- หน้าแรก
- ฉันหลุดเข้าไปในเกมพร้อมสกิลสังหารในพริบตา
- บทที่ 12.1: การฟื้นฟูเหนือมนุษย์ (3)
บทที่ 12.1: การฟื้นฟูเหนือมนุษย์ (3)
บทที่ 12.1: การฟื้นฟูเหนือมนุษย์ (3)
บทที่ 12.1: การฟื้นฟูเหนือมนุษย์ (3)
ร่างของเบลวาโกร่าห์ทรุดฮวบลงกระแทกพื้น
ฉันเกือบล้มเพราะแรงสะเทือนจากเหตุการณ์นั้น แต่ก็ประคองตัวเองไว้ได้
เมื่อมองดูงูที่ล้มลงอยู่ตรงหน้า รู้สึกเหมือนกับว่าเพิ่งรอดกลับมาจากขุมนรกอย่างหวุดหวิด
มันตายไปทันทีทั้งที่ยังลืมตา เหมือนกับว่าจิตวิญญาณของมันหลุดลอยไป ทิ้งไว้เพียงเปลือกอันมหึมา
แค่เฉียดไปนิดเดียวจริง ๆ…
แค่ขนาดตัวก็เปรียบได้ราวมนุษย์กับมดแล้ว
ถ้าเบลวาโกร่าห์แค่แลบลิ้นมาแตะโดนล่ะก็ ฉันคงปลิวไปตายแบบไร้ศักดิ์ศรีแน่นอน ต้องบอกว่าครั้งนี้โชคดีสุด ๆ
พอสัมผัสร่างมันได้อย่างปลอดภัย ความรู้สึกปีติยินดีก็พุ่งทะยานเกินกว่าจะบรรยายได้
แม้ตอนอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงตาย ก็ยังมีสติแบบนั้นได้อีก ความคิดของฉันต้องเพี้ยนไปเพราะจิตวิญญาณแห่งราชันย์แล้วแน่ๆ
“อึก…อือ…”
ได้ยินเสียงครางแผ่วเบาแบบนั้น ฉันก็หันไปทางต้นเสียง
เห็นคานทรุดนั่งอยู่กับพื้น ใบหน้าซีดเซียวราวกับจิตวิญญาณถูกสูบออกไป
ส่วนแอชเชอร์ก็ยืนอยู่ ดวงตาเบิกกว้าง มองฉันนิ่งงันราวกับยังตั้งสติไม่ได้ เธอเพิ่งหลุดพ้นจากผลของความหวาดกลัวไปได้
บรรยากาศเงียบงันปกคลุมไปทั่ว ฉันจึงไม่ได้พูดอะไรออกไป
“มันเป็นมอนสเตอร์ที่ไม่ควรจะอยู่ในที่แบบนี้เลย”
“…”
ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนกลับมา
คานดูเหมือนจะหมดแรงเพราะทั้งความตกใจและความหวาดกลัว เขาจึงพักอยู่สักครู่ก่อนจะเริ่มเคลื่อนไหวต่อ
“ขอโทษค่ะ”
ในขณะที่ฉันนั่งอยู่บนก้อนหินและจ้องมองศพของเบลวาโกร่าห์ แอชเชอร์ก็เอ่ยขึ้นมาลอย ๆ
ฉันหันไปมองเธอ
โดยพื้นฐานแล้ว สีหน้าของแอชเชอร์ที่ไร้อารมณ์นั้นทำให้ยากจะอ่านความรู้สึกของเธอออก แต่ครั้งนี้ฉันเห็นได้ชัดว่าเธอกำลังแสดงสีหน้าหม่นหมอง
หลังจากลองคิดว่าเธอขอโทษเรื่องอะไรอยู่ครู่หนึ่ง ฉันก็พอจะเข้าใจ
เธอกำลังพูดว่า ตัวเองล้มเหลวในการคุ้มกันฉันสินะ?
แต่นี่มันเป็นหายนะที่ไม่มีใครคาดคิดเลยด้วยซ้ำ
มันเกินกว่าความสามารถของเธอไปมาก จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องตำหนิเธอ
จะให้เธอไปรับมือกับมอนสเตอร์ที่แม้แต่ลอร์ดถึงจะจัดการได้หรือไม่ก็ต้องเป็นคนระดับเดียวกันน่ะเหรอ?
แต่เธอกลับไม่อาจยอมรับได้กับความจริงที่ว่าเธอไม่ได้ทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ เพราะเธอเป็นคนแบบนั้น
แอชเชอร์เป็นคนที่มีความมุ่งมั่นแบบนั้น จริงจังกับทุกสิ่งและเคร่งครัดกับตัวเองอย่างที่สุด
อา...หรือว่าเป็นเพราะแบบนั้นกันแน่นะ?
บางทีอาจเป็นเพราะความตกใจที่ไม่สามารถต่อต้านได้แม้แต่นิดเดียวต่อหน้าเบลวาโกร่าห์
ฉันจึงเอ่ยปากขึ้น
“มอนสเตอร์หรือสิ่งมีชีวิตบางประเภทที่ปล่อยความหวาดกลัวออกมาได้นั้น ถือว่าหายากมาก”
แอชเชอร์กระพริบตาปริบ
เป็นปฏิกิริยาที่แสดงว่าเธอไม่เข้าใจว่าฉันกำลังจะสื่ออะไร เธออาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความหวาดกลัวคืออะไร
ความหวาดกลัวเป็นความสามารถประเภทหนึ่งที่มีข้อมูลอยู่น้อยมากเพราะมอนสเตอร์ที่มีความสามารถนี้นั้นหายากสุด ๆ
ในระดับของเธอ ต่อให้เคยพบเจอมอนสเตอร์ตัวอื่นที่ปล่อยความหวาดกลัวได้ ก็คงไม่เคยได้รับผลกระทบเลย
เพราะงั้น ถ้านี่เป็นครั้งแรกที่เธอเผชิญกับประสบการณ์แปลกประหลาดนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหากมันจะกระทบต่อความภาคภูมิใจของเธอ
“มันเป็นความสามารถที่ทำให้เกิดความกลัว โดยเฉพาะกับศัตรูที่อ่อนแอกว่า โดยทั่วไปแล้ว เป้าหมายจะสูญเสียเจตจำนงในการต่อสู้และตกอยู่ในอาการตื่นตระหนก”
“…อา”
ในตอนนั้นเอง แอชเชอร์ก็หันไปมองศพของเบลเลวาโกร่าห์ด้วยสีหน้าราวกับตกใจ
“เจ้าไม่เคยประสบกับมันมาก่อนสินะ”
“ค่ะ”
“เจ้าสัตว์ประหลาดตัวนั้นแข็งแกร่งมาก ขนาดที่ว่าหาได้ยากแม้แต่ในแดนอสูรก็ตาม”
เมื่อได้ยินคำปลอบใจ แอชเชอร์ก็ดูเหมือนจะตกใจเล็กน้อย
เธอพยักหน้าโดยไม่พูดอะไร จากนั้นก็เม้มปากเงียบไปอีกครั้ง จนทำให้ไม่รู้เลยว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่
ไม่นานนัก คานก็ได้สติกลับมา
“ถ้ารู้สึกไม่ดี ก็พักต่ออีกหน่อยก็ได้นะ”
“อ๊ะ ไม่เป็นไรขอรับ ข้าเสียมารยาทมากจริง ๆ”
คานดูเหนื่อยล้า แต่ดูเหมือนจะฟื้นตัวพอให้ขยับตัวได้แล้ว
ในเมื่อเขาเพิ่งโดนความหวาดกลัวจากมอนสเตอร์ระดับ 90 เล่นงานเข้าไป แค่นี้ก็ถือว่าเก่งมากที่ไม่สลบไป
บางทีมันอาจจะเป็นแค่การปีนเขาครั้งหนึ่งในชีวิตของนักผจญภัย แต่สำหรับเขาแล้ว มันอาจจะกลายเป็นการผจญภัยที่น่าจดจำที่สุดเลยก็ได้
“ถ้าเจ้าสิ่งนั้นลงไปถึงเมืองจริง ๆ เมืองคงพังพินาศแน่นอน…”
คานพึมพำอย่างเหม่อลอยพลางมองศพของเบลวาโกร่าห์ ราวกับยังไม่สามารถรับรู้ความเป็นจริงตรงหน้าได้
จากนั้นเขาก็หันหน้ามาทางนี้และเมื่อสายตาสบกับฉัน เขาก็สะดุ้งเฮือกอย่างแรงแล้วรีบก้มหน้าทันที
…สีหน้านั่น มันก็เหมือนตอนที่เขาเห็นเบลวาโกร่าห์ครั้งแรกเลยไม่ใช่เหรอ?
นี่นายกำลังมองฉันเป็นมอนสเตอร์อยู่รึเปล่า?
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะรู้สึกแบบนั้น
ในสายตาพวกเขา ฉันคงดูเหมือนฆ่ามอนสเตอร์ตัวยักษ์นั่นได้แค่ด้วยการสัมผัสเท่านั้น
ถึงแม้แอชเชอร์จะแสร้งทำเป็นปกติ แต่เธอก็ยังคอยเหลือบมองศพนั่นอยู่เป็นระยะ
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อผ่านพ้นวิกฤตมาได้อย่างปลอดภัย ก็ถึงเวลาไปทำตามเป้าหมายที่มาที่นี่
“ไปกันเถอะ”
โดยรอบนั้นมีต้นไม้สีดำหนาทึบปกคลุมป่าให้มืดสลัว
ชิ้นส่วนลับนั้นอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว