- หน้าแรก
- ฉันหลุดเข้าไปในเกมพร้อมสกิลสังหารในพริบตา
- บทที่ 6.2: สภาขุนนาง (3)
บทที่ 6.2: สภาขุนนาง (3)
บทที่ 6.2: สภาขุนนาง (3)
บทที่ 6.2: สภาขุนนาง (3)
“…”
หลังจากพูดไปแค่สองประโยค ความเงียบเย็นยะเยือกก็ปกคลุมทั่วห้องประชุม
แรงกดดันอันน่าสะพรึงตามมาและแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ
“เจ้ากล้าดียังไง…”
ครืด ครืด ครืด
ลอร์ดสายฟ้ามีประกายไฟไหลเวียนทั่วร่าง เธอจ้องมองฉันด้วยสายตาอาฆาตราวจะฆ่าฟัน
ความรู้สึกเสียวซ่าซัดซ่านไปทั่วร่าง
ฉันยอมรับเจตนาฆ่าฟันของลอร์ดสายฟ้าอย่างสงบนิ่งและยังคงรักษาสีหน้าไร้อารมณ์เอาไว้
แรงกดดันนั้นสัมผัสได้ชัดเจน แต่ด้วยจิตวิญญาณแห่งราชันย์ จิตใจของฉันจึงไม่หวั่นไหวหรือปั่นป่วนใด ๆ เลย
การไม่หลีกเลี่ยงการต่อสู้ไม่ใช่เพราะฉันอยากสู้ แต่เพราะมีเหตุผลบางอย่างที่ฉันต้องทำให้บรรยากาศมันดุเดือดเช่นนี้
เป้าหมายของฉันคือให้จอมราชันเข้ามาแทรกแซง
ฉันพูดว่าจะยอมรับการประลองก็ต่อเมื่อสามารถฆ่าคู่ต่อสู้ได้และคำยั่วยุนั้นก็ทำให้ลอร์ดสายฟ้าเดือดปุดยิ่งกว่าที่ฉันคาดไว้เสียอีก
หากมันกลายเป็นการประลองที่มีแต่ใครสักคนต้องพังพินาศ ก็ไม่มีทางที่จอมราชันจะยอมให้การต่อสู้เกิดขึ้น...จริงไหม?
รีบเข้ามาห้ามการประลองทีสิ
บรรยากาศตอนนี้รู้สึกราวกับสายฟ้าจะฟาดลงมาตรงที่นั่งของฉันได้ทุกเมื่อ
แล้วจอมราชันก็เปิดปากขึ้น ในน้ำเสียงมีแววเสียดายอยู่บ้าง เหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าเธอเองก็ใจร้อนไปหน่อย
“หยุด”
ต่างจากก่อนหน้านี้ เสียงของจอมราชันแฝงด้วยความจริงจังอยู่เล็กน้อย
หลังจากนั้น ลอร์ดสายฟ้าก็สงบลง แม้เธอยังคงจ้องมองฉันด้วยสายตาอาฆาตไม่เปลี่ยน
“มันช่วยไม่ได้หรอกใช่ไหม? เพราะถ้ามีการประลอง มันก็คงไม่ใช่แค่การดวลเบา ๆ อยู่แล้วใช่ไหมล่ะ?”
จอมราชันเอ่ยด้วยน้ำเสียงใสซื่อ ก่อนจะยิ้มบาง ๆ ราวกับจะเปลี่ยนบรรยากาศให้ผ่อนคลายลง
ฉันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
อย่างน้อยเรื่องก็คลี่คลายอย่างที่ฉันคาดไว้
เหล่าลอร์ดคนอื่น ๆ ที่ต่างก็ดูเหมือนลึกซึ้งเกินหยั่งถึง ต่างก็มีท่าทีเสียดายราวกับกำลังพลาดชมการแสดงสนุก ๆ ไป
“อื้ม ข้าไม่เห็นจะแคร์เท่าไหร่เลยนะ”
ลอร์ดคลั่งยิ้มพลางพูดขึ้น
“เขาก็ไม่ได้ดูหยาบคายเหมือนเจ้าแวมไพร์นั่นนี่นา การแต่งตั้งลอร์ดเป็นสิทธิ์ของจอมราชันอยู่แล้วนี่ ไม่เห็นจะต้องมาขอความเห็นจากพวกเราสักหน่อย?”
“แล้วทำไมข้าต้องโดนพาดพิงอีกล่ะ?”
ทรราชบ่นพึมพำพลางจิ๊ปาก
นักปราชญ์ที่นั่งฟังอยู่ก็เหลือบตามองมาทางฉันก่อนจะช่วยกล่าวเสริม
“แม้จะดูรวดเร็ว แต่ข้าเองก็ไม่สงสัยในสายตาของจอมราชัน อีกอย่าง ที่นั่งของลอร์ดที่เจ็ดก็ปล่อยว่างไว้ไม่ได้ตลอดไปเสียด้วย หัวหน้าเสนาธิการเองก็ไม่ได้คัดค้านอะไรกับการตัดสินใจครั้งนี้”
นอกจากลอร์ดสายฟ้าแล้ว ลอร์ดคนอื่นไม่มีใครเอ่ยคัดค้าน
จะเรียกว่าเห็นด้วยก็ไม่เชิง...น่าจะเรียกว่าพวกเขายอมรับโดยไม่สนใจมากกว่าหรืออาจเพราะความต้องการของจอมราชันนั้นเด็ดขาดจนไม่มีใครกล้าขัด
แต่ฉันน่ะ...ยังไม่ได้พูดเลยว่ายอมรับตำแหน่งซะหน่อย
...นี่มันเหมือนกับว่าเรื่องทั้งหมดถูกตัดสินไปเรียบร้อยแล้วงั้นเหรอ?
เธอคือผู้ปกครองสูงสุดแห่งคัลเดอริค
เธออยู่ ณ จุดสูงสุดของอำนาจแห่งคัลเดอริค หนึ่งในสี่มหาอำนาจของทวีป แล้วใครกันจะกล้าปฏิเสธตำแหน่งที่เธอเสนอมา?
ปัญหาก็คือ...ฉันไม่ได้มีความสามารถที่เหมาะสมกับตำแหน่งลอร์ดเลยแม้แต่น้อย
จนถึงตอนนี้ ทุกคนต่างก็เข้าใจผิดเกี่ยวกับความสามารถของฉัน เพราะสถานการณ์มันดันพาให้เข้าใจเช่นนั้น แต่เอาเข้าจริง แม้แต่ทหารยามชั้นต่ำสุดที่เฝ้าประตูปราสาทก็ยังสามารถฆ่าฉันได้
โชคชะตาที่เป็นใจเช่นนี้จะคงอยู่ได้นานแค่ไหนกัน?
ถ้าฉันตอบรับข้อเสนอของจอมราชันและกลายเป็นลอร์ดที่เจ็ดจริง ๆ นั่นก็เท่ากับก้าวข้ามแม่น้ำที่ไม่มีวันหวนกลับ
แต่หากฉันปฏิเสธ...
มันก็เสี่ยงไม่แพ้กัน
แม้จะไม่ใช่ความตั้งใจของฉัน แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็มาที่ปราสาทของจอมราชันและเข้าร่วมการประชุมของเหล่าลอร์ด เพียงเพราะไม่อยากสร้างศัตรูในคัลเดอริค
และจอมราชันก็ยื่นเงื่อนไขที่ดีที่สุดให้แล้ว
ถ้าฉันปฏิเสธต่อหน้าสายตาเหล่านั้นล่ะ?
บุคลิกที่ดูเป็นมิตรของจอมราชันอาจพลิกกลับกลายเป็นศัตรูในพริบตาก็ได้ ฉันจะกล้าเสี่ยงขนาดนั้นไหม?
ไม่รู้เลยว่านั่นจะถือเป็นความบ้าระห่ำที่ไม่เข้าท่าหรือเป็นทางเลือกที่ฉลาดกว่าเพื่อลดความเสียหาย
ควรถามไปก่อนดีไหมว่า ขอเวลาไตร่ตรอง?
หัวสมองของฉันรู้สึกหนักอึ้ง ราวกับมีอะไรอุดตันอยู่เต็มไปหมด
จะดีกว่าไหม...ถ้าฉันจะเลื่อนการตัดสินใจนี้ออกไปก่อน?
จากนั้นลอร์ดคลั่งก็หันมามองฉันก่อนจะเปิดปากพูดขึ้น
“ยังไงก็เถอะ น่าเสียดายนะ ข้าให้สัญญาไว้หน้าห้องประชุมว่าจะลองดวลกันสักครั้ง”
…ให้ตอนไหนกัน?
แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการที่ฉันจะเป็นลอร์ดด้วย? แต่ไม่นานฉันก็เข้าใจ
ถ้านึกให้ดี ๆ คัลเดอริคเคยมีการตั้งกฎไว้อย่างชัดเจนว่าการต่อสู้ระหว่างลอร์ดถือเป็นสิ่งต้องห้ามเด็ดขาดไม่ใช่เหรอ?
มันเป็นข้อปฏิบัติขั้นต่ำเพื่อให้ลอร์ดแต่ละคน ซึ่งมีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก สามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่เกิดความขัดแย้งใหญ่โต
“ข้าเองก็เกลียดการจบแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ สุด ๆ เลยนะ อย่างน้อยก็ควรจะต่อสู้กันจนกว่าจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตายนั่นแหละ ถึงจะเรียกว่าดวลจริง ๆ ใช่ไหมล่ะ?”
“…”
เสียงหัวเราะที่ชวนให้รู้สึกถึงกลิ่นคาวเลือดทำให้ฉันนึกถึงความเป็นไปได้ที่น่าสะพรึงกลัว
ถ้าฉันปฏิเสธตำแหน่งลอร์ด หลังการประชุมจบลง อสุรกายบ้าคลั่งนั่นอาจจะอารมณ์คึกแล้วกระโจนเข้าใส่ฉันก็เป็นได้
แค่เจอกันครั้งแรก เธอก็ชักดาบจ่อคอฉันโดยไม่ลังเล แบบนั้นมันก็มีโอกาสเป็นไปได้อยู่หรอก
แต่แค่นั้นน่ะเหรอ? แม้แต่ตอนนี้ ลอร์ดสายฟ้าที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็ยังจ้องฉันเขม็งด้วยสายตาเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ
ถ้าฉันปฏิเสธ ฉันคงต้องมาคอยกังวลว่าหลังจบการประชุมจะมีอะไรตามมาอีกบ้าง
รับ...หรือปฏิเสธ
ไม่ว่าจะทางไหน มันก็คือการเลือกว่าจะเผชิญกับหายนะที่ใหญ่...หรือเล็กกว่ากันนิดหน่อย เหมือนกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นบนเรือขนนักโทษนั่นไม่มีผิด
ฉันเริ่มรู้สึกเสียใจ ที่ปล่อยให้สถานการณ์มันไหลมาถึงจุดนี้
สุดท้ายแล้ว ฉันก็แค่ต้องหาทางหนีออกจากปราสาทบ้าบอนี่ให้ได้ เพื่อหลุดพ้นจากเงื้อมมือของจอมราชัน
…แต่จะเสียใจไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้ว
“ตอนนี้...ก็เหลือแค่คำตอบของท่านรอนเท่านั้น”
นี่คือคำประกาศสุดท้ายจากปากของจอมราชัน
“ในฐานะจอมราชันแห่งคัลเดอริค ข้าขอเสนออย่างเป็นทางการ...ท่านจะรับตำแหน่งลอร์ดที่เจ็ดหรือไม่?”
ความเงียบอันนิ่งสงัดปกคลุมทั่วห้องประชุมและสายตาของเหล่าลอร์ดทั้งหมดที่อยู่รอบโต๊ะกลมก็หันมาจับจ้องที่ฉันเป็นจุดเดียว
ในที่สุด ฉันก็ตัดสินใจด้วยใจที่กึ่ง ๆ จะยอมแพ้
“…ข้ารับตำแหน่ง”