- หน้าแรก
- ฉันหลุดเข้าไปในเกมพร้อมสกิลสังหารในพริบตา
- บทที่ 10.1: การฟื้นฟูเหนือมนุษย์ (1)
บทที่ 10.1: การฟื้นฟูเหนือมนุษย์ (1)
บทที่ 10.1: การฟื้นฟูเหนือมนุษย์ (1)
บทที่ 10.1: การฟื้นฟูเหนือมนุษย์ (1)
การพาแอชเชอร์มาเป็นผู้คุ้มกันนั้นไม่ยากอย่างที่คิด
เมื่อบอกกับคาเรนไป เธอก็แค่ตอบว่าทราบแล้วเหมือนเช่นเคย โดยไม่ถามรายละเอียดอะไรเพิ่มเติม
จะเรียกว่าการโอนย้ายกำลังพลก็อาจใช่...แต่ยังไงคาเรนก็ดูแลเรื่องนี้ได้โดยไม่มีปัญหาอยู่แล้ว
หลังจากนั้น พวกเราก็เริ่มเตรียมตัวออกเดินทางไปยังเอนล็อกดินแดนของลอร์ดที่เจ็ดทันที
มีชิ้นส่วนลับอยู่บนเส้นทางระหว่างทางไปที่นั่น
พื้นที่เต็มไปด้วยภูมิประเทศขรุขระและมีมอนสเตอร์ชุกชุม เดิมทีฉันลังเลว่าจะข้ามไปเลยดีไหม แต่ตอนนี้มีแอชเชอร์อยู่ด้วย ก็ถือว่าแก้ปัญหานั้นไปได้เรียบร้อย
ทำไมถึงมีคนมารวมตัวกันเยอะขนาดนี้?
ฉันมองดูรถม้าสีสันสดใสสี่ล้อที่จอดอยู่ตรงทางเข้าปราสาท
นั่นคือรถม้าที่ฉันจะใช้เดินทางไปเอนล็อก
รอบ ๆ มีทั้งอัศวินและคนอื่น ๆ อยู่กันอย่างคับคั่ง หลายคนขึ้นม้ารอพร้อมแล้ว นี่คือกำลังของจอมราชัน
พวกเขาถามฉันว่าควรเตรียมตัวยังไงดี ฉันก็แค่ตอบไปให้จัดการตามสะดวก แล้วมันก็กลายเป็นขบวนที่เกินกว่าที่ฉันจินตนาการไว้เสียอีก
“ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ ท่านลอร์ดที่เจ็ด”
เดย์ฟอน หัวหน้าเสนาธิการ กล่าวคำอำลา
เพราะจอมราชันไม่อยู่ในตอนนี้ เขาจึงออกมาส่งฉันแทน
จังหวะเหมาะพอดี
ฉันเหลือบมองแอชเชอร์ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
คิดดูแล้วก็ถือว่าโชคดีที่แอชเชอร์แอบกังวลเรื่องการถูกจอมราชันสังเกตเห็น
ถ้าเป็นเธอล่ะก็ ไม่มีอะไรแปลกเลยถ้าเธอจะมองออกถึงเลเวลของแอชเชอร์ตั้งแต่แรกเห็น
ไม่ว่าอย่างไร มันก็ไม่ต่างอะไรกับการแอบดึงตัวคนเก่งจากในปราสาทออกมา
หากพิจารณาจากนิสัยของจอมราชัน เธอคงไม่ใส่ใจอะไรนัก...แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ
อย่างน้อย ถ้าเธอรู้เรื่องนี้ในภายหลัง ก็ให้มันเป็นเรื่องของอนาคตไปดีกว่า พาแอชเชอร์ออกจากที่นี่ตอนนี้เลยน่าจะดีที่สุด
“สำหรับพิธีราชาภิเษก หากท่านเปลี่ยนใจเมื่อไร กรุณาแจ้งให้ทราบด้วย หากไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ไว้เจอกันในการประชุมของเหล่าลอร์ดครั้งหน้า”
พิธีราชาภิเษก
ฉันได้แสดงเจตจำนงไปแล้วว่าไม่ต้องการจัดพิธีราชาภิเษกอย่างเป็นทางการ
มันทั้งยุ่งยากโดยใช่เหตุและฉันก็ไม่อยากกลับไปยืนอยู่ท่ามกลางเหล่าลอร์ดพวกนั้นอีก
คงจะไม่ได้เจอหน้าจอมราชันหรือเหล่าลอร์ดคนอื่น ๆ อีกจนกว่าจะถึงการประชุมครั้งหน้า...ถึงฉันจะกำลังคิดอยู่ว่าจะหาทางเลี่ยงก็ตาม แต่ก็คงเป็นไปไม่ได้
ก่อนถึงตอนนั้น ฉันต้องเพิ่มระดับความสามารถของตัวเองให้มากพอเสียก่อน
เพราะในการประชุมครั้งหน้า มีความเป็นไปได้สูงว่าพวกเขาจะมอบภารกิจอะไรบางอย่างให้ ซึ่งฉันคงไม่สามารถปฏิเสธได้ง่าย ๆ แน่นอน
เวลาที่มีคือหนึ่งปี
อย่างน้อยจนกว่าจะถึงตอนนั้น ฉันต้องพยายามอย่างเต็มที่ที่สุดเพื่อเพิ่มระดับของตัวเองให้ได้มากที่สุด
“ออกเดินทางได้”
หลังจากขึ้นรถม้า ขบวนก็เริ่มเคลื่อนตัวอย่างเอิกเกริก
นี่คือจุดเริ่มต้นของการดิ้นรนอย่างแท้จริง
......
จากเมืองหลวงดราโกรไปยังเมืองหลวงของเอนล็อกก็เหมือนกับการเดินทางจากศูนย์กลางของประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่ง
แน่นอนว่าระยะทางนั้นไกลมาก ต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะไปถึง โดยจะต้องผ่านเมืองต่าง ๆ หลายแห่งระหว่างทาง
คงจะดีไม่น้อย ถ้าสามารถวาร์ปไปถึงได้เลยเหมือนอย่างที่เดย์ฟอนทำตอนอยู่บนเรือขนนักโทษ...แต่เวทวาร์ปในโลกนี้ไม่ใช่เวทมนตร์สะดวก ๆ ที่จะใช้ได้ทุกที่ทุกเวลา
การนั่งรถม้าครั้งแรกให้ความรู้สึกแปลก ๆ อยู่บ้าง แต่เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถปรับตัวได้ ฉันจึงค่อย ๆ ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์นี้ได้อย่างรวดเร็ว
ถนนที่ไม่ปูพื้นอย่างดีทำให้การเดินทางค่อนข้างกระแทกกระทั้น แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายถึงขั้นทนไม่ไหว
นอกจากนี้ เหล่าคนรับใช้ก็เตรียมอาหารและที่นอนเอาไว้อย่างเรียบร้อย จึงไม่ได้ลำบากอะไรนัก
ฉันปรับตัวเข้ากับชีวิตในพื้นที่จำกัดนี้ได้อย่างรวดเร็วและจัดการกับความเบื่อด้วยการอ่านหนังสือที่นำติดตัวมาหรือไม่ก็จัดระเบียบและตรวจสอบข้อมูลในสมุดโน้ต ขณะทอดสายตามองวิวภายนอกอย่างเลื่อนลอย
ถ้ามีใครให้พูดคุยด้วยก็คงจะหายเบื่อไปมาก...แต่โชคร้ายที่ไม่มี
ถึงแม้จะมีคนอยู่รอบตัวมากมาย แต่พวกเขาก็แทบไม่ต่างอะไรกับอากาศเลย
ตึบ
ฉันปิดหนังสือที่กำลังอ่านลงแล้วหันไปมองยังที่นั่งฝั่งตรงข้าม
แอชเชอร์นั่งอยู่ด้วยท่าทีสงบนิ่ง มือข้างหนึ่งวางใกล้กับด้ามดาบ
ต่างจากฉันที่ทำโน่นทำนี่ตลอดวัน แอชเชอร์เอาแต่นั่งอยู่ในสภาพเดิมทั้งวันโดยไม่ทำอะไรเลย
ฉันถามเธอว่า “ไม่เบื่อหรือไง?”
แอชเชอร์ตอบกลับมาด้วยสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย ราวกับประหลาดใจที่ฉันถามอะไรแบบนั้นขึ้นมา
“ไม่เบื่อค่ะ”
“จะยืมหนังสือไหม?”
“ไม่เป็นไรค่ะ ท่านลอร์ด”
เป็นการปฏิเสธอย่างเด็ดขาดราวกับจะบอกว่าเธอจะจงรักภักดีต่อหน้าที่คุ้มกันอย่างถึงที่สุด
และบทสนทนาก็จบลงเพียงเท่านั้น
ฉันถอนหายใจในใจ ก่อนจะหันไปมองนอกหน้าต่างรถม้าอีกครั้ง
พูดคุยกับผนังยังน่าจะได้อะไรกลับมามากกว่านี้
เดิมทีฉันคิดไว้ว่าจะลองพูดคุยกับแอชเชอร์ระหว่างเดินทางด้วยกันในรถม้า แต่ผลลัพธ์ก็อย่างที่เห็น
ไม่ว่าจะถามอะไร คำตอบที่ได้รับก็มีแต่สั้น ๆ ตรง ๆ จนไม่รู้จะต่อบทสนทนาอย่างไร
แน่นอนว่าฉันรู้สึกขอบคุณที่เธอทำหน้าที่ผู้คุ้มกันอย่างขยันขันแข็ง แต่แบบนี้มันก็ไม่ต่างอะไรกับการมีรูปปั้นนั่งมาด้วยเลย
ฉันรู้ว่าเธอมีนิสัยแบบนี้อยู่แล้ว แต่พอได้สัมผัสด้วยตัวเองก็รู้เลยว่าการสร้างความสนิทสนมและความไว้ใจกับเธอในอนาคตคงไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอน
“…”
แล้วกระแสความคิดของฉันก็พาไปหยุดยังจุดหนึ่ง...
ชิ้นส่วนลับที่ต้องจัดการให้เสร็จก่อนจะถึงจุดหมายของเรา