- หน้าแรก
- พกคลังสินค้า ทะลุมิติสู่ราชวงศ์หมิง
- บทที่ 11 แป้งสีขาวบริสุทธิ์
บทที่ 11 แป้งสีขาวบริสุทธิ์
บทที่ 11 แป้งสีขาวบริสุทธิ์
ในห้องหนังสือของจวนกว้างขวางแห่งหนึ่งในเป่ยผิง จางไท่ซุ่นที่ตอนกลางวันยังคงกระปรี้กระเปร่ากล่าวกับชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ด้านล่างว่า
"...นี่คือทัศนะของฟางเต๋อหัวท่านนั้น ท่านอาจารย์เฉิงมีความเห็นเช่นไรบ้าง?"
แสงไฟสาดส่องใบหน้าของอาจารย์เฉิงที่กำลังครุ่นคิด เมื่อเขาได้ยินเช่นนั้นก็เอ่ยอย่างเชื่องช้าว่า
"ฟางเต๋อหัวคนนั้นสามารถพูดถึงเก้าด่านที่ต้องเสื่อมโทรมในไม่ช้า และข้อดีข้อเสียของราชวงศ์ซ่งก่อนหน้านี้ได้ ก็แสดงว่าเขาไม่ใช่คนประเภทอ่านหนังสือจนตาย เป็นเช่นนั้นจริงๆ! เก้าด่านของต้าหมิงข้า..."
หลังจากพึมพำสองสามคำ อาจารย์เฉิงก็เงยหน้าขึ้นกล่าวว่า
"ที่จริงแล้วฝ่าบาททรงกังวลมากกว่าคือ..."
จางไท่ซุ่นนึกถึงคำพูดของฟางซิงในวันนี้:
"ที่จริงแล้ว... คงกังวลว่าเมื่ออยู่ในดินแดนแห่งความเจริญรุ่งเรืองเป็นเวลานาน ลูกหลานและขุนนางคงจะลืมตัวและเกียจคร้านในที่สุด"
"...จินหลิงเจริญรุ่งเรือง เมื่อเวลาผ่านไปนาน ศูนย์กลางของต้าหมิงข้าจะเสื่อมถอย"
หลังจากอาจารย์เฉิงพูดจบ เขาก็เห็นสีหน้าตกตะลึงของจางไท่ซุ่น
เพราะฟางซิงยังมีอีกประโยคหนึ่ง...
"แต่ถึงจะย้ายไปเป่ยผิงก็เป็นเพียงการชะลอเวลาเท่านั้น หากไม่ปรับเปลี่ยนระบบ อนาคตของต้าหมิงข้า..."
วิสัยทัศน์นี้...
...
เฉินเซียวที่หายเมากลัวว่ากลับบ้านไปจะโดนดุ เขาจึงกอดขวดสุราที่ยังเหลืออยู่แล้ววิ่งหนีไป ก่อนไปฟางซิงยังให้ของขวัญห่อใหญ่แก่เขา ซึ่งล้วนเป็นของหายากทั้งนั้น
หลังจากกินอาหารเย็นกันเสร็จ คนในครอบครัวก็มานั่งรับลมเย็นด้านนอก เสี่ยวไป๋ยังเอาใจช่วยพัดให้ฟางซิง
จางซูฮุ่ยเห็นภาพอันแสนสุขสงบนี้ก็ถอนหายใจออกมา จากนั้นก็ปอกเปลือกองุ่นแล้วส่งให้ฟางซิงกิน
ฟางซิงกินองุ่นจากปลายนิ้วเรียวเล็กนั้น แล้วกล่าวว่า
"ช่วงนี้ที่จวนเป็นอย่างไรบ้าง?"
จางซูฮุ่ยยิ้มกล่าวว่า
"ก็ดีอยู่หรอก แค่ค่อนข้างเกียจคร้านไปหน่อย"
รอยยิ้มหวานละไม ดวงตาโค้งดั่งจันทร์เสี้ยว เด็กสาวผู้เคยหมดอาลัยตายอยากในชีวิต กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
ฟางซิงหัวเราะกล่าวว่า
"ขี้เกียจเกินไปก็ไม่ดีนะ เอาอย่างนี้ เจ้าจัดการให้ชาวนาแต่ละครัวเรือนส่งคนไปขุดลอกคูคลอง กวาดล้างความสะอาดในจวน แล้วจ่ายแป้งสาลีคนละสามชั่งต่อวัน"
พอเสี่ยวไป๋ได้ยินเช่นนั้น นางก็ไม่สนใจเรื่องลำดับอาวุโสอีกต่อไป รีบพูดขึ้นก่อนว่า
"แต่คุณชายถึงแม้บ้านเราจะเพิ่งเก็บค่าเช่ามาใหม่ แต่ก็คงไม่มากพอให้กับการทำเช่นนี้ได้หรอกเจ้าค่ะ!"
“ข้าวสาลีฤดูร้อนถูกเก็บเกี่ยวไปหมดแล้ว ค่าเช่าที่ต้องจ่ายให้เจ้าของบ้านก็จ่ายไปแล้ว แต่ข้าวสาลีใหม่เหล่านั้นตอนนี้อยู่ในยุ้งฉาง เป็นเสบียงอาหารสำหรับทุกคนในจวนนะเจ้าคะ!”
จางซูฮุ่ยก็เห็นด้วยกับความคิดของเสี่ยวไป๋เช่นกัน ในความคิดของนาง ถึงแม้ว่าเสบียงอาหารเหล่านั้นจะกินไม่หมด แต่ใครจะรู้ว่าเมื่อไหร่จะเกิดภัยพิบัติกันเล่า!
คนในชาติมีธรรมเนียมปฏิบัติอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ ขุดอุโมงค์ให้ลึก สะสมเสบียงให้มาก
ฟางซิงเห็นว่าภรรยาและอนุทั้งสองคนต่างคัดค้านตนเอง จึงหัวเราะกล่าวว่า
"วางใจเถิด ข้าเคยพูดไว้แล้ว ถึงแม้ว่าคนทั้งใต้หล้าจะท้องกิ่วกันหมด บ้านเราก็ไม่มีวันขาดแคลนเสบียง"
เสี่ยวไป๋รีบเก็บท่าทีต่อต้าน ส่วนจางซูฮุ่ยก็ยังคงมีข้อสงสัยอยู่บ้าง
ฟางซิงไม่ได้พูดอะไรมากนัก เพิ่งแต่งงานกันได้ไม่นาน ตอนกลางคืนก็ไม่มีสิ่งบันเทิงอื่นใด จึงได้แต่พลิกตัวไปมาทั้งคืน
เช้าวันรุ่งขึ้น ฟางซิงก็ออกกำลังกายในจวนตามปกติ จากนั้นก็ไปอาบน้ำ
จางซูฮุ่ยเมื่อก่อนยังตื่นมาทำตาม แต่ต่อมาก็ถูกฟางซิงสั่งให้ต้องนอนจนถึงเช้า นางตื่นมาก็ได้ยินเสียงร้องอุทานของเสี่ยวไป๋ดังมาจากข้างนอกว่า
"คุณชายเจ้าคะ! ที่นี่มีกระสอบมากมายเลยเจ้าค่ะ!"
จางซูฮุ่ยรีบออกมา พอไปถึงหน้าประตู ก็เห็นกระสอบกองสูงอยู่ในลานบ้าน และด้วยแสงยามเช้านางก็เห็นว่าบนกระสอบเหล่านั้นมีอะไรบางอย่างเขียนอยู่ยึกยือ
"นี่คืออะไรกัน?"
จางซูฮุ่ยใช้มือลูบกระสอบ รู้สึกว่ามันนุ่มมาก
"นี่คือแป้งสาลี"
ฟางซิงเช็ดผมด้วยผ้าขนหนูพลางเดินเข้ามากล่าว
"มากมายขนาดนี้เลยหรือ?"
เสี่ยวไป๋อ้าปากกว้าง รู้สึกว่าแป้งสาลีที่นี่น่าจะพอให้คนในจวนกินได้ทั้งเดือนกระมัง
จางซูฮุ่ยฟื้นคืนสติจากอาการตกตะลึง จึงถามว่า
"ท่านพี่ แป้งสาลีพวกนี้มาจากไหนกันเจ้าคะ?"
ฟางซิงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า
"สหายของข้าคนนั้นส่งมาให้น่ะซูฮุ่ย คราวนี้คนที่ออกแรงในจวน ก็ใช้แป้งสาลีนี้แจกจ่ายไป แต่จำไว้ว่าให้เก็บกระสอบพวกนี้ไว้ ข้ามีประโยชน์จะใช้"
จางซูฮุ่ยกดความตกใจในใจไว้ แล้วพยักหน้ากล่าวว่า
"ท่านพี่ เมื่อมีแป้งสาลีพวกนี้แล้ว วันนี้ข้าจะไปปรึกษากับพ่อบ้านนะเจ้าคะ"
ส่วนเสี่ยวไป๋กลับกระโดดโลดเต้น ฉีกกระสอบใบหนึ่งออก แล้วคว้าแป้งสาลีออกมาหนึ่งกำมือ ร้องว่า
"คุณชายเจ้าคะ แป้งสาลีนี้ขาวมากเลยเจ้าค่ะ!"
ฟางซิงกล่าวอย่างไม่แยแสว่า
"นี่เขาเอาเปลือกข้าวสาลีและจมูกข้าวออกหมด แล้วยังผ่านการแปรรูปอย่างละเอียดอีกด้วย มันจะไปรสเลิสสู้ของเราเองได้ยังไง"
นี่คือแป้งสาลีชนิดกลาง ที่ผ่านการแปรรูปมาแล้ว ดูแป้งสาลีขาวราวหิมะ ในขณะที่แป้งสาลีของบ้านฟางดูคล้ำไปหน่อย
จางซูฮุ่ยเห็นแป้งสาลีขาวขนาดนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวว่า
"ท่านพี่ เราเก็บไว้สักสองสามกระสอบไม่ได้หรือเจ้าคะ?"
ฟางซิงกล่าวอย่างรำคาญว่า
"ข้าเป็นผู้ชาย จะไปดูแลเรื่องพวกนี้ได้อย่างไร ตามใจเจ้า ตามใจเจ้า!"
มองฟางซิงพาซินเหล่าชีออกจากไป ราวกับคุณชายผู้สูงศักดิ์ จางซูฮุ่ยก็อดไม่ได้ที่จะเม้มปากหัวเราะ
"เสี่ยวไป๋ เจ้าไปเชิญพ่อบ้านมาที"
ฟางซิงมาถึงทางด้านซ้ายของจวน ที่นี่ก็มีไร่นาเหมือนกัน แต่ดูหม่นหมองไปหน่อย ชาวนาแก่ๆ สองสามคนกำลังถอนหญ้าในทุ่ง ภาพดูหดหู่เล็กน้อย
"ที่นี่ไม่เล็กเลยนะ!"
ฟางซิงรู้สึกหมั่นไส้เล็กน้อย ที่ดินทางนี้ใหญ่กว่าจวนของตระกูลฟางเสียอีก
ซินเหล่าชีเข้ามาใกล้ กล่าวอย่างเดือดดาลว่า
"คุณชายที่นี่เป็นของหลี่เต๋อเจิ้ง ผู้ว่าราชการซุ่นเทียนฟู่ เจ้านี่ต้องเป็นขุนนางฉ้อฉลแน่ๆ!"
"อย่าพูดจาเหลวไหล!"
ฟางซิงรู้ว่าอำนาจในการข่มขู่ของ 'จูผู้ถลกหนัง' ในอดีตยังคงอยู่ วงการขุนนางในตอนนั้นยังไม่ได้ฉ้อโกงกันอย่างโจ่งครึ่มเหมือนในอีกหลายสิบปีต่อมา
"แต่ก็ไม่ใช่คนดีอะไรหรอก!"
ผู้ว่าราชการระดับแปด สามารถครอบครองที่ดินได้หลายร้อยหมู่ ชิชะ!
ฟางซิงหันหลังกลับ ใช้พัดพับชี้ไปยังด้านหลังจวน กล่าวว่า
"ไปกันเถอะ เราไปดูที่ริมแม่น้ำกัน"
เหตุผลที่จวนแถวนี้มีราคา ก็เพราะด้านหลังมีแม่น้ำสายหนึ่ง การมีอยู่ของแม่น้ำสายนี้ ทำให้จวนตระกูลฟางและจวนอื่นๆ ไม่ต้องกังวลเรื่องภัยแล้ง
แม่น้ำสายนี้กว้างประมาณสามสิบเมตร น้ำในแม่น้ำนิ่งสงบ สองฝั่งเต็มไปด้วยต้นหลิว กิ่งหลิวที่ห้อยลงมาแทบจะถึงในแม่น้ำ ดึงดูดปลาเล็กปลาน้อยหลายตัวให้มาเล่นอยู่แถวนั้น
ฟางซิงไม่รู้จักปลา แต่สิ่งนี้ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการที่เขาจะสั่งให้ซินเหล่าชีกลับไปหาตะกร้าสานมา
หลังจากซินเหล่าชีจากไปแล้ว ฟางซิงก็ถอดเสื้อคลุมออก พับขากางเกงขึ้น แล้วเดินลงไปในบริเวณน้ำตื้นอย่างกระตือรือร้น ล้วงมือลงไปใต้ก้อนหินเพื่อคลำหาปู
น้ำในแม่น้ำเย็นเล็กน้อย มือของฟางซิงล้วงเข้าไปใต้ก้อนหิน รู้สึกว่ามีบางอย่างกำลังถอยหลังไป ก็ดีใจขึ้นมาทันที
"ท่านเต๋อหัว!"
"โอ๊ย!"
ฟางซิงจับสิ่งนั้นได้แล้ว แต่เสียงตะโกนจากบนฝั่ง ทำให้การกระทำของเขาชะงักไปเล็กน้อย
"ให้ตายสิ!"
ฟางซิงเอามือออกมา มองไปยังบนฝั่ง โดยไม่สนใจปูที่หนีบนิ้วชี้มือซ้ายของเขา
จางไท่ซุ่นยืนอยู่บนฝั่ง สายลมพัดผ่าน ทำให้ดูมีเสน่ห์แบบหนุ่มน้อย เขามองฟางซิงอย่างงงงวย ชี้ไปที่มือซ้ายของฟางซิง
"ท่านเต๋อหัว นั่นอะไรน่ะ?"
ฟางซิงทนความเจ็บปวดแล้วขึ้นฝั่ง กล่าวอย่างภูมิใจว่า
"นี่คือปู จับไปอีกสักสองสามตัว ตอนเที่ยงจะได้ทำอาหารสักอย่าง"
"ทำอาหาร?"
คุณชายจางไท่ซุ่นคนนี้คงจะไม่เคยจั
บงานหนักงานเบามาก่อน เขาใช้พัดพับปิดหน้าครึ่งหนึ่ง กล่าวว่า
"ท่านเต๋อหัว สิ่งนี้กินได้หรือ?"
คนเหนือในตอนนั้นยังไม่ค่อยกินปู การไม่รู้จักก็เป็นเรื่องปกติ