เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 19.1: ก่อนออกเดินทาง

บทที่ 19.1: ก่อนออกเดินทาง

บทที่ 19.1: ก่อนออกเดินทาง


บทที่ 19.1: ก่อนออกเดินทาง

พอมาคิดดูดี ๆ แล้ว ฉันไม่เคยอ่านหนังสือเยอะขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต

ในตอนที่ยังอยู่ในโลกความเป็นจริง ฉันสนใจแค่การเล่นราซา ปลดล็อกความสำเร็จใหม่ ๆ แล้วก็สะสมไอเทมหรือสกิลเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ เท่านั้น

ถ้าฉันไม่ได้คลั่งเกมนี้ขนาดนั้น บางทีเรื่องบ้า ๆ แบบนี้ก็คงไม่เกิดขึ้นก็ได้

…ความคิดล่องลอยอยู่พักหนึ่ง แต่ไม่เป็นไร ที่อยู่ดี ๆ ก็คิดเรื่องนี้ขึ้นมา ก็เพราะสิ่งที่ฉันกำลังทำอยู่นี่แหละ

“อืม…”

ฉันปิดหนังสือที่อ่านอยู่ลง

ตรงมุมหนึ่งของโต๊ะ มีหนังสือกองพะเนินสูงอยู่ กลุ่มนั้นล้วนแล้วแต่เป็นหนังสือที่ดูเก่าและมีเนื้อหาเกี่ยวกับแวมไพร์ทั้งสิ้น

กิจวัตรประจำวันของฉันในปราสาทตอนนี้คือการนั่งดูแผนที่ หรือไม่ก็อ่านหนังสือซ้ำไปซ้ำมา

แล้วหนังสือที่ฉันอ่านก็ล้วนแต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับแวมไพร์ทั้งนั้น

พวกนี้ก็เป็นเผ่าหายากเหมือนกัน ข้อมูลเลยมีอยู่น้อยมาก

ส่วนใหญ่แล้วเผ่าหายาก อย่างเช่นเผ่าจันทราขาว ก็มักจะอาศัยอยู่กันลึกเข้าไปในป่าแบบสันโดษกันเอง

นอกจากนี้ ในบรรดาเผ่าทั้งหมดในโลกนี้ แวมไพร์ถือเป็นเผ่าที่มีชื่อเสียงแย่เป็นพิเศษ

เพราะแบบนั้น พวกเขาถึงถูกเผ่าอื่น ๆ รังเกียจและผลักไสออกจากโลกมานาน ทำให้หาข้อมูลได้ยากยิ่งกว่าเดิม

แม้แต่ในเกมเอง เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับแวมไพร์ก็แทบจะไม่มีเลยด้วยซ้ำ

มันมีเรื่องลึกลับให้คาใจอยู่ก็จริง แต่ถ้าฉันใช้เวทโลหิตได้ล่ะก็ มันคงทำคอมโบกับสกิล สังหารในพริบตา ได้ดีสุด ๆ ไปเลย...

เหตุผลที่ฉันหมกมุ่นกับแวมไพร์ขนาดนี้ก็เพราะความสามารถประจำเผ่าที่เรียกว่าศาสตร์โลหิตนั่นแหละ

แม้แต่ละคนจะมีความสามารถเฉพาะตัวแตกต่างกัน แต่สิ่งที่แวมไพร์ทุกคนมีเหมือนกันก็คือความสามารถในการควบคุมโลหิตได้อย่างอิสระ ราวกับเป็นพลังจิต

ไม่ว่าจะคิดยังไง การได้เวทโลหิตมาใช้ควบคู่กับ สังหารในพริบตา ก็ถือว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะรีดประสิทธิภาพของมันออกมาได้เต็มที่

ปัญหาก็คือ…การจะได้พลังนั้นมา ฉันต้องเดินทางไปยังป่าเอลร็อดหนึ่งในที่หลบซ่อนของเผ่าแวมไพร์

นั่นมันเท่ากับไปฆ่าตัวตายชัด ๆ

ในโลกนี้ ไม่ใช่แวมไพร์ทุกคนจะมีชีวิตอยู่ด้วยการดูดเลือดจากเผ่าอื่น

แวมไพร์ถูกแบ่งออกเป็นหลายเผ่าตระกูล ซึ่งบางเผ่าก็ใช้ชีวิตอยู่กันเองโดยไม่ดูดเลือดเผ่าอื่นเลยด้วยซ้ำ

แต่เพราะยังมีพวกที่ดูดเลือดอยู่ดี แม้แต่เผ่าที่ไม่ได้ทำแบบนั้น ก็ยังต้องใช้ชีวิตแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ ถูกผลักไสและโดนกดขี่อยู่ตลอด

ด้วยเหตุนี้ เผ่าแวมไพร์ส่วนใหญ่ที่ถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมจึงเต็มไปด้วยความเป็นศัตรูที่รุนแรงต่อเผ่าอื่น

ป่าเอลร็อดเองก็เป็นที่อยู่อาศัยของเผ่าแวมไพร์กลุ่มหนึ่งเช่นกัน ถ้าฉันซึ่งเป็นมนุษย์โผล่หน้าไปที่นั่นล่ะก็ โดนฆ่าทันทีตั้งแต่ยังไม่ทันอ้าปากทักก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย

มันยากจริง ๆ ...

ยากที่จะตัดสินใจด้วยสิ

ลำดับของการตามหาชิ้นส่วนลับอื่น ๆ ฉันวางไว้เรียบร้อยหมดแล้ว

แต่พอจู่ ๆ ก็ได้ไอเดียใหม่เกี่ยวกับการใช้ สังหารในพริบตา ร่วมกับเวทโลหิตขึ้นมาแบบนี้ ฉันก็อดลังเลไม่ได้ว่าจะลองแวะไปที่ป่าเอลร็อดดูดีไหม

ถ้าฉันกับแอชเชอร์บุกไปกันแค่สองคน รับรองว่าต้องแย่แน่

แต่ถ้าจะระดมกองกำลังจากดินแดนของตัวเองไป มันก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่เกินไปอีก

นั่นมันไม่ต่างอะไรกับการประกาศสงครามเลย

ไม่ว่าเผ่าจะแสดงท่าทีสงบสุขแค่ไหน แต่โดยพื้นฐานแล้วแวมไพร์ก็ยังถือเป็นเผ่าที่ค่อนข้างรักการต่อสู้อยู่ดี แถมยังมีท่าทีเป็นศัตรูต่อเผ่าอื่นอย่างเห็นได้ชัด

ถ้าฉันนำกองทัพเข้าไปในป่าเอลร็อด พวกแวมไพร์ที่นั่นก็ต้องต่อต้านอย่างเต็มกำลังแน่นอน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์แบบไหนก็ตาม

แล้วถ้าเรื่องบานปลายถึงขนาดนั้น สุดท้ายฉันก็จะกลายเป็นฆาตกรที่สังหารเผ่าพันธุ์หนึ่งยกเผ่าเพียงเพราะต้องการพลังจากเวทโลหิต

ยิ่งไปกว่านั้น ป่าเอลร็อดยังอยู่ในเขตของลอร์ดคนอื่นอีก การนำกองทัพไปที่นั่นยิ่งเป็นเรื่องลำบากขึ้นไปอีกหลายเท่า

สาเหตุที่ฉันต้องหาใครสักคนมาเป็นผู้คุ้มกันอย่างแอชเชอร์ตั้งแต่แรก ก็เพราะว่าฉันไม่สามารถนำกองทัพของตัวเองเข้าไปในดินแดนของลอร์ดคนอื่นได้ยังไงล่ะ

ฉันจมตัวลงกับพนักเก้าอี้ แล้วก็ถอนหายใจยาวออกมาอย่างหมดแรง ก่อนจะพยายามเบนความคิดไปที่เรื่องอื่นแทน

วิธีใช้ สังหารในพริบตา จากระยะไกลโดยไม่ต้องพึ่งเวทโลหิต...

ที่เทือกเขารูทัส ตอนที่ฉันปีนขึ้นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งพลังฟื้นฟูเหนือมนุษย์ ฉันได้เจอกับเบลวาโกราห์และเกือบเอาชีวิตไม่รอด

ในการเดินทางไล่ล่าชิ้นส่วนลับทั่วคัลเดอริคต่อจากนี้ ฉันก็อาจต้องเผชิญกับอันตรายไม่คาดฝันอีกครั้งและบางครั้งมันอาจรุนแรงจนกระทั่งแอชเชอร์เองก็รับมือไม่ไหวด้วยซ้ำ

ไม่มีอะไรผิดหรอกกับการเตรียมวิธีใช้สังหารในพริบตาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์แบบนั้น

การโจมตีจากระยะไกล...

ถ้ามีวิธีแค่สร้างบาดแผลเล็ก ๆ แล้วสาดเลือดใส่เป้าหมายได้ก็คงจะดี

แต่เลือดที่ถูกสาดออกไป มันก็พุ่งไปได้ไม่ไกลนัก แทบจะไม่เรียกว่าการโจมตีระยะไกลด้วยซ้ำ

ในโลกที่เต็มไปด้วยมอนสเตอร์สารพัดแบบแบบนี้ ถ้าศัตรูเข้ามาใกล้ถึงระยะไม่กี่เมตรแล้วพุ่งใส่ฉันล่ะก็ มีโอกาสตายก่อนจะได้ทำอะไรแน่นอน

อีกวิธีหนึ่งคือ การเอาเลือดไปป้ายอะไรบางอย่างแล้วปล่อยให้มันลอยไป

อย่างเช่น ยิงลูกธนูที่มีเลือดเปื้อนอยู่บนหัวลูกธนู

นั่นน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว

แต่แน่นอนว่ามีปัญหาอยู่ข้อหนึ่ง ฉันยิงธนูไม่เป็น

ไม่เป็นก็แค่ต้องเรียนรู้มันซะก็พอ

ยังไงก็ตาม ระหว่างทางที่ฉันต้องออกตามหาชิ้นส่วนลับ ก็มีโอกาสต้องเจอกับพวกมอนสเตอร์ยักษ์อย่างเบลวาโกราห์อีกแน่

เจ้าสัตว์ประหลาดพวกนั้น ต่อให้ฉันยิงธนูได้จริง แต่ถ้าเป็นฝีมือของนักธนูห่วย ๆ อย่างฉันล่ะก็ มันก็ยังหลบได้สบายอยู่ดี

ฉันไม่ได้คิดจะเสียเวลากับเรื่องนี้มากนักหรอก แต่แค่เรียนรู้ไว้พอให้ใช้งานได้บ้างก็คงไม่เสียหาย

แถมด้วยพลังชิ้นส่วนลับ ฟื้นฟูเหนือมนุษย์ ตอนนี้พละกำลังของฉันก็มีเหลือล้น จะฝึกซ้อมแค่ไหนก็ไม่ต้องพักหายใจก็ยังได้

งั้นไปเรียนมันกันเลย

ฉันลุกขึ้นจากเก้าอี้

จะให้พวกอัศวินในปราสาทมาสอนวิธีใช้ธนูก็คงแปลกเกินไปหน่อย

แบบนี้ก็เหลือแค่คนเดียวคนที่เหมาะสมที่สุด

จบบทที่ บทที่ 19.1: ก่อนออกเดินทาง

คัดลอกลิงก์แล้ว