เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11.2: การฟื้นฟูเหนือมนุษย์ (2)

บทที่ 11.2: การฟื้นฟูเหนือมนุษย์ (2)

บทที่ 11.2: การฟื้นฟูเหนือมนุษย์ (2)


บทที่ 11.2: การฟื้นฟูเหนือมนุษย์ (2)

ยิ่งเดินลึกเข้าไปในภูเขา ก็ยิ่งเจอมอนสเตอร์บ่อยขึ้น

นอกจากสัตว์อสูรประเภทสัตว์ร้ายมากมาย รวมถึงเจ้าหมีหนามที่คานเคยพูดถึงแล้ว พวกเรายังเจอโทรลด้วย มันเป็นมอนสเตอร์ที่ถือว่าค่อนข้างแข็งแกร่งทีเดียว

ไม่มีการโจมตีตอนกลางคืน แต่ระหว่างวัน ท่ามกลางแสงแดดหรือแม้แต่ตอนกำลังนั่งกินอาหารเช้า บางครั้งก็มีนกป่าขนาดใหญ่เท่าคนบินโฉบลงมาจากไหนสักแห่งแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

และหลังจากที่พวกเราเริ่มออกเดินทางกันอีกครั้งได้ไม่นาน ก็ถูกฝูงหมูป่าล้อมไว้

แต่พวกนี้ไม่ใช่แค่หมูป่าธรรมดา พวกมันคือมอนสเตอร์ที่เรียกว่าหมูเกราะซึ่งทั้งร่างแข็งเหมือนสวมเกราะ...

ฉัวะ!

เมื่อแอชเชอร์สะบัดดาบ พลังดาบขนาดมหึมาที่แผ่กระจายเป็นแนวนอนก็ผ่าเจ้าพวกนั้นจนหมดในดาบเดียว เลือดสาดกระจายย้อมป่าเป็นสีแดงฉาน

เธอกำลังทำหน้าที่ผู้คุ้มกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ไม่มีมอนสเตอร์ตัวไหนที่พุ่งเข้ามาใกล้ฉันเกินห้าเมตรเลยแม้แต่ตัวเดียว

ฉันจึงหันไปถามคาน

“เวลาเดินเขาปกติ เจอมอนสเตอร์บ่อยขนาดนี้ไหม?”

“ไม่บ่อยขนาดนั้นหรอกขอรับ ปกติแล้วข้าจะคอยระวังอย่างเข้มงวดเพื่อไม่ให้เจอพวกมันเลยด้วยซ้ำ”

คานอธิบายว่าถ้าเขาเห็นแม้แต่สัญญาณลางร้าย เขาก็จะถอยหรือหันไปใช้เส้นทางอื่นทันที

ซึ่งนั่นก็หมายความว่า เขากำลังเดินตรงอย่างเดียวโดยไม่สนว่าทางที่ไปจะเป็นทางเดินหรือเปล่า เขาคงตระหนักได้แล้วว่าไม่จำเป็นต้องระวังอะไรอีก หลังจากเห็นพลังของแอชเชอร์ เพราะมันก็แค่เสียเวลาเปล่า

พวกเรามาถึงเชิงหน้าผากันในตอนที่พระอาทิตย์ขึ้นมาจนอยู่กลางฟ้าแล้ว

หน้าผานั้นสูงหลายสิบเมตรได้ แต่คานกลับพูดคำที่ชวนเหลือเชื่อออกมา

“ถ้าปีนขึ้นไปทางนี้ แล้วเดินต่ออีกนิดก็จะถึงจุดหมายแล้วขอรับ”

อะไรนะ?

ฉันมองเขาด้วยความรู้สึกเหมือนกำลังฟังเรื่องเพ้อเจ้ออะไรอยู่ แต่คานกลับยิ้มแห้ง ๆ

“อ้อ ข้าไม่เป็นไรหรอกนะขอรับ เส้นทางนี้มีที่ให้เหยียบเยอะ แล้วข้าก็เคยปีนความสูงระดับนี้มาสองสามครั้งแล้ว เลยคุ้นชิน”

“…”

ไม่ใช่หรอก ฉันไม่ได้ห่วงนาย ฉันห่วงตัวฉันเองต่างหาก

ฉันเงยหน้าขึ้นมองหน้าผา

ลืมไปเลยว่ากับผู้คนเหนือมนุษย์ในโลกนี้ การปีนหน้าผาโดยไม่มีอุปกรณ์มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่

หน้าผานี่ไม่ใช่ทางที่ถูกปิด แต่เป็นเส้นทางที่ปีนขึ้นไปได้เท่านั้น

“…มีแค่ทางนี้เหรอ?”

“ขอรับ? ถ้าจะหาอีกเส้นทางก็พอมีอยู่ แต่ต้องย้อนทางไกลมากเลยขอรับ ถ้างั้น ข้าขอขึ้นไปก่อนนะ”

คานพูดจบก็เริ่มเคลื่อนไหวก่อน

เขาคงไม่ได้คิดเลยว่าฉันจะปีนอะไรแค่นี้ไม่ได้

แบบนี้น่าจะพานักเวทมาด้วยอีกคน…

คานเกาะหน้าผาแน่นเหมือนจิ้งจก แล้วเริ่มไต่ขึ้นไปอย่างรวดเร็ว

ฉันมองคานด้วยความสิ้นหวัง ก่อนจะหันไปมองแอชเชอร์

...มาถึงขั้นนี้แล้ว ก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ

“แอชเชอร์”

“ค่ะ”

“พาข้าขึ้นไปที”

“…คะ?”

แอชเชอร์หันมามองด้วยสีหน้าลังเลเหมือนไม่แน่ใจว่าได้ยินถูกหรือเปล่า

ฉันจึงพูดอีกครั้งอย่างกล้าหาญที่สุด

“ข้าบอกให้พาข้าขึ้นไป”

“…”

ความเงียบโรยตัวลงชั่วครู่

สีหน้าของเธอดูสับสนอย่างเห็นได้ชัด เหมือนยังเข้าใจเจตนาของคำสั่งนี้ไม่ได้ แต่ในที่สุดเธอก็คุกเข่าลงอย่างเชื่อฟังและหันหลังให้ฉัน

ตึง!

และมันก็ใช้เวลาเพียงชั่วพริบตาเดียวที่เรามาถึงด้านบน

เพราะแค่จังหวะก้าวเท้าครั้งเดียว ร่างของเธอก็พุ่งทะยานขึ้นมาเหมือนระเบิด ส่งเราขึ้นถึงยอดหน้าผาโดยไม่ต้องเหยียบแม้แต่ผนังหิน

โดยทั่วไปแล้วอะไรแบบนี้ควรจะให้ความรู้สึกเวียนหัวหรือไม่ก็เหมือนท้องไส้ถูกดึงออก แต่ไม่รู้ทำไมฉันถึงยังพอทนไหวและไม่เผลอกรีดร้องออกมา

…อึก

ฉันไม่อยากให้มันเกิดขึ้นรอบสองเด็ดขาด

ฉันพยายามสงบความรู้สึกวูบวาบในท้อง ก่อนจะลงจากหลังของแอชเชอร์

เมื่อมองลงไปด้านล่าง คานก็ปีนขึ้นมาได้ประมาณหนึ่งในสามแล้ว ดูท่าคงจะขึ้นมาถึงในอีกไม่นาน

ถ้าแอชเชอร์ช่วยเขาขึ้นมาด้วยก็คงรวดเร็วมากแน่ แต่เพราะมันดูแปลกที่จะให้เธอทำแบบนั้นอีกครั้ง ฉันจึงเลือกแค่ยืนรอเฉย ๆ

“…”

แอชเชอร์จ้องไปที่บางสิ่ง

ฉันหันไปมองตามสัญชาตญาณ แต่กลับไม่เห็นอะไรเลย

ทันใดนั้น กลิ่นคาวเลือดก็พุ่งเข้าจมูกฉัน

กลิ่นเลือด...?

เป็นกลิ่นที่ฉันรู้ได้ทันที

ไม่นาน คานที่ปีนขึ้นมาถึงยอดก็ปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าไปพลางกวาดตามองไปรอบ ๆ ดูเหมือนเขาเองก็ได้กลิ่นนั้นเหมือนกัน เขาพูดขึ้นว่า

“ดูเหมือนจะมีซากมอนสเตอร์อยู่แถวนี้นะขอรับ”

พวกเราจึงเดินหน้าต่อไป

ยิ่งลึกเข้าไปในป่า กลิ่นเลือดก็ยิ่งรุนแรงขึ้น แสดงว่าเรากำลังเข้าใกล้ต้นตอเข้าไปทุกที

และเมื่อไปถึงจุดหนึ่ง ทุกคนก็ถึงกับพูดไม่ออกกับภาพตรงหน้า

“…”

สิ่งที่เห็นคือซากของงูยักษ์

งูยักษ์ที่มีเกล็ดสีเทา หัวใหญ่เท่ามนุษย์และลำตัวยาวเท่าความสูงของคน แน่นอนว่ามันคืองูยักษ์อย่างไม่ต้องสงสัย

แต่สิ่งที่สะดุดตาคือ มันตายแล้ว

ช่วงกลางลำตัวของมัน...ไม่สิ ไม่ใช่แค่ถูกตัดออกไป แต่ตรงกลางนั้นหายไปทั้งท่อน

เหมือนกับว่ามีบางอย่างที่ใหญ่กว่ามันมากมากินมันเข้าไปทั้งคำยังไงยังงั้นเลย

จบบทที่ บทที่ 11.2: การฟื้นฟูเหนือมนุษย์ (2)

คัดลอกลิงก์แล้ว