เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12.1: การฟื้นฟูเหนือมนุษย์ (3)

บทที่ 12.1: การฟื้นฟูเหนือมนุษย์ (3)

บทที่ 12.1: การฟื้นฟูเหนือมนุษย์ (3)


บทที่ 12.1: การฟื้นฟูเหนือมนุษย์ (3)

ร่างของเบลวาโกร่าห์ทรุดฮวบลงกระแทกพื้น

ฉันเกือบล้มเพราะแรงสะเทือนจากเหตุการณ์นั้น แต่ก็ประคองตัวเองไว้ได้

เมื่อมองดูงูที่ล้มลงอยู่ตรงหน้า รู้สึกเหมือนกับว่าเพิ่งรอดกลับมาจากขุมนรกอย่างหวุดหวิด

มันตายไปทันทีทั้งที่ยังลืมตา เหมือนกับว่าจิตวิญญาณของมันหลุดลอยไป ทิ้งไว้เพียงเปลือกอันมหึมา

แค่เฉียดไปนิดเดียวจริง ๆ…

แค่ขนาดตัวก็เปรียบได้ราวมนุษย์กับมดแล้ว

ถ้าเบลวาโกร่าห์แค่แลบลิ้นมาแตะโดนล่ะก็ ฉันคงปลิวไปตายแบบไร้ศักดิ์ศรีแน่นอน ต้องบอกว่าครั้งนี้โชคดีสุด ๆ

พอสัมผัสร่างมันได้อย่างปลอดภัย ความรู้สึกปีติยินดีก็พุ่งทะยานเกินกว่าจะบรรยายได้

แม้ตอนอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงตาย ก็ยังมีสติแบบนั้นได้อีก ความคิดของฉันต้องเพี้ยนไปเพราะจิตวิญญาณแห่งราชันย์แล้วแน่ๆ

“อึก…อือ…”

ได้ยินเสียงครางแผ่วเบาแบบนั้น ฉันก็หันไปทางต้นเสียง

เห็นคานทรุดนั่งอยู่กับพื้น ใบหน้าซีดเซียวราวกับจิตวิญญาณถูกสูบออกไป

ส่วนแอชเชอร์ก็ยืนอยู่ ดวงตาเบิกกว้าง มองฉันนิ่งงันราวกับยังตั้งสติไม่ได้ เธอเพิ่งหลุดพ้นจากผลของความหวาดกลัวไปได้

บรรยากาศเงียบงันปกคลุมไปทั่ว ฉันจึงไม่ได้พูดอะไรออกไป

“มันเป็นมอนสเตอร์ที่ไม่ควรจะอยู่ในที่แบบนี้เลย”

“…”

ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนกลับมา

คานดูเหมือนจะหมดแรงเพราะทั้งความตกใจและความหวาดกลัว เขาจึงพักอยู่สักครู่ก่อนจะเริ่มเคลื่อนไหวต่อ

“ขอโทษค่ะ”

ในขณะที่ฉันนั่งอยู่บนก้อนหินและจ้องมองศพของเบลวาโกร่าห์ แอชเชอร์ก็เอ่ยขึ้นมาลอย ๆ

ฉันหันไปมองเธอ

โดยพื้นฐานแล้ว สีหน้าของแอชเชอร์ที่ไร้อารมณ์นั้นทำให้ยากจะอ่านความรู้สึกของเธอออก แต่ครั้งนี้ฉันเห็นได้ชัดว่าเธอกำลังแสดงสีหน้าหม่นหมอง

หลังจากลองคิดว่าเธอขอโทษเรื่องอะไรอยู่ครู่หนึ่ง ฉันก็พอจะเข้าใจ

เธอกำลังพูดว่า ตัวเองล้มเหลวในการคุ้มกันฉันสินะ?

แต่นี่มันเป็นหายนะที่ไม่มีใครคาดคิดเลยด้วยซ้ำ

มันเกินกว่าความสามารถของเธอไปมาก จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องตำหนิเธอ

จะให้เธอไปรับมือกับมอนสเตอร์ที่แม้แต่ลอร์ดถึงจะจัดการได้หรือไม่ก็ต้องเป็นคนระดับเดียวกันน่ะเหรอ?

แต่เธอกลับไม่อาจยอมรับได้กับความจริงที่ว่าเธอไม่ได้ทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ เพราะเธอเป็นคนแบบนั้น

แอชเชอร์เป็นคนที่มีความมุ่งมั่นแบบนั้น จริงจังกับทุกสิ่งและเคร่งครัดกับตัวเองอย่างที่สุด

อา...หรือว่าเป็นเพราะแบบนั้นกันแน่นะ?

บางทีอาจเป็นเพราะความตกใจที่ไม่สามารถต่อต้านได้แม้แต่นิดเดียวต่อหน้าเบลวาโกร่าห์

ฉันจึงเอ่ยปากขึ้น

“มอนสเตอร์หรือสิ่งมีชีวิตบางประเภทที่ปล่อยความหวาดกลัวออกมาได้นั้น ถือว่าหายากมาก”

แอชเชอร์กระพริบตาปริบ

เป็นปฏิกิริยาที่แสดงว่าเธอไม่เข้าใจว่าฉันกำลังจะสื่ออะไร เธออาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความหวาดกลัวคืออะไร

ความหวาดกลัวเป็นความสามารถประเภทหนึ่งที่มีข้อมูลอยู่น้อยมากเพราะมอนสเตอร์ที่มีความสามารถนี้นั้นหายากสุด ๆ

ในระดับของเธอ ต่อให้เคยพบเจอมอนสเตอร์ตัวอื่นที่ปล่อยความหวาดกลัวได้ ก็คงไม่เคยได้รับผลกระทบเลย

เพราะงั้น ถ้านี่เป็นครั้งแรกที่เธอเผชิญกับประสบการณ์แปลกประหลาดนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหากมันจะกระทบต่อความภาคภูมิใจของเธอ

“มันเป็นความสามารถที่ทำให้เกิดความกลัว โดยเฉพาะกับศัตรูที่อ่อนแอกว่า โดยทั่วไปแล้ว เป้าหมายจะสูญเสียเจตจำนงในการต่อสู้และตกอยู่ในอาการตื่นตระหนก”

“…อา”

ในตอนนั้นเอง แอชเชอร์ก็หันไปมองศพของเบลเลวาโกร่าห์ด้วยสีหน้าราวกับตกใจ

“เจ้าไม่เคยประสบกับมันมาก่อนสินะ”

“ค่ะ”

“เจ้าสัตว์ประหลาดตัวนั้นแข็งแกร่งมาก ขนาดที่ว่าหาได้ยากแม้แต่ในแดนอสูรก็ตาม”

เมื่อได้ยินคำปลอบใจ แอชเชอร์ก็ดูเหมือนจะตกใจเล็กน้อย

เธอพยักหน้าโดยไม่พูดอะไร จากนั้นก็เม้มปากเงียบไปอีกครั้ง จนทำให้ไม่รู้เลยว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่

ไม่นานนัก คานก็ได้สติกลับมา

“ถ้ารู้สึกไม่ดี ก็พักต่ออีกหน่อยก็ได้นะ”

“อ๊ะ ไม่เป็นไรขอรับ ข้าเสียมารยาทมากจริง ๆ”

คานดูเหนื่อยล้า แต่ดูเหมือนจะฟื้นตัวพอให้ขยับตัวได้แล้ว

ในเมื่อเขาเพิ่งโดนความหวาดกลัวจากมอนสเตอร์ระดับ 90 เล่นงานเข้าไป แค่นี้ก็ถือว่าเก่งมากที่ไม่สลบไป

บางทีมันอาจจะเป็นแค่การปีนเขาครั้งหนึ่งในชีวิตของนักผจญภัย แต่สำหรับเขาแล้ว มันอาจจะกลายเป็นการผจญภัยที่น่าจดจำที่สุดเลยก็ได้

“ถ้าเจ้าสิ่งนั้นลงไปถึงเมืองจริง ๆ เมืองคงพังพินาศแน่นอน…”

คานพึมพำอย่างเหม่อลอยพลางมองศพของเบลวาโกร่าห์ ราวกับยังไม่สามารถรับรู้ความเป็นจริงตรงหน้าได้

จากนั้นเขาก็หันหน้ามาทางนี้และเมื่อสายตาสบกับฉัน เขาก็สะดุ้งเฮือกอย่างแรงแล้วรีบก้มหน้าทันที

…สีหน้านั่น มันก็เหมือนตอนที่เขาเห็นเบลวาโกร่าห์ครั้งแรกเลยไม่ใช่เหรอ?

นี่นายกำลังมองฉันเป็นมอนสเตอร์อยู่รึเปล่า?

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะรู้สึกแบบนั้น

ในสายตาพวกเขา ฉันคงดูเหมือนฆ่ามอนสเตอร์ตัวยักษ์นั่นได้แค่ด้วยการสัมผัสเท่านั้น

ถึงแม้แอชเชอร์จะแสร้งทำเป็นปกติ แต่เธอก็ยังคอยเหลือบมองศพนั่นอยู่เป็นระยะ

อย่างไรก็ตาม ในเมื่อผ่านพ้นวิกฤตมาได้อย่างปลอดภัย ก็ถึงเวลาไปทำตามเป้าหมายที่มาที่นี่

“ไปกันเถอะ”

โดยรอบนั้นมีต้นไม้สีดำหนาทึบปกคลุมป่าให้มืดสลัว

ชิ้นส่วนลับนั้นอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว

จบบทที่ บทที่ 12.1: การฟื้นฟูเหนือมนุษย์ (3)

คัดลอกลิงก์แล้ว