นี่คือระเบียบที่ตำหนักอนุญาตให้ดำเนินไปได้ตามครรลอง

แต่สำหรับซานซา หากเรื่องนี้ถูกเปิดโปงโทษของเขาอาจรุนแรงถึงขั้นชีวิต

"หากหอพิพากษาตัดสินให้ข้าต้องตายก็ช่างเถอะ ข้าเองก็เหลืออายุอยู่ไม่กี่ปีแล้ว" ซานซากล่าวอย่างไม่สะทกสะท้าน เท่ากับยอมรับผิดโดยดื้อ ๆ

ซินหม่าสวมแว่นกลับไปช้า ๆ “ด้วยไมตรีอันยาวนาน ข้าจะไม่เปิดเผยเรื่องนี้ แต่เจ้าต้องเข้าใจว่านี่ได้บั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างเรา หากเจ้ากระทำผิดเช่นนี้อีก ข้าจะเป็นคนแรกที่ไปยื่นเรื่องขอให้ลงโทษเจ้าสูงสุด”

“ขอบคุณฟ้าดิน! ผลออกมาไม่เลวร้ายอย่างที่ข้าคิดไว้ ข้ายังไม่อยากส่งวิญญาณคืนปรโลกในตอนนี้หรอกนะ” ซานซาเป่าลมหายใจออกมาพร้อมเอนตัวกลับนั่งบนเก้าอี้อย่างโล่งอก

ดูเหมือนความกล้าหาญของเขาก่อนหน้านี้ แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงแค่เปลือกนอกเท่านั้น

"และเพื่อความชัดเจน ข้าทิ้งหนังสือไว้ให้เด็กนั่นเจอเอง ข้าไม่ได้ยื่นให้เขาโดยตรง หากเขาไม่สังเกตเห็น ข้าก็จะไม่พูดถึง มันก็จะวางไว้อยู่อย่างนั้น รอให้ใครคนอื่นมาเจอ" ซานซาอธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

"อ่า ใช่เจ้าซ่อนไว้ในโซนที่รวมตำราวิชาป้องกันระดับสามัญไว้แทบทั้งหมด แต่เจ้ากำลังหวังว่าเด็กหนุ่มผู้ที่ทบทวนทุกสิ่งอย่างรอบคอบ และไม่ปล่อยผ่านสิ่งใดเพียงเพราะชื่อฟังดูไม่น่าสนใจ จะมองข้ามหนังสือนั้นงั้นหรือ?" ซินหม่าถอนหายใจ "พูดตามตรง เจ้าก็เหมือนวางคัมภีร์นั้นบนถาดทองแล้วยื่นให้เขานั่นแหละ เจ้าเองก็รู้ดีว่าเขาต้องเจอมันแน่"

ซานซายักไหล่เบา ๆ โดยไม่คิดจะแก้ต่าง "มันจะช่วยให้เขาได้เปรียบในการตามทันพวกที่เกิดมามีต้นทุนมากกว่า เขาเป็นเด็กดีและมันน่าเสียดายหากเขาจะต้องล้าหลังเพียงเพราะไม่ใช่คนจากสายเลือดของสำนักตะวันเพลิง"

"เขามีตระกูลของตนเอง อย่าลืมสิ เขาไม่ได้เป็นมนุษย์ธรรมดาที่ยากจนไร้รากเหง้า" ซินหม่าตอบเสียงเย็น

"ใช่ แต่ข้าก็เลือกช่วยเขาอยู่ดี" ซานซาจิบชาเบา ๆ "จงมองว่านี่เป็นเพียงโชคดีของเด็กคนนึงเถิด"

"โชคดีที่ไม่มีโชคอยู่ในนั้นเลย" ซินหม่าตัดบท

ซานซาขยับไหล่อีกครั้งแล้วจิบชาลงคออึกนึง ซินหม่าถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย

ดูเหมือนว่าเด็กหนุ่มจะสามารถคว้าหัวใจของเพื่อนเก่าของเขาไปได้ เพียงแค่ยื่นชาถ้วยหนึ่งให้ทั้งที่ชาฟรีมีให้เติมอยู่บนชั้นสองของหอคัมภีร์

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมซานซาถึงไม่ได้ก้าวหน้าในการบำเพ็ญเพียร เขาเป็นคนที่มีอารมณ์นำเหตุผลมากเกินไปในสายตาของซินหม่า ทว่านั่นก็เป็นเหตุผลเดียวกันที่ทำให้ซินหม่าชอบใช้เวลาพูดคุยกับซานซา และยอมให้อภัยเขาในครั้งนี้ เพราะในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหลายมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่ยังคงเป็นความมนุษย์ได้อย่างซานซา

***

ฉันยืนอยู่เหนือโขดหินกลางผืนพงไพร สายตาจดจ่อแน่วแน่อยู่กับเคล็ดวิชาใหม่ที่เพิ่งได้รับมา — วิชาตั้งรับที่แฝงด้วยความลี้ลับน่าค้นหา

วิชาระดับเช่นนี้…เหตุใดจึงไปปรากฏอยู่บนชั้นแรกของหอคัมภีร์ได้? ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก ราวกับโชคชะตาเมตตาฉันเป็นครั้งแรกในชาติที่สองของฉันในภพนี้

เปรียบไปก็ไม่ต่างจากสวรรค์โปรยโชคใหญ่ลงมาให้!

แม้จะจัดอยู่ในระดับ "มนุษย์" แต่วิชา เกราะกระดองเต่าทองคำ นี้กลับเหนือชั้นกว่าวิชาทั้งหมดที่ฉันเคยเห็นบนชั้นแรก มันคือเคล็ดวิชาตั้งรับเชิงรับแบบเรื่อย ๆ ที่ค่อย ๆ เสริมแกร่งร่างกายให้แกร่งกล้ายิ่งขึ้นเรื่อย ๆ แก้จุดอ่อนที่ฉันเผชิญอยู่ได้อย่างพอเหมาะพอดี

ที่ผ่านมาฉันพยายามฝึกใช้วิชาสามแขนงพร้อมกัน ทั้งก้าววัวคลั่ง กับหมัดเขี้ยวทะลวง ซึ่งเป็นเรื่องยากยิ่ง เพราะแต่ละวิชานั้นกินแรงและสร้างความเสียหายแก่ร่างกายโดยเฉพาะกับขาและกล้ามเนื้อ

แต่เกราะกระดองเต่าทองคำเป็นวิชาแบบติดตัว เมื่อฝึกจนเชี่ยวชาญจะทำให้ร่างกายของฉันทนทานขึ้นอย่างถาวร สามารถลดแรงกระแทกและอาการบาดเจ็บจากการใช้สองวิชานั้นลงได้

อย่างไรก็ดี วิชานี้มีเงื่อนไขประหลาดอยู่ประการหนึ่งที่ฉันไม่อาจมองข้าม

“ข้าจำเป็นต้องมีเต่าหนึ่งตัว…”

ปัญหาคือเต่ามิใช่สิ่งที่จะหาซื้อได้โดยง่ายในตลาดของสำนัก แม้สถานที่แห่งนั้นจะคลาคล่ำไปด้วยสมุนไพรสวรรค์ เศษซากแห่งอสูรวิญญาณ หรือแม้แต่อวัยวะสัตว์อสูรล้ำค่าและโอสถชั้นยอด ทว่าในบรรดาของล้ำเลิศเหล่านั้นกลับไร้ซึ่งสิ่งที่ฉันปรารถนาแม้เพียงชิ้นเดียว

และนี่คงเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉันรู้สึกว่าการที่ตลาดของสำนักเน้นขายเพียงของเกี่ยวกับการบำเพ็ญเพียรนั้นช่างไม่สะดวกเอาเสียเลย

ยิ่งไปกว่านั้นภายในอาณาเขตของสำนักแทบไม่มีสัตว์ธรรมชาติหลงเหลืออยู่เลย ด้วยความหวาดกลัวว่าสัตว์เหล่านั้นอาจวิวัฒนาการกลายเป็นอสูรอำมหิต สำนักจึงได้ขับไล่และกวาดล้างพวกมันจนเกือบหมดสิ้น

เมื่อความจริงข้อนี้กระจ่างแจ้ง เป้าหมายต่อไปของฉันก็ปรากฏขึ้นทันที

ฉันต้องออกเดินทางไปยังเมืองมนุษย์ที่อยู่ไม่ไกลจากสำนัก เพื่อไปซื้อเต่าสักตัวกลับมาให้จงได้!

จบบทที่ [เซียนเนร์ด]_บทที่5_ข้าชอบเต่ามากเป็นพิเศษ!

คัดลอกลิงก์แล้ว