- หน้าแรก
- ร่างแปลงพู่กันแห่งปรโลก
- บทที่ 41 – ขีดจำกัดของมนุษย์
บทที่ 41 – ขีดจำกัดของมนุษย์
บทที่ 41 – ขีดจำกัดของมนุษย์
เกาเฟิงเองก็จำไม่ได้ว่ากลับมาที่ห้องของตัวเองเมื่อไหร่ เหมือนจะเป็นเพราะอยู่ที่ห้องของลวี่กั๋วยิ่งนานเกินไป จนสุดท้ายต้องถูกเชิญออกมา
ในความเลือนรางนั้นคลับคล้ายว่าเขาได้พูดคุยกับลวี่กั๋วยิ่งเกี่ยวกับที่อยู่ของลวี่จื้อ คำตอบของลวี่กั๋วยิ่งคือ…
“ไม่ต้องเป็นห่วง เด็กคนนั้นเป็นแบบนี้ตลอด หายไปทีหนึ่งก็เป็นเดือน แต่พอกลับมาก็สบายดี”
คำพูดนี้ทำให้เกาเฟิงคลายกังวล และจมจ่อมอยู่กับภาพเส้นสายที่ลวี่กั๋วยิ่งมอบให้แทน
เฒ่าลวี่… ไม่สิ ท่านผู้เฒ่าลวี่ หากมีหน้าต่างค่าทักษะก็คงมีค่าทักษะ ‘เส้นสาย’ สูงเกิน 90 หรืออาจจะใกล้ 100 ด้วยซ้ำ?
เกาเฟิงเพ่งมองภาพเส้นสายทั้งสอง ใบหนึ่งเป็นของตนเอง อีกใบเป็นภาพสอนของลวี่กั๋วยิ่ง ทั้งสองภาพต้องการสื่อถึง ‘ความงดงามที่สะเทือนใจ’ และ ‘ดวงตาที่ราวกับอัญมณีสองเม็ด’
แต่เกาเฟิงต้องใช้เส้นสายเกือบห้าสิบเส้น ในขณะที่ลวี่กั๋วยิ่งใช้เพียงสี่
เส้น แต่สี่เส้นนั้นสื่ออารมณ์ได้ตรงใจกว่า ให้ความรู้สึกจริงเสียยิ่งกว่าของเกาเฟิงเอง
“ท่านผู้เฒ่าลวี่ต้องมีพื้นฐานการตัดเส้นที่แน่นหนา… ฉันเองก็ควรไปเรียนภาพจิตรกรรมจีนบ้าง ไหนจะกายวิภาค จิตวิทยา และแนวคิดการเมืองอีก”
เขาพึมพำกับตัวเอง มีสิ่งที่ต้องเรียนรู้อีกมากเหลือเกิน… ลวี่กั๋วยิ่งเองก็ยังแนะนำให้เกาเฟิงเรียนรู้จาก โฮลไบน์ และหากมีโอกาสก็ให้เรียนรู้จาก ฉีไป๋สือ แต่หากไม่มีโอกาส ก็ให้เรียนรู้จาก เถียนซื่อกวงแทน
สองปรมาจารย์ผู้สืบทอดสายจิตรกรรมจีนของตนเอง คนหนึ่งมีพรสวรรค์เลิศล้ำ อีกคนชำนาญงานตัดเส้น
ทั้งคู่จะช่วยให้เกาเฟิงพัฒนาการใช้เส้นได้เป็นอย่างดี แต่สำหรับหัวข้อภาพที่เกาเฟิงต้องการจะวาดนั้น ลวี่กั๋วยิ่งเลือกที่จะมองดูเป็นผู้ชม
“เด็กหนุ่มยังอ่อนหัด คงต้องชนกำแพงเสียบ้าง จึงจะรู้ว่าตนเองหนักเท่าไหร่” หลังเกาเฟิงจากไป ลวี่กั๋วยิ่งพูดเช่นนั้นกับลอว์เรนซ์ ภาพใดๆ ก็ตาม แม้แต่เด็กสามขวบข้าง
ถนนก็อาจตวัดขึ้นมาได้ แต่หากต้องการ “ภาพดี” นั่นเป็นสิ่งไร้ขีดจำกัด
จริงๆ ไม่อาจตีค่าตามเกณฑ์ใดๆ ได้ เกาเฟิงเองก็ยังไม่รู้ว่าด้วยทักษะของลวี่กั๋วยิ่งนั้น
หากต้องการจะสรรค์ภาพ ‘แมว เหมียวเหนียน’ ขึ้นมา จะเพียงพอหรือไม่ แต่ตัวเขาเองย่อมยังห่างไกล
จนแม้เพียงจินตนาการถึงภาพนั้น ก็ยังไม่อาจเลือกใช้ทักษะของตนเองมาประกอบเป็นภาพได้
ครั้นถึงเวลาลงมือจริงๆ ก็ต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมายนับไม่ถ้วน จิตรกรผู้ใดเล่าที่จะตวัดพู่กันได้โดยไร้ภาพต้นแบบอยู่ในอก?
“ต้องท้าทายขีดจำกัด จึงจะก้าวข้ามขีดจำกัดได้นั่นเอง” เกาเฟิงเอ่ยอย่างตื่นเต้น
เขาก้มมองหน้าต่างระบบของตนเอง หลังจากการชี้แนะของลวี่กั๋วยิ่งเมื่อครู่ ค่าสีของเขาเป็น : 74
เส้นสายเป็น : 74
โครงสร้างเป็น : 78
และเมื่อใดที่เขาได้อยู่ใต้สายตาของ ‘แมวเหมียวเหนียน’ จนเกิดแรงบันดาลใจท่วมท้น ค่าสามหมวดของเขาจะเพิ่มขึ้นอีกราวๆ ห้าแต้ม!
แต่เกาเฟิงรู้สึกว่าการเพิ่มขึ้นนั้นช่างเล็กน้อยเสียเหลือเกิน คงเป็นเพราะค่าพื้นฐานทั้งสามของเขายังต่ำอยู่
“ขีดจำกัดของมนุษย์คือ 100 แต่พวกอัจฉริยะอย่างดาวินชี ดาลี ฟานกอห์ คงก้าวข้ามขีดจำกัดนั้นไปไกลแล้ว” เขาพึมพำ
ก่อนหน้านี้เขาเคยคิดว่า หากอัพทั้งสามค่าตัดเส้น แต่งสี และโครงสร้างถึง 100 ก็จะถือเป็นผู้ยิ่งใหญ่ได้
แต่เวลานี้เขาตระหนักว่า นั่นเป็นเพียงขีดจำกัดของมนุษย์ แต่เป้าหมายของเขา คือการก้าวสู่จุดสูงสุดของศิลปะทั้งมวล ตั้งแต่โบราณถึงปัจจุบัน
“ต้องไปให้ถึงจุดสูงสุดของศิลปะทั้งปวง” เขากล่าวพลางหยิบกระดาษใหม่ออกมา จัดเตรียมอุปกรณ์ของตนเอง
คราวนี้เขาต้องการทดสอบดูว่า จะต้องใช้ค่าทักษะเท่าใดจึงจะถึงระดับลายเส้นของลวี่กั๋วยิ่ง และต้องทดสอบว่า ค่านี้จะเพียงพอเป็นจุดตั้งต้นของภาพ ‘แมวเหมียวเหนียน’ ได้หรือไม่ จึงล้วงเอา มีดแกะสลักสองเล่มที่เดิมตั้งใจจะส่งคืนลวี่กั๋วยิ่ง
แต่ผู้เป็นอาจารย์บอกว่าให้เก็บไว้จนกว่า ลวี่จื้อ จะมาทวงเอง มีดทั้งสอง
เล่มทอแสงสะท้อนอยู่บนโต๊ะ ขณะที่ภาพของโลกเนื้อและเลือดตัดผ่านเข้ามาในหัว
แม้ค่า SAN ของเกาเฟิงจะอยู่ถึง 80 แต่เสียงครางคล้ายเสียงกรีดร้องนั้นก็ยังดังสะท้อนอยู่ตลอด แต่เขากัดฟันทนต้านแรงล่อลวงจากสิ่งทรงอำนาจนั้น
และเพ่งสมาธิไปที่กระดาษตรงหน้าเท่านั้น…ด้วยการเสริมจากมีดแกะทั้งสองเล่ม ค่ากายวิภาคของเกาเฟิงเพิ่มขึ้นเป็น : 38
ค่าลายเส้นพุ่งไปถึง : 94
และค่าโครงสร้างก็ขยับขึ้นเป็น : 88
ในชั่วขณะนั้น ความรู้เกี่ยวกับการวาดภาพจำนวนมหาศาลหลั่งไหลเข้าสู่สมองของเกาเฟิงราวคลื่นทะเล ควบคุมนิ้วของเขาให้ขยับตัดเส้นบนผืนผ้าใบอย่างคล่องแคล่ว
ภาพลายเส้นของลวี่กั๋วยิ่งที่เขาอ่านไม่ออกเมื่อครู่ จู่ๆ ก็กลับเข้าใจได้อย่างชัดเจน
ค่าทักษะโครงสร้าง 88 แต้ม ช่วยให้เขาเข้าใจถึงพื้นที่และตำแหน่งของลายเส้นทั้งสี่
ค่าทักษะลายเส้น 94 แต้ม ช่วยให้เกาเฟิงเข้าใจกระทั่ง ‘ชีวิตชีวา’ ที่แฝงอยู่ในเส้นทั้งสี่นั้น
แต่… ยังไม่พอ! ยังต้องสูงกว่านี้!
เมื่อตระหนักถึงช่องว่าง เขาก็เข้าใจได้อย่างชัดเจนว่าช่องว่างนั้นมีอยู่จริง หากต้องการเลียนแบบเส้นทั้งสี่เส้นนั้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ ค่าทักษะต้องสูงขึ้นอีก!
เกาเฟิงหวนคิดถึง ‘แมวเหมียวเหนียน’ ภาพของโลกลี้ลับใต้หุบเหวก่อตัวขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง
สายตาใหญ่ทั้งสองข้างลอยเด่นอยู่เหนือละอองหมอก และเหนือตวงตานั้นเอง แสงเจ็ดสีก็ทอดยาวขึ้นสู่ท้องฟ้า
โครม!!
แรงบันดาลใจมหาศาลเดือดพล่านอยู่ในหัวของเกาเฟิง ณ ขณะนั้น
เขาไม่มีเวลาแม้แต่จะเหลือบมองหน้าต่างค่าทักษะของตนเอง เพราะแรงบันดาลใจนั้นได้ขับเคลื่อนเขาไปสุดขีด เขาต้องสร้างสรรค์ ต้องตัดเส้น ต้องรังสรรค์ภาพ!
เกาเฟิงเริ่มตัดเส้นบนผืนผ้าใบคล้ายคนเสียสติ คราวแรกเขาใช้เส้นห้าสิบ
เส้นเพื่อร่างตาของ ‘แมวเหมียวเหนียน’ แต่คราวนี้เหลือเพียงสิบห้าเส้น
แต่ยัง… ยังไม่พอ! เขาต้องทำได้ดีกว่าเดิม!!
ตลอดทั้งคืน… ในห้องเต็มไปด้วยเสียงตัดเส้น “ชั่บ ชั่บ” และเสียงกระดาษขาด “แคว่ก”
จนถึงรุ่งเช้า… เช้าวันถัดมา หัวหน้าภาคผู้ทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว มาหาเกาเฟิงและเคาะประตูอยู่หลายครั้ง แต่ไม่มีเสียงตอบกลับ
สักพักลวี่กั๋วยิ่งและลอว์เรนซ์ก็มาถึง ท่านผู้เฒ่าลวี่ตื่นเช้าเพราะอายุที่มากขึ้น ส่วนนักบริหารแกลเลอรี่อย่างลอว์เรนซ์ก็ตามมาด้วย
ตั้งใจจะเป็นผู้ขับรถพากลุ่มไปงานนิทรรศการ
แต่เมื่อทั้งสามคนมาหยุดหน้าห้องของเกาเฟิง เคาะไปครู่ใหญ่ก็ไม่มีเสียงตอบ หัวหน้าภาคเริ่มเป็นกังวล
“จะเป็นอะไรไปหรือเปล่านะ?”
“มีอะไรเสียที่ไหน? ก็แค่เด็กหนุ่มตื่นสาย ไม่ยอมลุกไง” ลวี่กั๋วยิ่งเอ่ย
“ไปหาพนักงานโรงแรมมาเปิดห้องดีกว่า” ลอว์เรนซ์เสนอ
ครู่เดียวพนักงานโรงแรมก็มาถึง และช่วยเปิดห้องให้ทั้งสามได้เข้าไป
แต่เมื่อประตูเปิดออก ทั้งสามถึงกับชะงัก เพราะทั้งห้องเต็มไปด้วยเศษกระดาษขาวโพลน ปกคลุมไปทั่วพื้นห้องราวกับหิมะ
หัวหน้าภาคก้มลงเก็บเศษกระดาษชิ้นหนึ่งขึ้นมาดู แต่ก็อ่านไม่เข้าใจ
ลวี่กั๋วยิ่งเองก็เก็บขึ้นมาดู สีหน้างุนงงเล็กน้อย ขณะที่ลอว์เรนซ์ก้าวเข้าไปใกล้ ก็เห็นเกาเฟิงนอนหลับทั้งชุดอยู่บนเตียง
จึงรีบเอามือใกล้จมูกของเขา ก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วยิ้มออกมาพลางพูดว่า…
“ไม่มีอะไร แค่หลับไปเท่านั้น” พอหันกลับไปเห็นภาพบนขาตั้งของเกาเฟิง ลอว์เรนซ์ก็เอ่ยเย้า
“อาจารย์ลวี่ครับ ภาพลายเส้นของท่านภาพนี้ หากเอาไปประมูล คงขายได้ถึงแสนดอลลาร์เลยนะ”
“ต้องรอให้ฉันตายเสียก่อนสิ และอีกอย่าง… นั่นก็ไม่ใช่ภาพของฉัน” ลวี่กั๋วยิ่งขมวดคิ้วตอบ
(จบบท)