- หน้าแรก
- ฉันหลุดเข้าไปในเกมพร้อมสกิลสังหารในพริบตา
- บทที่ 13: การฟื้นฟูเหนือมนุษย์ (4)
บทที่ 13: การฟื้นฟูเหนือมนุษย์ (4)
บทที่ 13: การฟื้นฟูเหนือมนุษย์ (4)
บทที่ 13: การฟื้นฟูเหนือมนุษย์ (4)
กระดูกที่หักประสานติดกัน ผิวหนังที่ฉีกขาดฟื้นคืนและเนื้อใหม่ก็เริ่มก่อตัวขึ้นมา
ใช้เวลาเพียงไม่กี่สิบวินาที แขนที่ยับเยินก็ฟื้นกลับมาอย่างสมบูรณ์
ฉันกำมือแน่นเพื่อตรวจสภาพร่างกายตัวเอง
บาดแผลทั้งหมดฟื้นฟูกลับมาจนหมดสิ้น ทั้งบาดแผลบนศีรษะและข้อเท้าที่แพลงก็เช่นกัน
ร่างกายที่ยังเสียหายอยู่เมื่อครู่ กลับคืนสู่สภาพปกติได้ในพริบตา
“โกงชัด ๆ”
มันสมกับที่ถูกเรียกว่าการฟื้นฟูเหนือมนุษย์จริง ๆ
ทันใดนั้น ความสงสัยก็ผุดขึ้นมา ถ้าในระดับนี้แล้วล่ะก็ อวัยวะที่ถูกตัดขาดจะฟื้นฟูได้ไหมนะ?
ในการเล่นเกม พลังฟื้นฟูเหนือมนุษย์เป็นเพียงสกิลติดตัวที่เพิ่มความเร็วในการฟื้นฟู HP เท่านั้น ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าอวัยวะที่ขาดจะงอกกลับมาได้หรือไม่
แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะตัดส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายที่ยังดีอยู่เพื่อลองพิสูจน์ดู ฉันแค่สงสัยเท่านั้นเอง
อย่างไรก็ตาม พลังลี้ลับแรกก็ได้รับมาเรียบร้อยแล้ว
ฉันหยิบหินเรืองแสงขึ้นมา แล้วลุกขึ้นยืนด้วยความรู้สึกปลอดโปร่ง
แม้บาดแผลจะหายดีแล้ว แต่รอยเลือดยังเปื้อนอยู่บนเสื้อผ้า
ฉันจึงใช้น้ำจากกระติกล้างรอยเลือดออก เพราะไม่สามารถออกไปข้างนอกในสภาพแบบนี้ได้และผลก็คือเสื้อเปียกชุ่ม
ผนังและพื้นของโพรงแห่งนี้เต็มไปด้วยแมลงเหมือนทางเดินที่เข้ามา
ขณะมองพวกมัน ความคิดบางอย่างก็แล่นเข้ามาในหัวอีกครั้ง
“…”
ฉันหรี่ตาลง มองสลับระหว่างคราบเลือดกับแมลงที่เกลื่อนอยู่บนพื้น
สังหารในพริบตา
สกิลโจมตีเพียงหนึ่งเดียวของฉัน
มันถูกอธิบายว่าเป็นสกิลที่สามารถสังหารเป้าหมายได้ทันทีเมื่อสัมผัส
คำถามที่ผุดขึ้นมาก็คือ…
แท้จริงแล้วการสัมผัสที่ว่า มันหมายถึงอะไรกันแน่?
ก่อนหน้านี้ ฉันก็แค่คิดว่ามันจะออกฤทธิ์เฉพาะตอนที่มีการสัมผัสทางผิวหนังโดยตรงเท่านั้น
แต่ถ้าคิดให้ดี ก็ควรพิจารณาว่าร่างกายที่ว่าในที่นี้ มันครอบคลุมแค่ไหนกันแน่
เลือดเองก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเช่นกัน
ถ้าอย่างนั้น เป้าหมายที่สัมผัสกับเลือดของฉัน จะนับเป็นเงื่อนไขของสกิลสังหารในพริบตาหรือไม่?
...ดูท่าฉันต้องทดลองดูจริง ๆ แล้วล่ะ
ฉันหยิบแมลงตัวหนึ่งที่กำลังคลานอยู่ใต้เท้าขึ้นมา
แล้ววางมันลงตรงบริเวณที่เลือดของฉันหยดไว้ก่อนหน้านี้ ก่อนจะลองใช้สังหารในพริบตา
แต่แมลงก็ยังไม่ตาย มันยังคลานต่ออย่างสบายใจ
ผลลัพธ์ที่ออกมาไม่ตรงตามที่คาด ทำให้ฉันรู้สึกผิดหวังนิดหน่อย แล้วก็เริ่มคิดถึงความเป็นไปได้อื่น
บางทีอาจเป็นเพราะเลือดนั้นหลุดจากร่างกายมานานเกินไป
“งั้นก็ลองใหม่”
ฉันหาเศษหินแหลม ๆ จากพื้น แล้วหยิบมันขึ้นมา
ในเมื่อกระดูกที่หักยังรักษาได้ในพริบตา แผลเล็กน้อยแบบนี้ก็ไม่ใช่ปัญหา
ฉันกดใบมีดหยาบ ๆ นั้นลงบนฝ่ามือ เลือดก็พุ่งออกมาทันทีและแผลก็สมานตัวกลับมาอย่างรวดเร็วในพริบตา
จากนั้น ฉันหยดเลือดสดใหม่ของตัวเองลงไปบนพวกแมลงที่กำลังคลานอยู่กับพื้น
แล้วใช้สังหารในพริบตาอีกครั้ง
ผลที่ได้ก็คือ...
“หึ…”
แมลงทั้งหมดหยุดไหวติง ไม่มีตัวไหนขยับอีกเลย แม้จะใช้ปลายนิ้วจิ้มก็ไม่มีปฏิกิริยา
คราวนี้คือตายจริง ๆ
ฉันทดลองซ้ำอีกหลายครั้งกับแมลงต่างชนิดกัน เพื่อความแน่ใจและผลก็ออกมาเหมือนเดิมทุกครั้ง
จนในที่สุด ฉันก็มั่นใจได้ว่า...
ไม่จำเป็นต้องสัมผัสผ่านผิวหนังโดยตรงก็สามารถใช้สกิลนี้ได้ ขอแค่เลือดของฉันสัมผัสกับเป้าหมายก็พอแล้ว
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าจะมีข้อจำกัดเรื่องเวลาอยู่ด้วย เพราะเลือดที่ไหลออกจากร่างกายมานานแล้วจะไม่มีผลใด ๆ
แม้จะยังไม่รู้ว่าขอบเขตเวลานั้นคือเท่าไหร่ แต่ถึงอย่างนั้น นี่ก็ยังถือว่าเป็นการค้นพบที่น่าทึ่งมาก
ไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าตัวเองจะใช้มันแบบนี้ได้...
ถ้าเลือดสามารถใช้เป็นสื่อกลางในการใช้สังหารในพริบตาได้จริงล่ะก็ วิธีการนำไปใช้งานก็จะหลากหลายขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ฉันหมุนตัวกลับ พลางคิดว่าเมื่อไปถึงเอนล็อคเมื่อไหร่ จะต้องหาทางทดลองเพิ่มเติมอย่างแม่นยำอีกครั้งแน่นอน
เมื่อเดินย้อนกลับมาตามทางแล้วออกจากถ้ำ ก็เห็นแอชเชอร์กับคานยืนรออยู่ที่ทางเข้า
ทั้งสองคนหันมามองฉันด้วยสีหน้าตกใจ
ฉันรู้สึกเขินเล็กน้อย เพราะรู้ตัวดีว่าตอนนี้สภาพฉันดูยับเยินแค่ไหน เสื้อผ้าขาดเปรอะเปื้อน คราบเลือดและฝุ่นเกาะเต็มไปหมด
ฉันพยายามพูดออกไปให้สงบที่สุด
“กลับกันเถอะ”
...
แอชเชอร์เดินตามหลังลอร์ดที่เจ็ดอยู่ห่าง ๆ เธอเหลือบมองแผ่นหลังของเขา โดยเฉพาะที่แขนซ้าย
แขนเสื้อขาดและเปื้อนเลือดจนแดงฉาน
แต่กลับไม่เห็นบาดแผลชัดเจนหรือร่องรอยการบาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย
...เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
คนที่เปลี่ยนสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ราวกับมังกรให้กลายเป็นซากศพเย็นเฉียบในพริบตา จะมีสภาพแบบนี้เพราะการต่อสู้ดุเดือดธรรมดา ๆ ได้ยังไง?
พลังที่เหนือกว่าความสมเหตุสมผลอย่างแท้จริง
แต่ถ้าอย่างนั้น ภายในถ้ำนั้นคืออะไร? เกิดอะไรขึ้นถึงทำให้เขาต้องอยู่ในสภาพแบบนี้?
แม้จะคิดว่ามันเป็นแค่ความอยากรู้อยากเห็นโดยไร้ประโยชน์ แต่เธอก็อดที่จะสนใจไม่ได้
ลอร์ดที่เจ็ดเป็นคนที่ยากจะเข้าใจอยู่แล้ว
และการปีนเขาครั้งนี้...ก็ยิ่งทำให้เธอไม่เข้าใจว่าเขาทำทั้งหมดนี้ไปเพื่ออะไร
อาจมีเพียงอย่างเดียวที่เธอพอจะเรียนรู้เกี่ยวกับเขาได้บ้างก็คือนิสัยของเขาเท่านั้นเอง
จากการที่เขาพูดคุยกับคานซึ่งเป็นแค่ไกด์อย่างเป็นกันเอง ก็พอจะเห็นได้ว่าเขาไม่ใช่คนที่ให้ความสำคัญกับยศหรือสถานะอะไรมากนัก
อีกทั้งยังดูเหมือนไม่ชอบเคลื่อนไหวร่างกายหนัก ๆ ด้วย
คิดดูแล้วก็จริง ทุกครั้งที่มีโอกาส เขามักจะหยุดพักและชมวิวอย่างสบายใจ
โดยเฉพาะตอนที่ต้องปีนหน้าผา ถึงขั้นขอให้เธอช่วยแบกขึ้นไป ไม่สิ ถึงจะคิดอีกกี่รอบ เธอก็ยังไม่เข้าใจเหตุผลของเขาอยู่ดี
เขาเป็นคนที่ชวนให้งงจริง ๆ
เมื่อกลับมาถึงหน้าผาที่ปีนขึ้นมาก่อนหน้านี้ ลอร์ดที่เจ็ดก็หันกลับมามองเธอ
“แอชเชอร์”
“ค่ะ”
“อุ้มข้าลงไปที”
“…”
เธอไม่เข้าใจเลยจริง ๆ
สุดท้าย แอชเชอร์ก็ตัดสินใจว่าจากนี้ไปจะไม่พยายามทำความเข้าใจพฤติกรรมประหลาดของเขาอีกแล้ว
...
การเดินทางกลับเข้าเมืองใช้เวลาน้อยกว่าตอนปีนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
แน่นอนว่ามันเร็วขึ้นเพราะเป็นทางลงเขา แต่สาเหตุอีกอย่างก็คือพลังการฟื้นฟูเหนือมนุษย์ด้วย
เพราะพลังนี้ไม่ได้แค่เพิ่มความสามารถในการฟื้นฟูของร่างกายเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มพละกำลังด้วย ทำให้ฉันแทบไม่รู้สึกเหนื่อยเลย สรุปแล้ว ปัญหาเรื่องความอึดก็ถูกแก้ไขไปโดยปริยาย
หลังจากกลับถึงเมือง คานก็ได้รับค่าจ้างก้อนโตตามสัญญาและฉันก็แจ้งเจ้าเมืองเรื่องมอนสเตอร์
“งูยักษ์ปรากฏตัวในภูเขาทางเหนือ”
“อ๋อ ข้าก็กำลังจะจัดทีมสืบสวน เพราะได้ยินข่าวลือมาเหมือนกัน...”
“มันตายแล้วน่ะ แค่ไปจัดการกับซากมันก็พอ”
“…ว่าไงนะ?”
หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรต้องทำอีก ฉันจึงออกจากเมืองเจนิกซ์ทันที
ไม่นานหลังจากนั้น รถม้าก็เข้าสู่เขตแดนของลอร์ดที่เจ็ดเอนล็อคและมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงโดยผ่านเมืองหลายแห่งระหว่างทาง
และในที่สุด...
ก็มาถึงแล้ว!
ฉันจ้องมองกำแพงเมืองขนาดมหึมาที่ปรากฏอยู่ลิบ ๆ ด้านหน้า
หากไม่นับปราสาทของจอมราชันแล้ว กำแพงเมืองแห่งนี้ก็ถือว่าสูงและใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา
เมืองหลวงของเขตแดนลอร์ดที่เจ็ด บัคฮอร์น
เรามาถึงจุดหมายของการเดินทางเสียที