- หน้าแรก
- ข้าจะครองแคว้นด้วยน้ำตาและเสียงหัวเราะ
- บทที่ 5: โบนัสสำหรับมือใหม่ที่มาช้าไปหน่อย
บทที่ 5: โบนัสสำหรับมือใหม่ที่มาช้าไปหน่อย
บทที่ 5: โบนัสสำหรับมือใหม่ที่มาช้าไปหน่อย
บทที่ 5: โบนัสสำหรับมือใหม่ที่มาช้าไปหน่อย
"กะ...กระบี่ในมือมารดาผู้เมตตา???"
เสิ่นถังถึงกับงงงวย นี่แน่ใจนะว่าเป็นกระบี่ ไม่ใช่เส้นด้าย? แล้วยังมีครึ่งหลังที่ว่า "ฟาดฟันลงบนร่างบุตรผู้จากไป" อีก!
มารดาผู้เมตตาท่านนี้ ช่างมีพิษสงเสียจริง
หากบอกว่าประโยคแรกยังพอจะเข้าใจได้...เพราะเมื่อเจอลูกชายที่ไม่เอาไหน มารดาผู้เมตตาที่อารมณ์ดีเพียงใดก็ย่อมมีโมโหกันบ้าง มิเช่นนั้นจะมีคำกล่าวที่ว่า "ไม้เรียวสร้างบุตรกตัญญู" ได้อย่างไร...แต่ประโยคถัดมานี่สิ ทำเอานางตะลึงไปได้ทั้งปี!
หนึ่งวินาทีสิบแปดครั้ง ทุกเพลงกระบี่ติดคริติคอล
ปฏิกิริยาแรกของเสิ่นถังคือ...
ไอ้ "บุตรผู้จากไป" นั่น...ยังไม่ตายอีกเหรอ? วรรณกรรมสยองขวัญที่ไม่ค่อยจะเต็มเต็งแบบนี้มันจะพลิกสถานการณ์ได้จริงๆ หรือ???
นางเริ่มสงสัยในสัญชาตญาณของตัวเองแล้ว
คนที่รู้สึกว่ามันไร้เหตุผลเช่นกัน ก็คือหัวหน้าผู้คุมที่ถูกเสิ่นถังกระชากลงมาจากหลังม้า...เขาถูกนักโทษที่อายุไม่เกินสิบขวบเศษกระชากลงมาจากหลังม้า! ในใจของเขาพลันบังเกิดจิตสังหารที่แท้จริงขึ้นมา วันนี้หากไม่ฆ่าเจ้าโจรตระกูลกง วันหน้าต้องเป็นภัยตามมาอย่างแน่นอน!
ยึดมั่นในหลักการ "นิ่งประดุจขุนเขา เคลื่อนไหวดั่งสายฟ้า" แขนของเขาพลันรวบรวมพลังดึงปลายทวนที่ถูกจับไว้กลับมา แล้วแทงสวนออกไปอีกครั้งด้วยความเร็วที่หูตาสัมผัสไม่ทัน เป้าหมายคือดวงตาข้างซ้ายของเสิ่นถัง
แต่ใครเลยจะรู้...
ภาพที่ปลายทวนทะลุผ่านกะโหลกศีรษะที่คาดไว้ไม่ได้เกิดขึ้น กลางทางกลับถูกแรงต้านมหาศาลจนทำให้ปากแผลที่มือของเขาสะท้านชา
เคร้ง!
ปลายทวนปะทะเข้ากับคมกระบี่ มันคือกระบี่โบราณที่รูปทรงเรียบง่ายแต่คมกระบี่กลับสว่างวาววับ คล้ายมีเสียงมังกรคำรามพยัคฆ์คำรนดังออกมาแผ่วเบา และผู้ที่ถือกระบี่อยู่ก็คือเสิ่นถัง!
เมื่อเห็นภาพนี้ ม่านตาของหัวหน้าผู้คุมก็สั่นไหวเล็กน้อย ทั้งสองออกแรงต้านกัน ไม่มีใครยอมใคร นี่ทำให้เสิ่นถังพอจะมีเวลาให้หายใจอยู่บ้าง
เพียงแต่ช่วงเวลาสั้นๆ นี้ ไม่รู้ว่าควรจะใช้ไปกับการบ่นเรื่อง "กระบี่ในมือมารดาผู้เมตตา" ที่เสกกระบี่ออกมาได้จริงๆ หรือควรจะสงสารตัวเองที่ใช้มือเปล่าไปรับคมอาวุธดี...ในฐานะจิตรกรผู้รักในอาชีพการงาน ในใจของนางแล้ว มือทั้งสองข้างย่อมเป็นอวัยวะที่สำคัญยิ่งกว่าสมองเสียอีก!
เมื่อครู่เพราะความโกรธเข้าครอบงำจนควบคุมตัวเองไม่ได้ ถึงได้ใช้มือขวาอันล้ำค่าไปรับปลายทวน โชคดีที่ไม่โดนเส้นเอ็นหรือกระดูก มิเช่นนั้นชาตินี้คงหยิบพู่กันไม่ได้อีก แล้วชีวิตจะยังมีความสนุกอะไรเหลือ?
ส่วนเจ้าคนที่ทำร้ายมือขวาของนางคนนี้...
แววตาของเสิ่นถังพลันเย็นเยียบ วันนี้ขอให้ "มารดาผู้เมตตา" เช่นนาง ได้สั่งสอนเจ้าลูกชายตัวโตที่อายุเกินเกณฑ์คนนี้ให้ดีๆ สักหน่อยเถิด!
ขณะที่ทั้งสองกำลังยันกันอยู่ เสิ่นถังก็พลันเปลี่ยนท่าเท้า คมกระบี่ที่สว่างวาววับเสียดสีไปกับทวนยาว พริบตาเดียวระยะห่างของทั้งสองก็ใกล้เข้ามา ในเวลาเดียวกัน นางก็ท่องท่อนหลังสุดวิปลาสออกมาเสียงเบา...
หนึ่งวินาทีสิบแปดครั้ง ทุกเพลงกระบี่ติดคริติคอล
ในชั่วขณะที่นางตวัดกระบี่ออกไป พลังที่มองไม่เห็นแต่แข็งแกร่งสายหนึ่งก็พุ่งออกจากปราณสถานมารวมอยู่ที่มือขวา ไม่เพียงแต่ทำให้กระบี่เล่มยาวที่หนักอึ้งในมือเบาราวกับขนนก แต่แขนของนางยังราวกับติดตั้งซูเปอร์มอเตอร์สิบแปดตัว ทำให้ทุกครั้งที่ตวัดกระบี่ออกไปล้วนทิ้งภาพติดตาไว้ สมกับที่เป็น "ทุกเพลงกระบี่ติดคริติคอล" จริงๆ จากเดิมที่แทงได้เพียงครั้งเดียว ตอนนี้กลับแทงได้ถึงสิบแปดครั้ง และทุกครั้งล้วนมุ่งตรงไปยังจุดตาย!
เงากระบี่และประกายกระบี่สอดประสานกันเป็นตาข่าย ตามหลักเหตุผลแล้ว แค่นี้น่าจะเจาะหัวของหัวหน้าผู้คุมจนเป็นเม่นได้แล้ว แต่โลกใบนี้มันช่างไร้คุณธรรมในยุทธภพ และไม่เป็นวิทยาศาสตร์เอาเสียเลย...
เขายกแขนทั้งสองข้างขึ้นมาไขว้กันไว้เบื้องหน้า ใช้ปลอกแขนโลหะสีดำที่ถูกสร้างขึ้นมารับเพลงกระบี่ทั้งสิบแปดครั้งเอาไว้ได้อย่างซึ่งๆ หน้า ไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย!
ไม่สิ จะบอกว่าไม่ได้รับบาดเจ็บเลยก็ไม่ถูก อย่างน้อยที่สุดมวยผมและกวานครอบผมของเขาก็ถูกนางสอยร่วงไปแล้ว
เมื่อเห็นภาพนี้ เสิ่นถังแทบจะสบถออกมา
โลกนี้มันจะดีๆ หน่อยไม่ได้หรือไง? แค่จ้านเหนี่ยวระดับสามยังรับมือยากขนาดนี้ แล้วเช่อโหวระดับยี่สิบจะไม่เหินขึ้นสวรรค์ไปเลยรึ?
สีหน้าของหัวหน้าผู้คุมยิ่งมาก็ยิ่งมีสมาธิ คิ้วขมวดเข้าหากันอย่างเคร่งเครียด เมื่อความเร็วของเสิ่นถังช้าลงเล็กน้อย เขาก็ฉวยโอกาสลงมือ ต่อยหมัดออกไปเกิดเป็นเงาหมัดสีแดง เสิ่นถังหลบได้ทันท่วงที เงาหมัดจึงกระแทกลงบนพื้นเกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่ ฝุ่นดินที่ฟุ้งกระจายบดบังสายตาของนาง
เมื่อนางมองเห็นอีกครั้ง ดาบใหญ่ที่สว่างวาววับก็ฟันลงมาตรงศีรษะ นางทำได้เพียงยกกระบี่ขึ้นต้านรับ ถูกแรงมหาศาลกดจนต้องงอเข่าทั้งสองข้าง ลดจุดศูนย์ถ่วงลง รับดาบนี้ไว้ได้อย่างสุดกำลัง เสียงดาบและกระบี่ปะทะกันดัง "เคร้ง" จนทำให้หูอื้อตาลาย
หัวหน้าผู้คุม: "ข้าดูถูกเจ้าไปจริงๆ!"
เขาดุดันเกรี้ยวกราด บุกเข้าประชิดทุกฝีก้าว หลังจากต่อสู้กันอยู่พักใหญ่ ทั้งสองฝ่ายต่างก็สูญเสียพลังไปมาก แต่เขาก็ยังไม่สามารถจัดการนักโทษผู้นี้ได้
ลมหายใจของเสิ่นถังเริ่มสับสนเล็กน้อย หน้าผากมีเหงื่อซึมออกมาโดยไม่รู้ตัว ต้องรู้ว่าพละกำลังของจ้านเหนี่ยวระดับสามนั้นมากกว่ากงซื่อชั้นปลายแถวถึงสองสามเท่า ทุกครั้งที่หัวหน้าผู้คุมฟันดาบออกมาล้วนใช้สุดกำลัง หวังจะฟันนางให้ขาดเป็นสองท่อน นางสงสัยว่าแขนของตนเองคงใกล้จะพังเต็มทีแล้ว
เพราะความเจ็บปวดอย่างรุนแรง อารมณ์ของนางจึงไม่ดีเป็นพิเศษ
"หึ ที่แท้ข้าต่างหากที่ประเมินท่านสูงไป"
ไม่ได้ก็คือไม่ได้ จะมาทำเป็นเก่งพูดว่า "ข้าดูถูกเจ้าไปจริงๆ" ทำไม... ดีแต่ปาก!
"แต่ว่า ก็คงถึงเวลา..."
หัวหน้าผู้คุมไม่ได้รับผลกระทบจากการยั่วยุของเสิ่นถัง เขาเก็บสีหน้าโกรธเกรี้ยว ลากดาบพุ่งเข้าใกล้อย่างรวดเร็ว แต่กลับหยุดลงห่างจากนางหนึ่งจั้ง คิ้วดกหนาขมวดมุ่น เขาส่งเสียงตะคอกไปยังพื้นที่ว่างเปล่า
"ผู้ใด? ออกมา!"
เสิ่นถังได้ยินแล้วก็ใจหายวาบ สันหลังเย็นเฉียบ
แถวนี้ยังมีคนอื่นอีก?
ในขณะนั้นเอง เสียงบุรุษทุ้มต่ำเปี่ยมเสน่ห์ก็ดังขึ้นในหูของนาง ได้ยินเพียงคนผู้นั้นกล่าวอย่างไม่รีบร้อนว่า "ฟันแข็งกร้าวจึงร่วงหล่นก่อน ลิ้นอ่อนนุ่มจึงคงอยู่, ความอ่อนโยนสามารถพิชิตความแข็งแกร่ง และความอ่อนแอย่อมเอาชนะความเข้มแข็งได้"
หัวหน้าผู้คุมได้ฟังแล้วสีหน้าก็พลันเขียวคล้ำ สิ้นเสียงพูดนั้น ที่ใต้เท้าของเสิ่นถังก็มีภาพวาดอักษรสีขาวดำปรากฏขึ้น ตัวอักษรลอยออกมาและค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในร่างของนาง ชั่วขณะนั้น ราวกับฟื้นคืนชีพเต็มร้อย! แขนไม่เจ็บแล้ว, ลมหายใจไม่สับสนแล้ว, พลังที่สูญเสียไปทั้งหมดกลับคืนมาแล้ว ไม่สิ มากกว่าเดิมเสียอีก! นางมีลางสังหรณ์ว่า หากนางตวัดกระบี่ออกไปอีกครั้ง มันจะไม่ใช่สิบแปดครั้ง แต่จะเป็นสามสิบหกครั้ง!
นี่มันพวกเดียวกันชัดๆ!
หรือว่านี่คือโบนัสสำหรับผู้ทะลุมิติที่มาช้าไปหน่อย?
เมื่อเห็นว่าพลังของเสิ่นถังฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว หัวหน้าผู้คุมก็แทบอยากจะด่าแม่ออกมา เขาขบกรามหลังแน่นจนแทบจะแหลกละเอียด
"ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ โทษสมควรตาย!"
ชายผู้นั้นกล่าวอย่างหยอกล้อ "เช่นนั้นท่านก็ลองฆ่าให้ข้าผู้นี้ดูสักคนเป็นไร?"
หัวหน้าผู้คุมยังคงไม่ยอมแพ้ "ตระกูลกงทำการทรยศต่อแผ่นดิน เจ้าเป็นพวกเดียวกับโจรตระกูลกง ไม่กลัวว่าจะนำภัยมาสู่ตัวรึ?"
"ตระกูลกงถูกยึดทรัพย์ล้างตระกูลเพราะเหตุใด ข้ารู้ดีกว่าเจ้า ใครกันแน่ที่เป็นโจร ยังไม่แน่ชัด"
หัวหน้าผู้คุมได้ฟังก็รู้ว่าตนเองหมดโอกาสแล้ว หากยังดึงดันต่อไป สิ่งที่เขาต้องเผชิญคงจะเป็นการร่วมมือกันของเสิ่นถังและชายลึกลับผู้นั้น ถึงตอนนั้นชีวิตน้อยๆ คงต้องจบสิ้น! เขาจำใจต้องลากดาบ ถอยหลังเผชิญหน้ากับเสิ่นถัง ถอยไปได้สามสี่จั้งจึงขี่ม้าจากไปอย่างไม่เต็มใจ
เกือบจะในเวลาเดียวกัน ภาพวาดอักษรใต้เท้าของเสิ่นถังก็สลายไป พร้อมกับการหายไปของมัน เสิ่นถังที่เมื่อครู่ยังเหมือนฉีดเลือดไก่ก็กลับคืนสู่สภาพเดิม
เสิ่นถัง: "...."
ช่วงเวลาทดลองใช้บัฟนี่มันสั้นเกินไปหน่อยไหม?
วิกฤตผ่านพ้นไปแล้ว นางทรุดตัวลงนั่งกับพื้นเพื่อปรับลมหายใจ พลางมองดูมือทั้งสองข้างของตนเองอย่างไม่อยากจะเชื่อ...นางสามารถรอดมาได้ในสถานการณ์เริ่มต้นระดับนรก จนถึงช่วงโบนัสคุ้มครองมือใหม่ ทั้งยังเก็บชีวิตน้อยๆ กลับมาได้...
รอดตายจากภัยใหญ่ ย่อมต้องมีวาสนาตามมา!
นางใช้มือปาดเหงื่อร้อนๆ ออกไป พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นชายหนุ่มร่างผอมบาง ริมฝีปากซีดขาวเดินออกมาจากหลังต้นไม้ นางรีบคลานลุกขึ้นแล้วกล่าวขอบคุณ "ขอบคุณท่านพี่ที่ช่วยชีวิต"
ชายหนุ่มมองเสิ่นถัง พินิจพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "คำขอบคุณไม่ต้อง หากไม่ใช่เพราะเขาพบร่องรอยของข้า ทั้งยังตะโกนออกมา เพียงแค่เจ้าเป็นทายาทบุรุษของตระกูลกง ข้าก็ไม่อยากจะช่วยแล้ว ซ้ำยังอยากจะฆ่าเจ้าเสียด้วยซ้ำ"
เสิ่นถัง: "...."
รอยยิ้มบนมุมปากค่อยๆ แข็งค้าง
เพิ่งออกจากถ้ำเสือ ก็ต้องมาเข้าปากหมาป่าอีกแล้วหรือ???