- หน้าแรก
- ช่างตีเหล็กแห่งวันสิ้นโลก
- ตอนที่ 101 ณ ที่ไหนสักแห่ง
ตอนที่ 101 ณ ที่ไหนสักแห่ง
ตอนที่ 101 ณ ที่ไหนสักแห่ง
ตอนที่ 101 - ณ ที่ไหนสักแห่ง
เศษซากปลิวกระจาย กำแพงพังทลาย ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแหลกสลายด้วยฝีมือของร่างที่ลอยละลิ่วดุจกระสุนปืนใหญ่... ซึ่งมีรูปร่างเป็นแฟรี่ชาย เคราบางเบา พร้อมมงกุฎบุบสลายบนศีรษะที่เริ่มล้านเลี่ยน
ตามติดกระสุนนัดแรกมาด้วยกระสุนนัดที่สอง เป็นร่างของแฟรี่หญิงผู้มีเรือนผมสีบลอนด์แพลทินัม
“ช่างกล้านัก!?” กระสุนนัดที่สองคำรามลั่นขณะพุ่งเข้าปะทะนัดแรก ส่งผลให้ร่างนั้นลอยกระเด็นไปไกลยิ่งขึ้น
“ได้โปรดเข้าใจเถอะที่รัก! เจ้าก็ไม่ใช่สาวๆ แล้วนะ- อั่ก!”
หมัดหนึ่งตะบันเข้าที่กลางลำตัวของกระสุนนัดแรกจนร่างนั้นลอยลิ่วออกไป โค้งงอราวกับกล้วยหอมพร้อมกับโลหิตที่สาดกระเซ็น
“ข้าเพิ่งจะสองร้อยกว่าๆ เท่านั้นนะตาแก่พันปี!”
ฟินกำลังอยู่ระหว่างการสนทนาฉันมิตรในหมู่สมาชิกครอบครัว มัน
ไม่ใช่ การอาละวาดอย่างบ้าคลั่งที่กำลังทำลายวังของพวกเขาแต่อย่างใด
“แต่ลูกรัก!” บิดาของฟินเอ่ยทั้งที่โลหิตยังไหลอาบมุมปาก
“ไม่! ไม่ต้องมาลูกรัก! ท่านส่งข้อความมาบอกว่าท่านย่าป่วย! ข้าก็รีบมาที่นี่ แล้วข้าก็ถูกบังคับให้เข้าร่วมขบวนพาเหรดวีรบุรุษสารพัด โดยไม่มีใครบอกอะไรข้าเลยสักคำ! และพอข้าได้พบท่านย่าในที่สุด ท่านกลับแสดงความยินดีกับข้าเรื่องแต่งงานเนี่ยนะ!?”
สองสัปดาห์! สองสัปดาห์เต็มที่เธอควรจะได้ใช้เวลากับเซธเพื่อสำรวจโอราต้องสูญเปล่าไป เธอต้องทนกับขบวนพาเหรด พิธีมอบรางวัล การเลื่อนตำแหน่ง และงานเลี้ยงอีกหลายครั้งในชุดราตรีที่เป็นทางการแสนอึดอัดพวกนี้ มิหนำซ้ำ เธอยังไม่ได้พบปะผู้คนที่เธอและเซธได้ช่วยชีวิตไว้เลยด้วยซ้ำ!
ท่านย่าที่ควรจะป่วยไข้กลับมาแสดงความยินดีกับเธอเรื่องการแต่งงานแบบคลุมถุงชน หลังจากที่เธอพยายามหาทางเข้าพบอยู่นานสองนาน... นั่นเปรียบดังฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ความอดทนของเธอขาดสะบั้นลง
เปลวเพลิงราวกับจะพวยพุ่งออกมาจากดวงตาของเธอ และรัศมีแห่งเทวะอันเข้มข้นก็เข้าปกคลุมหมัดทั้งสองข้าง
กระสุนนัดแรก... หรือก็คือบิดาของฟิน... หยุดนิ่งสนิทอยู่บนระเบียงใหญ่ของวัง
“ลูกพ่อ ได้โปรดให้พ่อ-”
ดุจยักษ์เขียวผู้ไม่ร่าเริงนัก เธอทุบหมัดทั้งสองข้างลงบนระเบียงเต็มแรงจนโครงสร้างทั้งหมดพังทลายลงมา กลายเป็นห่าฝนแห่งเศษซากปรักหักพัง
หลังจากที่ควันและฝุ่นจางลงด้วยแรงลมกรรโชก เธอก็พบบิดาของตนกำลังเกาะขอบระเบียงที่แหลกสลายอย่างสิ้นหวัง เขามองขึ้นมาที่เธอด้วยสายตาอ้อนวอน ทว่าสายตาของเขากลับพบเพียงดวงตาสีนิลที่ลึกล้ำและเย็นเยียบดุจความว่างเปล่า
“ฝ่าบาท... ทรงพระเจริญ” เธอเหยียบลงบนมือของเขาก่อนจะเตะให้หลุดจากขอบ
“อ๊ากกกกกก!” บิดาของเธอร่วงหล่นและหายลับไปในกลุ่มฝุ่นเบื้องล่าง
“ระบายอารมณ์พอใจรึยังจ๊ะ?” แฟรี่โฉมงามนางหนึ่งลอยตัวอยู่กลางอากาศข้างๆ ช่องโหว่บนผนังอาคาร
เธอมีสีตาและสีผมเช่นเดียวกับฟิน อันที่จริง ควรจะพูดกลับกันมากกว่า เพราะแฟรี่นางนี้คือมารดาของเธอ
“ท่านแม่! ท่านปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ยังไง!? ท่านยกย่องข้าเป็นวีรสตรี แล้วก็ปล่อยให้เขาแทงข้างหลังข้าเนี่ยนะ?”
“ลูกรักกก! พ่อขอโทษ! พ่อไม่มีทางเลือก!” บิดาของเธอบินกลับขึ้นมาจากกลุ่มฝุ่นด้วยดวงตาที่คลอหนองไปด้วยน้ำตา เขาเพียงแค่เล่นละครไปตามน้ำเพื่อบรรเทาความโกรธของเธอเท่านั้น แท้จริงแล้วเขาไม่ได้ตกอยู่ในอันตรายเลยแม้แต่น้อย เขาแค่ยอมทนเจ็บตัวก็เท่านั้น
ฟินเมินเขาอย่างเด็ดเดี่ยวแล้วหันไปทางมารดา
“มันเป็นเรื่องจริงจ้ะลูกรัก เป็นองค์ชายรองที่มาสู่ขอเจ้าด้วยพระองค์เอง ทั้งยังเป็นผู้ที่บังคับให้จัดขบวนพาเหรดและมอบรางวัลต่างๆ ด้วย”
แม้ว่าเผ่าพันธุ์แฟรี่จะเป็นสังคมที่สตรีเป็นใหญ่โดยมีองค์ราชินีอยู่เหนือทุกสิ่ง แต่ก็ยังมีบรรดากษัตริย์และขุนนางชั้นผู้น้อยจำนวนมากอยู่ภายใต้การปกครองของพระนาง ครอบครัวของฟินเป็นขุนนางระดับกลางในประเทศของพวกเขา บิดาของเธอไม่มีอำนาจพอที่จะต่อต้านราชวงศ์ได้
เสียงเส้นเอ็นที่ตึงเครียดลั่นเปรี๊ยะๆ ดังขึ้นในห้อง ขณะที่กำปั้นของฟินบีบแน่นขึ้นเรื่อยๆ
“หยุดนะเจ้ารู้ดีว่าแก้ปัญหานี้ด้วยกำลังไม่ได้” เป็นน้ำเสียงอันหนักแน่นของมารดา
เธอสังเกตเห็นสีหน้ากังวลของบิดามารดาจึงคลายกำปั้นลง... พวกท่านพูดถูก เธอไม่มีทางเอาชนะองครักษ์ของราชวงศ์ได้เลย เธอคงไม่สามารถแม้แต่จะอาละวาดทำลายข้าวของได้ก่อนที่จะถูกจับกุม
“มีข้อเสนอแนะไหมคะ?” เธอเค้นเสียงถาม เป็นที่ประจักษ์แก่ใจแล้วว่าเธอจะไม่ยอมถูกบังคับให้แต่งงานกับเชื้อพระวงศ์ผู้กระหายอำนาจที่คิดว่าความสำเร็จของเธอจะช่วยเสริมบารมีให้เขาได้
“หนีไปซะ” มารดาของเธอกล่าวเรียบๆ “จากไปแล้วเมินทุกหมายเรียก ไม่ใช่ว่าเจ้าบอกว่ามีเพื่อนดีๆ อยู่คนหนึ่งหรอกรึ? ก็ใช้ข้ออ้างอะไรสักอย่างเพื่อกลับไปหาเขาสิ”
บิดาของเธอหันไปมองภรรยาด้วยความตกตะลึง “แล้วองค์ชายล่ะ?”
“เราทำในสิ่งที่ควรทำแล้ว ถ้าลูกสาวเราหนีไป มันก็ไม่ใช่ปัญหาของเราอีกต่อไป นางอายุ 204 แล้ว โตพอที่จะตัดสินใจด้วยตัวเองได้”
ฟินมองมารดาด้วยดวงตาเป็นประกายแล้วโผเข้ากอดท่านอย่างกระตือรือร้น ท่านเข้าใจเธอเสมอ!
พวกเขาปรึกษากันว่าจะลักลอบพาฟินหนีออกไปอย่างไร เธอจะออกจากโลกนี้ไปด้วยข้ออ้างว่าต้องการจะกล่าวลาเซธเป็นครั้งสุดท้าย แต่เธอจะอยู่กับเขาและไม่กลับมาอีก มันเป็นแผนการที่เรียบง่าย ตราบใดที่ฟินสามารถออกจากโลกนี้ไปได้ องค์ชายก็ไม่สามารถทำอะไรเจ้าหน้าที่ระดับสูงอย่างฟินได้
เธอส่งจดหมายถึงเซธ บอกว่าเธอจะกลับไปในไม่ช้า และรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้พบกัน เธอขอลาพักจากผู้บังคับบัญชาซึ่งไม่สามารถปฏิเสธคำขอของวีรสตรีผู้โด่งดังได้ อย่างน้อยยศตำแหน่งนี้ก็ยังมีประโยชน์อยู่บ้าง
ด้วยเหตุนี้ เธอจึงหนีไปยังโอรา ทิ้งบิดามารดาไว้เบื้องหลังเพื่อรับมือกับโทสะขององค์ชาย เธอเดินทางมาถึงโบสถ์แห่งระบบในโอราได้สำเร็จ แต่จดหมายของเธอยังไม่ถูกส่งไปถึง ไม่มีเซธรออยู่ที่นี่ เธอจึงออกตามหาเขา
เธอมาถึงโรงเตี๊ยม แต่ก็ไม่พบเซธ
แล้วทีนี้เธอจะหาเขาเจอได้อย่างไร? เธอจะสามารถตามหาเซธในเมืองใหญ่อย่างโอราได้หรือ? ความกลัวว่าจะต้องมาเสียเที่ยวเริ่มเกาะกุมหัวใจของเธอ
ทันทีที่น้ำตากำลังจะเอ่อล้นออกมา เจ้าของโรงเตี๊ยมก็พูดต่อ เขาบอกเธอว่าเซธได้ออกเดินทางไปเมื่อสองสามวันก่อนพร้อมกับลูกๆ และปาร์ตี้ของพวกเขา เขาจากไปเพื่อเข้ารับการสอบเลื่อนระดับเป็นนักผจญภัยระดับ B การสอบนั้นคาดว่าจะใช้เวลา 2 สัปดาห์
เจมส์ เจ้าของโรงเตี๊ยม จำฟินได้และเสนอให้เธอพักที่ห้องของเซธจนกว่าเขาจะกลับมา ฟินต้องการที่พักอยู่แล้ว เธอจึงตกลงที่จะพักอยู่ที่นี่ไปก่อน
เมื่อตอนนี้เธอรู้แล้วว่าเซธอยู่ที่ไหน จุดหมายต่อไปของเธอก็คือไปที่กิลด์เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับภารกิจนั้น
กิลด์กำลังวุ่นวายอย่างมากเมื่อเธอไปถึง พนักงานต้อนรับของกิลด์กำลังวิ่งวุ่นถือเอกสารอยู่ในมือ ขณะที่กลุ่มนักผจญภัยยืนอยู่รอบๆ ด้วยสีหน้ากระวนกระวาย แฟรี่สาวรออยู่ที่เคาน์เตอร์แห่งหนึ่งเป็นเวลาเกือบชั่วโมงกว่าจะมีพนักงานต้อนรับมาหาเธอ
เธอเหงื่อท่วมกาย หอบหายใจแรง และเส้นผมยุ่งเหยิง
“ม-มีอะไรให้ช่วยไหมคะ?” เธอพยายามจะส่งยิ้มเชิงธุรกิจที่ฝึกฝนมาอย่างดี แต่มันกลับดูบิดเบี้ยวและเร่งรีบ
ฟินรู้สึกสงสารเธอเล็กน้อย แต่ก็แสร้งทำเป็นไม่สังเกตเห็นแล้วเล่าเรื่องของเซธให้ฟัง
ใบหน้าของพนักงานต้อนรับหญิงกระตุกเล็กน้อยเมื่อเธอเอ่ยถึงว่าเพื่อนของเธอเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจสอบเลื่อนระดับ
“ท่านยังไม่ทราบเรื่องหรือคะ? ท่านเป็นนักผจญภัยระดับ B ใช่ไหมคะ?” หญิงสาวถามขึ้นทันใดพร้อมกับแววตาที่เปล่งประกาย
“ใช่?”
“ดีเลยค่ะ ดีเลย ฉันไม่สามารถบอกรายละเอียดของภารกิจนั้นให้ท่านทราบได้ แต่ถ้าท่านต้องการเข้าร่วมหน่วยกู้ภั- เอ่อ หน่วยเสริมกำลัง ฉันสามารถบอกทุกอย่างให้ท่านได้ค่ะ”
“หน่วยกู้ภัย!?” เธออุทาน พนักงานต้อนรับส่งสัญญาณให้เธอพูดเบาลง เธอยื่นแบบฟอร์มฉบับหนึ่งมาให้
มันเป็นแบบฟอร์มสำหรับเข้าร่วมภารกิจเสริมกำลัง
พนักงานต้อนรับอธิบายสั้นๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ในปัจจุบันให้เธอฟัง เมื่อวานนี้พวกเขาได้รับการแจ้งเตือนจากโทราให้เรียกตัวและยกเลิกขบวนคาราวานของพ่อค้าและนักเดินทางทั้งหมด พวกวิเวิร์นตามเส้นทางสู่เมืองนั้นได้กลับกลายเป็นดุร้ายอย่างยิ่ง สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีกหลังจากที่จ่าฝูงตัวใหม่เข้าครอบครองฝูง แต่มีบางอย่างเกิดขึ้นที่โทราไม่สามารถเปิดเผยได้ ซึ่งมันได้ยั่วยุพวกสัตว์เลื้อยคลานเหล่านั้น
สถานการณ์นั้นเปราะบางและอันตรายอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่เดินทางไปยังโทรา นั่นคือเหตุผลของความโกลาหลในกิลด์ นอกจากการยกเลิกและเรียกตัวพ่อค้า นักผจญภัย และคาราวานทุกประเภทกลับมาแล้ว พวกเขายังต้องจัดตั้งหน่วยเสริมกำลังสำหรับขบวนคาราวานของวังหลวงซึ่งได้เข้าไปในอาณาเขตของวิเวิร์นแล้ว ขบวนคาราวานของวังหลวงเป็นกลุ่มสุดท้ายที่เข้าไปในเขตอันตรายและมีจำนวนนักสู้มากที่สุด
ภารกิจนี้กำหนดให้ผู้เข้าร่วมต้องมีระดับ B เป็นอย่างน้อย นี่จึงเป็นคำอธิบายว่าทำไมพนักงานต้อนรับถึงฉวยโอกาสนี้ในการชักชวนเธอทันที นักผจญภัยระดับ B นั้นหายากและมีงานยุ่งอยู่แล้ว การหาคนที่ว่างและมีความสนใจส่วนตัวที่จะเข้าร่วมภารกิจจึงเปรียบเสมือนของขวัญจากสวรรค์
การบรรยายสรุปฉบับเต็มและการออกเดินทางจะมีขึ้นในเช้าวันพรุ่งนี้ ดังนั้นฟินจึงมีเวลาเตรียมตัว
วิเวิร์น
ฟินครุ่นคิดถึงกิ้งก่าบินได้ขนาดใหญ่พวกนั้นระหว่างทางกลับโรงเตี๊ยม แม้ว่าสัตว์เหล่านี้จะอันตรายอย่างยิ่งยวด แต่เธอก็รู้สึกโล่งใจเล็กน้อย ต่อให้มันอันตราย เซธก็น่าจะแข็งแกร่งพอที่จะหนีรอดจากพวกมันได้ เธอแน่ใจว่าเขาจะเอาชีวิตรอดได้จนกว่าเธอจะไปถึง!