- หน้าแรก
- ฉันหลุดเข้าไปในเกมพร้อมสกิลสังหารในพริบตา
- บทที่ 10.2: การฟื้นฟูเหนือมนุษย์ (1)
บทที่ 10.2: การฟื้นฟูเหนือมนุษย์ (1)
บทที่ 10.2: การฟื้นฟูเหนือมนุษย์ (1)
บทที่ 10.2: การฟื้นฟูเหนือมนุษย์ (1)
ยกเว้นดาบศักดิ์สิทธิ์แล้ว พลังในโลกนี้แบ่งออกเป็นสามประเภทหลัก
พลังเวท ลักษณะเฉพาะของเผ่าพันธุ์และพลังลี้ลับ
ในรูปแบบการเล่นของเกมจริง ๆ นั้น ไม่มีการแบ่งแยกแบบนี้ ทุกอย่างรวมกันเป็นระบบสกิลระบบเดียว แต่เมื่อจัดตั้งระบบขึ้นมาแล้วก็มีการแบ่งประเภทอย่างที่เห็น
พลังเวท เป็นพลังที่กว้างและหลากหลายมากที่สุดและไม่ต่างอะไรจากแก่นกลางของโลกใบนี้
โดยพื้นฐานแล้วเป็นพลังที่ใครก็สามารถใช้ได้หากมีความพยายามพอ แต่แน่นอนว่ายังขึ้นอยู่กับพรสวรรค์และเผ่าพันธุ์โดยกำเนิดด้วย ยกเว้นเผ่าบางกลุ่ม เช่น ปีศาจและมนุษย์คือเผ่าที่มีความเข้ากันได้กับเวทมนตร์มากที่สุด
ลักษณะเฉพาะของเผ่าพันธุ์ ตามชื่อก็คือ ลักษณะเฉพาะตัวที่มีเฉพาะเผ่าพันธุ์ใดเผ่าพันธุ์หนึ่งเท่านั้น
สำหรับมนุษย์คือความเข้ากันได้กับพลังเวท สำหรับเผ่าสัตว์คือความสามารถทางร่างกายและสำหรับคนแคระคือความชำนาญด้านทักษะ
นอกจากนี้ ยังไม่ใช่แค่ความโดดเด่นในด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมีลักษณะเฉพาะที่มีเพียงเผ่านั้น ๆ เท่านั้นที่สามารถใช้ได้ เช่น พลังควบคุมวิญญาณของเอลฟ์ สกิลโลหิตของแวมไพร์และเวทขาวของเผ่าจันทราขาว
สุดท้ายคือ พลังลี้ลับ
พลังลี้ลับเป็นพลังที่ไม่สามารถระบุแหล่งที่มาได้อย่างชัดเจน
เพราะมันหายากเป็นอย่างมาก จึงมีคนที่ครอบครองอยู่น้อยมาก บางพลังลี้ลับเองก็มีพลังที่แข็งแกร่งจนไม่อาจเข้าใจได้
ถ้าเป็นบนโลกมนุษย์ พลังเวทและลักษณะของเผ่าพันธุ์ก็นับว่าเป็นพลังเหนือธรรมชาติอยู่แล้ว แต่หากมองจากแนวคิดของโลกนี้ พลังลี้ลับอาจจะเป็นสิ่งเดียวที่เรียกได้ว่าเป็นพลังเหนือธรรมชาติอย่างแท้จริง
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ
มันเป็นเพียงเพราะพลังลี้ลับเหล่านี้หาได้ยากมากก็เท่านั้น แต่หากพบเจอและได้ครอบครองแล้ว ไม่ว่าใครก็สามารถใช้ได้โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น
สรุปก็คือมันเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดและแทบจะเป็นหนทางเดียวในการเพิ่มความสามารถของตัวเองในระยะเวลาอันสั้น
ชิ้นส่วนลับที่ฉันวางแผนจะค้นหาในระหว่างทางไปยังจุดหมายปลายทาง ก็คือหนึ่งในพลังลี้ลับเช่นกัน
การฟื้นฟูเหนือมนุษย์
มันเป็นพลังลี้ลับประเภทฟื้นฟู ที่ช่วยเพิ่มพลังการฟื้นสภาพของร่างกาย
พลังลี้ลับการฟื้นฟูเหนือมนุษย์นั้นตั้งอยู่ลึกเข้าไปในเทือกเขารูทัส ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองเจนิกซ์ อยู่บริเวณพรมแดนของเขตแดนจอมราชัน
แต่ตอนนี้เรายังเดินทางมาไม่ถึงแม้แต่เมืองแรกเลย เพราะงั้นระยะทางถึงเจนิกซ์ยังอีกยาวไกล
ความจริงแล้ว การเดินทางไปเจนิกซ์ไปถือเป็นการอ้อมทางอยู่บ้าง แต่ถ้าหากได้พลังลี้ลับนั้นมาครอบครองแล้วล่ะก็ การที่เดินทางไปถึงจุดหมายล่าช้าไปบ้างก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย
ไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรมากนัก
ฉันเหลือบมองแอชเชอร์อีกครั้ง
จนกว่าจะไปถึงสถานที่ที่ซ่อนพลังฟื้นฟูเหนือมนุษย์เอาไว้ หน้าที่ของเธอในฐานะผู้คุ้มกันคือการทำให้แน่ใจว่าไม่มีมอนสเตอร์บนภูเขาเข้ามาแตะตัวฉันได้
พิจารณาจากระดับของเธอแล้ว ก็คงไม่มีปัญหาอะไรแน่นอน
แม้จะอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ เธอก็ยังคงจดจ่ออยู่กับหน้าที่ของตัวเองในฐานะผู้คุ้มกันอย่างไม่หวั่นไหว ฉันจึงไม่จำเป็นต้องกังวลว่าเธอจะไม่ทำหน้าที่ของตัวเอง
แน่นอนว่านั่นไม่ได้หมายความว่าความปลอดภัยจะได้รับการรับประกันแบบสมบูรณ์ แต่ความเสี่ยงระดับนี้ ต่อจากนี้ไปก็คงเจอบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ อยู่แล้ว ดังนั้น ฉันควรเริ่มชินกับมันไว้ตั้งแต่ตอนนี้
ถึงอย่างนั้น...ถ้าเริ่มต้นจากการได้พลังฟื้นฟูเหนือมนุษย์ ฉันก็อดคิดไม่ได้ว่าชีวิตหลังจากนี้อาจจะง่ายขึ้นบ้าง
แน่นอนว่ามันคงจะดีกว่ามาก ถ้ามันเป็นพลังประเภทป้องกัน แต่ยังไงซะ สิ่งที่ทำได้ตอนนี้ก็คือรับมือกับสิ่งที่มีอยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุด
ฉันมองออกไปนอกหน้าต่าง
เบื้องหน้าท่ามกลางที่ราบกว้างใหญ่ คือเทือกเขาทอดยาวเป็นแนวเส้นลูกคลื่นราวภาพวาด ทัศนียภาพธรรมชาติที่สวยงามน่าประทับใจ
......
เวลาผ่านไปอีกพักใหญ่ รถม้าก็เดินทางผ่านเมืองต่าง ๆ หลายแห่งและในที่สุดก็มาถึงเมืองเจนิกซ์
เจนิกซ์ตั้งอยู่ตรงเชิงเขาและเป็นเมืองที่มีป้อมปราการแข็งแกร่งกว่าหลาย ๆ เมืองที่เราผ่านมาก่อนหน้า
“นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ท่านลอร์ดที่เจ็ดให้เกียรติมาเยือนเมืองเล็ก ๆ ของเรา”
เจ้าเมืองของเจนิกซ์เป็นชายมนุษย์วัยกลางคน
เขาดูสุขุมและสงบนิ่งกว่าเจ้าเมืองของเมืองก่อนหน้ามาก ที่พ่นคำเยินยอออกมาจนแทบฟังไม่ทัน
ฉันเดินเคียงข้างเขาพลางเอ่ยถามขึ้นว่า
“ใครในเมืองนี้ที่รู้เรื่องภูมิประเทศของเทือกเขารูทัสดีที่สุด?”
เจ้าเมืองนิ่งคิดด้วยสีหน้าที่แฝงความลังเล ก่อนจะตอบอย่างระมัดระวัง
“น่าเสียดายนะขอรับ ข้าไม่อาจบอกได้ว่าใครเก่งที่สุด...แต่ข้าคิดว่านักผจญภัยในกิลด์นักผจญภัยน่าจะรู้เรื่องภูมิประเทศของเทือกเขานั้นดี”
“ข้าต้องการไกด์ที่จะพาเข้าไปลึกในภูเขา ไม่ว่าจะเป็นนักผจญภัยหรือใครก็ตาม จงหาคนที่เหมาะสมมาที”
ฉันจำได้ดีว่าพลังลี้ลับการฟื้นฟูเหนือมนุษย์นั้นถูกซ่อนไว้ที่ไหน
แต่ฉันไม่มีความมั่นใจพอที่จะไปถึงที่นั่นได้หากไม่มีไกด์ที่เหมาะสม
เป็นธรรมดาที่จะต้องมีความแตกต่างอย่างมหาศาล ระหว่างแผนที่ที่เห็นผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์กับโลกแห่งความเป็นจริง
โลกแห่งนี้เคยเป็นเกมก็จริง แต่ตอนนี้มันคือความจริงของฉันแล้ว
รายละเอียดของสนามในเกมกับในความเป็นจริงนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง
แผนที่รวมของเกมส่วนใหญ่มักจะมีขนาดเล็กอย่างไร้เหตุผลเมื่อเทียบกับความเป็นจริง ขนาดที่เดินเท้าไม่กี่นาทีก็สามารถข้ามจากพื้นที่หนึ่งไปอีกพื้นที่ได้แล้ว
แต่นั่นก็เป็นเพียงระบบที่ถูกวางไว้ในเกม เพราะมันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะให้ผู้เล่นใช้เวลานานเป็นปีเพื่อเดินทางข้ามแผ่นดิน
ฉันจำเป็นต้องตระหนักถึงความแตกต่างตรงจุดนี้อยู่เสมอ
เช่นเดียวกับที่ต้องใช้เวลานานพอสมควรในการเดินทางจากปราสาทของจอมราชันมาจนถึงเมืองเจนิกซ์ ขนาดจริงของทวีปนี้ก็คงจะใหญ่กว่าที่เห็นในเกมเป็นพัน ๆ เท่า
และเพราะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเส้นทางจริงจะต้องผ่านภูมิประเทศหรือสิ่งใดบ้าง ไกด์จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
มันไม่มีทางที่ตำแหน่งของชิ้นส่วนลับจะเปลี่ยนไป
เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของภูมิประเทศ แต่มันคือส่วนหนึ่งของการตั้งค่าภายในเกม
ฉันจึงกล่าวเสริมกับเจ้าเมืองว่า
“ถ้ามีใครรู้เรื่องก้อนหินรูปร่างเหมือนนาฬิกาทรายขนาดใหญ่ที่อยู่ลึกเข้าไปในภูเขาทางตอนเหนือของเมืองล่ะก็...ต้องพามาให้ได้”
หินนาฬิกาทรายนั่นคือจุดสังเกตสำคัญที่จะนำทางไปยังพลังลี้ลับ