- หน้าแรก
- ข้าจะครองแคว้นด้วยน้ำตาและเสียงหัวเราะ
- บทที่ 4: เมื่อไสยศาสตร์ตอกฝาโลงวิทยาศาสตร์
บทที่ 4: เมื่อไสยศาสตร์ตอกฝาโลงวิทยาศาสตร์
บทที่ 4: เมื่อไสยศาสตร์ตอกฝาโลงวิทยาศาสตร์
บทที่ 4: เมื่อไสยศาสตร์ตอกฝาโลงวิทยาศาสตร์
"เหตุใดจึงเหลือเจ้าเฝ้ายามเพียงคนเดียว?"
หัวหน้าผู้คุมเดินตรวจตรากลับมาหนึ่งรอบ ก็พบว่าลูกน้องที่เข้าเวรยามหายไปหนึ่งคน
"อ้อ เขาหรือ...มีนักโทษหญิงไปหา ตอนนี้คงจะอยู่ในแดนสุขาวดีแล้วกระมัง"
ลูกน้องชี้ไปยังทางเนินเล็กๆ พลางขยิบตาเป็นนัยกับหัวหน้า เรื่องเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกบนเส้นทางการเนรเทศ นักโทษที่อยากจะลำบากน้อยลง หากไม่มีคนเบื้องบนคอยดูแล หรือไม่มีญาติพี่น้องให้เงินสินบน หากไม่มีทั้งสองอย่าง ก็เหลือเพียงหนทางเดียวคือการใช้ร่างกายของตนเองเป็นสินบนให้แก่ผู้คุม
ตระกูลกงถูกยึดทรัพย์และเนรเทศ บรรดาสหายและลูกศิษย์ในอดีตต่างก็เอาตัวเองไม่รอด จะมีปัญญามาดูแลได้อย่างไร? นักโทษหญิงจึงเหลือเพียงหนทางเดียวให้เดิน จะไม่ให้พูดว่าเป็นงานสบายได้อย่างไร หัวหน้าผู้คุมย่อมรู้กฎใต้ดินนี้ดี
"เขาไปนานเท่าใดแล้ว?"
"ครู่เดียวเท่านั้น"
"หึ! ละทิ้งหน้าที่!"
"แต่ว่า...ด้วยความเร็วของเจ้าเด็กนั่น ก็น่าจะใกล้เสร็จแล้ว มันเร็วอยู่แล้ว ไม่น่าจะเสียเวลามากนัก"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ มุมปากของหัวหน้าผู้คุมก็ขยับ คล้ายอยากจะยิ้มแต่ก็ฝืนทนไว้ แสร้งทำหน้าเคร่งขรึม
"พอมันกลับมาแล้วก็บอกมันด้วยว่า...เพิ่มเวรยามอีกหนึ่งชั่วยาม!"
แต่รออยู่ครู่หนึ่งก็ไม่เห็นคนกลับมา หรือว่าเจ้าเด็กนั่นไปได้ยาสูตรเด็ดมาจากไหน รักษาโรคประจำตัวของมันได้แล้ว?
ผู้คุมอีกคนเริ่มนั่งไม่ติด เมื่อเห็นว่าเหล่านักโทษแต่ละคนหลับเหมือนหมูตาย ก็ไม่กลัวว่าพวกเขาจะฉวยโอกาสหนี จึงค่อยๆ ลุกขึ้น ย่องตามไปยังทิศทางที่เสิ่นถังถูกพาตัวไป กะว่าจะไปฟังเสียงเสียหน่อย หากทั้งสองใกล้จะเสร็จแล้ว ตนเองจะได้เข้าไปผลัดเวรพอดี
จนกระทั่งเข้าใกล้เนินเล็กๆ เขาก็เกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมา ที่นี่มันเงียบผิดปกติ! ไม่มีทั้งเสียงหอบหายใจที่ทำให้หูร้อนผ่าว ไม่มีทั้งเสียงตบตีที่ทำให้จิตใจฮึกเหิม มีเพียงเสียงแมลงร้องและเสียงลมกลางคืนที่พัดผ่านพงหญ้าเป็นดนตรีประสานที่น่ารำคาญ
"เจ้าโจว? เจ้าโจว เจ้าอยู่...."
เขากดความรู้สึกไม่สบายใจนั้นลง ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อแหวกพงหญ้าที่หนาทึบออก พลางเรียกชื่อสหายร่วมงาน เสียงของเขาพลันหยุดชะงักลงทันที เขาก้มลงมองสิ่งที่ตนเองกำลังเหยียบอยู่...
แขนท่อนหนึ่ง!
อาศัยแสงจันทร์สลัวๆ เขาก็พอจะจำได้ว่าศพชายที่คอบิดไปในมุมที่แปลกประหลาดผู้นี้ ก็คือ "เจ้าโจว" ที่เขาเพิ่งเอ่ยถึง!
"มี...มีคนตาย!"
เสียงร้องโวยวายของเขาดึงดูดให้หัวหน้าผู้คุมตามมา คนตายสนิทแล้ว แต่ร่างกายยังอุ่นและนุ่มนิ่มเหมือนคนเป็น ยังไม่เย็นลงมากนัก เห็นได้ชัดว่าเพิ่งตายไปได้ไม่นาน
หัวหน้าผู้คุมตรวจสอบคอและข้อมือที่ถูกหักอีกครั้ง จากร่องรอยแล้วน่าจะถูกคนหักในชั่วพริบตา พลังนิ้วและแรงมือช่างน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง แต่ว่า...ศพมีร่องรอยการใช้แก่นยุทธ์แต่กลับไม่มีร่องรอยการต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อก็ถูกสังหาร ผู้ลงมือย่อมต้องมีฝีมือเหนือกว่ากงซื่อชั้นปลายแถว
"แล้วนักโทษหญิงผู้นั้นเล่า? พบศพของนางหรือไม่?"
เมื่อเห็นว่าศพถูกค้นของจนเกลี้ยง หัวหน้าผู้คุมก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
ลูกน้องตอบ "ไม่...ไม่พบนางขอรับ พบเพียงเจ้าโจว"
หัวหน้าผู้คุม: "...."
คนตาย แต่นักโทษหญิงหายไป? มีคนบุกชิงตัวนักโทษ? เมื่อคาดเดาได้ดังนี้ สีหน้าของเขาก็พลันดำคล้ำลง
"เจ้ากลับไป เฝ้านักโทษพวกนั้นให้ดี! หากมีคนน่าสงสัยให้ฆ่าทิ้งทันที!"
"ขอรับ!"
หัวหน้าผู้คุมตามร่องรอยที่เสิ่นถังทิ้งไว้ไปตลอดทาง ไม่นานก็เห็นเงาคนเลือนรางกำลังวิ่งอยู่ในความมืด เขาไม่ลังเลที่จะขึ้นคันธนูแล้วพาดลูกศร ลูกศรพุ่งออกจากสาย มุ่งตรงไปยังแผ่นหลังของเสิ่นถัง ลูกศรดอกนี้ สังหารนักโทษหญิงคนหนึ่งย่อมไม่มีปัญหา
แต่ใครเลยจะคาดคิดว่านักโทษหญิงผู้นั้นราวกับมีตาอยู่ด้านหลัง ในชั่วขณะที่ลูกศรใกล้จะถึงตัวก็กลิ้งตัวไปทางขวา หลบไปได้อย่างหวุดหวิด
"คาดไม่ถึงว่ายังมีปลาที่หลุดรอดจากแหไปได้อีกหนึ่งตัว!" เขาสั่งให้ม้ากระโดดข้ามศีรษะเสิ่นถังไป แล้วดึงบังเหียนให้ม้ายืนนิ่งอย่างมั่นคง ขวางทางหนีของนางไว้ ก่อนจะกล่าวด้วยความโกรธเกรี้ยว "อาศัยที่หน้าตาเหมือนบุรุษปะปนเข้ามาในกลุ่มนักโทษหญิงเพื่อหาโอกาสหลบหนี เจ้าโจรตระกูลกงช่างคิดแผนได้แยบยลยิ่งนัก!"
นักโทษชายตระกูลกงที่ถูกจับ ไม่ว่าอายุเท่าใดล้วนถูกทำลายปราณสถานไปแล้ว หนึ่งคือเพื่อป้องกันไม่ให้นักโทษมีปัญญาหลบหนี สองคือเพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขากลับมาล้างแค้นในภายหน้า นักโทษตรงหน้าอยู่ตัวคนเดียว ไม่มีคนคอยรับช่วงต่อ น่าจะเป็น "เสิ่นถัง" ที่ใช้รูปโฉมเป็นเหยื่อล่อคนออกมา แล้วฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายหย่อนยานความระมัดระวังลอบสังหาร แต่กงซื่อชั้นปลายแถวต่อให้จะประมาทเพียงใด ก็ไม่ใช่คนที่สตรีธรรมดาจะสังหารได้ในชั่วพริบตา เมื่อดูจากบาดแผลแล้ว ก็ตัดสินได้ว่าคนผู้นี้ต้องมีจิตอักษรหรือแก่นยุทธ์อย่างแน่นอน เมื่อรู้ว่าสตรีไม่มีทางมีได้ ดังนั้น "นักโทษหญิง" ตรงหน้าย่อมต้องเป็นบุรุษ บุรุษที่ปะปนอยู่ในขบวนนักโทษหญิงมานานขนาดนี้โดยไม่มีใครพบ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเหล่านักโทษตระกูลกงช่วยกันปกปิดและปกป้อง "เขา" เอาไว้
สรุปได้ว่า คนผู้นี้มีสถานะและน้ำหนักในตระกูลกงไม่น้อยเลยทีเดียว ปลาตัวสำคัญขนาดนี้หนีไปได้ เขาจะกลับไปรายงานเบื้องบนได้อย่างไร? ในชั่วพริบตา เขาก็ปะติดปะต่อเรื่องราวที่ดูสมเหตุสมผลขึ้นมาในหัว
เสิ่นถังคลานขึ้นมาจากพื้น นางถ่มน้ำลาย ถุยเศษดินทรายที่ติดอยู่มุมปากออกไป พอดีกับที่ได้ยินวาจาของหัวหน้าผู้คุม
อะไรคืออาศัยที่หน้าตาเหมือนบุรุษ? ยังจะมาเรียกนางว่า "เจ้าโจรตระกูลกง" อีก?
อย่ามาเห็นว่าฉันความจำเสื่อมแล้วจะมาเพิ่มบทให้กันมั่วๆ นะ!
"เหอะ แล้วท่านจะทำอย่างไรเล่า?"
เสิ่นถังพูดจบ ก็เผลอขยับใบหน้าจนรู้สึกเจ็บแปลบ นางสูดหายใจเฮือก...เมื่อครู่หลบอย่างรีบร้อนเกินไป ใบหน้าเลยครูดไปกับเศษหินบนพื้นจนเจ็บแสบไปหมด ไม่ต้องใช้มือคลำก็รู้ว่าเลือดออก...แต่นัยน์ตาก็จับจ้องศัตรูไม่วาง
"กลับไปกับข้า ข้าจะไว้ชีวิตสุนัขของเจ้า"
เสิ่นถังได้ยินแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ "ไว้ชีวิตสุนัขของข้างั้นรึ? ข้าว่าท่านต่างหากที่กำลังพูดจาเยี่ยงสุนัข!"
หน้าตาก็อัปลักษณ์ แต่ความคิดฝันช่างสวยงาม!
"ในเมื่อพูดกันไม่รู้เรื่อง เช่นนั้น..." หัวหน้าผู้คุมไม่ได้โกรธ เพียงแค่รวบรวมลมปราณ ในแววตามีจิตสังหารพาดผ่าน "ทวน, ดาบ, กระบี่, ทวนวงเดือน—เกาทัณฑ์, หน้าไม้, ทวนด้ามสั้น, หอก—สังหาร!"
เสิ่นถัง: "...หา?"
หมายความว่าไง? อยู่ๆ มาท่องอะไรเนี่ย?
คำถามเพิ่งจะผุดขึ้นในสมอง วินาทีต่อมานางก็เห็นคันธนูในมือของหัวหน้าผู้คุมแปรเปลี่ยนเป็นทวนยาวกากบาท ทวนยาวเกือบหนึ่งจั้ง (ประมาณ 3.3 เมตร) ปลายทวนอันเย็นเยียบพุ่งตรงเข้าใส่จุดตายบนใบหน้าของนาง ไม่มีความปรานีแม้แต่น้อย
เสิ่นถังตกใจกับการเปลี่ยนแปลงนี้ เอนศีรษะไปด้านหลัง กระโดดหลบอย่างรวดเร็ว หลุดพ้นจากเพลงทวนที่อันตรายถึงชีวิต อาวุธนั้น ยิ่งยาวยิ่งได้เปรียบ
ทวนยาวประหลาดเกือบหนึ่งจั้งอยู่ในมือของหัวหน้าผู้คุม ถูกตวัดร่ายรำจนเกิดเป็นเงาทวนที่แน่นหนาจนลมผ่านไม่ได้ บ้างแทงตรง บ้างตวัดข้าง ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของแขนขา ในขณะที่เสิ่นถังนั้นมือเปล่า ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ อย่าว่าแต่จะวิ่งหนีเลย เป็นได้แค่เป้านิ่งให้เขาเล่นเท่านั้น แค่วิ่งหลบก็คงจะเหนื่อยตายเสียก่อน
ส่วนการตั้งค่าที่ว่าแค่ท่องสองสามคำก็เสกอาวุธขึ้นมาได้ ซึ่งเป็นการตอกตะปูปิดฝาโลงให้วิทยาศาสตร์เช่นนี้... ในที่สุดนางก็รู้แล้วว่าม้าที่เจ้าหมอนี่ขี่มามันมาจากไหน
โลกนี้มันจะเหนือสามัญสำนึกไปกว่านี้ได้อีกไหม???
ฉึก!
ปลายทวนยาวเฉียดแขนซ้ายของนางไป ปักลึกลงไปในดิน ทำเอานางขนหัวลุก หากเมื่อครู่ตอบสนองช้าไปเพียงนิดเดียว เพลงทวนนี้ต้องแทงทะลุหัวใจนางอย่างแน่นอน!
"ทวน, ดาบ, กระบี่, เกาทัณฑ์..."
ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย นางหลบไปพลางลองเสี่ยงดวงท่องคาถาดูบ้าง เผื่อว่าจะเสกอาวุธออกมาได้...ถึงแม้โลกนี้ผู้หญิงจะไม่สามารถสร้างแก่นยุทธ์หรือจิตอักษรได้ แต่นางอาจจะเป็นข้อยกเว้นก็ได้นี่? ในฐานะผู้ทะลุมิติที่เจอจุดเริ่มต้นระดับนรก อย่างน้อยก็น่าจะมีโบนัสพื้นฐานให้บ้างสิ?
ยังพูดไม่ทันจบก็ถูกทวนยาวที่แทงเข้ามาขัดจังหวะ หัวหน้าผู้คุมกล่าวอย่างเย้ยหยัน "มดปลวกเช่นเจ้า ไม่เจียมตัว!"
เสิ่นถัง: "...."
ในความทรงจำ เหมือนจะยังไม่มีใครทำให้ฉันอัดอั้นได้เท่าบรรณาธิการมาก่อนเลย!
เมื่อทวนยาวแทงเข้ามาอีกครั้ง ด้วยความโกรธนางจึงใช้มือเปล่าคว้าเข้าที่ปลายทวน แล้วกระชากอย่างแรง
"พอได้หรือยัง!"
โทสะที่ไม่ทราบที่มาพลุ่งพล่านอยู่ในอก แผดเผาจนทำให้ข้อความท่อนหนึ่งปรากฏขึ้นมาอย่างกะทันหัน สัญชาตญาณบอกนางว่า ข้อความท่อนนี้อาจจะเป็นกุญแจสำคัญในการพลิกสถานการณ์ เนื้อหาของมันคือ...
กระบี่ในมือมารดาผู้เมตตา...