- หน้าแรก
- ฉันหลุดเข้าไปในเกมพร้อมสกิลสังหารในพริบตา
- บทที่ 15.2: เวิร์กช็อปอัลคิมัส (2)
บทที่ 15.2: เวิร์กช็อปอัลคิมัส (2)
บทที่ 15.2: เวิร์กช็อปอัลคิมัส (2)
บทที่ 15.2: เวิร์กช็อปอัลคิมัส (2)
เธอจบคำอธิบายหลังจากอธิบายวิธีใช้และข้อควรระวังเสร็จสิ้น
เมื่อบทสนทนาจบลง ฉันก็เอ่ยถามสการ์เล็ต
“ใช้เวลาทำนานแค่ไหน?”
“อย่างน้อยก็ต้องหนึ่งเดือนน่ะ แต่จริง ๆ แล้ว...”
สการ์เล็ตดูเหมือนจะลังเลเล็กน้อยก่อนจะพูดออกมา
“พูดตามตรง ตอนนี้ข้ามีสการ์เล็ตอยู่ขวดหนึ่งที่ทำเสร็จแล้ว”
ฉันเอียงคอ
เมื่อกี้ไม่ได้บอกไว้เหรอว่าโพชั่นระดับสูงต้องสั่งทำ?
เธออธิบายสถานการณ์อย่างใจเย็น
“ข้าได้รับคำสั่งทำแบบพิเศษจากเจ้าเมืองแห่งดาร์ทแมดเมื่อไม่นานนี้เอง แต่สุดท้ายข้อตกลงก็ล้มเลิกไป”
“ทำไมล่ะ?”
“เขาถูกปลดจากตำแหน่งและทรัพย์สินทั้งหมดถูกยึดโดยราชวงศ์เนื่องจากคดีทุจริต แน่นอนว่าเงินล่วงหน้าที่จ่ายไว้ก็ถูกดึงกลับไประหว่างการตรวจสอบด้วย ส่วนโพชั่นก็กลายเป็นของในสต๊อก ซึ่งมันก็ลำบากอยู่...”
อ้อ...
“ดังนั้น ข้าสามารถส่งโพชั่นที่ทำเสร็จให้เจ้าได้ทันที แต่ถ้าเจ้าไม่อยากรับของล่วงหน้า ข้าก็จะทำใหม่ให้”
“โพชั่นจะเสื่อมคุณภาพตามเวลาไหม?”
“ข้ารับประกันได้เลยค่ะว่าจะไม่มีการเสื่อมประสิทธิภาพ หากไม่ได้เก็บไว้นานเป็นปี ๆ ข้าขอสาบานด้วยเกียรติของตัวเองและของเวิร์กช็อป”
ฉันพยักหน้า
“งั้นข้ารับไว้ก็แล้วกัน”
ดูเหมือนสการ์เล็ตจะตกใจเล็กน้อยที่ฉันยอมรับได้ง่าย ๆ ขนาดนั้น
“ขอบคุณ...แต่เจ้าแน่ใจแล้วใช่ไหม?”
“เมื่อกี้เจ้าไม่ใช่คนเริ่มพูดถึงเรื่องนั้นเองเหรอ ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องพูดเลยด้วยซ้ำ?”
ถ้าหากเธอแค่อยากกำจัดของค้างสต๊อกจริง ๆ ก็คงไม่ต้องอ้อมค้อมอะไรแบบนั้น นั่นก็แปลว่าเธอแค่อยากขายโพชั่นขวดนั้นก็เท่านั้น
ดังนั้นเราจึงตกลงซื้อขายกันในทันที
หลังจากนั้นไม่นาน สการ์เล็ตก็ยกโพชั่นออกมา มันถูกบรรจุไว้ในขวดแก้วและปิดผนึกอยู่ในกล่องไม้หรูหรา
หลังจากจ่ายเงินสามหรียญแพลตินัมและรับโพชั่นมาแล้ว ฉันก็ออกจากเวิร์กช็อปพร้อมกับกล่าวคำอำลา
“ว่าแต่ เมื่อกี้เจ้าบอกไว้นี่ว่าจะบอกที่มาของตัวเองหลังจากได้รับของแล้ว?”
อ้อ จริงด้วยสิ
ฉันมองสบตาสการ์เล็ตแล้วพูดขึ้น
“ไว้เจอกันอีกทีแล้วค่อยว่ากันเถอะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของสการ์เล็ตก็ดูคล้ายจะงง ๆ อยู่บ้าง แต่เธอก็พยักหน้าในที่สุด
ฉันออกจากร้านแล้วเดินไปตามถนนสายหลัก ก่อนจะหยิบโพชั่นออกจากกล่องมาพิจารณาดู
ของเหลวสีแดงเข้มไหลอยู่ในขวดแก้ว
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อฉันไม่ต้องใช้โพชั่นอีกแล้ว มันก็กลายเป็นของที่ไม่มีประโยชน์สำหรับฉัน
แต่เพราะความอยากรู้อยากเห็น ฉันจึงยอมจ่ายเงินก้อนโตเพื่อซื้อมันมาอยู่ดี ยังไงตอนนี้ก็มีเงินเยอะอยู่แล้ว
ถึงจะไม่ใช่สำหรับฉัน อย่างน้อยมันก็อาจมีประโยชน์กับแอชเชอร์ในอนาคต ฉันจึงซื้อไว้ใช้เป็นดพชั่นฉุกเฉิน
ถึงอยากจะลองเห็นผลด้วยตาตัวเองก็เถอะ...
ระหว่างที่ฉันกำลังเดินคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ก็มีเสียงกรีดร้องอย่างร้อนรนดังขึ้นมาจากที่ไหนสักแห่ง
“ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยที!”
ฉันหันไปทางต้นเสียง แล้วก็เห็นเด็กผู้ชายสองคน
คนหนึ่งถูกอีกคนประคองไว้ เลือดไหลทะลักจากหน้าท้องเหมือนถูกแทงเข้าอย่างจัง
อย่างไรก็ตาม ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างก็แค่เหลือบมองพวกเขาแล้วเมินเฉยหรือไม่ก็จิ๊ปากใส่
“เสียงอะไรอีกล่ะนั่น? หนวกหูจริง!”
“ดูท่าพวกขยะตรอกหลังจะเล่นอะไรกันแต่เช้าแหละ”
...อา เรื่องมันเป็นแบบนี้สินะ?
แค่ฟังคำพูดของผู้คนเหล่านั้นอย่างไม่ใส่ใจ ฉันก็พอจะเข้าใจสถานการณ์ได้คร่าว ๆ แล้ว
เด็กที่พยายามประคองน้องชายของเขาเองก็ดูอาการไม่ดีนัก สุดท้ายทั้งสองก็ทรุดฮวบลงกับพื้นเหมือนหมดแรง
เขาเค้นเสียงสุดท้ายจากลำคออย่างยากลำบากเพื่อขอความช่วยเหลือ
“เขาเป็นน้องชายของข้า! ถ้าใครมีโพชั่น ได้โปรดให้ข้าที! ถ้าช่วยข้าไว้ ข้าจะไม่มีวันลืมบุญคุณนี้ไปตลอดชีวิต ได้โปรดเถอะ…!”
เสียงหัวเราะของใครบางคนดังขึ้น
“ไอ้นี่มันบ้าไปแล้วรึไง? ยังไงก็ต้องตายอยู่ดี ใครมันจะเอาโพชั่นล้ำค่าของตัวเองให้ล่ะ?”
แม้จะเป็นเสียงร้องขออย่างสิ้นหวัง แต่ก็ไม่มีใครยื่นมือเข้าช่วยเลยสักคน
ขณะที่ฉันจ้องมองภาพตรงหน้า สีหน้าของแอชเชอร์ก็สะดุดสายตาขึ้นมา
ไม่บ่อยนักที่ใบหน้าเรียบเฉยของเธอจะแปรเปลี่ยนไป เธอกำลังมองดูเด็กสองคนนั้นด้วยแววตาเวทนา
ว่าไปแล้ว...แอชเชอร์เองก็เคยมีน้องชาย
ในตอนที่ซานเทียบุกรุก หนึ่งในห้าดาวได้สังหารน้องชายของเธอต่อหน้าต่อตา ฉันจำได้ว่ามันเป็นการตั้งค่าหนึ่งในเกม
สำหรับเธอแล้ว ภาพตรงหน้าอาจเป็นอะไรที่โหดร้ายยิ่งกว่าใครอื่น
แอชเชอร์เหลือบมองโพชั่นในมือของฉัน ก่อนที่สายตาของเราจะประสานกัน แล้วเธอก็หลบสายตาไปทันที
ดูเหมือนเธอจะอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็แค่กัดริมฝีปากแน่นโดยไม่พูดอะไรเลย
น่าหงุดหงิดชะมัด
ฉันจิ๊ปากแล้วเดินตรงไปยังเด็กสองคนนั้น
ไม่เกี่ยวกับแอชเชอร์เลย ฉันตั้งใจจะช่วยพวกเขาอยู่แล้ว ต่อให้โพชั่นขวดนี้จะมีค่ามากแค่ไหน แต่ชีวิตคนมันมีค่ามากกว่านั้นไม่ใช่หรือไง?
เมื่อฉันเข้าไปใกล้ เด็กคนนั้นที่ตะโกนเสียงแหบแห้งอยู่ก็หันมามองฉัน
“วางเขาลงตรงนี้ ข้าจะรักษาให้”
ฉันเปิดจุกขวด แล้วหยดโพชั่นลงบนบาดแผล
พี่ชายที่ประคองน้องอยู่ มองฉากตรงหน้านั้นอย่างตาค้าง รอบข้างเงียบสงัดลงในพริบตา
เนื้อเยื่อของแผลค่อย ๆ สมานตัวอย่างรวดเร็ว เลือดหยุดไหล รอยแผลลึกที่เห็นชัดเมื่อครู่หายไปอย่างไร้ร่องรอย
ฉันไม่คิดเลยว่าตัวเองใช้โพชั่นไปแค่หนึ่งในสิบของปริมาณในขวด แต่แบบที่สการ์เล็ตว่าไว้ มันได้ผลอย่างน่าทึ่งจริง ๆ
“อะ…อึม…”
เด็กที่นอนสลบอยู่ลืมตาขึ้นมาช้า ๆ พลางกระพริบตาปริบ ๆ
พี่ชายที่รีบตรวจดูอาการน้องก็ร้องไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น
“ขอบคุณขอรับ! ขอบคุณมากเลย ท่าน…!”
ฉันลุกขึ้น เดินจากไปโดยปล่อยให้คำขอบคุณของเด็กคนนั้นลอยตามหลังมา
ขณะเดินกลับไปตามถนนพร้อมแอชเชอร์ ฉันเอ่ยขึ้นว่า
“แอชเชอร์”
“ค่ะ”
“เจ้าคิดว่าข้าจะเสียดายที่ใช้โพชั่นนี้เหรอ? หรือคิดว่าการช่วยชีวิตพวกเขามันไม่คุ้มค่า?”
“…”
“ต่อจากนี้ ถ้าเจ้าคิดอะไรก็พูดออกมา บอกความคิดของเจ้าให้ข้ารู้ ข้าไม่ต้องการตุ๊กตาที่ทำแค่เชื่อฟังคำสั่งเท่านั้น”
สีหน้าของแอชเชอร์ในตอนนั้น แปลกไปจากที่เคยเห็น
“…ค่ะ ข้าจะพูด”
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เธอก็พูดต่อด้วยเสียงแผ่วเบา
“ขอบคุณค่ะ ท่านลอร์ด…ที่ช่วยพวกเขา”
เป็นคำขอบคุณที่แสนจะเก้ ๆ กัง ๆ
และเหมือนเธอเองก็รู้ตัว เธอจึงกระแอมเบา ๆ หลังพูดจบ
ฉันหลุดหัวเราะเบา ๆ ออกมา
ไม่รู้ว่าเป็นแค่ความรู้สึกไปเองหรือเปล่า แต่มันเหมือนระยะห่างระหว่างเราค่อย ๆ ลดลงทีละนิดแล้วจริง ๆ