- หน้าแรก
- ข้าจะครองแคว้นด้วยน้ำตาและเสียงหัวเราะ
- บทที่ 6: ตราแผ่นดินและวาจาสิทธิ์
บทที่ 6: ตราแผ่นดินและวาจาสิทธิ์
บทที่ 6: ตราแผ่นดินและวาจาสิทธิ์
บทที่ 6: ตราแผ่นดินและวาจาสิทธิ์
เสิ่นถังรวบรวมสติ จ้องมองไปยังชายหนุ่มอย่างสงบ นางเอ่ยถามเขา "ท่านกับตระกูลกงมีความแค้นต่อกันหรือ?"
แต่ใครเลยจะรู้ว่าคำตอบของชายหนุ่มนั้นเกินความคาดหมายของนาง
ชายหนุ่มผู้นั้นซ่อนสองมือไว้ในแขนเสื้อ เอนกายพิงลำต้นไม้ ลดเปลือกตาลงเล็กน้อยแล้วกล่าวเสียงเรียบ "ไม่มีความแค้น"
เสิ่นถัง: "...."
ไม่มีความแค้นแล้วจะมายุ่งเพื่อ? พอเจอทายาทบุรุษตระกูลกงก็ยังคิดจะลงมือฆ่าอีก?
อาจเป็นเพราะสายตาของเสิ่นถังนั้นเต็มไปด้วยคำพูดที่ยากจะบรรยาย ชายหนุ่มจึงถูกมองจนรู้สึกไม่พอใจ
"นั่นเจ้ามองด้วยสายตาอะไร?"
ก็สายตาที่ใช้มองแฟ้มประวัติผู้ป่วยในโรงพยาบาลบ้าไง!
เสิ่นถังคิดในใจ แต่ปากกลับพูดว่า "ในเมื่อไม่มีความแค้น เหตุใดท่านจึงมีจิตมุ่งร้ายรุนแรงถึงเพียงนี้?"
ชายหนุ่มหัวเราะหยัน "เจ้าในฐานะลูกหลานตระกูลกง จะไม่รู้ได้อย่างไร?"
เสิ่นถัง: "...."
บอกแล้วไงว่าอย่ามาเพิ่มบทให้ฉันมั่วๆ
นางสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจขุ่นมัวในอกออกมา ปั้นรอยยิ้มที่ "อบอุ่นและเป็นมิตร"
"บุญคุณช่วยชีวิตของท่านพี่ ผู้น้อยซาบซึ้งใจยิ่งนัก แต่มีเรื่องสองสามอย่างที่หวังว่าท่านพี่จะรับรู้ไว้"
"ว่ามา"
"หนึ่ง ข้าไม่ใช่ลูกหลานตระกูลกง" พูดจบ เสิ่นถังก็เห็นแววประหลาดใจพาดผ่านในดวงตาของชายหนุ่ม นางไม่สนใจว่าเขาจะเชื่อหรือไม่ กล่าวต่อ "สอง จิตมุ่งร้ายของท่านพี่มาจากไหนข้าก็ไม่รู้จริงๆ สาม ข้ายิ่งไม่ใช่ทายาทบุรุษของตระกูลกงอะไรนั่น..."
นางเป็นผู้หญิงของแท้แน่นอน ถึงแม้จะอายุยังน้อย ร่างกายยังไม่เริ่มเจริญเติบโต ไม่มีลักษณะทางเพศที่สองที่ชัดเจน แต่แค่ดูจากใบหน้านี้ก็ไม่น่าจะมองเพศผิด!
ชายหนุ่มพินิจมองใบหน้าของเสิ่นถัง จ้องดูดวงตาของนาง ราวกับกำลังไตร่ตรองความจริงของคำพูดนี้อย่างรอบคอบ ครู่ใหญ่ผ่านไปจึงพยักหน้าแล้วกล่าว "คำพูดของคุณชายน้อย ข้าเชื่อแล้ว"
เสิ่นถัง: "...."
เชื่อกับผีสิ! (╯‵□′)╯︵┻━┻ บอกแล้วไงว่าไม่ใช่ผู้ชาย เจ้าหมอนี่ทำไมถึงได้ดื้อด้านขนาดนี้! ต้องให้ถอดกางเกงแล้วควักอะไรออกมาให้ดูถึงจะเชื่อใช่ไหม?
ชายหนุ่มกล่าวอย่างหยอกล้อ "ถึงแม้ฝีมือจะพอใช้ได้ แต่การใช้จิตอักษรอย่างสิ้นเปลืองเช่นนี้ ฟาดฟันไปทั่วอย่างมั่วซั่ว ดูแล้วไม่เหมือนคนที่ได้รับการศึกษาอย่างเป็นระบบ"
อีกทั้งยังไม่มีบัณฑิตผู้ดีคนไหนที่จะไปสู้แลกหมัดกับนักรบอย่างซึ่งๆ หน้า เมื่อพิจารณาว่านักโทษที่ถูกเนรเทศคราวนี้ไม่ได้มีแค่ลูกหลานตระกูลกง เขาจึงคาดเดาว่าคุณชายน้อยผู้นี้อาจจะเป็นคนแซ่อื่นที่อาศัยโชคจากหน้าตาที่คล้ายสตรีจึงถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มนักโทษหญิง ปราณสถานจึงโชคดีรอดพ้นจากการถูกทำลายไปได้
เสิ่นถัง: "...."
ชั่วขณะหนึ่งนางไม่รู้ว่าจะเริ่มบ่นจากตรงไหนดี ได้แต่จับประเด็นสำคัญหนึ่งได้ "ท่านว่า...จิตอักษร? ข้ามีจิตอักษรงั้นรึ?"
ร่างกายนี้มีจิตอักษร?
เตรียมตัวถูมือรอ!
ในที่สุดนางก็ได้เห็นสิทธิพิเศษที่ผู้ทะลุมิติควรจะมีบ้างแล้ว
"เจ้าไม่รู้รึ?"
เมื่อเห็นสีหน้าของนางไม่เหมือนเสแสร้ง คราวนี้จึงถึงตาชายหนุ่มที่ต้องประหลาดใจ
เสิ่นถังส่่ายหน้าอย่างจริงใจ นางทะลุมิติมายังโลกนี้ยังไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงเลย ไม่เพียงแต่จะไม่มีความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ความทรงจำของตัวเองก็ยังหายไปอีก นางจะไปรู้เรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร?
ชายหนุ่มถามต่อ "ในเมื่อไม่รู้ว่าตนเองมีจิตอักษร แล้ววาจาสิทธิ์เมื่อครู่คืออะไร?"
"วาจาสิทธิ์...คืออะไรอีก?"
"ก็คือท่อนที่ว่า 'กระบี่ในมือมารดาผู้เมตตา ฟาดฟันลงบนร่างบุตรผู้จากไป' นั่นแหละ วาจาสิทธิ์แห่งจิตอักษรของเจ้า"
ชายหนุ่มพูดไปพลางก็ขมวดคิ้ว สีหน้าดูประหลาดยิ่งนัก มารดาผู้เมตตาที่ใช้กระบี่ฟันลูก ฟังแล้วก็ไม่ใช่วาจาสิทธิ์ที่เต็มเต็งสักเท่าไหร่ แต่ใต้หล้านี้กว้างใหญ่ไพศาล เรื่องแปลกประหลาดมีอยู่มากมาย บางทีอาจจะเป็นเพราะเขาความรู้เห็นยังน้อยเกินไป
เสิ่นถังพูดตามความจริง "...ข้ากำลังคิดหาวิธีช่วยชีวิตอยู่ในใจ แล้วมันก็ปรากฏขึ้นมาในหัวของข้าเอง"
ชายหนุ่ม: "...."
นี่มันไร้เหตุผลเกินไปแล้ว!
เสิ่นถังวกกลับมาที่ประเด็นเดิม
"ท่านี่ยังไม่ได้บอกเลยว่าเหตุใดจึงไม่ชอบตระกูลกงถึงเพียงนั้น"
ปัญหาที่ไม่ได้รับคำตอบก็เหมือนกับการดูละครแล้วไม่ได้ดูตอนต่อไป ความรู้สึกค้างคาใจมันทรมานนะ
ชายหนุ่มเหลือบมองเสิ่นถัง แล้วกล่าวด้วยใบหน้าที่ไร้อารมณ์ "ถึงไม่มีความแค้นส่วนตัว แต่ก็มีความแค้นจากการล่มชาติ"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เสิ่นถังก็เลิกคิดที่จะเผือกทันที นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หากทำให้อีกฝ่ายโกรธขึ้นมา เกรงว่าจะต้องสู้กันให้ตายไปข้างหนึ่ง แต่ใครเลยจะรู้ว่าปัจจุบันมีร้อยแคว้นตั้งอยู่ แต่ละแคว้นทำสงครามกันไม่หยุด การล่มชาติสร้างชาติเป็นเรื่องพื้นฐานที่เห็นได้จนชินตา คนรุ่นหนึ่งหากอายุยืนหน่อย โดยเฉลี่ยแล้วสามารถเปลี่ยนสัญชาติได้มากกว่าสองครั้ง ชายหนุ่มมีความรู้สึกผูกพันกับบ้านเกิด แต่ก็ไม่ได้ลึกซึ้งถึงขนาดนั้น
"แล้ว วาจาสิทธิ์เล่า?"
เสิ่นถังไม่เกรงใจแม้แต่น้อย ปฏิบัติกับชายหนุ่มเหมือนเป็น "NPC อธิบาย" ฟรีๆ
ในเมื่อสามารถได้คำตอบจากเขาได้ แล้วจะไปวิ่งวุ่นสืบหาเองทำไม?
ไถข้อมูลฟรีๆ ใครบ้างจะไม่ชอบเล่า
ชายหนุ่ม: "...."
เขายืนยันครั้งแล้วครั้งเล่าว่าเสิ่นถังไม่รู้อะไรจริงๆ และคำถามที่นางถามก็ล้วนเป็นเรื่องพื้นฐาน การจะตอบสักหน่อยก็ไม่เสียหายอะไร เพียงแต่คำถามนั้นพื้นฐานจนน่าสงสัยว่านางเป็นคนป่าที่โผล่ออกมาจากป่าลึกมุมไหนของโลก ชายหนุ่มจึงต้องเริ่มเล่าจากต้นตอ
คำบอกเล่าของเขาสมบูรณ์กว่าความทรงจำแปลกหน้าที่ปรากฏขึ้นในสมองของเสิ่นถังมาก
เมื่อครั้งอดีต ดาวตกประหลาดที่ร่วงหล่นลงมาได้แตกออกเป็นสี่ส่วน กระจายไปทั่วดินแดนจงหยวน ผู้คนต่างวุ่นวายกับการฝึกฝนวิชาบุ๋นบู๊ดูดซับพลังแห่งฟ้าดินเพื่อขัดเกลาร่างกาย นอกจากพ่อค้าที่หวังจะกักตุนสินค้าไว้เก็งกำไรแล้ว ก็ไม่มีใครสนใจมัน จนกระทั่งมีช่างฝีมือคนหนึ่งนำเศษดาวตกประหลาดชิ้นหนึ่งมาแกะสลักเป็นตราประทับ แล้วนำไปถวายให้แก่กษัตริย์
เมื่อกษัตริย์ผู้นั้นได้รับตราประทับ ทันใดนั้นก็มีแสงสีม่วงสว่างวาบ อักษรประหลาดนับไม่ถ้วนลอยออกมาจากตราประทับ ส่วนหนึ่งได้หลอมรวมเข้ากับปราณสถานของเหล่าขุนนาง ตอนนั้นเองจึงได้รู้ว่า อักษรบางตัวในตราประทับเมื่อรวมกับจิตอักษรหรือแก่นยุทธ์ที่เฉพาะเจาะจง ก็จะสามารถแสดงพลังที่น่าเหลือเชื่อออกมาได้ อักษรเหล่านี้ก็คือ "วาจาสิทธิ์"
ตัวอย่างเช่นประโยคที่ชายหนุ่มกล่าวก่อนหน้านี้ "ฟันแข็งกร้าวจึงร่วงหล่นก่อน ลิ้นอ่อนนุ่มจึงคงอยู่, ความอ่อนโยนสามารถพิชิตความแข็งแกร่ง และความอ่อนแอย่อมเอาชนะความเข้มแข็งได้" ก็คือการเสริมพลังและฟื้นฟูให้แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในการต่อสู้ วาจาสิทธิ์เดียวกันอยู่ในมือของคนที่แตกต่างกัน ผลลัพธ์ก็ย่อมแตกต่างกันไป
นับแต่นั้นมา เศษเสี้ยวของดาวตกประหลาดก็กลายเป็นมาตรฐานของ "ตราแผ่นดิน" ของแต่ละแคว้น วาจาสิทธิ์ที่อยู่ในตราแผ่นดินส่งผลโดยตรงต่อความแข็งแกร่งของประเทศนั้นๆ หากกษัตริย์กระตุ้นตราแผ่นดิน ยังสามารถทำให้มันกลายร่างเป็นศาสตราวุธสำคัญของชาติ เพื่อปกป้องโชคชะตาของประเทศและชายแดนได้อีกด้วย
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ชายหนุ่มก็หยุดไปครู่หนึ่ง แอบใช้หางตามองสีหน้าของเสิ่นถัง แล้วกล่าวเสียงเรียบ "เมืองหลวงฉงไถถูกตีแตก ตราแผ่นดินหายสาบสูญ ในหมู่ชาวบ้านมีข่าวลือว่าเป็นตระกูลกงที่ซุกซ่อนและยักยอกไปเป็นของตนเอง แต่หลังจากตระกูลกงถูกยึดทรัพย์แล้ว ก็ยังไม่พบร่องรอยของตราแผ่นดิน..."
เสิ่นถังไม่ได้สนใจเรื่องตราแผ่นดิน แต่กลับสนใจเรื่อง...
"ฉงไถ?"
สิ้นเสียงของนาง สีหน้าของชายหนุ่มก็พลันดูน่าชมและซับซ้อนอย่างยิ่ง
"...ก็คือแคว้นซินเดิม ในหมู่ชาวบ้านมีข่าวว่าจะถูกเปลี่ยนชื่อเป็น 'ฉงไถ'"
เขาคิดว่าเสิ่นถังถามเช่นนี้เพราะระหว่างการเดินทางเนรเทศข่าวสารจึงไม่ทั่วถึง ไม่รู้ว่าฉงไถในปัจจุบันก็คือแคว้นซิน แต่กลับไม่รู้ว่านางเพียงแค่รู้สึกว่าชื่อนี้มันแปลกๆ เท่านั้น
"ล่มชาติแล้วยังจะไปเปลี่ยนชื่อให้อีก..."
นี่มันปฏิบัติการอะไรกัน?
ชายหนุ่มกล่าว "เพื่อหยามเกียรติ"
"หยามเกียรติ?"
"ผู้ที่เป็นข้ารับใช้ของข้ารับใช้ ชาวบ้านเรียกกันว่าฉงไถ สำหรับราษฎรที่เหลือรอดของแคว้นซินแล้ว ย่อมเป็นความอัปยศอดสูอย่างยิ่ง"
อะไรคือ "ผู้ที่เป็นข้ารับใช้ของข้ารับใช้"?
พูดง่ายๆ ก็คือทาสของทาส ต่ำต้อยยิ่งกว่าต่ำต้อย และหนึ่งในผู้กระทำผิดที่ทำให้ชาติล่มสลายอย่างตระกูลกง จะไม่ให้คนเกลียดชังได้อย่างไร? ตราบใดที่ตราแผ่นดินนั้นยังไม่ปรากฏตัว เรื่องวุ่นวายนี้ก็จะยังไม่จบสิ้น
เรื่องเหล่านี้ฟังไว้เป็นความรู้ก็เท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเสิ่นถัง นางสนใจเรื่องจิตอักษรของตนเองมากกว่า
ชายหนุ่มแนะนำ "ลองทดสอบดูเป็นไรเล่า"
จิตอักษรมีเก้าลำดับขั้น ต้องรู้ลำดับขั้นที่แน่ชัดของตนเองก่อน ถึงจะสามารถตามหาวาจาสิทธิ์ที่เหมาะสมกับตนเองได้
เสิ่นถัง "ทดสอบอย่างไร?"