เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 13: การฟื้นฟูเหนือมนุษย์ (4)

บทที่ 13: การฟื้นฟูเหนือมนุษย์ (4)

บทที่ 13: การฟื้นฟูเหนือมนุษย์ (4)


บทที่ 13: การฟื้นฟูเหนือมนุษย์ (4)

กระดูกที่หักประสานติดกัน ผิวหนังที่ฉีกขาดฟื้นคืนและเนื้อใหม่ก็เริ่มก่อตัวขึ้นมา

ใช้เวลาเพียงไม่กี่สิบวินาที แขนที่ยับเยินก็ฟื้นกลับมาอย่างสมบูรณ์

ฉันกำมือแน่นเพื่อตรวจสภาพร่างกายตัวเอง

บาดแผลทั้งหมดฟื้นฟูกลับมาจนหมดสิ้น ทั้งบาดแผลบนศีรษะและข้อเท้าที่แพลงก็เช่นกัน

ร่างกายที่ยังเสียหายอยู่เมื่อครู่ กลับคืนสู่สภาพปกติได้ในพริบตา

“โกงชัด ๆ”

มันสมกับที่ถูกเรียกว่าการฟื้นฟูเหนือมนุษย์จริง ๆ

ทันใดนั้น ความสงสัยก็ผุดขึ้นมา ถ้าในระดับนี้แล้วล่ะก็ อวัยวะที่ถูกตัดขาดจะฟื้นฟูได้ไหมนะ?

ในการเล่นเกม พลังฟื้นฟูเหนือมนุษย์เป็นเพียงสกิลติดตัวที่เพิ่มความเร็วในการฟื้นฟู HP เท่านั้น ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าอวัยวะที่ขาดจะงอกกลับมาได้หรือไม่

แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะตัดส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายที่ยังดีอยู่เพื่อลองพิสูจน์ดู ฉันแค่สงสัยเท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตาม พลังลี้ลับแรกก็ได้รับมาเรียบร้อยแล้ว

ฉันหยิบหินเรืองแสงขึ้นมา แล้วลุกขึ้นยืนด้วยความรู้สึกปลอดโปร่ง

แม้บาดแผลจะหายดีแล้ว แต่รอยเลือดยังเปื้อนอยู่บนเสื้อผ้า

ฉันจึงใช้น้ำจากกระติกล้างรอยเลือดออก เพราะไม่สามารถออกไปข้างนอกในสภาพแบบนี้ได้และผลก็คือเสื้อเปียกชุ่ม

ผนังและพื้นของโพรงแห่งนี้เต็มไปด้วยแมลงเหมือนทางเดินที่เข้ามา

ขณะมองพวกมัน ความคิดบางอย่างก็แล่นเข้ามาในหัวอีกครั้ง

“…”

ฉันหรี่ตาลง มองสลับระหว่างคราบเลือดกับแมลงที่เกลื่อนอยู่บนพื้น

สังหารในพริบตา

สกิลโจมตีเพียงหนึ่งเดียวของฉัน

มันถูกอธิบายว่าเป็นสกิลที่สามารถสังหารเป้าหมายได้ทันทีเมื่อสัมผัส

คำถามที่ผุดขึ้นมาก็คือ…

แท้จริงแล้วการสัมผัสที่ว่า มันหมายถึงอะไรกันแน่?

ก่อนหน้านี้ ฉันก็แค่คิดว่ามันจะออกฤทธิ์เฉพาะตอนที่มีการสัมผัสทางผิวหนังโดยตรงเท่านั้น

แต่ถ้าคิดให้ดี ก็ควรพิจารณาว่าร่างกายที่ว่าในที่นี้ มันครอบคลุมแค่ไหนกันแน่

เลือดเองก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเช่นกัน

ถ้าอย่างนั้น เป้าหมายที่สัมผัสกับเลือดของฉัน จะนับเป็นเงื่อนไขของสกิลสังหารในพริบตาหรือไม่?

...ดูท่าฉันต้องทดลองดูจริง ๆ แล้วล่ะ

ฉันหยิบแมลงตัวหนึ่งที่กำลังคลานอยู่ใต้เท้าขึ้นมา

แล้ววางมันลงตรงบริเวณที่เลือดของฉันหยดไว้ก่อนหน้านี้ ก่อนจะลองใช้สังหารในพริบตา

แต่แมลงก็ยังไม่ตาย มันยังคลานต่ออย่างสบายใจ

ผลลัพธ์ที่ออกมาไม่ตรงตามที่คาด ทำให้ฉันรู้สึกผิดหวังนิดหน่อย แล้วก็เริ่มคิดถึงความเป็นไปได้อื่น

บางทีอาจเป็นเพราะเลือดนั้นหลุดจากร่างกายมานานเกินไป

“งั้นก็ลองใหม่”

ฉันหาเศษหินแหลม ๆ จากพื้น แล้วหยิบมันขึ้นมา

ในเมื่อกระดูกที่หักยังรักษาได้ในพริบตา แผลเล็กน้อยแบบนี้ก็ไม่ใช่ปัญหา

ฉันกดใบมีดหยาบ ๆ นั้นลงบนฝ่ามือ เลือดก็พุ่งออกมาทันทีและแผลก็สมานตัวกลับมาอย่างรวดเร็วในพริบตา

จากนั้น ฉันหยดเลือดสดใหม่ของตัวเองลงไปบนพวกแมลงที่กำลังคลานอยู่กับพื้น

แล้วใช้สังหารในพริบตาอีกครั้ง

ผลที่ได้ก็คือ...

“หึ…”

แมลงทั้งหมดหยุดไหวติง ไม่มีตัวไหนขยับอีกเลย แม้จะใช้ปลายนิ้วจิ้มก็ไม่มีปฏิกิริยา

คราวนี้คือตายจริง ๆ

ฉันทดลองซ้ำอีกหลายครั้งกับแมลงต่างชนิดกัน เพื่อความแน่ใจและผลก็ออกมาเหมือนเดิมทุกครั้ง

จนในที่สุด ฉันก็มั่นใจได้ว่า...

ไม่จำเป็นต้องสัมผัสผ่านผิวหนังโดยตรงก็สามารถใช้สกิลนี้ได้ ขอแค่เลือดของฉันสัมผัสกับเป้าหมายก็พอแล้ว

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าจะมีข้อจำกัดเรื่องเวลาอยู่ด้วย เพราะเลือดที่ไหลออกจากร่างกายมานานแล้วจะไม่มีผลใด ๆ

แม้จะยังไม่รู้ว่าขอบเขตเวลานั้นคือเท่าไหร่ แต่ถึงอย่างนั้น นี่ก็ยังถือว่าเป็นการค้นพบที่น่าทึ่งมาก

ไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าตัวเองจะใช้มันแบบนี้ได้...

ถ้าเลือดสามารถใช้เป็นสื่อกลางในการใช้สังหารในพริบตาได้จริงล่ะก็ วิธีการนำไปใช้งานก็จะหลากหลายขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ฉันหมุนตัวกลับ พลางคิดว่าเมื่อไปถึงเอนล็อคเมื่อไหร่ จะต้องหาทางทดลองเพิ่มเติมอย่างแม่นยำอีกครั้งแน่นอน

เมื่อเดินย้อนกลับมาตามทางแล้วออกจากถ้ำ ก็เห็นแอชเชอร์กับคานยืนรออยู่ที่ทางเข้า

ทั้งสองคนหันมามองฉันด้วยสีหน้าตกใจ

ฉันรู้สึกเขินเล็กน้อย เพราะรู้ตัวดีว่าตอนนี้สภาพฉันดูยับเยินแค่ไหน เสื้อผ้าขาดเปรอะเปื้อน คราบเลือดและฝุ่นเกาะเต็มไปหมด

ฉันพยายามพูดออกไปให้สงบที่สุด

“กลับกันเถอะ”

...

แอชเชอร์เดินตามหลังลอร์ดที่เจ็ดอยู่ห่าง ๆ เธอเหลือบมองแผ่นหลังของเขา โดยเฉพาะที่แขนซ้าย

แขนเสื้อขาดและเปื้อนเลือดจนแดงฉาน

แต่กลับไม่เห็นบาดแผลชัดเจนหรือร่องรอยการบาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย

...เกิดอะไรขึ้นกันแน่?

คนที่เปลี่ยนสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ราวกับมังกรให้กลายเป็นซากศพเย็นเฉียบในพริบตา จะมีสภาพแบบนี้เพราะการต่อสู้ดุเดือดธรรมดา ๆ ได้ยังไง?

พลังที่เหนือกว่าความสมเหตุสมผลอย่างแท้จริง

แต่ถ้าอย่างนั้น ภายในถ้ำนั้นคืออะไร? เกิดอะไรขึ้นถึงทำให้เขาต้องอยู่ในสภาพแบบนี้?

แม้จะคิดว่ามันเป็นแค่ความอยากรู้อยากเห็นโดยไร้ประโยชน์ แต่เธอก็อดที่จะสนใจไม่ได้

ลอร์ดที่เจ็ดเป็นคนที่ยากจะเข้าใจอยู่แล้ว

และการปีนเขาครั้งนี้...ก็ยิ่งทำให้เธอไม่เข้าใจว่าเขาทำทั้งหมดนี้ไปเพื่ออะไร

อาจมีเพียงอย่างเดียวที่เธอพอจะเรียนรู้เกี่ยวกับเขาได้บ้างก็คือนิสัยของเขาเท่านั้นเอง

จากการที่เขาพูดคุยกับคานซึ่งเป็นแค่ไกด์อย่างเป็นกันเอง ก็พอจะเห็นได้ว่าเขาไม่ใช่คนที่ให้ความสำคัญกับยศหรือสถานะอะไรมากนัก

อีกทั้งยังดูเหมือนไม่ชอบเคลื่อนไหวร่างกายหนัก ๆ ด้วย

คิดดูแล้วก็จริง ทุกครั้งที่มีโอกาส เขามักจะหยุดพักและชมวิวอย่างสบายใจ

โดยเฉพาะตอนที่ต้องปีนหน้าผา ถึงขั้นขอให้เธอช่วยแบกขึ้นไป ไม่สิ ถึงจะคิดอีกกี่รอบ เธอก็ยังไม่เข้าใจเหตุผลของเขาอยู่ดี

เขาเป็นคนที่ชวนให้งงจริง ๆ

เมื่อกลับมาถึงหน้าผาที่ปีนขึ้นมาก่อนหน้านี้ ลอร์ดที่เจ็ดก็หันกลับมามองเธอ

“แอชเชอร์”

“ค่ะ”

“อุ้มข้าลงไปที”

“…”

เธอไม่เข้าใจเลยจริง ๆ

สุดท้าย แอชเชอร์ก็ตัดสินใจว่าจากนี้ไปจะไม่พยายามทำความเข้าใจพฤติกรรมประหลาดของเขาอีกแล้ว

...

การเดินทางกลับเข้าเมืองใช้เวลาน้อยกว่าตอนปีนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

แน่นอนว่ามันเร็วขึ้นเพราะเป็นทางลงเขา แต่สาเหตุอีกอย่างก็คือพลังการฟื้นฟูเหนือมนุษย์ด้วย

เพราะพลังนี้ไม่ได้แค่เพิ่มความสามารถในการฟื้นฟูของร่างกายเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มพละกำลังด้วย ทำให้ฉันแทบไม่รู้สึกเหนื่อยเลย สรุปแล้ว ปัญหาเรื่องความอึดก็ถูกแก้ไขไปโดยปริยาย

หลังจากกลับถึงเมือง คานก็ได้รับค่าจ้างก้อนโตตามสัญญาและฉันก็แจ้งเจ้าเมืองเรื่องมอนสเตอร์

“งูยักษ์ปรากฏตัวในภูเขาทางเหนือ”

“อ๋อ ข้าก็กำลังจะจัดทีมสืบสวน เพราะได้ยินข่าวลือมาเหมือนกัน...”

“มันตายแล้วน่ะ แค่ไปจัดการกับซากมันก็พอ”

“…ว่าไงนะ?”

หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรต้องทำอีก ฉันจึงออกจากเมืองเจนิกซ์ทันที

ไม่นานหลังจากนั้น รถม้าก็เข้าสู่เขตแดนของลอร์ดที่เจ็ดเอนล็อคและมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงโดยผ่านเมืองหลายแห่งระหว่างทาง

และในที่สุด...

ก็มาถึงแล้ว!

ฉันจ้องมองกำแพงเมืองขนาดมหึมาที่ปรากฏอยู่ลิบ ๆ ด้านหน้า

หากไม่นับปราสาทของจอมราชันแล้ว กำแพงเมืองแห่งนี้ก็ถือว่าสูงและใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา

เมืองหลวงของเขตแดนลอร์ดที่เจ็ด บัคฮอร์น

เรามาถึงจุดหมายของการเดินทางเสียที

จบบทที่ บทที่ 13: การฟื้นฟูเหนือมนุษย์ (4)

คัดลอกลิงก์แล้ว