เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

[เซียนเนิร์ด]_บทที่3_หนุ่มเนิร์ดทำเรื่องเนิร์ด ๆ

[เซียนเนิร์ด]_บทที่3_หนุ่มเนิร์ดทำเรื่องเนิร์ด ๆ

[เซียนเนิร์ด]_บทที่3_หนุ่มเนิร์ดทำเรื่องเนิร์ด ๆ


บทที่ 3 – หนุ่มเนิร์ดทำเรื่องเนิร์ด ๆ

“คาราวะผู้อาวุโส ไม่ทราบว่าทานต้องการความช่วยเหลือหรือไม่?” ฉันเอ่ยถามชายชรา พร้อมโค้งศีรษะเล็กน้อยและประสานมือคำนับด้วยความเคารพตามธรรมเนียมที่พึงกระทำต่อผู้อาวุโส

เขาหันมามองฉันยกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย ก่อนจะขมวดคิ้วแล้วพูดออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าเป็นใคร?”

“เอ่อ... ข้าคือคนที่นั่งอ่านตำราในหอคัมภีร์ขอรับ แล้วก็เห็นว่าท่านยังขยันทำงานแม้อายุจะมากแล้ว ข้าเลยคิดว่าต่อให้จะแข็งแรงแค่ไหนก็ควรดูแลสุขภาพไว้บ้าง” ฉันพยายามพูดให้ฟังดูอ่อนโยนขึ้น โดยอ้อม ๆ เรียกเขาว่าแข็งแกร่ง เผื่อเขาไม่ใช่แค่คนแก่ ๆ ที่กวาดลานทั่วไป

ตราบใดที่ฉันไม่ไปกระตุกหนวดเสือมากเกินไป มันก็ไม่มีทางเสียหายอะไรโดยเฉพาะถ้าเขาเป็นยอดฝีมือที่ปิดบังตนอยู่ฉันอาจกลายเป็นเศษเนื้อแบน ๆ ก็ได้... บางทีฉันไม่น่ามายุ่งกับเรื่องนี้เลย

“ไม่ ข้าไม่ต้องให้ใครมาช่วยงานข้าทั้งนั้น” ชายชราพ่นลมหายใจแล้วหันกลับไปกวาดลานพื้นต่อ มือของเขาสั่นเล็กน้อยและต้องพิงไม้กวาดพักแรงเป็นระยะ ๆ

ฉันยืนมองอยู่เงียบ ๆ บางทีเขาก็อาจจะเป็นแค่ชายชราแก่เฒ่าคนนึงจริง ๆ ก็ได้ความคิดที่จะอาศัยเขาเพื่อหาประโยชน์เริ่มทำให้ฉันรู้สึกผิด เขาคงเป็นแค่ชายชราที่ไม่มีทางเลือกอื่นอกจากต้องมาทำงานในที่แบบนี้

ดูเหมือนโชคพระเอกจะไม่ได้ตกมาที่ฉันแต่อย่างใด ฉันก็ยังรู้สึกเห็นใจและแน่นอนว่ายังมีอะไรอีกมากที่ฉันอาจเรียนรู้ได้จากเขา

“งั้น... ให้ข้าไปเอาชามาให้ท่านได้หรือไม่”

โอเค ฉันพูดสิ่งที่ออกไปในแบบที่งี่เง่าที่สุดแล้วล่ะ

แต่บันไดของที่นี่มันชันและยาวพิลึกต่อให้เป็นฉันเดินขึ้นลงยังเหนื่อย แล้วเขาที่อายุมากขนาดนี้จะไม่ลำบากได้อย่างไร

ชายชราถอนหายใจ ก่อนจะหันกลับมา “เจ้าคิดอะไรอยู่กันแน่ ไอ้หนู?”

“จริง ๆ แล้ว...” ฉันหยุดไปชั่วขณะเพื่อหาคำพูดที่เหมาะสม แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจพูดตรง ๆ “ข้ารู้สึกสงสารท่าน แล้วก็สงสารท่านที่แก่ชราผู้นี้ที่ต้องทำงานหนักแม้อายุล่วงเลยเกษียณแล้วก็ตาม ข้าบางทีก็ไม่แน่ใจว่าข้าทำดีเพราะเป็นคนดี หรือเพราะกลัวว่าตัวเองจะลงเอยแบบนั้นในวันใดวันหนึ่ง ถ้าข้ากลายเป็นแบบนั้น ข้าก็หวังว่าอย่างน้อยจะมีเด็กหนุ่มคนไหนสักคนยื่นมือเข้ามาช่วยบ้าง... แล้วก็... ข้าก็อยากเรียนรู้อะไรบางอย่างจากคนที่ใช้ชีวิตในสำนักนี้มานาน เพราะในอาชีพที่คนมักตายก่อนแก่ ยังไงผู้เฒ่าก็ย่อมมีอะไรให้เรียนรู้แน่นอน”

เขาจ้องมองฉันด้วยสีหน้าที่ยากจะคาดเดาทำให้ฉันไม่รู้เลยว่าเขาคิดอะไรอยู่ แต่สุดท้ายเขาก็ถอนหายใจเบา ๆ อีกครั้งก่อนจะยักไหล่ “งั้นก็ไปเอาน้ำชามาให้ข้าหน่อยแล้วกัน”

อย่างน้อยฉันก็ไม่ถูกตบจนกลายเป็นก้อนเนื้อตราบเลือดบนพื้น แบบนี้ก็นับว่าเป็นชัยชนะเล็ก ๆ แล้วล่ะ

ฉันหันหลังแล้วเริ่มเดินลงบันไดและเพียงแค่ลงมาได้ครึ่งทาง ฉันก็รู้เลยว่างานนี้เหนื่อยใช่เล่น

แม้แต่สำหรับฉันเองก็เถอะเมื่อฉันกลับมาถึง ชายชราก็ยังกวาดพื้นอยู่ตรงจุดเดิมและในมือฉันถือถ้วยไม้บรรจุน้ำชาพร้อมฝาครอบเล็ก ๆ โชคดีที่ฉันวิ่งกลับมาเลยใช้เวลาไม่ถึงสิบห้านาที

อย่างไรก็ตามฉันหอบหายใจแรงและรู้สึกเหมือนปอดกำลังถูกไฟเผา นี่นับเป็นการฝึกที่ดีทีเดียวบางทีฉันอาจควรเพิ่มการวิ่งขึ้นลงบันไดเข้าไปในตารางฝึกเพื่อเสริมความอึด

“นี่ครับ ชาของท่าน” ฉันยื่นถ้วยชาให้ชายชรา

ชายชราขมวดคิ้วพลางรับถ้วยจากมือฉัน เขายกขึ้นดมเล็กน้อยก่อนจะนั่งลงตรงพื้นใกล้รูปปั้นนักปราชญ์ แล้วตบที่พื้นข้างตนเองเป็นเชิงนัย ๆ ให้ฉันนั่งด้วย ฉันรับสัญญาณนั่นแล้วนั่งลงข้าง ๆ เขา

เมื่อฉันจัดท่าทางนั่งเรียบร้อยเขาก็กล่าวขึ้นว่า “เจ้าช่างมีน้ำใจเกินคนหรือไม่ก็โง่จนเกินเยียวยา ทำไมต้องทำอะไรเช่นนี้ด้วย? เจ้านึกว่าผู้บำเพ็ญเพียรมีเวลาว่างเหลือเฟือรึ? เจ้าน่าจะเอาเวลาไปฝึกซ้อมเสียมากกว่า”

“การวิ่งขึ้นลงบันไดนับว่าเป็นการฝึกที่ดีนะขอรับ” ฉันยิ้มตอบทั้งที่เขาพูดประชด แล้วเอนหลังพิงฐานรูปปั้น “ไม่ว่าจะมีชีวิตอยู่หนึ่งปี ร้อยปี หรือพันปี มันก็ไม่มีความหมายหากข้าไม่ได้ใช้ชีวิตในแบบที่ข้าต้องการ ข้าอยากเอาชามาให้ท่าน ข้าก็ทำแล้วข้าไม่คิดว่านั่นเป็นการเสียเวลาเสียหน่อย ต่อให้ข้ามีชีวิตพันปีแต่ใช้เก้าร้อยปีหมกตัวอยู่ในห้องฝึก นั่นก็นับเป็นการมีชีวิตอยู่จริงหรือไม่?”

บางคนอาจมีอายุยืนยาวอย่างไม่น่าเชื่อ แต่หากต้องใช้ชีวิตส่วนใหญ่แบบไม่รู้วันรู้คืน ฉันก็ไม่เข้าใจว่ามันมีค่าอะไรนัก ผู้บำเพ็ญเพียรมักมองโลกด้วยสายตาแบบนั้น และเหล่าผู้อาวุโสเองก็ดูจะเป็นแบบนั้นเช่นกัน

ฉันหันไปมองเขาและประหลาดใจที่เห็นเขาเบิกตากว้าง เขาตกใจกับคำพูดฉันขนาดนั้นเลยหรือ?

“เฮอะ” เขาหัวเราะเบา ๆ “ข้าไม่เคยคิดมันในมุมนั้นมาก่อน”

นั่นทำให้ฉันรู้สึกว่าบางทีเขาอาจเป็นยอดปรมาจารย์ผู้เร้นกายอยู่ก็ได้ ฉันจึงยกมือคารวะด้วยความเคารพ “ข้าน้อยก็แค่แสดงความเห็นในฐานะศิษย์เล็ก ๆ เท่านั้น อาจผิดก็เป็นได้ แต่ที่ข้ามาที่นี่มิใช่เพื่อถกเถียงหรอก ข้าแค่อยากถามท่านบางเรื่องท่านอาวุโสผู้เปี่ยมไปด้วยปัญญา”

“ว่ามาเลย นี่อาจเป็นบทสนทนาที่ข้ารู้สึกสนุกที่สุดในรอบหลายปีเลยก็ว่าได้” เขาหัวเราะเสียงต่ำด้วยความพอใจ

"ข้าสงสัย...ทำไมถึงไม่มีแนวทางอื่นในการบำเพ็ญเพียรเลย? ไม่มีบันทึกหรือคำอธิบายอื่น ๆ เหลืออยู่บ้างเลยหรือ?" ฉันถามต่ออย่างใคร่รู้

เขาน่าจะอยู่ที่นี่มาหลายสิบปี ผ่านพบศิษย์สำนักมากมายนับหมื่นตลอดช่วงชีวิต

“ใครบ้างจะเสียเวลาเขียนบันทึกถึงแต่ความล้มเหลว?” ชายชรายักไหล่ “แม้ผู้บำเพ็ญเพียรจะมีอายุยืน แต่ก็ไม่มีใครอยากเสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระหรอก... เหมือนที่เจ้ากำลังเสียเวลากับข้าอยู่นั่นแหละ”

“ข้าไม่คิดว่าท่านไร้สาระนะ ท่านให้คำตอบที่มีค่ากับข้าแล้ว” ฉันพยักหน้า เขายักไหล่อีกครั้งแล้วจิบชาจากถ้วยอย่างไม่ใส่ใจในคำชมของฉัน

“ให้ข้าบอกเจ้าอะไรอย่างหนึ่งไหม วิถีบำเพ็ญเพียรในปัจจุบันถูกปรับปรุงมาโดยเหล่าบรรพชนตลอดหมื่น ๆ ปีและแทบไม่เปลี่ยนแปลงมานับพันปีแล้ว” เขาเงยหน้ามองฟ้า ราวกับย้อนคิดถึงอดีตที่ยาวนาน

แต่นั่นมันไม่สมเหตุสมผลเลย—หากมันถูกปรับปรุงมาอย่างต่อเนื่องจริง เหตุใดยังมีข่าวเล่าว่าในอดีตเคยมีผู้บำเพ็ญเพียรที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าใครในยุคนี้ บางคนยังข้ามข้อจำกัดด้านพรสวรรค์ได้อีกต่างหาก

ในอดีตยังมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเซียนผู้ทะลวงขอบเขตเหนือระดับจิตวิญญาณกำเนิดที่ท่องไปทั่วดินแดน

ฉันเล่าความคิดนี้ให้เขาฟังและเขาก็ลูบเครายาวสีขาวมีลักษณะเหมือนแพะของตนอย่างครุ่นคิด “หืม เจ้าพูดได้มีเหตุผลดี แต่ก็นั่นแหละไม่มีใครอยากแบ่งปันเคล็ดวิชาที่ตัวเองพัฒนามาด้วยความยากลำบากหรอก มันอาจสูญหายไปตามกาลเวลาหรืออาจเป็นเพราะเมื่อก่อนมีพลังปราณในอากาศมากกว่าตอนนี้”

เขายังยกเหตุผลอื่น ๆ ขึ้นมาอีกมากมายราวกับขุมทรัพย์แห่งข้อสันนิษฐานจากผู้คนมากหน้าหลายตาตลอดยุคสมัย

แต่ฉันก็เริ่มเข้าใจบ้างว่าทำไมการบำเพ็ญเพียรถึงหยุดอยู่แค่ระดับหนึ่ง

ในโลกนี้ “ความรู้” ก็คือ “พลัง” อย่างแท้จริง การรู้เคล็ดวิชาใดก็คืออำนาจผู้บำเพ็ญเพียรที่เปิดเผยเคล็ดวิชาของตนก็เหมือน...ในโลกเดิมของฉัน คงเทียบได้กับการบอกศัตรูว่าจะสร้างระเบิดนิวเคลียร์ยังไง แถมยังมอบเครื่องมือให้อีกด้วย

“ครั้งหนึ่งในอดีต เคยมีผู้บำเพ็ญเพียรผู้ยิ่งใหญ่ ที่พลังของพวกเขาเหนือเกินกว่าที่มนุษย์ทั่วไปจะเข้าใจได้” ชายชรากล่าว “แม้แต่ผู้ก่อตั้งสำนักของเรา ‘มหานักพรตหมื่นตะวัน’ ก็เป็นหนึ่งในผู้บำเพ็ญเพียรเหล่านั้น ว่ากันว่าไฟไม่อาจทำอันตรายเขาได้ และเขาสามารถดึงพลังแห่งสุริยันออกมาจากฝ่ามือได้ราวกับเป็นสิ่งธรรมดา”

แน่นอนเรื่องนั้นต้องถูกเล่าขานเกินจริงมาหลายชั่วอายุคน... มันต้องเป็นแบบนั้น ไม่อย่างนั้นก็คงอันตรายเกินกว่าที่จะรับมือไหว แต่มันต้องมีส่วนจริงอยู่บ้าล่ะ เช่น ทนทานต่อไฟเผาพลาญ ก็อาจจะเป็นไปได้ แม้จะขัดกับหลักฟิสิกส์และชีววิทยาในโลกเดิมของฉันก็ตาม

แต่นั่นล่ะ คือสิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุด—การได้ค้นหาความจริงเหล่านี้ด้วยตนเอง

แม้ฉันอาจต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ทั้งหมดรวมถึงทิ้งกฎฟิสิกส์แบบเดิมไปด้วย

“เจ้าเป็นคนตรงดี ข้าก็จะตอบตรง ๆ เช่นกัน ข้าไม่มีคำตอบสำหรับคำถามส่วนใหญ่ของเจ้าและก็ไม่เคยคิดจะถามมันด้วยซ้ำ” เขาวางถ้วยชาลงบนพื้น “บางทีนั่นอาจเป็นสิ่งที่ฉุดรั้งข้าไว้จากการก้าวหน้าทางบำเพ็ญเพียร แต่ข้ายังพอให้คำแนะนำเจ้าได้หนึ่งอย่าง เจ้าเป็นเด็กที่อยากรู้อยากเห็นก็จริง แต่อย่าเอาตัวเองไปทดลองอะไรพิลึก ๆ ล่ะ”

“ข้าอาจอยากรู้อยากเห็น แต่ข้าก็ไม่โง่นะ” ฉันตอบ

“นั่นก็ดี แต่ข้ารู้ว่าเจ้าไม่เหมือนคนอื่น” เขาหันมามองฉัน

“ไม่เหมือนอย่างไร?”

“ถ้าเป็นเด็กทั่วไป ป่านนี้คงจับข้าทรมานเพื่อเค้นคำตอบไปแล้ว หักนิ้วข้าทีละข้าง ขู่จะหักแขนขาด้วยซ้ำ”

บัดซบ! อะไรจะโหดร้ายขนาดนั้น!? ใครมันจะไปไล่กระทืบชายชราแก่ ๆ แบบนี้กัน!?

อ้อ ใช่… โลกเซียนแฟนตาซีที่บ้าบออะไรแบบนี้สินะ

“แน่นอน พวกนั้นไม่เคยทำได้หรอก” เขาหัวเราะเยาะ “เพราะพวกข้าส่วนใหญ่เป็นญาติหรือคนในของผู้บำเพ็ญเพียรที่ไร้พรสวรรค์ สำนักไม่อยากให้ใครแอบมาวางยาพิษในอาหารตอนงานเลี้ยงแล้วฆ่าพวกเรายกสำนักหรอก”

พิษเหรอ? ใช่สิ ขนาดคนธรรมดาก็ฆ่าผู้บำเพ็ญเพียรที่ประมาทได้

“มันเคยเกิดขึ้นจริงเหรอ?” ฉันถามอย่างไม่แน่ใจ

“แน่นอน ‘มหาปราชญ์สังหารเทพด้วยพิษ’ เคยล้างบางเหล่าศัตรูด้วยวิธีนี้ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มานักต่อนัก” เขาพยักหน้า “แต่อย่าห่วงเลย ตอนนี้สำนักต่าง ๆ มีมาตรการป้องกันแล้ว แต่ถึงกระนั้น…ก็มีบางคนกังวล เพราะเขาหายสาบสูญไปหลายร้อยปีแล้ว”

โอเค... ก่อนอื่นเลยชื่อนั่นมันอะไร? มหาปราชญ์สังหารเทพด้วยพิษ? ยาวและอลังการเกินไปปะ? แต่ก็นั่นแหละชื่อยาว ๆ งง ๆ มันคู่กับโลกเซียนอยู่แล้ว

“เอาล่ะ ข้าต้องกลับไปทำงานแล้ว เจ้าก็ควรใช้เวลาให้เป็นประโยชน์มากกว่ามาเสียเวลาให้กับคนแก่ ๆ อย่างข้า ข้าเองก็ขาเข้าโลงไปข้างหนึ่งแล้ว” เขาพูดติดตลก

ฉันลุกขึ้นแล้วบ่นยิ้ม ๆ “อย่ามาสอนวัยรุ่นอย่างข้าเลย ท่านมันเชยระเบิด... ในสายตาข้า”

เขารับมุกแล้วตบหลังฉันเบา ๆ “เจ้าน่ะใช้ได้เลยฝึกให้หนักเข้าอย่าตายเปล่า ๆ ก็พอ แล้วอย่าลืมเอาชามาฝากข้าด้วยล่ะถ้ายังคิดจะมากวน”

“งั้นข้าจะเอาชามาฝากท่านทุกวันเลย” ฉันตอบก่อนเดินจากไป เขาถอนหายใจเฮือกหนึ่งแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ

ชายแก่ผู้นี้มีอะไรให้เรียนรู้อีกมาก เขาเอาตัวรอดในโลกที่อันตรายนี้มาได้ ทั้งที่เป็นแค่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับต่ำ ฉันควรถามเคล็ดลับเอาตัวรอดในป่าไว้บ้างเพราะบางภารกิจในอนาคตก็จำเป็นต้องออกนอกสำนัก และไม่มีใครบอกได้หรอกว่าเจ้าอสูรระดับจิตวิญญาณกำเนิดจะโผล่มาเมื่อไร

บางคนอาจมองว่าเคล็ดลับจากเมื่อร้อยปีก่อนล้าสมัย แต่ในโลกแบบนี้สถานการณ์แทบไม่เปลี่ยนเลย ศิษย์ต้องเผชิญปัญหาเดิม ๆ การสอบศิษย์ การแข่งขันระหว่างสำนักและการแย่งชิงอำนาจ

ทำไมถึงยังเหมือนเดิม? คงเพราะผู้นำยังเป็นคนเดิม คนที่อยู่มานานนับศตวรรษและคิดถึงแค่การบำเพ็ญเพียรไม่สนใจความก้าวหน้าในเรื่องอื่น

ฉันเดินลงจากบันไดมุ่งหน้าสู่ป่าแห่งหนึ่งที่อยู่ภายในเขตสำนัก เป็นพื้นที่ปลอดภัยเหมาะกับการฝึกซ้อมโดยไม่เป็นจุดสนใจ

ฉันวางพู่กันกับสมุดลงบนก้อนหิน จากนั้นเดินไปยืนหน้าต้นไม้ต้นหนึ่ง กำหมัดแน่น เตรียมจะชกสุดแรง แม้เหตุผลและสัญชาตญาณจะบอกว่ามือฉันไม่หักแน่ ๆ แต่เศษความกลัวจากชีวิตเดิมก็ยังทำให้ลังเลอยู่เล็กน้อย

ฉันหลับตาแล้วจินตนาการว่าต้นไม้นั้นคือตุ๊กตาหมีนุ่มนิ่มแล้วจึงซัดหมัดใส่เต็มแรง

เมื่อฉันลืมตาสิ่งที่เห็นคือรอยบุ๋มบนลำต้นไม้ แม้มันจะหนากว่ารอบเอวของฉัน!

บัดซบ! ฉันนี่มันเหนือมนุษย์ชัด ๆ !

ใจเย็นก่อนฉันยังมัวตื่นเต้นไม่ได้ตอนนี้เรื่องคลั่งวิชาอะไรนั่น ไว้ค่อยว่ากันทีหลังก็แล้วกัน

ฉันไม่ได้มาตรวจสอบพละกำลังดิบของตนเองเท่านั้น ฉันหลับตา สูดหายใจลึกแล้วจินตนาการถึงหมัดที่สมบูรณ์แบบใช้เทคนิคหมัดที่เคยเรียนมา

หมัดของฉันพุ่งออกไป บิดหมุนกลางอากาศ เกิดลมหมุนเล็ก ๆ คล้ายเขี้ยวคม จุดศูนย์กลางอยู่ที่ข้อนิ้ว

หมัดเขี้ยวทะลวง!

หมัดกระแทกต้นไม้จนสั่นสะเทือน แล้วระเบิดเปลือกไม้หลุดออกมาชิ้นโต

ฉันมองรอยโหว่ด้วยปากอ้าค้าง ราวกับมีสว่านยักษ์เจาะทะลุลงไปบนต้นไม้ที่ข่าพึ่งพุ่งหมัดใส่

เหลือเชื่อจนฉันคิดว่ากฎฟิสิกส์ในโลกนี้มีไว้ประดับเฉย ๆ ซะมากกว่า!

ต้นไม้โค่นลง ฉันยืนมองนิ่งราวกับต้องมนต์

ฉันก็พอจะคาดดได้ว่าผลลัพธ์มันจะมาเป็นประมาณนี้ หมัดเขี้ยวทะลวงคือเทคนิคที่หลิวเฟิงในร่างนี้ฝึกจนชำนาญ แม้ฉันจะมีความทรงจำแบบกล้ามเนื้อ แต่ยังทำได้ไม่ดีเท่าเขา

น่าเหลือเชื่อที่นี่คือเทคนิคระดับต่ำที่สุด!

เทคนิคการต่อสู้ในโลกนี้ถูกแบ่งเป็น 4 ระดับ

- ระดับมนุษย์หรือระดับมรรตัย  — ใช้ฝึกพื้นฐาน คนทั่วไปใช้ได้

- ระดับปฐพีระดับพิภพ — วิชาขั้นสูง พลังอานุภาพเหนือวิชาธรรมดาหลายช่วงตัว ใช้ในการต่อสู้จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

- ระดับนภา —  ทักษะหายาก อานุภาพรุนแรง ทำลายเป็นบริเวณกว้าง ใช้ฆ่าศัตรูเป็นหมู่ หรือเปลี่ยนภูมิประเทศได้ในคราเดียว

- ระดับสวรรค์ — วิชาโบราณ/ต้องห้าม อานุภาพรุนแรงในระดับเปลี่ยนผืนปฐพี-สั่นสะเทือนหมู่บ้านหรือเมืองได้

หมัดเขี้ยวทะลวงอยู่ในระดับมนุษย์ — ขั้นที่ต่ำที่สุดบางคนโชคดียังหาซื้อได้ในตลาด

แม้เป็นเทคนิคที่บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ แต่มันก็ยังน่าทึ่งมาก!

เพียงแค่คิดถึงเทคนิคระดับนภาหรือสวรรค์ ฉันก็ใจเต้นแรงแล้ว

แต่ละระดับยังแบ่งเป็นขั้นต่ำ กลาง สูง หมัดของฉันอยู่ในขั้นกลางของระดับมนุษย์

ฉันลองฝึกอีกครั้งแต่คราวนี้หมัดปัดลมเฉย ๆ ฉันเริ่มลองบิดสะโพก ใช้แรงจากขาตามแบบการฝึกในโลกเก่าแต่ผมยาว ๆ ของฉันเหวี่ยงตบหน้าเหมือนหางม้า

แถมยังฟาดเข้าตาฉันอีกด้วย “โถ่เว้ย ใครมันคิดไว้ผมยาวนี่มันเท่กันฟระ?”

ฉันรวบผมแล้วใช้ผ้าพันแผลมัดรวมกันเป็นหางม้า ถึงอย่างนั้น พอเคลื่อนไหวเร็ว ผมก็ยังมาตีหน้าหรือบังสายตาอยู่ดี ฉันจึงตระหนักบางสิ่ง “ผมของข้าต้องถูกตัดแล้วล่ะ”เพื่อความเหมาะสมในการบำเพ็ญเพียร

หลิวเฟิงคนก่อนรักผมยาวของตนมาก แต่มันจะกลายเป็นอุปสรรคในการต่อสู้ แถมยังต้องดูแลรักษาอย่างยุ่งยาก ฉันว่าเสียเวลาเปล่า

“บาป!” เสียงในหัวตะโกนขึ้น—เป็นความทรงจำของหลิวเฟิงเก่าที่ฉันตัดสินใจจะเพิกเฉย

แต่ฉันยังลังเลอยู่—จะมีใครสังเกตมั้ยนะ? เพราะหลิวเฟิงคนก่อนรักผมมาก

บางทีฉันอาจใช้ข้ออ้างว่า ฉันตัดมันเพื่อแสดงถึงการตั้งปณิธานใหม่ก็ได้นะ

ด้วยความกังวลเล็กน้อย ฉันตัดสินใจจะตัดผมหลังจากจบการฝึกคราวนี้

ซินหม่ายังคงดูแลหอคัมภีร์เช่นทุกวัน ทว่าก็ต้องยอมรับว่าวันนี้มีสีสันกว่าวันอื่นอยู่บ้าง หาใช่เรื่องธรรมดาที่จะพบใครบางคนมัวหมกมุ่นอยู่กับตำราพื้นฐานได้ถึงเพียงนี้

อย่างน้อยเจ้าหนูนั่นก็ยังมีสัมมาคารวะในระดับที่พอยอมรับได้ ไม่ส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่น มิได้พยายามลักลอบนำตำราออกนอกตำหนักและยังนำตำรากลับเข้าที่อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เขากลายเป็นศิษย์รุ่นใหม่ที่ซินหม่าชื่นชอบมากที่สุด — ซึ่งไม่ใช่เกณฑ์ที่ยากเย็นนักเพราะซินหม่ามักจะไม่ชอบหน้าศิษย์รุ่นใดอยู่แล้ว โดยส่วนใหญ่ก็มีแต่ทำให้หน้าที่ของเขาลำบากขึ้น

ทันใดนั้นใครบางคนก็ย่างกรายเข้ามาพร้อมเสียงกระทบของวัตถุแข็งกับพื้นอันเป็นเอกลักษณ์ ซินหม่ารู้ได้ทันทีว่าเป็นชายชรา แต่ต่างจากทุกครั้งชายชรากลับมีรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้า พลางนั่งลงพร้อมถ้วยไม้เปล่าในมือ

"เจ้าคงไม่เชื่อหรอกว่า ข้าเจออะไรมาวันนี้"

"มังกรที่มีขานกกาอย่างนั้นหรือ?" ซินหม่ากล่าวตอบไป

"ไม่—เป็นสิ่งที่หายากยิ่งกว่านั้นเสียอีก ศิษย์ที่น่ารักน่าชัง" ชายชราพยักหน้ารับ "เจ้านั่นถึงกับรู้สึกเห็นใจข้าขณะที่ข้ากำลังทำความสะอาด"

ทำความสะอาด? ซินหม่าขมวดคิ้ว ก่อนจะนึกออกว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วก็หัวเราะเบา ๆ ตามด้วยชายชรา

ภายในเขตบางส่วนของสำนัก เช่นหอคัมภีร์และบริเวณโดยรอบการมีผู้ทำความสะอาดเข้าไปอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัย ด้วยเหตุนี้สำนักจึงว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านอักขระศาสตร์มาสร้างค่ายกลเวททำความสะอาดแทน

นอกจากนี้การให้ชายชราทำงานหนักก็มีความเสี่ยง เพราะคนที่อ่อนล้าทางร่างกายมักตกเป็นเป้าหมายของการล่อซื้อหรือถูกชักจูงจากอิทธิพลภายนอกได้ง่าย

มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในอดีต และสำนักตะวันเพลิงก็หาได้ผงาดขึ้นมาเป็นหนึ่งในสำนักอันเกรียงไกรแห่งทวีปพยัคฆ์ขาวได้เพราะความเลินเล่อไม่

เหตุผลเดียวที่ชายชรายังคงอยู่ที่นี่ทำหน้าที่ "ทำความสะอาด" ก็เพราะเขาไร้ภารกิจอื่นในวัยชรา เขาได้ละทิ้งเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรมานานและเพียงหวังจะใช้ช่วงปลายชีวิตอย่างสงบสุข

"เฮอะ เด็กคนไหนกันที่ทำให้ชายชราหัวดื้ออย่างเจ้าถึงกับเอ็นดูขึ้นมาได้?" ซินหม่าหลุดยิ้ม เขารู้ดีว่าการจะให้ใครเอ็นดูชายชราอย่างซานซาไม่ใช่เรื่องง่ายเลย — ชายชราผู้นี้หัวแข็งและอารมณ์บูดเป็นนิจ

"เฮ้! ข้าก็มีมุมน่ารักกับเขาเหมือนกันนะ เพียงแต่พวกเด็กสมัยนี้ไม่มีความอดทนพอจะเอาชนะใจใครได้ต่างหาก" ชายชราบ่นอุบอิบ

แม้ใบหน้าจะไม่อาจบ่งบอกอายุได้ แต่ในสำนักสตะวันเพลิงมีผู้สูงวัยแฝงตัวอยู่มากมาย และในบรรดาผู้เฒ่าที่ซินหม่ารู้จักไม่มีใครจะอารมณ์บูดได้เท่าซานซาอีกแล้ว

ถึงแม้ซานซาจะมีนิสัยขวางโลก แต่เขาก็ไม่ใช่คนที่ชอบพูดลับหลังถ้าเขาคิดอะไรเกี่ยวกับผู้อื่น เขาจะพูดออกมาตรง ๆ ดีกว่าพวกผู้อาวุโสในสำนักที่แสร้งทำดีต่อหน้าแล้วหักหลังด้วยรอยยิ้มปลอม ๆ

"ว่าแต่การทดสอบคัดเลือกศิษย์ใกล้จะเริ่มแล้วมิใช่หรือ? หวังว่าจะไม่มีรุ่นน้องหน้าใหม่ที่เก่งเกินไปเข้ามาหากเขายังไม่ถึงสิบแปดปีเต็ม เขายังสามารถเข้าสำนักในได้หากชนะในการประลองปีหน้า" ซินหม่าเอ่ย

"หึ เด็กนั่นไม่ใช่คนที่จะหวั่นไหวกับเรื่องพรรคนี้หรอก จากที่ข้าดูมาเขามิได้ใส่ใจเรื่องพรรค์นั้นแม้แต่น้อย ขอแค่บรรลุขั้นรวบรวมพลังปราณก่อนอายุยี่สิบ เขาก็เข้าสำนักในได้เช่นกัน" ชายชราสะบัดมือ พลางขยับเก้าอี้มานั่งในท่าที่สบาย

ไม่รู้เพราะเหตุใด ชายชราถึงเชื่อมั่นว่าเด็กหนุ่มผู้นั้นจะไปได้ไกลนักและซินหม่าก็ได้แต่ส่งใจอวยพรให้เขาโชคดี

การบรรลุขั้นรวบรวมพลังปราณก่อนอายุยี่สิบโดยปราศจากสิ่งช่วยเหลือนั้นถือเป็นเรื่องที่ยากยิ่งนัก เพราะเป็นจุดตันที่เลื่องลือที่สุดในหนทางแห่งการบำเพ็ญเพียร...

จบบทที่ [เซียนเนิร์ด]_บทที่3_หนุ่มเนิร์ดทำเรื่องเนิร์ด ๆ

คัดลอกลิงก์แล้ว