เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10.2: การฟื้นฟูเหนือมนุษย์ (1)

บทที่ 10.2: การฟื้นฟูเหนือมนุษย์ (1)

บทที่ 10.2: การฟื้นฟูเหนือมนุษย์ (1)


บทที่ 10.2: การฟื้นฟูเหนือมนุษย์ (1)

ยกเว้นดาบศักดิ์สิทธิ์แล้ว พลังในโลกนี้แบ่งออกเป็นสามประเภทหลัก

พลังเวท ลักษณะเฉพาะของเผ่าพันธุ์และพลังลี้ลับ

ในรูปแบบการเล่นของเกมจริง ๆ นั้น ไม่มีการแบ่งแยกแบบนี้ ทุกอย่างรวมกันเป็นระบบสกิลระบบเดียว แต่เมื่อจัดตั้งระบบขึ้นมาแล้วก็มีการแบ่งประเภทอย่างที่เห็น

พลังเวท เป็นพลังที่กว้างและหลากหลายมากที่สุดและไม่ต่างอะไรจากแก่นกลางของโลกใบนี้

โดยพื้นฐานแล้วเป็นพลังที่ใครก็สามารถใช้ได้หากมีความพยายามพอ แต่แน่นอนว่ายังขึ้นอยู่กับพรสวรรค์และเผ่าพันธุ์โดยกำเนิดด้วย ยกเว้นเผ่าบางกลุ่ม เช่น ปีศาจและมนุษย์คือเผ่าที่มีความเข้ากันได้กับเวทมนตร์มากที่สุด

ลักษณะเฉพาะของเผ่าพันธุ์ ตามชื่อก็คือ ลักษณะเฉพาะตัวที่มีเฉพาะเผ่าพันธุ์ใดเผ่าพันธุ์หนึ่งเท่านั้น

สำหรับมนุษย์คือความเข้ากันได้กับพลังเวท สำหรับเผ่าสัตว์คือความสามารถทางร่างกายและสำหรับคนแคระคือความชำนาญด้านทักษะ

นอกจากนี้ ยังไม่ใช่แค่ความโดดเด่นในด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมีลักษณะเฉพาะที่มีเพียงเผ่านั้น ๆ เท่านั้นที่สามารถใช้ได้ เช่น พลังควบคุมวิญญาณของเอลฟ์ สกิลโลหิตของแวมไพร์และเวทขาวของเผ่าจันทราขาว

สุดท้ายคือ พลังลี้ลับ

พลังลี้ลับเป็นพลังที่ไม่สามารถระบุแหล่งที่มาได้อย่างชัดเจน

เพราะมันหายากเป็นอย่างมาก จึงมีคนที่ครอบครองอยู่น้อยมาก บางพลังลี้ลับเองก็มีพลังที่แข็งแกร่งจนไม่อาจเข้าใจได้

ถ้าเป็นบนโลกมนุษย์ พลังเวทและลักษณะของเผ่าพันธุ์ก็นับว่าเป็นพลังเหนือธรรมชาติอยู่แล้ว แต่หากมองจากแนวคิดของโลกนี้ พลังลี้ลับอาจจะเป็นสิ่งเดียวที่เรียกได้ว่าเป็นพลังเหนือธรรมชาติอย่างแท้จริง

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ

มันเป็นเพียงเพราะพลังลี้ลับเหล่านี้หาได้ยากมากก็เท่านั้น แต่หากพบเจอและได้ครอบครองแล้ว ไม่ว่าใครก็สามารถใช้ได้โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น

สรุปก็คือมันเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดและแทบจะเป็นหนทางเดียวในการเพิ่มความสามารถของตัวเองในระยะเวลาอันสั้น

ชิ้นส่วนลับที่ฉันวางแผนจะค้นหาในระหว่างทางไปยังจุดหมายปลายทาง ก็คือหนึ่งในพลังลี้ลับเช่นกัน

การฟื้นฟูเหนือมนุษย์

มันเป็นพลังลี้ลับประเภทฟื้นฟู ที่ช่วยเพิ่มพลังการฟื้นสภาพของร่างกาย

พลังลี้ลับการฟื้นฟูเหนือมนุษย์นั้นตั้งอยู่ลึกเข้าไปในเทือกเขารูทัส ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองเจนิกซ์ อยู่บริเวณพรมแดนของเขตแดนจอมราชัน

แต่ตอนนี้เรายังเดินทางมาไม่ถึงแม้แต่เมืองแรกเลย เพราะงั้นระยะทางถึงเจนิกซ์ยังอีกยาวไกล

ความจริงแล้ว การเดินทางไปเจนิกซ์ไปถือเป็นการอ้อมทางอยู่บ้าง แต่ถ้าหากได้พลังลี้ลับนั้นมาครอบครองแล้วล่ะก็ การที่เดินทางไปถึงจุดหมายล่าช้าไปบ้างก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย

ไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรมากนัก

ฉันเหลือบมองแอชเชอร์อีกครั้ง

จนกว่าจะไปถึงสถานที่ที่ซ่อนพลังฟื้นฟูเหนือมนุษย์เอาไว้ หน้าที่ของเธอในฐานะผู้คุ้มกันคือการทำให้แน่ใจว่าไม่มีมอนสเตอร์บนภูเขาเข้ามาแตะตัวฉันได้

พิจารณาจากระดับของเธอแล้ว ก็คงไม่มีปัญหาอะไรแน่นอน

แม้จะอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ เธอก็ยังคงจดจ่ออยู่กับหน้าที่ของตัวเองในฐานะผู้คุ้มกันอย่างไม่หวั่นไหว ฉันจึงไม่จำเป็นต้องกังวลว่าเธอจะไม่ทำหน้าที่ของตัวเอง

แน่นอนว่านั่นไม่ได้หมายความว่าความปลอดภัยจะได้รับการรับประกันแบบสมบูรณ์ แต่ความเสี่ยงระดับนี้ ต่อจากนี้ไปก็คงเจอบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ อยู่แล้ว ดังนั้น ฉันควรเริ่มชินกับมันไว้ตั้งแต่ตอนนี้

ถึงอย่างนั้น...ถ้าเริ่มต้นจากการได้พลังฟื้นฟูเหนือมนุษย์ ฉันก็อดคิดไม่ได้ว่าชีวิตหลังจากนี้อาจจะง่ายขึ้นบ้าง

แน่นอนว่ามันคงจะดีกว่ามาก ถ้ามันเป็นพลังประเภทป้องกัน แต่ยังไงซะ สิ่งที่ทำได้ตอนนี้ก็คือรับมือกับสิ่งที่มีอยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุด

ฉันมองออกไปนอกหน้าต่าง

เบื้องหน้าท่ามกลางที่ราบกว้างใหญ่ คือเทือกเขาทอดยาวเป็นแนวเส้นลูกคลื่นราวภาพวาด ทัศนียภาพธรรมชาติที่สวยงามน่าประทับใจ

......

เวลาผ่านไปอีกพักใหญ่ รถม้าก็เดินทางผ่านเมืองต่าง ๆ หลายแห่งและในที่สุดก็มาถึงเมืองเจนิกซ์

เจนิกซ์ตั้งอยู่ตรงเชิงเขาและเป็นเมืองที่มีป้อมปราการแข็งแกร่งกว่าหลาย ๆ เมืองที่เราผ่านมาก่อนหน้า

“นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ท่านลอร์ดที่เจ็ดให้เกียรติมาเยือนเมืองเล็ก ๆ ของเรา”

เจ้าเมืองของเจนิกซ์เป็นชายมนุษย์วัยกลางคน

เขาดูสุขุมและสงบนิ่งกว่าเจ้าเมืองของเมืองก่อนหน้ามาก ที่พ่นคำเยินยอออกมาจนแทบฟังไม่ทัน

ฉันเดินเคียงข้างเขาพลางเอ่ยถามขึ้นว่า

“ใครในเมืองนี้ที่รู้เรื่องภูมิประเทศของเทือกเขารูทัสดีที่สุด?”

เจ้าเมืองนิ่งคิดด้วยสีหน้าที่แฝงความลังเล ก่อนจะตอบอย่างระมัดระวัง

“น่าเสียดายนะขอรับ ข้าไม่อาจบอกได้ว่าใครเก่งที่สุด...แต่ข้าคิดว่านักผจญภัยในกิลด์นักผจญภัยน่าจะรู้เรื่องภูมิประเทศของเทือกเขานั้นดี”

“ข้าต้องการไกด์ที่จะพาเข้าไปลึกในภูเขา ไม่ว่าจะเป็นนักผจญภัยหรือใครก็ตาม จงหาคนที่เหมาะสมมาที”

ฉันจำได้ดีว่าพลังลี้ลับการฟื้นฟูเหนือมนุษย์นั้นถูกซ่อนไว้ที่ไหน

แต่ฉันไม่มีความมั่นใจพอที่จะไปถึงที่นั่นได้หากไม่มีไกด์ที่เหมาะสม

เป็นธรรมดาที่จะต้องมีความแตกต่างอย่างมหาศาล ระหว่างแผนที่ที่เห็นผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์กับโลกแห่งความเป็นจริง

โลกแห่งนี้เคยเป็นเกมก็จริง แต่ตอนนี้มันคือความจริงของฉันแล้ว

รายละเอียดของสนามในเกมกับในความเป็นจริงนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง

แผนที่รวมของเกมส่วนใหญ่มักจะมีขนาดเล็กอย่างไร้เหตุผลเมื่อเทียบกับความเป็นจริง ขนาดที่เดินเท้าไม่กี่นาทีก็สามารถข้ามจากพื้นที่หนึ่งไปอีกพื้นที่ได้แล้ว

แต่นั่นก็เป็นเพียงระบบที่ถูกวางไว้ในเกม เพราะมันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะให้ผู้เล่นใช้เวลานานเป็นปีเพื่อเดินทางข้ามแผ่นดิน

ฉันจำเป็นต้องตระหนักถึงความแตกต่างตรงจุดนี้อยู่เสมอ

เช่นเดียวกับที่ต้องใช้เวลานานพอสมควรในการเดินทางจากปราสาทของจอมราชันมาจนถึงเมืองเจนิกซ์ ขนาดจริงของทวีปนี้ก็คงจะใหญ่กว่าที่เห็นในเกมเป็นพัน ๆ เท่า

และเพราะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเส้นทางจริงจะต้องผ่านภูมิประเทศหรือสิ่งใดบ้าง ไกด์จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

มันไม่มีทางที่ตำแหน่งของชิ้นส่วนลับจะเปลี่ยนไป

เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของภูมิประเทศ แต่มันคือส่วนหนึ่งของการตั้งค่าภายในเกม

ฉันจึงกล่าวเสริมกับเจ้าเมืองว่า

“ถ้ามีใครรู้เรื่องก้อนหินรูปร่างเหมือนนาฬิกาทรายขนาดใหญ่ที่อยู่ลึกเข้าไปในภูเขาทางตอนเหนือของเมืองล่ะก็...ต้องพามาให้ได้”

หินนาฬิกาทรายนั่นคือจุดสังเกตสำคัญที่จะนำทางไปยังพลังลี้ลับ

จบบทที่ บทที่ 10.2: การฟื้นฟูเหนือมนุษย์ (1)

คัดลอกลิงก์แล้ว