- หน้าแรก
- เซียนเดี่ยวฝ่าแดนวิปลาส!
- บทที่ 2: ด้วยอัสนีบาต...ทลายความมืดมิด!
บทที่ 2: ด้วยอัสนีบาต...ทลายความมืดมิด!
บทที่ 2: ด้วยอัสนีบาต...ทลายความมืดมิด!
บทที่ 2: ด้วยอัสนีบาต...ทลายความมืดมิด!
ในชั่วพริบตา สายตาคมกริบดุจคมมีดหลายคู่ก็พุ่งเข้าใส่จางเสวียนพร้อมกัน ราวกับจะตรึงเขาไว้กับที่
ลูกกระเดือกของจางเสวียนขยับขึ้นลง เหงื่อเย็นเยียบไหลอาบแผ่นหลัง
สิ่งที่เขาเสียไปคือ ‘ความทรงจำ’ ไม่ใช่สมอง!
ของฟรีไม่มีในโลก แต่กับดักฟรีน่ะมีถมไป
เหตุการณ์พลิกผันที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ ทำให้จางเสวียนหมดอารมณ์ที่จะมาถกเถียงกับคนกลุ่มนี้ว่าอาจารย์ฆ่าตัวตายจริงหรือไม่แล้ว
เขาบังคับตัวเองให้สงบลง ก่อนจะโบกมือพลางส่งยิ้มขื่นๆ “มิได้ๆ ขอรับ ศิษย์น้องเช่นข้ามีคุณธรรมความสามารถอันใด ถึงจะแบกรับภาระอันหนักอึ้งเช่นนี้ได้...”
ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ เจียงจิ่วที่อยู่ด้านหลังกลับขัดจังหวะขึ้นด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข
“ศิษย์น้องหก เจ้าอย่าได้ปฏิเสธเลย เจ้าคือผู้ไร้รากปราณหนึ่งเดียวในหมื่นคน ท่านอาจารย์รับเลี้ยงเจ้ามาตั้งแต่เล็ก ก็เพื่อจะฝึกฝนให้เป็นผู้สืบทอดปรมาจารย์สวรรค์คนต่อไป”
“ผู้ไร้รากปราณ?” จางเสวียนเผลอถามออกไป “ฝึกฝนให้เป็นปรมาจารย์สวรรค์คนต่อไป ฝึกฝนอะไรหรือ?”
“ย่อมเป็นการฝึกฝนเพื่อให้เจ้ารับการถ่ายทอด ‘เทียนซือตู้’ ได้สำเร็จอย่างไรเล่า!” เจียงจิ่วอธิบายอย่างใจเย็น ราวกับกำลังพูดเรื่องที่ธรรมดาสามัญอย่างที่สุด
นี่เป็นครั้งแรกที่จางเสวียนได้ยินคำว่า ‘เทียนซือตู้’ ความรู้สึก...มันช่างดูยิ่งใหญ่เกรียงไกรอะไรเช่นนี้!
เมื่อเห็นสีหน้าของจางเสวียน เจียงจิ่วก็รู้ได้ทันทีว่าเขาคงจะลืมเรื่อง ‘เทียนซือตู้’ ไปด้วยแล้วเป็นแน่
“‘เทียนซือตู้’ คือวิชาสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นของปรมาจารย์สวรรค์ หากมิใช่ ‘ประมุขแห่งเต๋า’ ของสำนักปรมาจารย์สวรรค์ จะไม่สามารถถ่ายทอดได้ อีกทั้งการสืบทอด ‘เทียนซือตู้’ ยังเข้มงวดอย่างยิ่ง...”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เจียงจิ่วก็หยุดไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังเรียบเรียงคำพูด “ว่าที่ปรมาจารย์สวรรค์ทุกรุ่น ก่อนจะได้รับการถ่ายทอดวิชา จะต้องไม่ฝึกฝนวิชาใดๆ มาก่อน แม้จะเป็นวิชาพื้นๆ อย่าง ‘อัสนีนำทาง’ ที่ข้าเพิ่งใช้ไปก็ไม่ได้ ก่อนรับการถ่ายทอดจะต้องสลายพลังทั้งหมด ต้องบริสุทธิ์ดุจกระดาษขาวอันไร้ที่ติ มีเพียงทำเช่นนี้เท่านั้น จึงจะสามารถรับการถ่ายทอดเทียนซือตู้ได้โดยไม่ถูกรบกวนจากปัจจัยภายนอกใดๆ”
“ว่าที่ปรมาจารย์สวรรค์ทุกรุ่นก่อนรับการถ่ายทอด จะถูกคุ้มครองอย่างเข้มงวด ห้ามยุ่งเกี่ยวกับเรื่องใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบำเพ็ญเพียร ในแต่ละวันนอกจากอ่านหนังสือ คัดอักษร บ่มเพาะจิตใจแล้ว ก็คือการรอคอยให้วันนั้นมาถึง—วันที่ได้รับการถ่ายทอดเทียนซือตู้ และกลายเป็นผู้นำคนใหม่แห่งสำนักปรมาจารย์สวรรค์”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ น้ำเสียงของเจียงจิ่วก็ยิ่งฮึกเหิมขึ้น “และเจ้า ศิษย์น้องหก ก็คือปรมาจารย์สวรรค์คนต่อไปของสำนักเรา ผู้ที่จะนำพาพวกเราค้ำจุนคุณธรรม กำจัดภูตผีปีศาจทั่วหล้า!”
จางเสวียนขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดเขาก็พอจะเข้าใจความหมายของอีกฝ่าย จึงเอ่ยขึ้นอย่างครุ่นคิด “เช่นนั้น ที่พวกท่านผลักดันให้ข้าเป็นปรมาจารย์สวรรค์คนต่อไป ก็เพราะข้ามีคุณสมบัติที่จะรับ ‘เทียนซือตู้’ งั้นหรือ?”
ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็พอจะฟังขึ้น ศิษย์พี่พวกนี้ไม่ใช่ว่าไม่อยากเป็นปรมาจารย์สวรรค์ แต่เป็นเพราะพวกเขา ‘เป็นไม่ได้’ !
ปรมาจารย์สวรรค์มีความหมายอย่างไรจางเสวียนไม่รู้ แต่เมื่อนึกถึงว่าตนเองก็อาจจะใช้เคล็ดวิชาเหนือธรรมดาอย่าง ‘อัสนีนำทาง’ ได้เหมือนเจียงจิ่ว หัวใจก็พลันเต้นระรัวขึ้นมาอย่างตื่นเต้น
ส่วนเหตุผลที่ตื่นเต้น เขาก็ไม่รู้เช่นกัน บางทีอาจเป็นเพราะความปรารถนาต่อพลังเหนือธรรมชาตินี้มันฝังอยู่ในสายเลือดของเขากระมัง!
หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ การรับตำแหน่งปรมาจารย์สวรรค์นี้ ดูเหมือนก็ไม่ใช่เรื่องที่รับไม่ได้
ทว่า ทันทีที่จางเสวียนพูดจบ ทั่วทั้งตำหนักก็พลันตกอยู่ในความเงียบงัน
เงียบ...เงียบจนได้ยินเสียงเข็มตก!
ความเงียบที่มาเยือนอย่างกะทันหัน ประกอบกับสีหน้าที่ผิดธรรมชาติของเหล่าศิษย์พี่ ทำให้จางเสวียนได้กลิ่นของแผนการร้ายบางอย่างโชยมาจางๆ
“เป็นอะไรไปรึ?”
เมื่อเห็นเหล่าศิษย์พี่นิ่งเงียบราวกับฝึกวิชาปิดวาจาของวัดเส้าหลินกันมา เจียงจิ่วก็ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง สีหน้าเต็มไปด้วยความเสียดาย ก่อนจะเอ่ยช้าๆ “ศิษย์น้องหก ท่านอาจารย์...ยังไม่ทันได้ถ่ายทอด ‘เทียนซือตู้’ ให้เจ้า...”
“—ก็จากไปเสียก่อน”
มุมปากของจางเสวียนกระตุกอย่างรุนแรง เขานิ่งเงียบไปนาน...
ก่อนจะพูดทีเล่นทีจริง “ในเมื่อยังไม่ได้เรียน ‘เทียนซือตู้’ ศิษย์น้องเช่นข้าก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง พวกท่านศิษย์พี่ คงไม่บังคับให้ข้าสืบทอดตำแหน่งปรมาจารย์สวรรค์ แล้วไปจัดการกับภูตผีปีศาจที่พวกท่านว่าหรอกนะ?”
ภายในตำหนักยังคงเงียบสงัด ไม่มีใครตอบ
จางเสวียนกวาดสายตามองทุกคนช้าๆ สุดท้ายก็หยุดลงที่เจียงจิ่ว เขารู้ดีว่าสีหน้าของตนในยามนี้คงจะแข็งทื่อจนน่ากลัว “ศิษย์...พี่สาม คงไม่ใช่อย่างที่ข้าคิดใช่หรือไม่?”
เจียงจิ่วส่งยิ้มแห้งๆ “ศิษย์น้องหก นี่เป็นเจตจำนงสุดท้ายของท่านอาจารย์ พวกเราก็จนปัญญา...”
ยังไม่ทันพูดจบ จางเสวียนก็ออกตัววิ่งหมายจะหนีออกไปข้างนอก แต่เจียงจิ่วราวกับเตรียมพร้อมป้องกันเขาอยู่แล้ว จึงว่องไวปราดเข้ามารวบตัวเขาไว้แน่น
“ไปตายซะไป! ไอ้ตำแหน่งปรมาจารย์สวรรค์นี่ใครอยากเป็นก็เป็นไป แต่ข้าไม่เอาด้วยโว้ย!” จางเสวียนดิ้นรนพลางตะโกน
“ศิษย์น้องหก ช่างน่าเกลียดยิ่งนัก อย่าทำเช่นนี้เลย ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก”
เวลานี้จางเสวียนอยากจะเผ่นหนีให้เร็วที่สุดเท่านั้น อะไรคือไม่ถึงขนาดนั้น? ไม่เห็นหรือไรว่าปรมาจารย์สวรรค์ตัวจริงที่อยู่ข้างหลังนั่นตายอย่างน่าอนาถเพียงใด? นี่มันอาชีพเสี่ยงสูงที่พร้อมจะม่องเท่งได้ทุกเมื่อชัดๆ!
ยิ่งไปกว่านั้น ศิษย์พี่ที่ยืนล้อมอยู่กลุ่มนี้ แต่ละคนล้วนท่าทางแปลกประหลาด สายตาเย็นชา ดูแล้วไม่มีใครน่าคบหาสักคน
โดยเฉพาะเจ้าเจี้ยนซานนั่น อาจารย์ของตัวเองตายทั้งคนกลับไม่ใส่ใจ เอาแต่รีบร้อนจะแต่งตั้งปรมาจารย์สวรรค์คนใหม่ การกระทำเช่นนี้ ยากที่จะไม่ทำให้จางเสวียนนึกไปถึงเรื่องอื่น...
เจี้ยนซานที่นิ่งเงียบมาตลอด บัดนี้สีหน้าของเขายิ่งมายิ่งอัปลักษณ์ กระบี่ยาวสามฉื่อในมือที่ชักออกจากฝักสั่นไหวเล็กน้อย ราวกับพร้อมจะระเบิดออกได้ทุกเมื่อ
เจียงจิ่วเห็นท่าไม่ดี ในใจนึกว่าแย่แล้ว ศิษย์พี่รองเป็นคนเลือดร้อน หากลงมือขึ้นมาจริงๆ เรื่องคงจะยุ่งยากเป็นแน่ เขาจึงเตรียมจะใช้เคล็ดวิชาบางอย่างทำให้จางเสวียนสงบลง
ทว่า ในขณะนั้นเอง จางเสวียนกลับหยุดดิ้นรนกะทันหัน
“เอ๊ะ?” เขาราวกับนึกอะไรขึ้นได้ รีบหันขวับไปมองเจี้ยนซาน “จริงสิ พวกท่านตัดสินได้อย่างไรว่าท่านอาจารย์ตายแล้ว?”
เจี้ยนซานขมวดคิ้วมุ่น ดูเหมือนจะงุนงงกับคำถามของจางเสวียน “ลมหายใจสิ้น ชีพจรทั้งห้าหยุดนิ่ง ย่อมหมายถึงการละสังขารสู่สรวงสวรรค์แล้ว!”
นี่เป็นข้อสรุปที่แม้แต่ผู้ที่รู้เรื่องการแพทย์เพียงผิวเผินก็สามารถบอกได้ เจี้ยนซานไม่เข้าใจว่าเหตุใดจางเสวียนจึงมีคำถามเช่นนี้
จางเสวียนถอนหายใจหนักๆ ในใจ สายตาที่มองไปยังเฒ่าที่คุกเข่าอยู่บนเบาะเจือแววเวทนา...
อาจารย์ขอรับ...ศิษย์รักของท่านพวกนี้กตัญญูเหลือเกิน กตัญญูจริงๆ ...เรื่องช่วยชีวิตอะไรนั่น พวกมันไม่เคยคิดถึงเลยสักนิด!
ผู้ที่คุกเข่าอยู่บนเบาะตรงหน้า โลหิตที่ไหลออกจากทวารทั้งเจ็ดยังไม่แข็งตัว เห็นได้ชัดว่าเพิ่งถูกพิษได้ไม่นาน...
ครุ่นคิดเล็กน้อย จางเสวียนก็หันไปมองเจียงจิ่ว “ศิษย์พี่สาม ท่านมีเคล็ดวิชาใดที่สามารถสร้างสายฟ้าปริมาณมากได้หรือไม่?”
เจียงจิ่วแบมือออก พลันเกิดประกายสายฟ้าเจิดจ้าขึ้นกลางฝ่ามือ “‘อสนีฝ่ามือ’ พอได้หรือไม่?”
ดวงตาของจางเสวียนเป็นประกาย ขณะจัดท่าร่างของอาจารย์ให้นอนราบลงบนเบาะ เขาก็กล่าวกับเจียงจิ่ว “ใช้อสนีฝ่ามือซัดเข้าไปที่หัวใจของท่านอาจารย์”
ท่ามกลางเหล่าศิษย์พี่ท่าทางประหลาด ก็มีเพียงศิษย์พี่สามเจียงจิ่วที่พาเขามาที่นี่ดูจะคุยง่ายที่สุด อีกทั้งไม่รู้ด้วยเหตุใด จางเสวียนรู้สึกว่าทุกคำพูดและการกระทำของเจียงจิ่วที่มีต่อตนนั้นล้วนแฝงไว้ด้วยการประจบประแจง...
ดังนั้น จางเสวียนจึงตัดสินใจขอร้องให้เขาช่วยชีวิตท่านอาจารย์ดูสักครั้ง!
แม้จะไม่เข้าใจเจตนาของจางเสวียน แต่เจียงจิ่วก็ยังทำตาม
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
หลังจากซัดอสนีฝ่ามือต่อเนื่องไปสามครั้งจนเกิดประกายไฟแลบแปลบปลาบ เจียงจิ่วก็เช็ดเหงื่อ “เสี่ยวลิ่ว พอหรือยัง ท่านอาจารย์...”
“—ไหม้เกรียมแล้ว”
ไม่รู้ว่าเป็นภาพหลอนหรือไม่ แต่เจียงจิ่วรู้สึกว่าใบหน้าที่บิดเบี้ยวอยู่แล้วของอาจารย์ บัดนี้ดูน่าสยดสยองยิ่งกว่าเดิม
“ซัดต่อไป ขอเพียงช่วยท่านอาจารย์ให้ฟื้นคืนชีพได้ รอให้ศิษย์น้องเรียน ‘เทียนซือตู้’ จนสำเร็จ กลายเป็นปรมาจารย์สวรรค์คนต่อไปอย่างสมภาคภูมิเมื่อใด ถึงเวลานั้นจะแต่งตั้งให้ศิษย์พี่เป็นรองเจ้าสำนักอย่างแน่นอน” จางเสวียนขยับเข้าไปกระซิบข้างหูเจียงจิ่ว
‘สี่คิ้ว’ ของเจียงจิ่วสั่นระริกไม่หยุด “จะ...จริงหรือ?”
“คำไหนคำนั้น”
พลันเห็นดวงตาของนักพรตเบื้องหน้าเบิกโพลงเป็นประกาย สองมือประสานอินอย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นภาพติดตา ในบัดดล กลางฝ่ามือก็บังเกิดประกายอสนีบาตเจิดจรัสเจิดจ้า รุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา!
“ด้วยอัสนีบาต...ทลายความมืดมิด!”