- หน้าแรก
- ร่างแปลงพู่กันแห่งปรโลก
- บทที่ 23 – อักขระปีศาจ
บทที่ 23 – อักขระปีศาจ
บทที่ 23 – อักขระปีศาจ
ฉบับดั้งเดิมของบันทึกท้องถิ่นเทียนซืออยู่ที่ไหน?
แน่นอนว่าต้องถามที่หอสมุดประจำเมือง ตามหลักแล้วควรจะเก็บไว้ที่หอสมุดเมือง
แต่ผลลัพธ์จากการสอบถามโดยอาศัยอำนาจของ STK ผ่านลวี่จื้อ กลับระบุว่า ขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่หอสมุดแล้ว ทว่าถูกมอบให้กับนักธุรกิจรายหนึ่งซึ่งบริจาคหนังสือจำนวนมากให้กับหอสมุดเมืองในฐานะของขวัญตอบแทน
อีกประโยคหนึ่งก็คือ การจัดพิมพ์และเรียบเรียงฉบับใหม่ของบันทึกท้องถิ่นเทียนซือ ก็ได้รับเงินทุนและการสนับสนุนจากนักธุรกิจผู้นี้เช่นกัน
พอได้ยินเช่นนี้ ภายในหัวของเกาเฟิงก็ปรากฏชื่อหนึ่งขึ้นมาในทันที จากนั้นก็เริ่มรู้สึกประหลาดขึ้นเล็กน้อย “อย่าบอกนะว่าเป็นหลินเฉิงอี?”
“ใช่ เขานั่นแหละ” ลวี่จื้อพยักหน้า
หลินเฉิงอี คือนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังในเทียนซือ มั่งคั่งระดับมหาเศรษฐี และชื่นชอบการบริจาคอาคารเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอาคาร
ห้องสมุด ห้องสมุดของเทียนเหม่ยก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่เขาบริจาคให้
บุตรชายของหลินเฉิงอี กำลังเรียนอยู่ปีสามในภาควิชาวาดภาพของเทียนเหม่ย เชี่ยวชาญแนวเขียนภาพเหมือนเหนือจริง และกำลังแอบชอบ
เพื่อนร่วมชั้นหญิงชื่อซินเว่ย แต่ในงานแสดงศิลปะระดับนานาชาติที่เพิ่งผ่านมา เขากลับพ่ายแพ้ให้กับเพื่อนร่วมชั้นอีกคนที่จู่ๆ ก็ระเบิดพลังอย่างเหลือเชื่อ ราวกับกลายเป็นคนละคน
เพราะฉะนั้น บุตรชายของหลินเฉิงอี ก็คือหลินเซินฮ่าว
รูมเมตของเกาเฟิงนั่นเอง บังเอิญเสียจริง
ต้นฉบับบันทึกท้องถิ่นจึงอยู่ในมือของหลินเฉิงอี ส่วนทางหอสมุดเมืองมีเพียงภาพถ่ายไม่กี่ภาพที่เก็บไว้ และภาพเหล่านั้น ก็บังเอิญเป็นสิ่งเดียวกับที่เกาเฟิงเคยเจอบนอินเทอร์เน็ตมาก่อนหน้านี้
สาเหตุเป็นเพราะก่อนหน้านี้ทางหอสมุดเคยผลักดันโครงการ ‘ลดการใช้กระดาษ’ จึงนำเอกสารส่วนใหญ่อัปโหลดขึ้นเว็บไซต์
แต่เนื่องจากระบบคลังข้อมูลสร้างแบบเร่งรีบ ทำให้ถูกโปรแกรมรวบรวมข้อมูลของเสิร์ชเอนจิ้นดูดไปเผยแพร่ต่อ…แน่นอนว่า รายละเอียดปลีกย่อยเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องไปใส่ใจ
สรุปแล้ว หากอยากอ่านต้นฉบับบันทึกท้องถิ่นของเทียนซือ ก็ต้องไปหาหลินเฉิงอี
ลวี่จื้อสามารถใช้อำนาจของ STK เพื่อดำเนินการเรื่องนี้ได้เช่นกัน แต่ขั้นตอนจะยุ่งยากและใช้เวลามาก
ไม่สะดวกรวดเร็วเท่ากับการอาศัยความสัมพันธ์ระหว่างเกาเฟิงกับหลินเซินฮ่าวในฐานะเพื่อนร่วมห้อง
“หากจะพูดว่าเราเคยมีความสัมพันธ์แบบเพื่อนน่ะนะ…”
เกาเฟิงประเมินสถานการณ์ด้วยสติที่สงบ แล้วก็พบว่าโอกาสไม่น่าจะมากนัก แต่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นวิธีที่ตรงที่สุด
เกาเฟิงจึงโทรหาหลินเซินฮ่าว ซึ่งขณะนั้นไม่อยู่ที่มหาลัย เสียงในสายตอนรับโทรศัพท์ฟังดูมีอารมณ์พุ่งพล่าน
พอได้ยินจุดประสงค์ของเกาเฟิงก็วางสายไปทันทีโดยไม่พูดอะไร
“ไร้มารยาทสิ้นดี” เกาเฟิงบ่นพึมพำ แต่อีกใจก็เข้าใจได้ เพราะหลินเซินฮ่าวไม่มีเหตุผลอะไรที่จะช่วยเขา
อย่างไรก็ดี หลินเซินฮ่าวปกติเป็นคนสุขุมสุภาพ ไม่เคยเห็นเขาแสดงอารมณ์รุนแรงเช่นนี้มาก่อน
“งั้นก็ใช้ช่องทางการละกัน” ลวี่จื้อพูด “แต่จะใช้เวลานานหน่อย”
ในขณะนั้นเอง โทรศัพท์ของเกาเฟิงก็ดังขึ้นอีกครั้ง หน้าจอแสดงชื่อของหลินเซินฮ่าว
“ว่าไง?” เกาเฟิงกดรับสาย
“ขอโทษที เมื่อกี้วางสายเพราะติดธุระอยู่ เรื่องที่นายอยากดู ตอนนี้อยู่ที่บ้านฉัน ถ้านายสะดวกก็มาหาฉันได้เลย”
คราวนี้น้ำเสียงและอารมณ์ของหลินเซินฮ่าวกลับมาเป็นปกติแล้ว ไม่นาน หลินเซินฮ่าวก็ส่งพิกัดให้ทางแชท
เป็นที่อยู่ในเขตหมู่บ้านจัดสรรสุดหรูของเทียนซือ พื้นที่นั้นขึ้นชื่อว่าแพงที่สุดในเมือง แต่ก็ดูเหมาะสมกับฐานะของหลินเฉิงอี
เกาเฟิงกับลวี่จื้อเรียกแท็กซี่มุ่งหน้าไปยังจุดหมายทันที
สี่สิบนาทีให้หลัง ภายหลังจากผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ทั้งสองก็มาหยุดอยู่หน้าบ้านสามชั้นหลังหนึ่งภายในหมู่บ้าน
หลินเซินฮ่าวซึ่งสวมเชิ้ตสีขาว ยืนอยู่หน้าประตูบ้านรอต้อนรับ สีหน้าซีดเซียว กระดุมที่ปลายแขนหลุดไปหนึ่งเม็ด บนหลังมือมีรอยฟกช้ำ
และรอยขีดข่วน…เขาเพิ่งมีเรื่องชกต่อย หรืออย่างน้อยก็มีการทะเลาะที่ใช้กำลังพอสมควร
“การสืบสวน” แจ้งเกาเฟิงเช่นนั้น
“ขอโทษที่รบกวนนะคะ รุ่นพี่” ลวี่จื้อเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงแจ่มใส
หลินเซินฮ่าวมองดูหญิงสาวตรงหน้า ผู้มีท่าทางคล่องแคล่วราวกับลูกกวางน้อย แววตาเต็มไปด้วยความแปลกใจ เขาจำไม่ได้ว่าเคยรู้จัก
“เธอคือหลานสาวของอาจารย์ใหญ่ลวี่ ชื่อลวี่จื้อ” เกาเฟิงแนะนำอย่างย่อ
หลินเซินฮ่าว “อ้อ” ขึ้นมาเบาๆ แล้วยิ้มให้ลวี่จื้อ “สวัสดีครับ”
จากนั้นก็ถามทั้งสองคนว่า “พวกเธออยากดูต้นฉบับบันทึกท้องถิ่นเทียนซือหรือ?”
“ใช่ค่ะ ฉันเรียนด้านประติมากรรม พึ่งกลับมาจากต่างประเทศ อยากศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร์ของเทียนซือ เพื่อหาแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานน่ะ” ลวี่จื้อกล่าว
เหตุผลนี้จะว่าดูมีน้ำหนักก็ได้ จะว่าดูแปลกๆ ก็ได้เช่นกัน แต่ในเมื่อเป็นคนในสายงานศิลปะ ก็พอเข้าใจได้ หลินเซินฮ่าวจึงพยักหน้าเล็กน้อย แล้วพาทั้งสองคนเข้าบ้าน
บ้านเขาหรูหราอย่างไรไม่ต้องพูดถึง แต่ที่ชวนตะลึงก็คือห้องสมุดภายในบ้านที่สูงสองชั้นแบบโถงทะลุถึงกัน ซึ่งกินพื้นที่อย่างมากและสะกดทุกสายตา
เกาเฟิงกับลวี่จื้อนั่งลงบนโซฟาที่ตั้งอยู่ท่ามกลางชั้นหนังสือขนาดมหึมาที่ล้อมรอบทั้งสี่ด้าน ทันทีที่นั่งลงก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดันของ “ความรู้”
“คุณพ่อของผมชอบสะสมหนังสือสารพัดประเภท” หลินเซินฮ่าวอธิบาย แล้วก็เทน้ำชาให้ทั้งสอง จากนั้นจึงเดินไปหาหนังสือตามที่ทั้งสองต้องการ
เกาเฟิงกวาดตามองไปรอบ ๆ
ถึงแม้จะเป็นเพื่อนร่วมห้องกันมาสามปีแล้ว แต่ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่เขามาเยือนบ้านของหลินเซินฮ่าว
เขาเคยได้ยินมาว่าบ้านของหลินเซินฮ่าว “รวยเว่อร์”…
…
คำกล่าวที่ว่า “ฟังมาร้อยครั้งไม่เท่าลองเห็นด้วยตาตนเอง” ช่างไม่ผิดเลยแม้แต่น้อย ภายในห้องสมุดในบ้านหรูหลังนี้ คาดว่าคงเก็บหนังสือไว้หลายหมื่นเล่ม
ที่สำคัญ เกาเฟิงสังเกตได้ว่าหนังสือเหล่านี้ไม่ได้มีไว้แค่ตั้งโชว์เท่านั้น
“การสืบสวน” บอกเกาเฟิงว่า มีคนหยิบมาเปิดอ่านเป็นประจำ แทบทุกเล่มล้วนมีร่องรอยการใช้งาน
เนื่องจากชั้นหนังสือสูงมาก จึงมีบันไดไม้แบบเลื่อนติดตั้งไว้ เพื่อใช้หยิบหนังสือจากชั้นบน
รอยถลอกที่พื้นบริเวณที่บันไดเลื่อนไปหยุดอยู่บ่อยๆ ก็เห็นได้อย่างชัดเจน
เกาเฟิงลุกขึ้น เดินไปเข็นบันไดเลื่อนไปยังจุดหนึ่ง บริเวณชั้นวางด้านบนตรงนั้น มีเพียงแจกันใบหนึ่งตั้งอยู่
เกาเฟิงปีนขึ้นไปยังชั้นวาง เอื้อมมือผลักเบาๆ ตรงขอบชั้นที่วางแจกันนั้น แจกันก็พลิกกลับ เผยให้เห็นช่องลับที่ซ่อนอยู่ด้านหลัง ด้านในช่องลับมีหนังสือปกสีดำเล่มหนึ่ง
ลวี่จื้อจับตามองการกระทำของเกาเฟิงตั้งแต่ต้นจนจบ จากนั้นก็ตาเบิกโพลงทันทีเมื่อเห็นเกาเฟิงค้นเจอช่องลับอย่างง่ายดายราวกับอยู่ในบ้านตนเอง
เกาเฟิงหยิบหนังสือเล่มนั้นออกมา
จากนั้นก็เปิดดูทันที
“เดี๋ยวสิ…แบบนี้ไม่ดีมั้ง?” ลวี่จื้อเริ่มรู้สึกเหมือนกำลังทำอะไรผิดแอบลักลอบ จึงรีบเดินเข้ามาหาเกาเฟิงพลางเหลียวมองไปทางที่หลินเซินฮ่าวเดินหายไป
ในเมื่อหนังสือเล่มนี้ถูกซ่อนเอาไว้ในช่องลับ ก็คงหมายความว่าเจ้าของไม่ต้องการให้ใครเห็น หากโดนหลินเซินฮ่าวจับได้ตอนนี้ อาจจะกลายเป็นเรื่องลำบากขึ้นมาได้
ทว่าในขณะเดียวกัน เกาเฟิงก็ตกอยู่ในภวังค์แห่งความตกใจ เพราะทันทีที่เขาหยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมา และได้เห็นปกหนังสือ
ภารกิจในหน้าระบบที่ชื่อว่า “สืบหาต้นตอของเผ่าพันธุ์ระดับล่างที่บุกรุกมหาลัย” ก็ปรากฏสถานะว่า “สำเร็จแล้ว”
ในขณะนี้ ค่า SAN ของเกาเฟิงอยู่ที่ “88/15”
เต็มเปี่ยมอย่างยิ่ง
และบนปกหนังสือสีดำเล่มใหญ่ที่อยู่ในมือของเขานั้น ปรากฏอักขระสีทองสี่ตัว ตัวอักษรเหล่านั้นไม่มีรูปร่างเหมือนตัวอักษรใดๆ ที่เกาเฟิงเคยอ่านมาก่อน แต่ถึงอย่างนั้นเขากลับเข้าใจความหมายได้โดยสัญชาตญาณ
“ขุมทรัพย์ลับไร้รูปลักษณ์”
“อักขระปีศาจ!” ลวี่จื้อเห็นตัวอักษรนั้นก็อุทานเบา ๆ ออกมา
อักขระปีศาจอะไร?
เกาเฟิงขมวดคิ้ว เขารู้ว่าเวลามีจำกัด จึงไม่ได้ตอบรับลวี่จื้อ แต่รีบเปิดหนังสือในมือทันที ทว่าเนื้อหาภายในกลับเต็มไปด้วยอักขระประหลาดแบบเดียวกับปก
แม้เขาจะอ่านความหมายของคำสี่คำนั้นบนปกได้ แต่เนื้อหาภายในกลับไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย
หรือเป็นเพราะระบบสามารถระบุที่มาของ “เผ่าพันธุ์ระดับล่าง” จึงทำให้ภารกิจเสร็จสิ้น และเขาเข้าใจคำบนปกหนังสือได้?
ขุมทรัพย์ลับไร้รูปลักษณ์? อักขระปีศาจ?
ทั้งหมดนี้…มันคืออะไรกันแน่?
(จบบท)