- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นจ้าวเวหา ข้าจะครองผืนฟ้าชั่วนิรันดร์
- ตอนที่ 48: ความคิดของลู่หยู่
ตอนที่ 48: ความคิดของลู่หยู่
ตอนที่ 48: ความคิดของลู่หยู่
ตอนที่ 48: ความคิดของลู่หยู่
ซู่เจิ้นกั๋วเบิกตากว้าง
แม้เขาจะผ่านศึกใหญ่มานับไม่ถ้วน แต่ภาพตรงหน้ากลับทำให้เขาตะลึงจนพูดไม่ออก
อสูร…พูดได้?!
นี่มันช่างเหนือความเข้าใจของเขาโดยสิ้นเชิง!
แม้จะเคยมีการคาดการณ์ไว้ว่าเมื่อสัตว์กลายพันธุ์ถึงระดับหนึ่งมันจะมีทั้งพละกำลังและสติปัญญาเหนือมนุษย์
แต่ไม่มีใครคิดว่า วันหนึ่ง…อสูรจะสามารถ “พูดภาษามนุษย์” ได้จริง!
“ท่านบัญชาการซู่ ไม่ต้องตื่นตระหนกหรอก ข้าเชื่อว่า…ท่านน่าจะเคยเห็นข้าหลายครั้งแล้วนะ?”
น้ำเสียงของลู่หยู่ฟังดูสงบเรียบ
ราวกับเจ้าตัวคุ้นเคยกับสถานการณ์นี้เป็นอย่างดี
เขาเข้าใจดีว่า
ในชีวิตก่อน—ครั้งแรกที่มนุษย์รู้ว่าอสูรสามารถพูดได้ มันก็สร้างความตื่นตะลึงแบบพลิกโลกไม่น้อยเช่นกัน
ไม่นาน
ซู่เจิ้นกั๋วก็ค่อย ๆ เรียกสติกลับคืน เขาสูดลมหายใจลึก แล้วกล่าวด้วยเสียงนิ่ง
“ท่านพญาอินทรีทอง…มิทราบว่าท่านพาผมมาแบบนี้ ต้องการเจรจา ธุรกิจ อะไรกับผมเหรอ?”
แววตาของลู่หยู่ปรากฏร่องรอยชื่นชม
เขาเคยประเมินว่าซู่เจิ้นกั๋วเป็นคนเฉียบแหลมแต่ก็ยังไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะสามารถ รับมือกับเรื่องเหนือจริงแบบนี้ได้เร็วขนาดนี้
ไม่เพียงควบคุมอารมณ์ไว้ได้ยังสามารถโต้ตอบ และจับประเด็นของตนได้อย่างนิ่งสงบ
“ไม่ต้องรีบร้อน ถึงแม้ข้าจะเชิญท่านมาอย่างไม่สุภาพนัก แต่เจตนาข้าบริสุทธิ์”
ลู่หยู่เอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“เพื่อแสดงความจริงใจ…ข้ายินดีจะเปิดเผยบางสิ่งให้ท่านฟัง เกี่ยวกับ…การฟื้นคืนของพลังสวรรค์และโลกและการเปลี่ยนแปลงของเหล่าอสูร”
“ท่านผู้บัญชาการ…สนใจหรือไม่?”
ซู่เจิ้นกั๋วที่ควบคุมสติไว้ได้แล้วแววตาพลันเปล่งประกาย
ในสถานการณ์เช่นนี้แม้จะตกอยู่ในเงื้อมมือของอสูรระดับสูง แม้จะไม่รู้ชะตากรรมของตนจะจบลงเช่นไร
แต่หากมีโอกาส ได้ข้อมูล ที่อาจเปลี่ยนแปลงอนาคตมนุษยชาติ…ย่อมคุ้มค่าที่จะเสี่ยง!
“ถ้าท่านพญาอินทรีเต็มใจเปิดเผย ผมย่อมต้องฟังด้วยความซาบซึ้งอย่างแน่นอน”
ซู่เจิ้นกั๋วประสานมือคารวะ
ลู่หยู่พยักหน้าเบา ๆ
จากนั้นสะบัดปีกหนึ่งที
ฟึ่บ—!
คลื่นพลังมหาศาลระเบิดออก พุ่งเข้าใส่ก้อนหินขนาดใหญ่ไม่ไกลนัก
ซู่เจิ้นกั๋วสะดุ้ง
ในใจพลันคิดว่าอีกฝ่ายอาจเกิดเปลี่ยนใจและจะสังหารเขาในวินาทีนั้น
ทว่าผลลัพธ์กลับทำให้เขา เบิกตากว้างยิ่งกว่าเดิม
ก้อนหินยักษ์ไม่เพียงถูกพลังนั้นกระแทกแต่มันถูก แกะสลัก อย่างวิจิตร
แปรสภาพกลายเป็น “เก้าอี้หิน” ที่งดงามราวงานฝีมือระดับช่างสลักโบราณ
มีแม้กระทั่งลวดลายประณีตประดับอยู่บนผิวหิน!
พลังระดับนี้…ไม่ใช่แค่การระเบิดทำลาย
แต่คือ “การควบคุม” ที่แม่นยำในระดับที่เขาไม่อาจเข้าใจได้!
“เชิญนั่งก่อน” ลู่หยู่กล่าวเรียบ ๆ
ซู่เจิ้นกั๋วกล่าวขอบคุณแล้วนั่งลงบนเก้าอี้หินโดยไม่ลังเล
ลู่หยู่หันไปพยักหน้าเบา ๆก่อนออกคำสั่งให้ พญาเหยี่ยวแห่งขอบฟ้าทมิฬถอยออกไป
จากนั้น…เขาจึงเริ่มสนทนาแบบตัวต่อตัวกับซู่เจิ้นกั๋ว
“ก่อนอื่น…ไม่ต้องเรียกข้าว่าพญาอินทรีทอง ข้าเองก็มีชื่อเป็นของตัวเองเหมือนกับมนุษย์…”
“ท่านเรียกข้าว่าลู่หยู่ก็พอ”
ในโลกของอสูร ชื่อเสียงเรียงนามไม่มีความหมายมากนัก
สิ่งที่สำคัญกว่าคือ “ฉายา” และ “พลัง”
แต่ถ้าจะพูดคุยกับมนุษย์..ก็ต้องปรับตัว
“ลู่หยู่? เป็นชื่อที่ดีจริง ๆ”
ซู่เจิ้นกั๋วเอ่ยตอบด้วยมารยาท
“ท่านชมเกินไปแล้ว” ลู่หยู่หัวเราะเบา ๆ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น
“งั้นเรามาเริ่มกันเลยดีกว่า…ท่านคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับโลกใบนี้หลังการฟื้นคืนของพลังสวรรค์และโลก?”
เมื่อได้ยินคำถามนั้น
ในสมองของซู่เจิ้นกั๋วพลันแวบภาพอันน่าสลด
ภาพของเหล่าผู้คนที่ถูกอสูรกลายพันธุ์ฆ่าล้าง
เสียงกรีดร้องของสหายร่วมรบที่ตายในสนามรบ
และภาพของเมืองที่ถูกไฟสงครามแผดเผา…
มือทั้งสองข้างของเขากำแน่น
ลู่หยู่มองเห็นความเงียบในแววตาของอีกฝ่าย
จึงกล่าวต่อเองอย่างไม่รีรอ
“ก่อนพลังสวรรค์และโลกจะฟื้นคืนมนุษย์คือผู้ครอบครองโลกใบนี้ พวกเจ้าอยู่บนจุดสูงสุด ควบคุมชะตาชีวิตของสรรพสัตว์ทั้งหลาย”
“แต่เมื่อพลังสวรรค์คืนกลับอสูรกลายพันธุ์เริ่มถือกำเนิดความแข็งแกร่งของพวกเจ้าก็กลับไร้ความหมายในสายตาอสูร…”
“ข้าเดาได้เลยว่า…ในช่วงเวลาแสนสั้นนี้
มนุษย์คงล้มตายไปไม่น้อยเลยทีเดียว”
ซู่เจิ้นกั๋วลุกพรวดขึ้น สีหน้าขึงขัง
“ถูกต้อง! ตั้งแต่วันที่อสูรกลายพันธุ์ปรากฏตัว มนุษยชาติต้องเผชิญกับการสังหารอย่างไร้ความปรานี! แต่เราจะไม่ยอมพ่ายแพ้! แม้เราจะไม่ได้พลังเหนือธรรมชาติเช่นอสูร เราก็จะต่อสู้ต่อไปจนลมหายใจสุดท้าย!”
“ท่านลู่หยู่! หากท่านตั้งใจจะใช้ผมเพื่อทำลายมนุษย์ ผมขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า…ท่านคิดผิดแล้ว!”
“จะฆ่าก็ฆ่า! อย่าเสียเวลาทำให้ปมหวั่นไหว!”
ลู่หยู่ยกปีกขึ้นเบา ๆ
ปล่อยพลังวิญญาณกดร่างของซู่เจิ้นกั๋วให้กลับลงไปนั่งบนเก้าอี้
“ใจเย็นก่อน…”
“เจ้าควรรู้ไว้ว่า ไม่ใช่อสูรทุกตนจะเป็นศัตรูกับมนุษย์ ก็จริงที่มีอสูรบางตนใช้พลังใหม่เข่นฆ่ามนุษย์อย่างบ้าคลั่ง แต่ก็ยังมีอยู่บ้าง…ที่ไม่คิดเป็นศัตรูกับพวกเจ้า
เช่นเดียวกับข้าที่เคยช่วยเหลือพวกมนุษย์มาแล้วหลายครั้ง”
คำพูดนั้นทำให้ซู่เจิ้นกั๋วเริ่มใจเย็นลง
ในใจของเขาก็ยอมรับอยู่เงียบ ๆ ว่าลู่หยู่นั้น…เคยช่วยมนุษย์หลายครั้งจริงๆ
และในโลกที่บ้าคลั่งใบนี้ยังมีอสูรบางตนที่ ไม่เป็นปฏิปักษ์ กับมนุษย์เสมอไป
“สำหรับความช่วยเหลือที่ผ่านมา…ข้าซู่เจิ้นกั๋วขอขอบคุณจากใจ”
“ไม่ต้องเกรงใจ”ลู่หยู่พยักหน้า
“ที่ข้าเรียกเจ้ามาวันนี้…เพราะข้าเชื่อว่าแม้มนุษย์จะไม่ได้พลังโดยตรงจากการฟื้นคืนของพลังสวรรค์และโลกแต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามนุษย์ ‘ไร้ค่า’”
“มนุษย์ยังมีศักยภาพยิ่งใหญ่…และนั่นคือเหตุผลที่ข้าอยากจะเจรจากับพวกเจ้า”
ซู่เจิ้นกั๋วขมวดคิ้ว
“ขอให้ท่านลู่หยู่กล่าวตรง ๆ ท่านต้องการเจรจาเรื่องใด?”
ลู่หยู่พูดอย่างตรงไปตรงมา
“ข้า…ต้องการเมืองเจียงโจว”
“เป็นไปไม่ได้!”
ซู่เจิ้นกั๋วตอบกลับทันควัน
ใบหน้าขึงขังแทบเดือดพล่าน
เมืองเจียงโจวคือศูนย์กลางสำคัญของภูมิภาคและมีประชากรกว่า 10 ล้านคน!
จะให้ “เมืองทั้งเมือง” แก่อสูรเหรอ?
แม้อสูรตนนั้นจะดูมีเจตนาดีแค่ไหนก็เถอะมันก็เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!
ลู่หยู่ไม่แสดงท่าทีโกรธเคืองแต่ยังคงพูดอย่างสงบ
“ใจเย็นก่อน ท่านซู่ ขอให้ฟังข้าพูดให้จบเสียก่อน…”
“ในตอนนี้ อสูรหลายตนเริ่มกลายพันธุ์
และเมื่อพลังของพวกมันเพิ่มขึ้น ก็เริ่มแสวงหาดินแดนของตน และข้าเองก็เช่นกัน ข้าก้าวสู่ระดับ B แล้ว ด้วยพลังของข้า…จะบุกยึดเจียงโจวด้วยกำลังก็คงไม่มีมนุษย์หรืออสูรตนใดหยุดข้าได้”
“แต่ข้าไม่ต้องการให้เลือดไหลนองเมือง
จึงอยากใช้ ‘สันติวิธี‘ พูดคุยกับมนุษย์ก่อน”
ซู่เจิ้นกั๋วกัดฟันแน่นก่อนจะพูดอย่างแข็งกร้าว
“ผมยอมรับว่า พลังของท่านทรงอานุภาพยิ่ง แต่ท่านคงเคยได้ยินเรื่อง อาวุธนิวเคลียร์ ของพวกเราใช่ไหม?”
“เมื่อเผชิญนิวเคลียร์ ไม่ว่าจะเป็นอสูรหรือมนุษย์ ก็ไม่มีใครรอด!
‘ใต้พลังนิวเคลียร์…ทุกชีวิตเท่าเทียมกัน!’”