- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นจ้าวเวหา ข้าจะครองผืนฟ้าชั่วนิรันดร์
- ตอนที่ 49: ความตะลึงของซู่เจิ้นกั๋ว
ตอนที่ 49: ความตะลึงของซู่เจิ้นกั๋ว
ตอนที่ 49: ความตะลึงของซู่เจิ้นกั๋ว
ตอนที่ 49: ความตะลึงของซู่เจิ้นกั๋ว
แต่ลู่หยู่กลับไม่มีสีหน้าเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อยเมื่อได้ยินคำว่า “นิวเคลียร์”
อาวุธนิวเคลียร์…สุดยอดพลังทำลายล้างของมนุษยชาติ
เป็นดั่งไพ่ตายที่ทำให้มนุษย์กล้ายืนเผชิญหน้ากับสิ่งใดก็ตามบนโลกนี้
ในชีวิตก่อนของเขาก็เช่นกัน
แม้มนุษย์จะตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำหลังการฟื้นคืนของพลังสวรรค์และโลกแต่ในใจลึก ๆ แล้ว พวกเขากลับไม่เคยยอมรับว่า “อสูร” คือผู้เหนือกว่า
เพราะถ้าจวนตัวขึ้นมา ก็แค่กดปุ่มเดียวใช้ ‘นิวเคลียร์ถล่มมันให้ราบ!’
ความเชื่อนั้นมั่นคงมาก..จนกระทั่งอสูรระดับ B ปรากฏขึ้น!
เมื่อครั้งนั้น อสูร B ขั้นแรกได้เปิดฉากโจมตีใส่มนุษย์อย่างเปิดเผย
กองทัพมนุษย์สูญเสียอย่างหนัก สุดท้ายจึงตัดสินใจใช้ระเบิดนิวเคลียร์เพื่อยุติภัย
เจ้าสัตว์ร้ายนั่นยังไม่ทันเข้าใจด้วยซ้ำว่าอะไรคือ “นิวเคลียร์”
มันโดนพลังทำลายล้างระดับโลกถล่มใส่ตรง ๆ
แต่ผลลัพธ์กลับน่าตกใจ…มันไม่ตาย
แม้จะได้รับบาดเจ็บสาหัสแต่มันก็ยังมีชีวิตรอดออกมาได้!
จากวันนั้นเป็นต้นมา
อสูรระดับ B ทุกตนจึงเริ่มระมัดระวังตัวพวกมันเรียนรู้ที่จะหลบหลีก ไม่ยอมให้โดนถล่มตรง ๆ อีก
และเมื่อมนุษย์หมดไพ่ตาย…ความหวังทั้งหมดก็พังทลาย
โลกเข้าสู่ยุคมืดภายใต้การปกครองของอสูร
ในเมื่ออาวุธนิวเคลียร์ยังทำอะไรพวกมันไม่ได้..มนุษย์จะเหลืออะไรอีก?
ดังนั้น… วันนี้ ลู่หยู่ในร่างของอสูรระดับ B
จึงมาพบซู่เจิ้นกั๋ว เพื่อเปิดฉากการเจรจาระหว่างเผ่าพันธุ์เป็นครั้งแรก
“ท่านซู่” ลู่หยู่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“ข้ารู้ดีถึงพลังทำลายล้างของนิวเคลียร์
แต่ท่านคิดว่า…ท่านจะใช้มันเพื่อหยุดข้าได้จริงหรือ?”
เมื่อเห็นว่าซู่เจิ้นกั๋วยังไม่เชื่อ
ลู่หยู่ก็ไม่พูดเปล่า เขากลับลงมือแสดงให้เห็นชัด ๆ
ในพริบตาเดียว
สายฟ้าสีทองคำพวยพุ่งลงจากท้องฟ้า พลังอำนาจปานเทพเจ้าฟาดกระหน่ำลงสู่พื้น
แม้เพียงชั่วแวบหนึ่ง…แต่ “แรงกดดันจากฟ้าดิน” ที่ปลดปล่อยออกมานั้นช่างน่าสะพรึงกลัว
ซู่เจิ้นกั๋วหน้าซีดเผือด
“ท่านซู่” ลู่หยู่พูดอย่างสงบ
“ท่านเคยสัมผัสพลังของนิวเคลียร์มาแล้วสินะ งั้นบอกข้าหน่อยว่า..สิ่งที่ข้าเพิ่งใช้ไป เทียบกับนิวเคลียร์แล้วเป็นอย่างไร?”
ซู่เจิ้นกั๋วเงียบงัน ในใจเต้นระรัว
เขาเคยอยู่ในรัศมีของระเบิดนิวเคลียร์มาก่อน รู้ซึ้งดีถึงแรงอัด เสียงสะท้อน และความตายที่มาเยือนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่เมื่อครู่…ความรู้สึกนั้นกลับมาชัดเจนยิ่งกว่า
แรงกดดันจากพลังฟ้าผ่าเมื่อครู่นั้น…ทำให้เขารู้สึกเหมือนวิญญาณแทบจะหลุดออกจากร่าง
เขาไม่แน่ใจว่าอะไรรุนแรงกว่ากัน
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นอีกต่อไป
สิ่งที่แน่นอนก็คือ…หากลู่หยู่ใช้พลังนี้ในเจียงโจว เมืองทั้งเมืองจะล่มสลายทันที
ซู่เจิ้นกั๋วสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วกล่าวด้วยเสียงแน่วแน่
“ท่านลู่หยู่…ข้ายอมรับว่าท่านแข็งแกร่งอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน”
“แต่ถึงอย่างไร เราก็ไม่มีทางยกเจียงโจวให้กับอสูรเด็ดขาด! มนุษย์จะไม่มีวันยอมจำนน! จะไม่มีวันยอมเป็นทาสของอสูร!
ขอให้เจ้าตัดความคิดนี้เสียเถอะ!”
คำพูดตรงไปตรงมานั้น
แต่ไม่ได้ทำให้ลู่หยู่โกรธแม้แต่น้อย
เขาพูดขึ้นอย่างราบเรียบ
“ไม่ต้องห่วง ข้าไม่ได้ต้องการ ‘กดขี่’ มนุษย์สิ่งที่ข้าต้องการ…มีเพียงอย่างเดียว…ขอให้ทุกคนในเจียงโจว ยอมรับข้าเป็นผู้ปกครอง”
“และเพื่อแลกกับสิ่งนั้น ข้าจะปกป้องเมืองนี้จากอสูรตนอื่น…จะไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้ามา”
เมื่อเห็นว่าซู่เจิ้นกั๋วเป็นพวกหัวแข็งไม่ฟังเหตุผล
ลู่หยู่ก็ไม่รอให้เขาเอ่ยปฏิเสธ
“ท่านไม่ต้องรีบตอบปฏิเสธในตอนนี้หรอกเพราะไม่ว่าคำตอบจะเป็น ‘ตกลง’ หรือ ‘ปฏิเสธ’…ท่านก็ไม่มีอำนาจตัดสินใจอยู่ดี”
“หน้าที่ของท่าน…มีเพียงอย่างเดียวคือรายงานเจตนาของข้าไปยังผู้มีอำนาจสูงสุด”
หลังพูดจบ ลู่หยู่ก็เรียกพญาเหยี่ยวแห่งขอบฟ้าทมิฬเข้ามา แล้วออกคำสั่งอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“ทหารสิบคนใต้บัญชาของท่านซู่กำลังเดินทางมาทางนี้ เจ้าไปเลือกพรรคพวกมาสักกลุ่ม พาพวกเขาไปส่งที่เจียงโจวให้ถึงที่”
“และจำไว้…เจ้าต้องเป็นคนพาท่านซู่กลับไปด้วยตนเอง”
ซู่เจิ้นกั๋วยังอยากจะพูดอะไรอีก
“ลู่หยู่… ผมขอย้ำอีกครั้ง มนุษย์จะไม่มีวัน…”
แต่ลู่หยู่ไม่สนใจและโบกมือไล่เขาออกไปอย่างไม่เหลือเยื่อใย
มองร่างของซู่เจิ้นกั๋วที่ถูกบังคับให้จากไป
ลู่หยู่ก็หัวเราะเบา ๆ
“ท่านซู่… ท่านควรจัเข้าใจไว้ง่าในหมู่มนุษย์ ไม่ใช่ทุกคนจะเหมือนท่าน”
“ผู้คนส่วนมาก…ยิ่งมีอำนาจ ยิ่งโลภ ยิ่งหิวกระหาย”
“ความหวัง ข้าจะฝากไว้กับพวกเขา…ไม่ใช่กับท่าน”
อีกด้านหนึ่ง พญาเหยี่ยวแห่งขอบฟ้าทมิฬพาซู่เจิ้นกั๋วออกจากเขตของลู่หยู่
มันพาเขากลับมาที่อาณาเขตของตนเอง
พญาเหยี่ยวเปล่งเสียงร้องเบา ๆ เรียกพรรคพวกออกมา
ไม่นาน…นกอสูรสิบตัวปรากฏตัวตรงหน้า
ต่างสายพันธุ์กัน แต่ล้วนแข็งแกร่งระดับปลาย E ขั้นสูงสุด
จากนั้น พญาเหยี่ยวก็พาทั้งหมดมุ่งหน้าไปหากลุ่มทหารของมนุษย์ที่กำลังต่อหนรงหาท่านซู่
เมื่อพบกัน ฝ่ายมนุษย์เป็นฝ่ายตะโกนก่อน
“ท่านผู้บัญชาการ! ท่านปลอดภัยหรือไม่?!”
รองผู้บัญชาการตะโกนด้วยความดีใจ แต่เมื่อเห็นเหล่านกอสูรที่ตามหลังมา ใบหน้าก็ซีดเผือด
โดยเฉพาะเมื่อเห็นท่านซู่มากับพญาเหยี่ยวอย่าง “สนิทสนม”
ใจของรองผู้บัญชาการถึงกับสะท้าน!
หรือว่า… ท่านซู่จะทรยศแล้ว?
“ศัตรูบุก! เตรียมพร้อมปะทะกับศัตรู!!!”
เขาตะโกนสั่งการทันที
ซู่เจิ้นกั๋วรีบตะโกนห้าม
“ไม่ต้องสู้! พวกเขาไม่ได้มีเจตนาร้าย!”
แต่เสียงเขากลับถูกมองข้าม
ในสนามรบ คำสั่งที่ไม่ชัดเจน ไม่มีค่าอีกทั้งสายตาของเหล่าทหารก็เริ่มเปลี่ยนไปทีละน้อย
สงครามเล็ก ๆ จึงปะทุขึ้น
สิบต่อสิบ
แต่ทางฝั่งมนุษย์..เป็นเพียงระดับ E ขั้นต้น
ผลลัพธ์ย่อมไม่ต้องเดาให้มาก
พ่ายแพ้ยับเยิน
เหล่าทหารถูกจับตัวเอาไว้ คนละตัวกับนกอสูร
หมดเรี่ยวแรง ไม่มีใจจะสู้ต่อ
ระหว่างที่พวกเขากำลังบินกลับไปยังเจียงโจว
ทุกคนก็มองท่านซู่ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
เมื่อมาถึงฟากฟ้าเหนือเจียงโจว
สิ่งที่พวกเขาเห็นเบื้องล่างกลับทำให้ขนลุกขนพอง
นกอสูรยักษ์ร่างกายลุกเป็นไฟ
บินฉวัดเฉวียนอยู่เหนือเมืองอย่างโอหัง
ด้านล่าง—ทหารมนุษย์ประจำการแน่นหนา ปืนกล ปืนใหญ่ พร้อมรบทุกทิศทาง
ซู่เจิ้นกั๋วเห็นดังนั้นก็รีบพยายามดิ้นรน จะเข้าไปช่วย
แต่ก็ไม่อาจหลุดจากกรงเล็บของพญาเหยี่ยวได้
ระหว่างที่เขาร้อนใจอย่างหนัก
พญาเหยี่ยวกลับส่งเสียงร้องเบา ๆ ไปทางวิหคเพลิงยักษ์นั้น
และแล้ว ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น…
วิหคเพลิงที่แสนดุร้าย…กลับดับเปลวเพลิงลงทันที
แล้วบินเข้ามาหาอย่างสงบนิ่ง
“เจ้าคือลูกน้องของ ‘นายผู้ยิ่งใหญ่ท่านผู้ยิ่งใหญ่’ ใช่ไหม?”
“เจ้ามาทำอะไรที่นี่? แล้วคนพวกนี้คือใคร?”
เสียงของวิหคเพลิงเปี่ยมไปด้วยอำนาจ
แต่พญาเหยี่ยวกลับก้มหน้าต่ำ พูดด้วยท่าทีเคารพ
จากนั้นก็บอกทุกอย่างตามที่ลู่หยู่สั่งมา
เมื่อฟังจบ วิหคเพลิงก็หัวเราะเยาะหยันหันไปมองซู่เจิ้นกั๋วด้วยแววตาเหยียดหยาม
“นายท่านผู้ยิ่งใหญ่ของข้า…ช่างให้เกียรติพวกมันเสียจริง”
“จะปกครองเมืองๆ หนึ่ง…จำเป็นอะไรต้องถามความเห็นพวกมนุษย์ด้วยเหรอ”
“รู้ไหม…เมื่อครู่นี้ ถ้าไม่ใช่เพราะคำสั่งของท่านลู่ ข้าคงเผาเจียงโจวให้เหลือแต่เถ้าไปแล้ว!”
“แต่ในเมื่อนายท่านผู้ยิ่งใหญ่มีคำสั่ง…ข้าก็จะไม่ฝ่าฝืน แต่เจ้าจำไว้ให้ดี…ถ้ามนุษย์กล้าปฏิเสธไมตรีที่ท่านยื่นให้”
“ข้าจะเป็นคนแรก…ที่จะเผาเมืองพวกเจ้าทั้งเป็น!!”